ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 239 เจ้าก็คู่ควรหรือ? (ตอนต้น)
คณะขุนนางผู้ประเมินความดีความชอบปักหลักอยู่ที่เขาเฟิ่งหมิงเป็นหลัก ที่นี่คือสมรภูมิ และเป็นสมรภูมิเพียงแห่งเดียว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ขุนนางเหล่านี้หาจำต้องเหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่สังหาร การสูญเสียไพร่พลล้วนมีบัญชีทหาร บัญชีทรัพย์สิน และเสบียงคอยยืนยัน ส่วนผลงานเด็ดหัวข้าศึกก็มีกองกะโหลกเป็นประจักษ์พยาน
การดั้นด้นมาเยือนเขาเฟิ่งหมิงหนนี้ ย่อมซ่อนเจตนาแอบแฝงไว้เป็นแน่แท้
จ้าวหนิงรั้งช้าอยู่ที่เผ่าต๋าต้านเพราะถูกเหนี่ยวรั้งให้ร่วมงานฉลอง ยามเขาชักม้ามาถึงเขาเฟิ่งหมิง กลุ่มขุนนางบุ๋นผู้หยิ่งผยองพองขน ก็กำลังยืนชี้ไม้ชี้มือสำรวจภูมิประเทศบริเวณค่ายหลักเขาวายุขาวพอดิบพอดี
ขุนนางหนุ่มผู้เป็นแกนนำสวมอาภรณ์สีแดงชาด กำลังชี้นิ้ววิจารณ์เนินเขาค่ายหลักเป็นระยะ
ขุนพลเยี่ยนเหมินที่ประจำการพร้อมพนักงานบันทึกทัพจำต้องเดินตามก้นขุนนางผู้เย่อหยิ่ง ซึ่งหาได้ปรายตามองพวกเขาสักครึ่งแวบ มิหนำซ้ำยังต้องอธิบายรูปการณ์รบวันนั้นด้วยใบหน้าดำทะมึน
จ้าวหนิงล่วงรู้ก่อนแล้ว ว่าเบื้องบนทรงมอบหมายให้สวีหมิงหล่างกุมบังเหียนการประเมินความดีความชอบหนนี้
นัยยะเบื้องหลังหมากตานี้ ไร้คำพูดก็กระจ่างแก่ใจ
ยามทอดสายตาเห็นสวีไจ้ซวิน บุตรชายคนรองของอัครเสนาบดีรั้งตำแหน่งแกนนำ กำลังวางอำนาจชี้หน้าด่าทอขุนพลเยี่ยนเหมินแต่ไกล เขาก็อ่านเกมทะลุปรุโปร่ง ไอ้สวะนี่ต้องหาข้ออ้างร้อยแปดมาปัดสวะ ล้างผลงานกองทัพเยี่ยนเหมินเป็นแน่
จ้าวหนิงกวักมือเรียกจ้าวซินเข้ามา กระซิบสั่งการเพียงสองสามประโยค แรกเริ่มจ้าวซินยังงุนงง ทว่าชั่วพริบตาก็กระจ่างแจ้ง จึงรีบเร่งไปจัดการตามบัญชาทันที
ดั่งที่จ้าวหนิงคาดการณ์ เวลานี้สวีไจ้ซวินกำลังพ่นวาจาเหน็บแนมหยามเกียรติ
“แม่ทัพผังเอาแต่พร่ำอ้างว่าภูมิประเทศแห่งนี้สลับซับซ้อนอันตราย กองทัพเยี่ยนเหมินบุกโจมตีด้วยความยากลำบากแสนสาหัส จึงล้มตายเป็นเบือ”
“ทว่าในสายตาข้า นี่คือคำแก้ตัวน้ำขุ่น ทหารกล้าสามกองทัพย่อมต้องผ่านการฝึกยุทธวิธีรบบนภูเขามาตั้งแต่ต้น โบราณกาลมาศึกบนเขาภูผามีน้อยเสียเมื่อใด หรือกองทัพเยี่ยนเหมินละทิ้งการฝึกซ้อมไปเนิ่นนานแล้ว
“ที่นี่หาใช่ช่องเขาคับแคบหนึ่งคนเฝ้าด่านหมื่นคนมิอาจทะลวง หากถกเรื่องป้อมปราการธรรมชาติ ที่นี่จะเอาอันใดไปเทียบด่านเจี้ยนเหมินกวน ปีนั้นปฐมกษัตริย์ไท่จู่กรีธาทัพบุกเสฉวน บดขยี้เจี้ยนเหมินกวนแตกพ่าย ยังสูญเสียไพร่พลไปเพียงหมื่นเศษ”
“อีกประการ สองทัพประจัญบานมีรุกมีถอย ภูมิประเทศย่อมกดดันทั้งสองฝ่าย เยี่ยนเหมินบุกตีเนินเขายากเข็ญ แล้วพวกเป่ยหูสวนกลับมันง่ายดายนักหรือ”
เอ่ยถึงตรงนี้ สวีไจ้ซวินก็แค่นเสียงฮึดฮัด สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แสร้งปั้นหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งผู้ทรงธรรม
“ยุทโธปกรณ์ของต้าฉีเหนือชั้นกว่าพวกคนเถื่อนอย่างเทียบไม่ติด ราชสำนักเทงบประมาณให้กองทัพเยี่ยนเหมินมหาศาลทุกปี หรือเม็ดเงินเหล่านั้นมิได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังรบ เงินทองพวกนั้นถูกถลุงไปที่ใดหมด”
“ศึกเขาวายุขาว ไพร่พลพลีชีพไปนับหมื่น แค่นี้ยังกล้าอ้าปากอ้างชัยชนะครั้งใหญ่ ยังมีหน้ามาทวงความดีความชอบอีกหรือ ในสายตาข้า นี่คือชัยชนะที่พ่ายแพ้ย่อยยับ ขุนพลเยี่ยนเหมินสมควรคุกเข่ารอรับอาญา ส่วนแม่ทัพคุมทัพยิ่งสมควรถูกบั่นคอตามกฎอัยการศึก”
วาจาผายลมเอาดีเข้าตัวของสวีไจ้ซวิน ทำเอาผังฉี่เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า ถลึงตาจ้องปานจะกินเลือดกินเนื้อ “ใต้เท้าสวีแตกฉานตำราพิชัยสงครามด้วยหรือ ไม่เคยเหยียบสมรภูมิอาบเลือด แล้วมีสิทธิ์อันใดมาพ่นน้ำลายส่งเดชที่นี่”
“บังอาจ”
สวีไจ้ซวินตวาดกร้าว “ข้าไม่เคยลงสมรภูมิ แล้วไม่เคยอ่านตำราพิชัยสงครามหรือ แม่ทัพผังโอหังไม่เห็นหัวผู้ใดถึงเพียงนี้ หรือว่ากองทัพเยี่ยนเหมินจะมีแต่สวะดื้อดึงอวดดีเช่นเจ้ากันหมด”
“ยังกล้าถลึงตาใส่ข้าอีก เจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่ไปวางอำนาจต่อหน้าพวกคนหูบ้างเล่า”
“ศึกเขาเฟิ่งหมิง กองทัพเยี่ยนเหมินสูญเสียกำลังพลเหยียบสี่หมื่นนาย ทัพเป่ยหูยอมถอยทัพ หรือเป็นเพราะพวกมันสับหัวพวกเจ้ามากไปจนมือไม้อ่อนล้า จึงได้ยอมแพ้ไปเองกันแน่”
“ชัยชนะในศึกนี้ ล้วนพึ่งพาพระบารมีของต้าฉีคุ้มกะลาหัว คิดว่าทัพเยี่ยนเหมินของพวกเจ้าเก่งกาจนักหรือ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาอวดดีคำรามใส่ข้า”
ผังฉี่คือขุนพลเหล็กผู้ถนัดเข่นฆ่าศัตรู ทะลวงค่ายบั่นคอแม่ทัพ ทว่าหากต้องงัดฝีปากพลิกลิ้น ไฉนเลยจะเป็นคู่มือของสวีไจ้ซวิน
ยามถูกอีกฝ่ายชี้หน้าด่าทอเป็นชุด เขาก็เดือดดาลจนร่างสั่นเทิ้ม รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายบิดเบือนความจริง แต่กลับอับจนถ้อยคำจะสวนกลับ อึดอัดจนอกแทบระเบิดเป็นเสี่ยง
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด สุ้มเสียงเย็นชาไร้ระลอกอารมณ์พลันดังแหวกอากาศขึ้นมาอย่างเชื่องช้า “เห่าหอนอันใดกัน”
ทุกสายตาตวัดมองตามเสียง เห็นเพียงจ้าวหนิงเยื้องย่างเข้ามาด้วยใบหน้าดุจน้ำแข็ง ทหารเยี่ยนเหมินรอบนอกรีบเปิดทางให้อย่างรู้ความ ผังฉี่หัวใจพองโตประหนึ่งเห็นที่พึ่ง รีบรุดเข้าไปหา
“นายน้อย ไอ้สวะนี่กำลังใส่ไฟพวกเรา อ้างว่าเราตีเขาวายุขาวแตกมิใช่ชัยชนะแต่เป็นความพ่ายแพ้ แค้นใจนัก ข้าน้อยปากหนัก ไร้ปัญญางัดข้อ ขอนายน้อยโปรดลงอาญา”
ยามสวีไจ้ซวินสบตาจ้าวหนิง ประกายอาฆาตพลันปะทุวาบ ประหนึ่งศัตรูคู่แค้นที่ฆ่าบิดาแย่งชิงภรรยามาปรากฏตรงหน้า
สมรภูมิอำนาจระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊แห่งต้าฉี ก่อร่างความแค้นฝังลึกระหว่างตระกูลจ้าวและตระกูลสวี ทั้งสองฝ่ายเข้ากันไม่ได้ดั่งไฟกับน้ำมาเนิ่นนาน
บัดนี้จ้าวหนิงโผล่มา สวีไจ้ซวินถือดีในหัวโขนของตน จึงคร้านจะเสวนากับผังฉี่ให้เปลืองน้ำลาย เขาขยิบตาให้ขุนนางสอพลอชุดเขียวที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง
ขุนนางชุดเขียวอ่านสัญญาณออกทะลุปรุโปร่ง ปรายตามองผังฉี่พลางแค่นหัวเราะเย้ยหยัน ก่อนเปิดปากสวนกลับ
“ใต้เท้าสวีเอ่ยผิดตรงไหน แม่ทัพผังชิงฟ้องก่อนหาว่าพวกเราใส่ไฟ ในเมื่อพวกเราเป็นฝ่ายผิด แล้วเหตุใดเจ้าถึงโต้แย้งมิได้เล่า ที่ใบ้กิน ก็เพราะเจ้าไร้เหตุผลเอาเสียเลยอย่างไรล่ะ”
ผังฉี่เดือดดาลจนตาแทบถลน อยากง้างปากด่าทอ ทว่าไม่อาจปฏิเสธตรรกะข้างๆ คูๆ ของอีกฝ่ายได้ นั่นยิ่งทำให้เขาอึดอัดจนอกแทบกระอักเลือด
ขัดกับขุนนางชุดเขียวที่ลอยหน้าลอยตา สายตาที่มองผังฉี่เต็มไปด้วยความหยามหมิ่นและดูแคลน ราวกับกำลังปั่นหัวสุนัขโง่งมตัวหนึ่ง
จังหวะที่ขุนนางชุดเขียวอ้าปากเตรียมจะกระทืบซ้ำให้ผังฉี่คลั่งตาย หมายบดขยี้เกียรติยศขุนพลให้จมดิน จู่ๆ เงาทะมึนสายหนึ่งพลันวาบผ่านลานสายตา ขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน
ไม่ทันให้มันตั้งตัว ภาพตรงหน้าพลันมืดมิด สติสัมปชัญญะดับวูบ เสียงสุดท้ายที่โสตประสาทรับรู้ คือเสียง ‘เพียะ’ ดังก้องกังวานสนั่นหวั่นไหว
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของฝูงชน จ้าวหนิงผู้มีใบหน้าเย็นเยียบตวัดฝ่ามือตบฉาดเข้าที่สันกรามขุนนางชุดเขียวอย่างจัง ฟาดจนฟันร่วงกระเด็นหลุดไปกี่ซี่ก็สุดรู้ แรงกระแทกซัดร่างมันล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น สลบเหมือดคาที่โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องครวญครางสักแอะ
ฝ่ามือปลิดวิญญาณที่ฟาดลงมาอย่างไร้ปรานี ทำเอาทุกคนในลานชะงักงันเป็นไก่ตาแตก ก่อนที่ทุกสายตาจะเบนขวับไปจับจ้องจ้าวหนิงเป็นจุดเดียว
นัยน์ตาสวีไจ้ซวินและขุนนางบุ๋นลุกโชนด้วยไฟแค้น ส่วนผังฉี่และขุนพลเยี่ยนเหมินกลับลิงโลด เลื่อมใสศรัทธาจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
จ้าวหนิงสะบัดมือปัดฝุ่นที่ไร้ตัวตน สีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ประหนึ่งสัมผัสสิ่งปฏิกูล เอ่ยเสียงราบเรียบ “ขยะอันใดกัน สมรภูมิแห่งนี้มีที่ให้ขุนนางขั้นเจ็ดสวะๆ อย่างเจ้าสอดปากด้วยหรือ”
ยามเขาก้าวเข้าสู่กองทัพเยี่ยนเหมิน บรรดาศักดิ์ก็รั้งขั้นหกแล้ว ผ่านสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิงสองครา ล้วนสร้างความดีความชอบสูงสุดในกองทัพ ขอเพียงราชสำนักไม่ตาบอด ย่อมต้องเลื่อนเขาขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสี่อย่างแน่นอน
เบื้องบนจะตาบอดหรือไม่หาได้สลักสำคัญ ทว่าสวีไจ้ซวินย่อมไม่มีวันยอมรับผลงานของจ้าวหนิง และปล่อยให้เขาสยายปีกเลื่อนเป็นขั้นสี่ได้อย่างราบรื่นแน่ “จ้าวหนิง เจ้าโอหังกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถึงกับกล้าตบหน้าขุนนางราชสำนักกลางวันแสกๆ เจ้า…”
ถ้อยคำด่าทอพลันสะดุดกึกคาลำคอ
เพราะโสตประสาทสัมผัสได้ถึงเสียง ‘เช้ง’ …ดาบเหิงเตาถูกกระชากออกจากฝัก
ขนหัวลุกซู่ไปทั้งร่าง
จ้าวหนิงคิดจะทำอันใด
เขาประจักษ์แก่ตา คมดาบสีเงินวาววับเย็นเยียบ พุ่งทะยานเข้าจ่อที่หว่างคิ้วในชั่วพริบตา
วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ขุนนางในเมืองอย่างเขา เคยถูกคมดาบพาดคอหอยเสียที่ไหน
ซ้ำร้ายความเร็วในการกระชากดาบของจ้าวหนิงยังรวดเร็วปานอัสนี ด้วยตบะระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นขั้นสมบูรณ์ของเขา กลับตระหนักชัดว่าไร้หนทางหลบเลี่ยง ไอ้เด็กนี่… หรือว่ามันบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางไปแล้ว
หากผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางหมายหัวเด็ดชีพเขา เขาย่อมไร้ทางรอดอย่างเด็ดขาด
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สวีไจ้ซวินตื่นตระหนกสุดขีด ลนลานก้าวถอยกรูด ทว่าก้าวพลาดเสียหลัก เท้าสะดุดก้อนหิน ร่างหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ
ทั่วทั้งลานเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงเข็มหล่น
สวีไจ้ซวินหน้าแดงก่ำดั่งตับเป็ด อับอายจนแทบอยากขุดหลุมฝังตัวเองหนีลงใต้ดิน
จ้าวหนิงชักดาบจริง ทว่าดาบเหิงเตากลับหยุดชะงักนิ่งค้างกลางอากาศ ต่อให้เขาไม่ก้าวถอย คมดาบก็ไม่มีวันระคายเคืองผิวหน้าผากเขาอยู่ดี
ทว่าเขากลับขวัญหนีดีฝ่อ ล้มกลิ้งคลุกฝุ่น เสียกิริยาจนหมดสิ้น สภาพน่าสมเพชเวทนาเช่นนี้ ยามอยู่ต่อหน้าจ้าวหนิง เขาก็ไม่ต่างอันใดกับหนูโสโครกตัวหนึ่ง
ภาพอัปยศนี้ทำเอาเหล่าขุนนางบุ๋นหน้าดำทะมึน ขุนนางจากตระกูลอื่นและขุนนางตระกูลยากไร้บางคน ต่างมองสวีไจ้ซวินด้วยสายตาสมเพชระคนเหยียดหยาม
ด้านผังฉี่และขุนพลเยี่ยนเหมินยิ่งปิติสะใจถึงขีดสุด พวกเขาระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังก้องกังวาน ไม่ไว้หน้าอีกต่อไป
จ้าวหนิงกระแทกดาบเหิงเตาเข้าฝัก ปรายตามองสวีไจ้ซวินจากมุมสูง เอ่ยหยามหมิ่น “เจ้าเป็นเศษสวะอันใด ถึงกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์ความชอบของกองทัพเยี่ยนเหมิน
“กลางสมรภูมิเดือด ทหารกล้าผู้ใดบ้างไม่อาบเลือดฟาดฟัน ผู้ใดบ้างไม่ฝ่าคมหอกคมดาบท้าทายมัจจุราช ข้าก็ไม่เห็นทหารเยี่ยนเหมินคนใด จะแสดงท่าทีขี้ขลาดตาขาวน่าสมเพชเยี่ยงเจ้าเลยสักคน”
“แค่อ่านตำราพิชัยสงครามมาสองสามเล่ม ก็ผยองคิดว่าตนเองแตกฉานการทหารแล้วหรือ ในสายตาข้า เจ้าก็เป็นแค่ลูกหมาเห่าใบตองแห้ง นอกจากแว้งกัดทำขายหน้า ก็หามีประโยชน์อันใดไม่”
ผังฉี่รู้สึกว่าถ้อยคำของจ้าวหนิงช่างบาดลึกและคมคายยิ่งนัก มันกรีดเอาความอัดอั้นที่เขาอยากระบายทว่าไร้โวหารออกมาจนหมดจดทะลุปรุโปร่ง เขาไม่อาจระงับความเลือดเดือด นำหน้าปรบมือโห่ร้องตะโกนลั่น
“นายน้อยกล่าวได้ประเสริฐนัก”
เหล่าขุนพลเยี่ยนเหมินมีหรือจะพลาดโอกาส พวกเขาพร้อมใจตบเกราะหน้าอกดังปังๆ เปล่งเสียงคำรามกึกก้อง “นายน้อยเกรียงไกร”
เดิมทีขุนนางบุ๋นหมายรุมประณามจ้าวหนิง ทว่าเมื่อปะทะกับสีหน้าฮึกเหิมของเหล่าขุนพลเหล็กเยี่ยนเหมิน แม้เป็นเพียงการทุบเกราะหน้าอก ทว่ากลับแผ่จิตสังหารดุดันประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายลงเขา ทำเอาพวกมันหวาดหวั่นจนก้าวขาไม่ออก
พวกมันจำต้องขบคิดชั่งน้ำหนัก หากขุนพลเลือดเดือดกลุ่มนี้กำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวกฎหมายเยี่ยงจ้าวหนิง พวกมันจะเอาชีวิตรอดจากการโดนลูกหลงเหยียบจมดินได้หรือไม่
สวีไจ้ซวินตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล บัดนี้ถึงคราวที่เขาอยากจะฉีกเนื้อเถือหนังจ้าวหนิงบ้างแล้ว
“จ้าวหนิง เจ้าโอหังเกินไปแล้ว ถึงกับกล้าชักดาบขู่ข้า เจ้ามันอหังการไม่เห็นฟ้าเห็นดิน ข้าเห็นทีว่าวินัยทหารทัพเยี่ยนเหมิน คงจำต้องอาศัยผู้ตรวจทัพมาจัดระเบียบเสียใหม่กระมัง”
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน ตัดบทอีกฝ่ายฉับ “ให้เจ้าถ่อมาเป็นผู้ตรวจทัพเยี่ยนเหมิน... เจ้ามีความกล้าหรือ”
สีหน้าสวีไจ้ซวินแข็งค้างดั่งถูกสกัดจุด
หากตนสอดมือมาเป็นผู้ตรวจทัพ มีหวังถูกจ้าวหนิงปั่นหัวทรมานจนอยู่มิสู้ตาย โลกียสุขล้นฟ้าในเยี่ยนผิงมีให้เสพ เหตุใดต้องรนหาที่ตายมาทนทุกข์ทรมานรับลมหนาวที่ชายแดนเล่า
จ้าวหนิงตบฝักดาบเบาๆ “สวะเช่นเจ้า มีคุณสมบัติอันใดมาชั่งน้ำหนักผลงานที่ทหารกล้าแลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิต อัครเสนาบดีหมายจะปล้นความชอบกองทัพเยี่ยนเหมิน อย่างน้อยก็ควรส่ง ‘คน’ มา ไฉนจึงส่งสุนัขขี้ขลาดไร้น้ำยามาให้เหยียบเล่นเล่า”
“เจ้าหวังให้ขุนพลและทหารกล้าที่ตะเกียกตะกายรอดพ้นขุมนรกกองซากศพ มาคุกเข่าศิโรราบก้มหัวสอพลอพวกขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้าหรือ เพ้อเจ้อสิ้นดี ชายชาตรีแห่งต้าฉี ไม่มีผู้ใดกระดูกอ่อนยอมคุกเข่าให้สุนัขเช่นเจ้า”
“จ้าวหนิง เจ้า”
สวีไจ้ซวินอ้าปากค้าง หมายจะพ่นคำด่าทอ ทว่าจ้าวหนิงเบนสายตาไปจ้องขุนนางบุ๋นที่เหลือ นัยน์ตาคมกริบดุจศรสังหาร “สมรภูมิเขาวายุขาว คือผืนแผ่นดินที่ทหารเยี่ยนเหมินของข้ายอมพลีชีพ หลั่งเลือดบดขยี้ข้าศึกเพื่อตอบแทนแผ่นดิน”
“ชายชาตรีทุกคนที่ฝังกระดูก ณ ที่แห่งนี้ ล้วนเป็นวีรบุรุษต้าฉีผู้เด็ดเดี่ยว ภักดีต่อองค์เหนือหัว ปกป้องแผ่นดินจนตัวตาย”
“ข้าจะทนยืนดูสวะบุ๋นที่ไร้เดียงสาเรื่องสงคราม ซ้ำยังคิดคดหักหลังเยี่ยงพวกเจ้า มายืนชี้หน้าหยามเกียรติผลงานที่พวกเขาสังเวยด้วยชีวิตได้อย่างไร”
“ไสหัวไปให้พ้น”
ประจันหน้ากับเสียงตวาดกร้าวของจ้าวหนิง สัมผัสถึงจิตสังหารที่พร้อมจะฉีกทึ้งร่างผู้คน กลิ่นอายดุดันแผ่ซ่านจนไม่อาจสบตาตรงๆ เหล่าขุนนางบุ๋นต่างใบ้กิน อกสั่นขวัญแขวนใจเต้นระรัวปานรัวกลองรบ
ขุนพลเหล็กกล้าที่แท้จริงเป็นเช่นไร… นี่คือการปะทะกันซึ่งๆ หน้าอีกครั้ง ระหว่างขุนนางบุ๋นแห่งต้าฉีกับคมดาบของชายชาตรีในรอบร้อยปี
ยามพวกมันผยองคิดว่าตนมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย สามารถสาดน้ำลายวิจารณ์สมรภูมิและปล้นชิงความชอบได้ตามอำเภอใจ บัดนี้พวกมันเพิ่งตระหนัก… ว่าพวกตนไร้ความกล้าแม้แต่จะช้อนตาสบกับจ้าวหนิงเสียด้วยซ้ำ
สวีไจ้ซวินอับอายจนแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่ง ฝืนข่มความหวาดผวา แสร้งปั้นหน้าถมึงทึงทั้งที่ก้นบึ้งใจสั่นสะท้าน เค้นเสียงคุกคาม “พวกเรามาประเมินความชอบกองทัพเยี่ยนเหมิน ถือเป็นกระแสรับสั่ง จ้าวหนิง… เจ้ากล้าขัดราชโองการเชียวหรือ หรือเจ้าคิดจะก่อกบฏ”