ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 241 เจ้าก็คู่ควรหรือ? (ตอนท้าย)
ผู้สวมชุดขุนนางสีแดงย่อมมีฐานะขั้นสี่ขึ้นไป ทว่ากลับโดนจ้าวหนิงด่าทอเยี่ยงหมูหมา เพลิงโทสะพุ่งปรี๊ดเตรียมแผดเสียงด่าทอ ทว่าอ้าปากได้เพียงครึ่งคำ องครักษ์เกราะหนักก็โถมเข้าประกบ หิ้วปีกกระชากลากถูออกไปโดยไม่เปิดช่องให้ปริปาก
“ต้าตู้ตู…” ขงเหยียนฮวาเค้นเสียง
จ้าวหนิงหยัดกายลุกขึ้น ตัดบทเสียงเหี้ยม “ขงเหยียนฮวา ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากไม่ลงสนามประลองทัพกับข้า ข้าจะสั่งคนรุมกระทืบเจ้าจนพิการแล้วโยนออกไปนอกค่าย ภารกิจครั้งนี้เจ้าอย่าหวังว่าจะสำเร็จ”
“เรื่องหลังจากนี้ข้าจะถวายฎีกาขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ราชสำนักย่อมลงทัณฑ์ แต่ด้วยผลงานจากศึกนี้ อย่างมากข้าก็แค่โดนปลดจากตำแหน่งริบบรรดาศักดิ์ อาศัยใบบุญตระกูลจ้าวหนุนหลัง ไม่กี่ปีข้าก็ผงาดกลับมารั้งตำแหน่งในกองทัพเยี่ยนเหมินได้ดังเดิม”
“แต่เจ้าเล่า หากภารกิจล้มเหลว ฝ่าบาทจะทอดพระเนตรเจ้าเช่นไร ตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อยังจะรักษาไว้ได้หรือ สุนัขไร้น้ำยาเช่นเจ้า ฝ่าบาทยังจะชุบเลี้ยงไว้อีกหรือ เบื้องหลังเจ้าไร้รากฐาน เจ้ามีปัญญาแบกรับผลกระทำนี้ได้หรือ”
“หากเห็นว่าทหารห้าร้อยนายน้อยเกินไป ข้าจะต่อให้เป็นพันห้าร้อยนาย ไอ้สวะ ตกลงเจ้ากล้าลงสนามประจัญบานกับข้าหรือไม่”
โทสะที่ขงเหยียนฮวาสะกดกลั้นพังทลาย มันผุดลุกขึ้น ชี้หน้าด่ากราด “ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อหังการเกินไปแล้ว วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึก ว่ากฎมณเฑียรบาลคือสิ่งใด”
สิ้นคำ มันก็สะบัดชายแขนเสื้อก้าวพรวดออกจากกระโจม “ทหารพันห้าร้อยนาย ข้าจะคัดเลือกเอง รอจนข้าจับเป็นเจ้าได้ ข้าอยากดูนักว่าสุนัขตัวใดจะกล้ากังขาการประเมินความชอบของข้าอีก”
จ้าวหนิง “…”
ไอ้สุนัขเฒ่าจิ้งจอกนี่เจ้าเล่ห์นัก หน้าด้านดึงดันจะใช้ทหารพันห้าร้อยนาย มาบดขยี้กองกำลังห้าร้อยนายของเขาให้จงได้
กำลังพลที่ขงเหยียนฮวาคัดเลือก ย่อมหนีไม่พ้นขุมกำลังของอันซือหมิง ทหารใต้สังกัดขุนพลตระกูลจ้าวมันย่อมไม่กล้าไว้วางใจ กระนั้นมันก็ไม่อาจยัดเยียดผู้บำเพ็ญเพียรเข้าไปจนน่าเกลียด ด้วยสายตานับหมื่นคู่ยังคงจับจ้อง
ครู่ต่อมา ทัพทั้งสองฝ่ายก็เคลื่อนพลมาถึงเนินเขาอันเป็นที่ตั้งค่ายหลักแห่งเขาวายุขาว
ขงเหยียนฮวายืนตระหง่านกลางค่ายกลทหารพันห้าร้อยนาย เงยหน้ามองยอดเนิน นัยน์ตาเย็นชาเคร่งขรึม
แท้จริงแล้วมันย่อมตระหนักดีว่าภูมิประเทศเขาวายุขาวนั้นเป็นป้อมปราการหินผา ทะลวงฝ่าแสนเข็ญ หากไร้วิจารณญาณแม้นี้ จะได้รับความโปรดปรานจากโอรสสวรรค์ได้อย่างไร ทว่ามันจำต้องสาดโคลนเหยียบย่ำตระกูลจ้าว ด้อยค่าผลงานของจ้าวหนิง
ปล้นความชอบของตระกูลจ้าว ชูเชิดผลงานของอันซือหมิง นี่คือพระประสงค์เบื้องบน
ห้าร้อยปะทะห้าร้อย มันย่อมไม่มีวันรับคำท้า ทว่าพันห้าปะทะห้าร้อย มันจะหาข้ออ้างใดมาปัดป้อง ซ้ำมันยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ไฉนต้องหวาดหวั่นจ้าวหนิงที่อยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเล่า
หากคว้าชัย การประเมินผลงานย่อมไร้ก้างขวางคอ การลิดรอนความชอบจากตระกูลขุนนางเก่าแก่มิใช่เรื่องง่ายดาย
ยิ่งเป้าหมายคือการปล้นผลงานทหารใต้บัญชาต้าตู้ตูโดยตรง
แทนที่จะมัวปะทะคารมเดือดกับจ้าวเสวียนจีให้ยืดเยื้อ สู้ฉวยจังหวะนี้บดขยี้กองทัพเยี่ยนเหมินให้สิ้นพยศ พร้อมทั้งแสดงฝีมือถวายโอรสสวรรค์ย่อมประเสริฐกว่า
ได้ยินว่าจ้าวหนิงคืออัจฉริยะล้ำเลิศ ยามปะทะกับตระกูลบุ๋นล้วนแสดงฝีมือโดดเด่น ทว่าในสายตาข้า มันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน พอสร้างความชอบได้ทะลวงฟ้าก็หยิ่งผยองพองขน จองหองไม่เห็นหัวผู้ใด
ที่มันเหยียบย่ำตระกูลขุนนางบุ๋นได้ ล้วนพึ่งพาบารมีแฝงของฝ่าบาท กลับสำคัญตนผิดคิดว่าเก่งกาจ บนสมรภูมิมีค่ายกลยอดฝีมือตระกูลจ้าวคอยคุ้มกะลาหัว จนปั้นสิ่งที่เรียกว่าผลงานทางทหารขึ้นมาได้ ก็หลงละเมอว่าตนไร้เทียมทานงั้นหรือ ช่างโง่เขลาชวนหัวเราะจนฟันร่วง
คิดออกหน้าแทนกองทัพเยี่ยนเหมินและตระกูลจ้าว ถึงขั้นลงมือทุบตีสวีไจ้ซวินกลางแจ้ง เห็นชัดว่ามีแต่กำลังไร้สมอง บุ่มบ่ามไม่สนผลลัพธ์ การท้าประลองครานี้ก็คงแค่อยากโอ้อวดบารมี
คิดว่าตนเองเป็นเทพจุติหรือไร หมายปัดเป่าภัยคุกคามปกป้องทัพเยี่ยนเหมินด้วยตัวคนเดียว ไร้สาระ อ่อนหัดนัก จ้าวเสวียนจีคงนึกว่าข้าไม่เคยเหยียบสมรภูมิ ย่อมโง่เขลาเรื่องพิชัยสงคราม ปล่อยให้มันปั่นหัวเล่นกระมัง ไอ้เฒ่าสารพัดพิษเอ๋ย
วินาทีนั้น เสียงกลองศึกดังสนั่น นั่นคือสัญญาณเปิดฉากทะลวงรบ
ขงเหยียนฮวากระชากดาบเหิงเตาออกจากฝัก เตรียมแผดเสียงสั่งบุกทะลวง ทว่าม่านตาพลันหดเกร็งวูบ
กองกำลังห้าร้อยนายบนยอดเนิน กลับเป็นฝ่ายเปิดฉากพุ่งทะยานลงมาเข่นฆ่าก่อน
“ห้าร้อยบุกพันห้า” ขงเหยียนฮวาเบิกตาค้าง มั่นใจว่าจ้าวหนิงต้องเสียสติไปแล้วเป็นแน่ ต่อให้ครอบครองชัยภูมิสูงข่มตีนเขา ทว่าพิชัยสงครามมิใช่การเอาหัวพุ่งชนเช่นนี้
สองทัพปะทะเดือดในชั่วพริบตา
ขงเหยียนฮวายืนหยัดมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน
จ้าวหนิงควบทะยานนำหน้าฉีกกระชากค่ายกลศัตรู เบื้องหน้าไร้ผู้ต้านทานต้านติด สอดแทรกเข้ากลางรูปขบวนดุจลิ่มเหล็ก ตีฝ่าจากทัพกลางพุ่งตรงดิ่งมาหามันพร้อมจิตสังหารเดือดพล่าน
ขงเหยียนฮวาตกตะลึงพรึงเพริด
ไอ้เด็กจ้าวหนิงนี่ ห้าวหาญดุดันถึงขั้นนี้เชียวหรือ
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อหังการนัก รนหาที่ตาย” ขงเหยียนฮวาดีดร่างพุ่งทะยานออกไป
ท่ามกลางสมรภูมิเดือด มีเพียงพวกมันสองคนที่เหยียบย่างระดับวิญญาณต้นกำเนิด การที่จ้าวหนิงพุ่งตรงดิ่งมาหา ไม่เรียกว่ารนหาที่ตายแล้วจะเรียกว่าอันใด
“ถอยไป” ขงเหยียนฮวาบรรลุถึงจุดปะทะ ตวาดสั่งทหารแนวหน้าให้หลบฉาก มันจะลงมือจับเป็นจ้าวหนิงด้วยตนเอง
เมื่อเบื้องหน้าเปิดโล่ง เงาของจ้าวหนิงก็ปรากฏ
จ้าวหนิงกลับถอยร่นฉากหลบไปด้านหลัง ปล่อยให้สหายร่วมรบต้านทานแนวหน้า ส่วนตนเองปลีกตัวออกจากสมรภูมิปะทะ
“คิดหนียามนี้ สายไปแล้ว” ระยะห่างของทั้งสองไม่เกินยี่สิบก้าว ขงเหยียนฮวามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจ้าวหนิงไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือ
เสี้ยววินาทีนั้น ร่างของจ้าวหนิงพลันทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ
หัวใจขงเหยียนฮวากระตุกวูบ สัญชาตญาณมฤตยูคุกคามฉับพลัน ความหวาดผวาเย็นยะเยือกแล่นริ้วจับขั้วหัวใจ
มันจะหวาดกลัวได้อย่างไร
ทว่าประกายดาวตกสามสาย ได้ทะลวงออกจากคันเกาทัณฑ์ในมือจ้าวหนิง พุ่งแหวกอากาศมาถึงเบื้องหน้ามันแล้ว
เบื้องหน้ามันคือเส้นทางที่เพิ่งสั่งเปิดโล่ง ไร้ซึ่งปราการเนื้อหรือโล่เหล็กกำบัง
คาดไม่ถึงว่าจ้าวหนิงจะงัดเกาทัณฑ์ออกมายิงดื้อๆ ยิ่งเหนือความคาดหมายคือวิชาเกาทัณฑ์ของเด็กหนุ่มร้ายกาจถึงขั้นนี้ ชั่วอึดใจก็ปล่อยศรสังหารสามดอกซ้อน ขงเหยียนฮวารีบร้อนตวัดดาบปัดป้อง ร่วงหล่นไปได้เพียงสองดอก
ศรมฤตยูดอกที่สาม พุ่งทะลวงตรงเข้าใส่ลำคอ
มันบิดคอหลบสุดหล้า ทว่าคมศรยังคงเฉือนเนื้อก้อนโตหลุดกระจุย บริเวณลำคอพลันปริแตกเป็นแผลเหวอะหวะเลือดสาดกระเซ็น
จังหวะที่มันยกมือกุมแผลหันขวับกลับมา เงามัจจุราชเบื้องหน้าพลันวูบไหว ในเสี้ยววินาทีที่หัวใจเต้นระรัวบ้าคลั่ง นัยน์ตายังไม่ทันจับภาพจ้าวหนิงได้คมชัด ทวนยาวก็แทงทะลวงเข้ากลางอกมันเสียแล้ว
ความเจ็บปวดเสียดขั้วหัวใจทำเอาหนังศีรษะชาหนึบ ร่างกายถูกพลังมหาศาลแฝงมากับด้ามทวน กระแทกจนผงะถอยร่นอย่างควบคุมไม่อยู่ ฝีเท้าสะเปะสะปะจวนเจียนล้มคะมำ
ในฐานะบัณฑิตบุ๋นที่ไต่เต้ายุคบ้านเมืองร่มเย็น มันเคยต้องมาอาบเลือดเสี่ยงตายเยี่ยงนี้เสียเมื่อไหร่
จิตใจขงเหยียนฮวาปั่นป่วนแตกซ่าน
กระนั้นมันยังคงรีดเค้นความอำมหิตเฮือกสุดท้าย คว้าหมับเข้าที่ด้ามทวน ทวนที่ทะลวงปราณคุ้มกายนี้พลาดจุดตาย อาการจึงไม่ถึงฆาต พร้อมกันนั้นก็ตวัดดาบเหิงเตาฟันกวาดออกไปเบื้องหน้าสุดแรง
ทว่าพริบตาที่สองมือกำด้ามทวนแน่น เบื้องหน้ากลับไร้เงาจ้าวหนิง ดาบสังหารนี้ฟันวืดแหวกอากาศธาตุ
ขงเหยียนฮวาตื่นตระหนกสุดขีด
วินาทีนั้น ไหล่ขวาพลันปะทุความเจ็บปวดเหนือคณานับ มันแผดเสียงร้องโหยหวน ดาบเหิงเตาหลุดร่วงหล่นกระแทกพื้น
จ้าวหนิงอาศัย ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ วูบประชิดสีข้าง ตวัดดาบเหิงเตาสับผ่าหัวไหล่อีกฝ่าย ท่ามกลางเสียงโหยหวน ท่อนศอกของจ้าวหนิงก็กระแทกสวนเข้ากลางแสกหน้าขงเหยียนฮวาอย่างจังตามแรงเหวี่ยง
ปัง!
เสียงเนื้อกระแทกกระดูกดังทึบหนัก เสียงแผดร้องขาดห้วง โลหิตทะลักจากจมูก นัยน์ตาเบิกถลนเหลือกค้าง ร่างล้มตึงกระแทกพื้นดุจท่อนไม้
จ้าวหนิงไม่ปล่อยให้คลาดสายตา ทะยานทับร่างขึ้นคร่อมหน้าอก ด้ามดาบสลับกำปั้นกระหน่ำซัดเข้าใส่ใบหน้าอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างป่าเถื่อน “เจ้าตีเขาวายุขาวแตกได้รึ”
ขงเหยียนฮวา ชานจือเจิ้งซื่อผู้สูงส่ง ขุนนางใหญ่ขั้นสองแห่งราชสำนัก ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย โดนกระทืบจนจมูกยุบเบ้าตาบวม ปากฉีกฟันหัก โลหิตสาดกระเซ็น ร่างกายกระตุกเกร็งเป็นจังหวะ
จ้าวหนิงไม่คิดรั้งมือ นัยน์ตาเย็นยะเยือกยังคงรัวกำปั้นไม่ยั้ง
กระแทกหนึ่งหมัด เค้นถามหนึ่งประโยค
“เจ้ารู้เรื่องการทหารงั้นรึ”
“เจ้ารู้จักสงครามงั้นรึ”
“เจ้าเข้าใจความชอบทางทหารรึ”
“เจ้ายังกล้าจัดทัพประจัญบานกับข้ารึ”
“ใครให้ความกล้ากับเจ้า”
“ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายแล้วมันแน่หนักรึ”
“เป็นชานจือเจิ้งซื่อแล้วข้ากระทืบเจ้าไม่ได้รึ”
“เป็นชานจือเจิ้งซื่อก็ด้อยค่าผลงานทางทหารของข้าได้รึ”
“เจ้าไม่รู้จริงๆ สินะว่าข้าบดขยี้ศัตรูเยี่ยงไร”
“พ่นออกมาสิวะ ไอ้สวะ”
“สุนัขอย่างเจ้ากล้าลบหลู่ทหารเดนตายรึ”
“ยังกล้าหยามเกียรติกองทัพเยี่ยนเหมินรึ”
“ยังกล้าเห่าหอนต่อหน้าข้าอีกรึ”
“เจ้าก็คู่ควรหรือ”
จ้าวหนิงตวาดหนึ่งคำ ร่างขงเหยียนฮวาก็กระตุกเฮือกหนึ่งครา
แรกเริ่มมันยังพอยกสองแขนป้องหน้า บิดตัวดิ้นรนหมายหลุดพ้นการกดทับ อนิจจาใบหน้ากลับโดนกระแทกอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเบื้องหน้ามืดดับเป็นห้วงๆ ซ้ำสองตายังถูกโลหิตข้นเหนียวบดบังทัศนวิสัย ไร้หนทางต่อต้าน
กระทั่งท่อนแขนทั้งสองข้างโดนด้ามดาบฟาดจนกระดูกแหลกสะบั้น ใบหน้าของมันก็ปราศจากปราการคุ้มกันอีกต่อไป เพียงไม่นานก็แหลกเหลวเละเทะจนสิ้นเค้าเดิม เนื้อหนังปริแตกฉีกขาด สุดท้ายเหลือเพียงเสียงสำลักลิ่มเลือดครืดคราดไม่ได้สติ ลมหายใจรวยรินดุจเปลวเทียนต้องลม
ทั่วสมรภูมิเงียบสงัดดุจป่าช้า ทหารทั้งสองฝ่ายหยุดชะงักการห้ำหั่น ขุนพลสูงสุดตกเป็นเชลย บทสรุปแพ้ชนะชี้ขาดชัดเจน ทุกสายตาต่างจับจ้องความป่าเถื่อนของจ้าวหนิงอย่างเงียบงัน
บ้างเบิกตาถลนอ้าปากค้าง บ้างอกสั่นขวัญแขวน บ้างเลือดลมพลุ่งพล่านฮึกเหิม บ้างสะใจคลายความคับแค้น... ทว่าไร้ผู้ใดกล้าปริปากแม้ครึ่งคำ
บนยอดเนินไกลออกไป เหล่าขุนพลเยี่ยนเหมินที่สังเกตการณ์ รวมถึงบรรดาขุนนางบุ๋นที่พกความโอหังมาตรวจสอบความชอบ ล้วนถูกความอำมหิตเลือดเย็นนี้สะกดจนวิญญาณหลุดลอย เอื้อนเอ่ยสิ่งใดไม่ออก
โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางบุ๋น ใบหน้าแต่ละคนซีดเผือดราวกับเห็นผีสาง
พวกมันคาดไม่ถึง ว่าวิถีของจ้าวหนิงจะป่าเถื่อนเด็ดขาดถึงเพียงนี้
ยิ่งคาดไม่ถึง ว่าพลังรบของเด็กหนุ่มจะวิปริตถึงเพียงนี้
ยามเหยียบสมรภูมิ ขงเหยียนฮวามิเพียงฐานะบำเพ็ญที่เหนือกว่าคุ้มตัว ทว่ากลับไม่มีแม้แต่จังหวะสวนกลับให้เห็นเป็นรูปธรรม
สวีไจ้ซวินแข้งขาอ่อนทรุดฮวบลงกองกับพื้น ใบหน้าซีดเป็นกระดาษ จ้องมองโลหิตที่สาดกระเซ็นจากใบหน้าชานจือเจิ้งซื่อไม่ขาดสาย หวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง พอนึกย้อนถึงฝีปากตนเองก่อนหน้า การที่ไม่โดนกระทืบจนเละเทะปางตายเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาปาฏิหาริย์
จ้าวหนิงแม้แต่ชานจือเจิ้งซื่อยังกล้าสับเละถึงเพียงนี้ ต่อให้ใช้ข้ออ้างประลองทัพบังหน้า ทว่าความเหี้ยมโหดนั้นเกินขอบเขตมนุษย์ หากมันไปกระตุกหนวดเสือเข้าจริงๆ จุดจบจะเป็นเช่นไร
“ไอ้ปีศาจ ไอ้คนวิกลจริต…” สวีไจ้ซวินสลักปณิธานแน่วแน่ ชาตินี้จะไม่ขอเผชิญหน้าจ้าวหนิงอีกเด็ดขาด
“มันเสียสติไปแล้ว” เหล่าขุนนางบุ๋นต่างพยักหน้าเห็นพ้องเป็นเสียงเดียว
พวกมันตระหนักแจ้งแก่ใจ แม้ความป่าเถื่อนของจ้าวหนิงจะไร้ขีดจำกัด ทว่านี่คือการประกาศศักดาให้เห็น ว่าความพยายามลิดรอนความชอบของตระกูลจ้าวและทัพเยี่ยนเหมินนั้น ยากเย็ฯแสนเข็ญดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์ แทบเป็นภารกิจที่ไม่มีวันสำเร็จ
การต่อต้านของตระกูลจ้าว ดุดันและอำมหิตเกินกว่าที่พวกมันจินตนาการไว้หลายขุม
ต่อให้เบื้องหลังคือหมากของโอรสสวรรค์ ตระกูลจ้าวก็ไม่มีวันยอมคุกเข่ารอความตาย
หากพวกมันยังกล้ากังขาผลงานของกองทัพเยี่ยนเหมิน หากจ้าวหนิงบ้าคลั่งลากพวกมันลงสนามรบเพื่อพิสูจน์ความจริงอีก จะมีขุนนางหน้าไหนกล้าเอาชีวิตไปทิ้ง
พวกมันคือปัญญาชนบุ๋นผู้สูงส่ง เปี่ยมด้วยลวดลายสง่างาม จะเอาอะไรไปงัดข้อกับปีศาจอำมหิตเยี่ยงจ้าวหนิง
ขนาดวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายยังเละไม่เป็นท่า หรือต้องไปเชิญยอดฝีมือระดับราชันย์มาบดขยี้วิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเพียงคนเดียว
ลานประหารเลือดครานี้ กรีดสลักบทพิสูจน์ชัดแจ้ง ความชอบของจ้าวหนิงและตระกูลจ้าว แลกมาด้วยพลังสังหารที่แท้จริง