ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 242 เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างมีแผนรับมือ (ตอนต้น)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 242 เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างมีแผนรับมือ (ตอนต้น)
คล้อยหลังออกจากเขาวายุขาว เหล่าขุนนางบุ๋นต่างคอตกหดหัวราวกับนกกระทาหวาดเกรงภัย สลัดทิ้งซึ่งสง่าราศีจนสิ้น
ขงเหยียนฮวาโดนจ้าวหนิงอัดจนสลบเหมือด ใบหน้าแหลกเหลวเละเทะจนสิ้นเค้าเดิม ต่อให้ประเคนโอสถวิเศษล้ำค่า หากไม่เก็บตัวพักฟื้นสักครึ่งค่อนเดือน ย่อมหมดสิทธิ์เสนอหน้าออกไปพบผู้คน
ขาดผู้นำทัพอย่างขงเหยียนฮวา ภารกิจชี้ขาดความชอบย่อมต้องระงับชั่วคราว ขืนดึงดันเดินหน้าโดยมีมัจจุราชอย่างจ้าวหนิงยืนจังก้าคุมเชิง พวกมันย่อมถูกบีบให้บันทึกผลงานตามจริง… ทว่านั่นหาใช่สิ่งที่สุนัขรับใช้อย่างพวกมันมีสิทธิ์ตัดสินใจ
วีรกรรมเลือดครานี้ ถูกเหล่าขุนนางบุ๋นเร่งจดจารลงฎีกา ส่งม้าเร็วควบห้อฝ่าราตรีมุ่งสู่เมืองเยี่ยนผิง หมายพึ่งพระบารมีราชสำนักชำระความ… ทว่านั่นล้วนเป็นเรื่องราวในภายหลัง
ยามจ้าวหนิงก้าวพ้นอาณาเขตเขาวายุขาว หยางเจียนีพลันสาวเท้าเข้าหา นัยน์ตากลมโตดำขลับดุจออบซิเดียนกวาดมองเด็กหนุ่มหัวจรดเท้า ก่อนวางมือตบไหล่เขาฉาดใหญ่ ชูนิ้วโป้งเอ่ยชมเสียงใส
“ทำได้ดี”
จ้าวหนิงเห็นสีหน้าหญิงสาวเปล่งประกายมีชีวิตชีวา ผิดแผกจากท่าทีเย็นชาดุจซากศพเดินได้ตามปกติ จึงแสร้งประสานมือคารวะ หัวร่อรับคำ “มิกล้า มิกล้า”
หยางเจียนีพลันเปลี่ยนสีหน้า แค่นเสียงขัดใจ “แต่เจ้าพลาดไปจุดหนึ่ง ทำให้เรื่องนี้ไร้ความสมบูรณ์แบบ”
จ้าวหนิงเลิกคิ้วประหลาดใจ “พลาดจุดใด”
หยางเจียนีปั้นหน้าขรึม “เรื่องสนุกปานนี้ ตอนลงมือกลับไม่รั้งรอข้า ศึกเขาเฟิ่งหมิงเจ้าร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา กระทำการเยี่ยงนี้ช่างไร้คุณธรรมนัก”
จ้าวหนิงหลุดหัวเราะพรืด ทว่าท่าทีของนางล้วนสมเหตุสมผล การบีบลดบรรดาศักดิ์ตระกูลหยางเมื่อปีก่อน คือผลงานชิ้นโบแดงของพวกขุนนางบุ๋น ด้วยนิสัยแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน นางย่อมชิงชังพวกมันเข้ากระดูกดำ
“คราวหน้าไม่พลาดแน่” จ้าวหนิงรับปากทีเล่นทีจริง
“คราวหน้าอันใด โอกาสทองกองอยู่ตรงหน้า มีเหตุผลใดให้ปล่อยผ่าน ไปกระโจมข้า พวกเรามาสุมหัวหารือ ว่าควรงัดข้ออ้างใดไปรุมกระทืบพวกขุนนางสวะนั่นต่อ”
หญิงสาวสะบัดมือขาวผ่อง ท่าทางเด็ดขาดเฉียบคม “เจ้าเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ยามนี้เหมาะจะงัดมาใช้ ขอเพียงช่วยข้าชำระความแค้น ข้าจะยอมรอจนเจ้าทะลวงถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ค่อยเปิดศึกประลองกัน”
“จริงหรือ เจ้าใจกว้างปานนี้เชียว”
“ข้าหยางเจียนีลั่นวาจาดุจขุนเขา เคยกลืนน้ำลายตนเองตั้งแต่เมื่อใด” หยางเจียนีตบยอดอกตนเองดังป้าบๆ พร้อมถลึงตาใส่เด็กหนุ่ม ดูแคลนที่อีกฝ่ายประเมินสัจจะนางต่ำเกินไป
ทั้งสองสาวเท้าเคียงข้าง ตลอดทางหยางเจียนีคึกคักตื่นตัว ร้อนวิชาจนแทบทนไม่ไหว เอาแต่สุมหัวเค้นแผนชั่วร้ายสารพัดกับจ้าวหนิง
มองดูท่าทีถูไม้ถูมือเตรียมลงทัณฑ์ของนาง จ้าวหนิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา ว่าสตรีร่าเริงเปี่ยมชีวิตชีวาตรงหน้า คือหยางเจียนีผู้เย่อหยิ่งเย็นชาในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท หรือแม่ทัพหญิงเงียบขรึมยามเพิ่งเหยียบสมรภูมิทุ่งหญ้า
วินาทีนั้น จ้าวหนิงเพิ่งตระหนักแจ้งแก่ใจ… แท้จริงแล้วหยางเจียนีเพิ่งจะอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น
วัยดรุณีแรกแย้มงดงามดั่งบุปผาเบ่งบาน ตราบใดที่จิตวิญญาณไม่แหลกสลายจนเกินเยียวยา ต่อให้มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรตัดขาดโลกีย์ ย่อมไม่มีทางกลายเป็นท่อนไม้แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาโดยสมบูรณ์
อดีตที่ผ่านมา เปลือกนอกอันเย็นชาดุจน้ำแข็งห้ามผู้ใดเข้าใกล้ของนาง เป็นเพียงเพราะทั้งสองยังห่างเหิน ไร้เส้นใยแห่งมิตรภาพ หยางเจียนีจึงยังรักษาระยะห่าง ซุกซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้
สิ่งนี้เป็นประจักษ์พยานชัดแจ้ง ยามนี้หยางเจียนีเริ่มยอมรับเขาในฐานะสหายร่วมรบอย่างแท้จริงแล้ว
…
ขณะที่หยางเจียนีหอบเอาแผนการของจ้าวหนิง ไปรีดไถพวกขุนนางบุ๋น บีบคั้นให้พวกมันยอมคายผลงานอาบเลือดของทัพนางออกมาแต่โดยดี หาไม่แล้วจะแสร้งบันดาลโทสะ คว้าดาบม่อเตาไล่สับกบาลทวงความเป็นธรรม จ้าวหนิงกลับมาทรุดนั่งเผชิญหน้ากับจ้าวเสวียนจี
“ขงเหยียนฮวาเจ็บหนักปางตาย ตาเฒ่าสวีหมิงหล่างไม่มีวันยอมเลิกรา เจ้าวางหมากรับมือเช่นไร” ยามจ้าวเสวียนจีเอ่ยถาม น้ำเสียงไร้ซึ่งความกังวล เขาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าก่อนหลานชายจะลงมือกระทำการอุกอาจ ย่อมวาดกระดานหมากเตรียมรอไว้ล่วงหน้าแล้ว
“มิใช่แค่ขงเหยียนฮวา ภายหน้าขุนนางบุ๋นคนใดสอดมือเข้ามา หากกล้าปล้นผลงานของกองทัพเยี่ยนเหมิน ข้าย่อมลงมือ” จ้าวหนิงประกาศจุดยืนกร้าว “ต่อให้สวีหมิงหล่างรุดมาด้วยตนเอง หรือต้องเผชิญหน้าฝ่าบาทกลางท้องพระโรง ต่อให้ต้องอาละวาดจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ข้าไม่มีวันปล่อยให้สุนัขตัวใดชุบมือเปิบ กลืนกินหยาดเลือดของเหล่าทหารหาญ”
จ้าวเสวียนจีกดเสียงต่ำ “หากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ย่อมเกินหยั่งถึง”
จ้าวหนิงกระตุกยิ้ม ไม่นำพาต่อความกังวล “จะเลวร้ายได้สักเพียงใด ข้ากุมความชอบอันดับหนึ่งจากสองสมรภูมิเป็นเกราะคุ้มภัย ต่อให้กระทำการอหังการไปบ้าง ทว่าความชอบธรรมยังสถิตอยู่ฝั่งเรา หรือสงครามเพิ่งคว้าชัย ฝ่าบาทจะทรงจับขุนพลโยนเข้าคุกตะรางเพียงเพราะเรื่องพรรค์นี้”
“หากพระองค์ทรงกระทำการเสร็จนาฆ่าโคถึกเยี่ยงนี้จริง ตระกูลขุนนางบู๊มิพลุ่งพล่านลุกฮือหรือ แล้วผู้คนใต้หล้าจะครหาเช่นไร”
“เดินหมากมาถึงขั้นนี้ ตระกูลใหญ่ใดบ้างมองไม่ออก ว่าโอรสสวรรค์หมายริบอำนาจขั้วเก่า ชุบเลี้ยงขุนนางไร้รากฐานขึ้นมาแทนที่ ท่ามกลางสมรภูมิบุ๋นบู๊ห้ำหั่นเอาเป็นเอาตาย ตระกูลเก่าแก่ตกเป็นเบี้ยล่างก็จริง ทว่าใช่จะยอมศิโรราบกลืนเลือดโดยไร้ความคับแค้น”
“ดังนั้นทัณฑ์หนักสุดที่พึงมี ก็แค่ลบชื่อข้าออกจากบัญชีความชอบ ปลดจากตำแหน่ง ริบบรรดาศักดิ์ทิ้งก็เท่านั้น”
จ้าวเสวียนจีทอดถอนใจยาว ไม่ปริปากวิจารณ์เบื้องสูงส่งเดช เพียงเอ่ยเตือนจ้าวหนิง “หากโดนถอดถอนและริบบรรดาศักดิ์จริง เส้นทางขุนนางของเจ้าย่อมบอบช้ำสาหัส”
หลายปีให้หลัง จ้าวหนิงอาจหวนคืนสู่กองทัพเยี่ยนเหมินได้ ทว่ายศถาบรรดาศักดิ์ย่อมถูกแช่แข็ง รั้งเพียงขุนนางขั้นห้าขั้นหก… หรือเลวร้ายสุดคือต้องตะเกียกตะกายไต่เต้าใหม่แต่ต้น
“ครานี้ข้าจำต้องออกโรง ในฐานะผู้กุมความชอบสูงสุดแห่งสมรภูมิ มีเพียงข้าที่พอจะกำแหงข้ามหน้าข้ามตาได้บ้าง หากเป็นผู้อื่นกระทำการเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ จุดจบย่อมอนาถหาที่ฝังศพไม่ได้”
จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบ “ส่วนเรื่องปลดตำแหน่งริบบรรดาศักดิ์ นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าปรารถนา”
จ้าวเสวียนจีชะงักงัน “เจ้าเตรียมสลัดทิ้งกองทัพเยี่ยนเหมินตั้งแต่แรกแล้วหรือ”
“สิ้นศึกครานี้ บารมีข้าในกองทัพเยี่ยนเหมินย่อมสลักรากฝังลึก ต่อให้เร้นกายไปหลายปีค่อยหวนคืน สถานะย่อมมั่นคงดุจขุนเขา การรั้งอยู่ในกองทัพเยี่ยนเหมินสืบไปหาเกิดประโยชน์ไม่ รังแต่จะเป็นโซ่ตรวนผูกมัด ขัดขวางข้าจากเส้นทางที่ควรเดิน”
“เช่นนั้นหลังจากนี้เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
“กระทำกิจที่สำคัญยิ่งกว่า”
“สำคัญยิ่งกว่าเส้นทางขุนนางเชียวหรือ”
“เมื่อเทียบกันแล้ว เส้นทางขุนนางจอมปลอมนี้ ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเสียด้วยซ้ำ”
…
ตำหนักฉงเหวิน โอรสสวรรค์กำลังประทับตรวจฎีกา โดยมีจ้าวยวี่เจี๋ยในอาภรณ์เต็มยศคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่เคียงข้าง
ฎีกาที่ทรงวินิจฉัยแล้ว นางจะคัดแยกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ หากฮ่องเต้มีพระประสงค์ทอดพระเนตรฎีกาหมวดใด นางสามารถหยิบฉวยถวายได้ทันท่วงที ทั้งสองสอดประสานกันดุจปี่กลอง
กิจราชการเช่นนี้ แท้จริงย่อมมีขุนนางกรมวังคอยจัดการ หาใช่หน้าที่พระสนม ฝ่ายในห้ามก้าวก่ายราชกิจ… นี่คือกฎเหล็กบรรพชนแห่งต้าฉี
ทว่ายามนี้ กฎเหล็กคล้ายกำลังถูกกัดเซาะ เมื่อโอรสสวรรค์ทรงประจักษ์ในปรีชาญาณของจ้าวยวี่เจี๋ย พระองค์ย่อมไม่รังเกียจให้นางรับรู้ข้อราชการลึกซึ้งในฎีกา บางครายังรับสั่งถามความเห็นจากนาง
ยามสวีหมิงหล่างก้าวล่วงเข้าตำหนัก จ้าวยวี่เจี๋ยพลันเร้นกายหลังม่านมุก ฮ่องเต้ทรงวางฎีกาในพระหัตถ์ ปรายพระเนตรมองมหาเสนาบดีเฒ่า ทรงล่วงรู้จุดประสงค์การมาเยือนทะลุปรุโปร่ง
“จ้าวหนิงบังอาจลงมือกับขุนนางราชสำนักกลางแจ้ง กระทั่งชานจือเจิ้งซื่อยังไม่ละเว้น ซ้ำลั่นวาจาโอหัง ผู้ใดกังขาผลงานของกองทัพเยี่ยนเหมิน มันจะจัดทัพประจัญบานให้เห็นดำเห็นแดง” สวีหมิงหล่างถวายบังคม สีหน้าเขียวคล้ำ “ฝ่าบาท ตระกูลจ้าวกำแหงเหิมเกริม ลบหลู่เบื้องสูง สมควรเรียกต้าตู้ตูกลับมาตำหนิโทษกลางพระถิ่นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หากไร้เงาจ้าวหนิงมาอาละวาดคลุ้มคลั่ง ต่อให้ตระกูลจ้าวโอนอ่อนผ่อนตาม สวีหมิงหล่างย่อมสามารถดึงเชงประวิงเวลาชี้ขาดความชอบ ลากยาวจนกลายเป็นคดีค้างปี เพื่อส่งสัญญาณเตือนกองทัพเยี่ยนเหมินว่า:
หากไม่ยอมให้เรื่องลากยาวไร้จุดจบสามปีห้าปี หรือไร้กำหนดปูนบำเหน็จ ย่อมต้องยอมกลืนเลือดหักผลงานทิ้ง มอบความชอบส่วนใหญ่ให้ทัพของอันซือหมิง ให้ตระกูลจ้าวเลือกชะตากรรมเอาเอง
เมื่อบำเหน็จรางวัลค้างคา ทหารกองทัพเยี่ยนเหมินย่อมเดือดดาล ตระกูลจ้าวย่อมนั่งไม่ติด ในฐานะต้าตู้ตูกุมบังเหียนทัพ หากไร้ปัญญาทวงคืนความเป็นธรรมให้ลูกน้อง ย่อมสูญเสียแรงศรัทธาจากสามเหล่าทัพ เท่ากับเปิดทางสว่างให้อันซือหมิงเสียบแทน
ขอเพียงสวีหมิงหล่างหยัดยืนแข็งกร้าว โดยมีโอรสสวรรค์ประทับหนุนหลังอยู่เงียบๆ ต่อให้จ้าวเสวียนจีบุกมาคุกคามถึงจวน อาละวาดพังท้องพระโรงย่อมไร้ผล ท้ายที่สุดจำต้องก้มหัวศิโรราบ
ทว่ายามนี้ความป่าเถื่อนของจ้าวหนิง ประกาศกร้าวว่าจะดับเครื่องชนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เพื่อปกป้องผลงานและเลือดเนื้อของกองทัพเยี่ยนเหมิน การกระทำนี้เท่ากับหลอมรวมใจทหารทั้งกองทัพให้เป็นหนึ่งเดียว และผลักไสเหล่าขุนนางบุ๋นไปเป็นศัตรูคู่อาฆาตโดยสมบูรณ์
หากยังดึงดันแช่แข็งผลงาน เป้าหมายความแค้นของกองทัพเยี่ยนเหมินย่อมพุ่งเป้าไปที่ขุนนางบุ๋น หรือกระทั่งลุกลามถึงราชสำนัก ทว่าพวกมันจะไม่มีวันปริปากด่าทอตระกูลจ้าว ซ้ำยังจะซาบซึ้งหยาดน้ำตาไหลที่จ้าวหนิงออกโรงปกป้องปานนี้ ยิ่งถวายหัวภักดีต่อตระกูลจ้าว
อันที่จริง ท่ามกลางสมรภูมิบุ๋นบู๊ห้ำหั่นเดือดเลือดพล่านเช่นนี้ ทหารสามเหล่าทัพล้วนชิงชังพวกขุนนางบุ๋นเข้ากระดูกดำ ธรรมชาติย่อมต้องเอนเอียงเข้าข้างตระกูลจ้าวอยู่แล้ว
มาถึงขั้นนี้ สถานการณ์พลันกลายเป็นหอกข้างแคร่ ตระกูลจ้าวแข็งกร้าวดุจหินผา สวีหมิงหล่างอับจนปัญญาพลิกแพลง จำต้องทูลเชิญโอรสสวรรค์ออกโรงชี้ขาด
ฮ่องเต้ทรงแค่นเสียงเย็นชา จ้าวเสวียนจีกล้าสับเปลี่ยนกำลังพลทะลวงค่ายกลางศึก สิ้นศึกยังปล่อยให้หลานชายกำแหงเหยียบย่ำกฎมณเฑียรบาล พระองค์จะทรงอดกลั้นได้อย่างไร ในสายพระเนตร ตระกูลจ้าวผูกขาดบัลลังก์ขุนนางบู๊อันดับหนึ่งมายาวนานเกินไป จนกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายหยิ่งผยอง หางใหญ่จนสะบัดไม่หลุดเสียแล้ว
“ขุนพลทัพเยี่ยนเหมินบังอาจประทุษร้ายขุนนางกรมวังกลางแจ้ง ขัดขวางราชกิจ หละหลวมวินัยทหาร เหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมือง สมควรรับทัณฑ์สถานหนัก: มีราชโองการ หักผลงานความชอบลงสองส่วน” ฮ่องเต้ตรัสประกาศิตข้อแรก
สวีหมิงหล่างลอบลิงโลด วีรกรรมของจ้าวหนิงไร้เจตนาอื่นใดนอกจากซื้อใจกองทัพ ยามนี้ฮ่องเต้ทรงใช้ความโอหังนั้นเป็นข้ออ้างปล้นผลงานทัพเยี่ยนเหมิน เมื่อทหารสูญเสียผลประโยชน์ ปลายหอกแห่งความเคียดแค้นย่อมพุ่งกลับไปทิ่มแทงจ้าวหนิงและตระกูลจ้าว
ทว่าการริบผลงานเพียงสองส่วน ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่วาดหวัง ตามหมากของสวีหมิงหล่าง ฎีกาผลงานที่จ้าวเสวียนจีถวายขึ้นมา มันตั้งใจจะอ้างว่าทัพเป่ยหูมิได้ต้านทานเหนียวแน่น การสูญเสียกำลังพลมหาศาลคือประจักษ์พยานถึงความอ่อนหัด แม้คว้าชัยก็อัปยศดุจพ่ายแพ้ หมายปล้นผลงานคืนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
มิหนำซ้ำ มันตั้งใจจะกวาดผลงานที่เหลือครึ่งหนึ่ง โกยไปประเคนให้กองทัพของอันซือหมิงจนพุงกาง
ทว่าบัดนี้กระทำมิได้แล้ว ด้วยความบ้าคลั่งของจ้าวหนิง การริบผลงานมากกว่านี้ย่อมกระโตกกระตาก เจตนาห้ำหั่นจะโจ่งแจ้งเกินงาม รังแต่จะก่อคลื่นพายุย้อนศร
“จ้าวหนิงอหังการเหิมเกริม หมิ่นเบื้องสูง มีราชโองการ ปลดกระเด็นจากทุกตำแหน่ง ริบบรรดาศักดิ์ยศถา และห้ามเหยียบย่างเข้ารับราชการภายในห้าปี” นี่คือประกาศิตข้อที่สอง
สวีหมิงหล่างพยักหน้ารับคำเงียบๆ จ้าวหนิงคือสายเลือดที่เจิดจรัสที่สุดของตระกูลจ้าว คือความหวังและว่าที่ผู้นำตระกูลคนถัดไป การจับมันถอดยศลอกคราบจนเหลือแต่ตัว ซ้ำตัดเส้นทางขุนนางถึงห้าปี ย่อมบดขยี้ความโอหังของเด็กหนุ่มจนแหลกลาญ และสร้างรอยร้าวฉานต่อรากฐานอำนาจตระกูลจ้าวอย่างใหญ่หลวง
หมากตานี้อำมหิตลึกล้ำดั่งการชักฟืนใต้กระทะ หากผสานกระบวนท่าสอดรับกัน ย่อมระเบิดผลลัพธ์สะเทือนฟ้าดิน
และมาตรการสอดรับนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงบัญชาลงมาทันที “มีราชโองการ เรียกตัวซุนเหมิงเข้าเฝ้า”
ประมุขตระกูลซุน ซุนเหมิง คือผู้นำขั้วขุนนางบู๊ปรปักษ์ที่ผงาดขึ้นมาท้าทายตระกูลจ้าว สวีหมิงหล่างกระจ่างแก่ใจ เหตุที่ซุนเหมิงอาจหาญตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกรกับขั้วอำนาจเก่าได้ ล้วนอาศัยลมใต้ปีกจากโอรสสวรรค์ที่ทรงชักใยอยู่เบื้องหลัง
หากไร้ลมหนุน ตระกูลซุนที่เป็นเพียงขุนนางบู๊อันดับสาม จะเอาปัญญาที่ไหนไปปะทะสังสรรค์กับตระกูลจ้าวได้อย่างสูสี
ตระกูลจ้าวคือเสาหลักแดนทหาร ซ้ำยังผูกสายเลือดเครือญาติฝ่ายใน ยามนี้จ้าวชี่เยว่รั้งบัลลังก์ฮองเฮา การจะริบอำนาจทหารจากมือพวกมันย่อมเข็ญใจดุจเข็นครกขึ้นภูเขา ฮ่องเต้จึงทรงวางกระดานหมากนี้ไว้เนิ่นนาน
ราชโองการเรียกซุนเหมิงเข้าเมืองหลวงยามนี้ ประจักษ์แจ้งชัดเจนว่า… ทรงเตรียมกวาดล้างตำแหน่งต้าตู้ตูของจ้าวเสวียนจีในก้าวต่อไปแล้ว
จังหวะที่สวีหมิงหล่างนึกว่า ทัณฑ์ประหารตระกูลจ้าวคงจบลงเพียงเท่านี้ โอรสสวรรค์พลันตรัสประกาศิตข้อที่สี่:
“ทายาทตระกูลหยาง หยางเจียนี ซึ่งรั้งตำแหน่งในกองทัพเยี่ยนเหมิน ให้ปลดกระเด็นจากตำแหน่งเช่นกัน ความชอบของนางและผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลหยางในศึกครานี้ ให้ระงับปูนบำเหน็จทั้งหมดไว้ชั่วคราว”
สวีหมิงหล่างใจเต้นระรัวด้วยความปรีดา ลอบโห่ร้องชื่นชมในใจ… นี่คือหมากยืมดาบฆ่าคน สร้างภาพลวงว่าหยางเจียนีต้องพลอยรับเคราะห์เพราะตระกูลจ้าว เพื่อเสี้ยมสัมพันธ์สองตระกูล บีบให้ตระกูลหยางต้องตัดหางปล่อยวัดตระกูลจ้าว