ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 244 ปัจฉิมบท
ฮู่หงเหลียนยกอาหารจานสุดท้ายวางลงบนโต๊ะ ก่อนรั้งกายร่วมนั่งรินสุรากับทุกคนในห้องส่วนตัว ตลอดมื้ออาหาร แม้เว่ยอู๋เซี่ยนจะสรวลเสเฮฮากับจ้าวหนิงและเฉินอันจือ ทว่าเขากลับหลบเลี่ยง ไม่ยอมสบตาฮู่หงเหลียนตรงๆ แม้แต่ครึ่งคำรบ
จะด้วยความขลาดเขลาหรือมีสิ่งใดค้างคาใจย่อมไม่สำคัญ ทว่าจ้าวหนิงสัมผัสได้ชัดเจนถึงกำแพงที่ก่อตัวขึ้นขวางกั้นคนทั้งสองให้เหินห่างออกไปทุกที
กลางวงสุรา หัวข้อสนทนาย่อมหนีไม่พ้นสถานการณ์ในราชสำนัก และความอยุติธรรมที่ทัพเยี่ยนเหมินได้รับหลังกรำศึกหนัก ทุกคนต่างสุมอกด้วยเพลิงโทสะ แม้ไร้ผู้ใดกล้าบริภาษฮ่องเต้ซึ่งหน้า ทว่าทุกถ้อยคำเสียดสีย่อมสื่อความหมายชัดเจน กลับเป็นจ้าวหนิงและหยางเจียนีที่จิบสุราด้วยท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นที่สุด
จ้าวหนิงไม่เคยเห็นฎีกาลับของอันซือหมิง ย่อมรู้สันดานว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเขียนถึงตระกูลจ้าวและทัพเยี่ยนเหมินในแง่ดี ฮ่องเต้ย่อมเลือกสดับฟังเพียงสุนัขรับใช้ของตนเอง ข้อเท็จจริงเบื้องหลังจะเป็นเช่นไรหาได้สำคัญไม่
แก่นแท้ของเรื่องนี้คือ การดำรงอยู่ของขั้วอำนาจขุนนางเก่าแก่ ถือเป็นหอกข้างแคร่ที่คุกคามพระราชอำนาจอย่างใหญ่หลวง
เซี่ย ซาง และโจว ล้วนพังทลายด้วยน้ำมืออ๋องครองแคว้น ฉินล่มสลายเพราะทายาทขุนนางหกแคว้น ฮั่นย่อยยับเพราะตระกูลทรงอิทธิพล นับแต่สองราชวงศ์จิ้นเป็นต้นมา โอรสสวรรค์และตระกูลขุนนางล้วนแบ่งปันอำนาจปกครองแผ่นดิน ราชวงศ์ก่อนหน้าล้วนพบจุดจบเพราะน้ำมือตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งสิ้น
บนผืนแผ่นดินภาคกลาง การผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์ไม่เคยขาดแคลนกบฏชาวบ้าน ทว่าชนชั้นรากหญ้าเหล่านั้นมักตกเป็นเพียงคมดาบให้ผู้มีอำนาจหลอกใช้ คำกล่าวอ้าง ‘โอรสสวรรค์ไร้คุณธรรม ราษฎรตกระกำลำบาก’ เป็นเพียงธงคุณธรรมจอมปลอมที่ถูกชูขึ้นเพื่อบังหน้าเท่านั้น
จ้าวหนิงคร้านจะบริภาษฮ่องเต้ หากมองในมุมของเชื้อพระวงศ์ สิ่งที่พระองค์กระทำลงไปย่อมถือเป็นความชอบธรรม… ความชอบธรรมในการดิ้นรนเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เขาเพียงไม่อาจทนนั่งดูราชวงศ์ภาคกลางต้องย่อยยับเพราะถูกเหยียบย่ำจากเผ่าอนารยชน
ก่อนยุคต้าฉี ไม่ว่าภาคกลางจะรวมเป็นปึกแผ่นหรือแตกแยกภายใน หากต้องกรำศึกกับชนต่างเผ่า ล้วนเป็นฝ่ายกำชัยชนะเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฉิน ฮั่น สองราชวงศ์จิ้น หรือสุย ล้วนตอกย้ำความจริงข้อนี้
ทว่าหลังจากต้าฉีก่อตั้งเล่า… ทุกสิ่งกลับพลิกผัน
จวบจนบัดนี้ จ้าวหนิงกระจ่างแจ้งแก่ใจ หากพึ่งพาเพียงบัณฑิตยากไร้และปัญญาชนดีแต่ปาก ภาคกลางย่อมไม่มีทางต้านทานคมดาบของชนต่างเผ่าได้ ในอดีตชาติที่ต้าฉีพ่ายแพ้ย่อยยับ หากสืบสาวถึงรากเหง้า ย่อมหนีไม่พ้นการที่ฮ่องเต้ล้างบางขุมกำลังของตระกูลขุนนางเก่าแก่จนราบคาบ
ตระกูลขุนนางเก่าแก่อาจเป็นต้นเหตุของกบฏภายในได้จริง ทว่าเมื่อใดที่ภาคกลางไร้ซึ่งรากฐานของตระกูลขุนนาง การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยจะไม่ใช่ข้อพิพาทภายในของชาวฮั่นอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นการเปิดประตูรับโจร ปล่อยให้ชนต่างเผ่าเข้ามายึดครองแผ่นดินบรรพชน
ศึกแดนเหนือครานี้ หากปราศจากขั้วอำนาจทหารอย่างตระกูลจ้าวที่ทุ่มเทเคี่ยวกรำยอดขุนพลให้เป็นทัพหน้า หากไร้ซึ่งจ้าวหนิงที่ตระกูลบ่มเพาะมาด้วยหยาดเลือด ต้าฉีจะมีปัญญากำชัยได้หรือ
หากเทียบกับบัณฑิตยากไร้หรือขุนพลจอมประจบอย่างอันซือหมิง ในสมรภูมิรบจริง ตระกูลจ้าวที่ฝังรากลึกในวิถีทหาร และจ้าวหนิงที่ดื่มด่ำตำราพิชัยสงครามมาแต่เยาว์วัย ย่อมถือไพ่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด
ภาคกลางที่ปราศจากตระกูลขุนนาง อำนาจโอรสสวรรค์ย่อมมั่นคงดั่งหินผา แต่แผ่นดินอาจพินาศย่อยยับ ชนต่างเผ่าจะก้าวขึ้นมาเหยียบย่ำเป็นนายเหนือหัวแห่งดินแดนนี้
ปกป้องแดนจงหยวนมิให้ตกเป็นทาสของอนารยชน และพิทักษ์สายเลือดตระกูลจ้าวให้ดำรงอยู่… นี่คือ ‘ความชอบธรรม’ เพียงหนึ่งเดียวที่จ้าวหนิงมุ่งมั่นกวัดแกว่งดาบเพื่อมัน
เว่ยอู๋เซี่ยนเอ่ยปากว่าอยากโยกย้ายไปรับตำแหน่งในกองทัพหลงโย่ว หวังควบม้าทะลวงสมรภูมิเด็ดหัวข้าศึกสร้างวีรกรรมเยี่ยงจ้าวหนิง หากไม่เอาศพห่อหนังม้ากลับมา ก็ต้องสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้แผ่นดินสะเทือน
แม้อาจฟังดูคล้ายวาจาคึกคะนองยามสุราเข้าปาก ทว่าจ้าวหนิงกลับตอบรับเจตนารมณ์นั้นอย่างจริงจัง เขาเห็นด้วยที่เว่ยอู๋เซี่ยนจะไปกองทัพหลงโย่ว เพียงแต่มีข้อแม้เด็ดขาดว่าห้ามทิ้งอำนาจในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ต้องหาตัวแทนที่ไว้ใจได้มารับช่วงต่อให้จงดี
“พี่หนิงเห็นด้วยที่ข้าจะไปหลงโย่วหรือ” เว่ยอู๋เซี่ยนเบิกตาตื่นตะลึง
“ภายในไม่กี่ปีนี้ หลงโย่วจะเกิดศึกใหญ่” จ้าวหนิงเอ่ยเหตุผลสั้นกระชับ
“จะมีศึกมาจากที่ใด ประเทศราชในซีอวี้กล้าก่อกบฏเชียวหรือ” เฉินอันจือขมวดคิ้วสงสัยไม่ต่างกัน
“พวกประเทศราชอาจก่อกบฏหรือไม่ก็ย่อมได้ แต่ถึงกระทำ ย่อมมีเงื้อมมือมืดคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ขุมกำลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งกำลังจะกรีธาทัพบดขยี้ซีอวี้ขนานใหญ่”
จ้าวหนิงเอ่ยอย่างไม่คิดปิดบัง “นั่นคือราชสำนักเทียนหยวน”
กว่าจะผละจากหออี้ผิ่นกลับถึงจวนเจิ้นกั๋วกง เวลาก็ล่วงเข้ายามสาม การถกเถียงเรื่องสถานการณ์เผ่าเป่ยหูกับสองสหายผลาญเวลาไปไม่น้อย ท้ายที่สุดเว่ยอู๋เซี่ยนก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะมุ่งหน้าสู่กองทัพหลงโย่ว
ทัพหลงโย่วคุมเชิงแดนซีอวี้ ตระกูลเว่ยคือขุมกำลังขุนนางบู๊ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในนั้น หากเว่ยอู๋เซี่ยนไปเยือน ย่อมมีเวทีให้เขากวัดแกว่งดาบและขัดเกลาฝีมืออย่างเหลือเฟือ
หยางเจียนีควบม้ากลับจวนเจิ้นกั๋วกงพร้อมจ้าวหนิง แผนยุแยงตะเข็บให้ตระกูลจ้าวและตระกูลหยางบาดหมางกันของฮ่องเต้ ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลราบรื่นดั่งปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครานี้หยางเจียนีได้ก้าวเข้ามามีบทบาทตัดสินใจในทิศทางของตระกูลหยางด้วย
อีกเหตุผลสำคัญคือ จวบจนวันนี้ เจตนาของฮ่องเต้ที่มุ่งมาดจะริบอำนาจตระกูลขุนนางเก่าและชูโรงขุมกำลังตระกูลยากไร้ ถูกผู้มีวิสัยทัศน์เฉียบคมมองทะลุปรุโปร่งจนหมดสิ้นแล้ว
ยามนี้เมื่อไร้หมวกขุนนางสวมหัว จ้าวหนิงก็ไม่ต้องถ่อไปเข้าเฝ้าให้เสียเวลา มีเวลาเหลือเฟือให้วางหมากชีวิตได้อย่างอิสระ ทว่าสิ่งแรกที่เขาลงมือทำหลังเหยียบจวนเจิ้นกั๋วกง กลับเป็นการจัดงานเลี้ยงร่ำสุราติดต่อกันหลายวันหลายคืน
ผู้คนแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนจ้าวหนิงไม่ขาดสาย จางเหวินเจิงและสือชงล้วนมาถึงจวน รินสุราดื่มดวลกับจ้าวหนิงไปหลายไห ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ไม่กี่วันให้หลัง กระทั่งอู๋เซ่าเซินยังโผล่มาเยือน
เห็นได้ชัดว่า แผนริบอำนาจทหารกองทัพเยี่ยนเหมินของฮ่องเต้ ได้ก่อคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วหมู่ตระกูลขุนนางบู๊ ขั้วอำนาจเหล่านั้นจึงส่งทายาทมาผูกมิตรกับจ้าวหนิง เพื่อหยั่งท่าทีว่าตระกูลจ้าวคิดจะเคลื่อนไหวเช่นไร
หมากของตระกูลจ้าวคือการซ่องสุมความมั่งคั่งและขุมกำลัง ทว่าจ้าวหนิงย่อมไม่มีทางปริปากแพร่งพราย และยิ่งไม่มีทางเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ว่า… ในอีกไม่ช้า เขาเตรียมล่องเรือลงใต้สู่จงหยวนและเจียงหนาน เพื่อวางเค้าโครงกระดานหมากสะท้านแผ่นดิน
วันที่ได้รับข่าวการป่วยตายอย่างกะทันหันของข่านชี่ตัน ส่งมาถึงเยี่ยนผิงตรงกับวันเริ่มต้นเหมันต์ฤดูพอดี
แม้อรุณรุ่งจะสาดแสงงดงามอาบยอดไม้ ทว่าก็ไม่อาจปัดเป่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านกัดกินทุกหย่อมหญ้า จ้าวหนิงทอดสายตามองต้นหวยเก่าแก่ที่หลงเหลือเพียงกิ่งก้านโกร๋นกลางลานเรือนอยู่นาน สัมผัสได้ลึกซึ้งถึงกลิ่นอายคาวเลือดของพายุฝนที่กำลังตั้งเค้าเตรียมถล่มหอคอย
ข่าวลือแพร่สะพัดทั่วเมืองเยี่ยนผิงปานไฟลามทุ่ง ราษฎรเดินดินยังไม่ตระหนักว่าภัยร้ายใดกำลังก่อตัว เพียงยกมาเป็นหัวข้อสนทนาแกล้มสุรา วาจาเหล่านั้นย่อมหนีไม่พ้นการถ่มน้ำลายเย้ยหยันข่านชี่ตัน สบถด่าว่าตายได้ประเสริฐ สมควรลงนรกไปตั้งนานแล้ว
ทว่าก่อนหน้าที่ข่านชี่ตันจะตายตกอย่างเป็นปริศนา ราชสำนักเพิ่งลงดาบทำลายวรยุทธ์สองยอดฝีมือระดับราชันย์แห่งเผ่าชี่ตันไป ผู้ลงทัณฑ์คือสองยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นกลางของต้าฉี และแน่นอนว่าจ้าวเสวียนจีย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
จ้าวหนิงยังจดจำคำกล่าวของจ้าวเสวียนจียามหวนกลับมาได้ขึ้นใจ “ยอดฝีมือระดับราชันย์ชาวชี่ตันสองคนนั้น นัยน์ตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ราวกับก้อนเนื้อที่ถูกสับทิ้งไม่ใช่ร่างของพวกมัน อาการทะมึนทื่อเช่นนี้… ทำให้นึกถึงไก่ในเล้าที่รอวันเชือด ก่อนคมมีดจะปาดคอ พวกมันก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่ดิ้นรนขัดขืนเช่นกัน”
และในวันเดียวกับที่ข่านชี่ตันสิ้นลม ผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ทั้งสองก็ขาดใจตายตามไปอย่างลึกลับ
ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน ฮ่องเต้เพิ่งออกราชโองการบีบคั้นเหมิงชื่อ บังคับให้ราชสำนักเทียนหยวนส่งยอดฝีมือระดับราชันย์สองคนมารับทัณฑ์ทำลายวรยุทธ์ถึงเยี่ยนผิง เหมิงชื่อเอาแต่บ่ายเบี่ยง หวังใช้ทรัพย์สมบัติชดเชยแทนชีวิต ทำเอาฮ่องเต้กริ้วจัด ประกาศกร้าวจะกรีธาทัพขึ้นเหนือไปเหยียบทุ่งหญ้าอีกครา
ทว่าหลังข่านชี่ตันและพวกตายตกกะทันหัน ฮ่องเต้กลับรูดซิปปากเงียบกริบ เนื่องจากยังมีราชทูตต๋าต้านและหนวี่เจินรั้งอยู่ในเยี่ยนผิงเพื่อเจรจาหลังศึกแดนเหนือ แว่วมาว่ายามราชทูตเหล่านั้นเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์อีกครั้ง สีหน้าของพวกเขากลับบิดเบี้ยวพิลึกพิลั่นจนดูไม่จืด
ศาลต้าหลี่พลิกแผ่นดินสืบหาสาเหตุการตายของข่านชี่ตันและสองยอดฝีมือระดับราชันย์ ทว่าคว้าน้ำเหลว จ้าวเสวียนจีลอบไปชันสูตรศพด้วยตนเองกลับพบแต่ความมืดแปดด้าน สิ่งเดียวที่เขายืนยันได้คือ พวกมันไม่ได้สิ้นชีพด้วยคมศาสตราหรือฝีมือมนุษย์
ข้อสรุปคลุมเครือเช่นนี้ ย่อมไม่อาจดับความหวาดระแวงในใจราชทูตต๋าต้านและหนวี่เจิน พวกเขายอมทุ่มทองคำก้อนโตยัดไส้ขุนนางศาลต้าหลี่ หวังล้วงความลับจากก้นหีบ ทว่าความลับไม่มีในโลก เรื่องนี้ร่วงรู้ถึงพระกรรณฮ่องเต้
ขุนนางตระกูลยากไร้เหล่านั้นถูกลากไปสับคอรับโทษทัณฑ์แสนสาหัส กระนั้นกลับยิ่งสุมไฟหวาดหวั่นให้ราชทูตเป่ยหู พวกเขาลอบส่งม้าเร็วนำข่าวร้ายกลับไปแจ้งเตือนชนเผ่าระลอกแล้วระลอกเล่า
แผนบีบคั้นเทียนหยวนให้ส่งยอดฝีมือมารับโทษ สุดท้ายฮ่องเต้ต้องเป็นฝ่ายกลืนน้ำลายตัวเอง ปล่อยเรื่องเงียบหายไป
จ้าวหนิงกระจ่างแจ้งแก่ใจ การตายปริศนาของข่านชี่ตันย่อมเป็นฝีมือข่านเทียนหยวนอย่างมิต้องสงสัย ระดับพลังบำเพ็ญและวิชาลับของมันเหนือล้ำกว่าจ้าวเสวียนจีไปอีกขั้น แม้แต่ปู่ของเขายังควานหาเบาะแสไม่เจอ
ท้ายที่สุด ฮ่องเต้ก็ต้องกลายเป็นแพะรับบาปแบกข้อหาสังหารโหดไปเต็มบ่า อย่างน้อยในสายตาเผ่าเป่ยหู ผู้ที่สามารถปลิดชีพข่านชี่ตันและยอดฝีมือระดับราชันย์กลางเยี่ยนผิงได้ ย่อมมีเพียงโอรสสวรรค์แห่งต้าฉีเท่านั้น
ช่วงเวลานี้ ฮ่องเต้ทุ่มสรรพกำลังไปกับการกระชับอำนาจภายใน พระองค์ไม่อยากกระตุกหนวดเสือให้สี่ชนเผ่าเป่ยหูเกิดความระแวงจนตั้งตนเป็นศัตรูกับต้าฉี ไม่อยากให้พวกมันคางแคลงว่าต้าฉียังหมายหัวเหมิงชื่อเพื่อรวบกลืนทุ่งหญ้า จึงจำใจเลิกล้มการบีบคั้นเทียนหยวน
ฮ่องเต้ถูกข่านเทียนหยวนปั่นหัวเล่นเป็นลูกข่าง ทว่าจ้าวหนิงกลับไร้ซึ่งความรู้สึกเห็นใจ ในอดีตชาติราชธานีต้าฉีก็ถูกข่านเทียนหยวนบดขยี้จนพินาศย่อยยับมาแล้ว บัดนี้แค่ถูกลูบคมเล็กน้อยจะนับประสาอะไร
หากให้จ้าวหนิงวิจารณ์โอรสสวรรค์ผู้นี้ คงมีเพียงแปดคำ… ‘เก่งกาจรบกันเอง อ่อนหัดรบผู้อื่น’
เมื่อรู้แน่ชัดว่าเผ่าเทียนหยวนไม่ต้องส่งใครมารอรับความตายที่เยี่ยนผิง จ้าวหนิงก็ตระหนักว่าแผนล่องเรือลงใต้ไม่อาจประวิงเวลาได้อีก
เยี่ยนผิงกลายเป็นศูนย์กลางพายุเลือด ศาลทุยซื่อเริ่มขยับตัว เหยื่อทุกรายที่ถูกหมายหัว ไม่ว่าจะเป็นวิญญูชนมือสะอาดหรือบัณฑิตทรงศีล ไม่ว่าจะปรากฏหลักฐานความผิดหรือไม่ ท้ายที่สุดล้วนมีจุดจบเพียงหนึ่งเดียว… คอหลุดจากบ่า
จ้าวหนิงคร้านจะทนเหยียบย่ำอยู่ในเยี่ยนผิงต่อไป เขาไม่อยากกลายเป็นเป้านิ่งให้ฮ่องเต้จอมหักหลังนำไปเชือดเป็นเครื่องสังเวยเพื่อความสำราญ
ช่วงไม่กี่วันก่อนล่องเรือ นอกจากการสับเปลี่ยนกำลังคนหออี้ผิ่น เวลาที่เหลือจ้าวหนิงล้วนทุ่มเทให้กับการขัดเกลาพลังฝึกปรือ
คืนก่อนออกเดินทาง เขาลืมตาตื่นจากฌานสมาธิกลางดึกสงัด กระเพาะอาหารเรียกร้องด้วยความเคยชิน จึงสาวเท้าก้าวสู่ห้องครัวดังเช่นทุกครา
ทว่าภายในครัวกลับมีแสงตะเกียงจุดสว่าง เงาร่างหนึ่งไหววูบสะท้อนผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง บ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของกำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟ
จ้าวหนิงชะงักฝีเท้าดั่งถูกสาป นัยน์ตาทอดมองเงาร่างระหงนั้นเนิ่นนาน คลื่นอารมณ์พัดกระหน่ำในอกจนจุกแน่นไร้คำเอื้อนเอ่ย ห้วงเวลาคล้ายบิดเบี้ยวเลือนลาง ราวกับกระชากเขาย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน
ยามนั้น เขามักตื่นมาหาของกินกลางดึก และมักปะทะเข้ากับเงาร่างคุ้นตานี้เสมอ หากก้าวข้ามธรณีประตู ย่อมได้เห็นภาพจ้าวชี่เยว่เหยียบม้านั่งตัวเล็ก ยืนผัดกับข้าวหน้ามันย่องโดยไม่ผิดเพี้ยน
รสชาติฝีมือนางนับว่าบัดซบยากบรรยาย ทว่าต่อให้เป็นผัดมันฝรั่งเส้นใส่ขิงฝอยจนขมปี๋ จ้าวหนิงก็พร้อมยัดทะนานลงท้องจนเกลี้ยงจาน หากเป็นไปได้… ต่อให้ต้องกระเดือกอาหารรสชาติพิสดารปานใดทุกวี่วัน เขาก็พร้อมกลืนกินมันด้วยความเต็มใจ
ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู ภาพตรงหน้ากลับตีแสกหน้าจนจุกงัน เขาย่อมรู้แก่ใจว่าหากมิใช่ห้วงฝัน ไม่มีทางที่เขาจะได้พบจ้าวชี่เยว่ในที่แห่งนี้ ทว่าลึกๆ ในกมลสันดานกลับอดร่วงหล่นสู่วังวนแห่งความผิดหวังและอ้างว้างไม่ได้
มือข้างหนึ่งประคองจานควันฉุย มืออีกข้างถือขาน่องไก่จ่อริมฝีปาก... หยางเจียนีที่เตรียมผละจากหน้าเตาเพื่อสวาปามของอร่อย พลันชะงักค้างดุจรูปปั้นยามเห็นจ้าวหนิงโผล่พรวดเข้ามา
ในอดีต จ้าวชี่เยว่ตระเวนมาครัวยามวิกาลเพื่อปรุงอาหารให้เขา บัดนี้เมื่อนางพรากจากจวนเจิ้นกั๋วกงไป ผู้ที่ตะกละตะกลามวิ่งโร่มาค้นครัวยามสามได้… หากมิใช่หยางเจียนีแล้วจะเป็นใคร
“เจ้าจะกินหรือไม่” หยางเจียนียื่นน่องไก่ชุ่มมันที่เกือบเข้าปากนาง ส่งให้จ้าวหนิงหน้าตาย
จ้าวหนิงคลี่ยิ้มบางเบา
รอยยิ้มท่ามกลางแสงเทียนสลัว อาบย้อมไอเย็นแห่งเหมันต์ พัดพากลิ่นอายรอยต่อแห่งอดีตชาติและชาตินี้… กลิ่นอายแห่งการพลัดพรากและการพานพบ ให้หลอมรวมโชยกรุ่นขึ้นกลางอากาศ
……
ล่วงเข้ายามสาม แสงตะเกียงในตำหนักฉงเหวินยังคงสว่างไสว
จ้าวชี่เยว่เยื้องย่างมาถึงหน้าตำหนัก เดิมทีตั้งใจจะผลักประตูเข้าไป ทว่ายามเห็นขันทีประคองถาดเดินสวนออกมา นางพลันชะงักฝีเท้า ชะโงกหน้ามองสิ่งที่อยู่ในถาดก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น
ทุกคราที่ซ่งจื้อสะสางราชกิจจนดึกดื่น นางมักสั่งห้องเครื่องต้มน้ำแกงมาถวายเสมอ หากล่วงเลยจนดึกดื่น นางถึงขั้นลงมือปรุงอาหารว่างด้วยตนเอง
แรกเริ่มเดิมที ไม่ว่าน้ำแกงหรือกับข้าว ซ่งจื้อล้วนเสวยบ้างแม้เพียงเล็กน้อย ต่อให้กินไม่หมด อย่างน้อยก็ยังฝืนจับตะเกียบ ทว่าระยะหลังมานี้… สำรับที่นางให้คนยกมาส่ง ฮ่องเต้กลับเมินเฉย ไม่เคยตักเข้าปากแม้แต่คำเดียว
จ้าวชี่เยว่สัมผัสได้ชัดเจนถึงกำแพงน้ำแข็งที่ฮ่องเต้จงใจก่อขึ้นเพื่อเหินห่างนาง
เจตนาที่หมายจะก้าวเข้าตำหนักพลันมลายสิ้น นางสะบัดชายแขนเสื้อ หมุนตัวเดินจากตำหนักฉงเหวินมุ่งหน้ากลับตำหนักลี่เจิ้ง ทว่าขณะเยื้องย่างผ่านระเบียงหอสูง นางกลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
เรือนร่างระหงหันขวับ ทอดสายตามองข้ามกำแพงวังไปยังเมืองเยี่ยนผิงที่ถูกราตรีกลืนกินจนมืดมิด นัยน์ตาคู่นั้นทอดไกลไปหยุดนิ่ง ณ ทิศทางของจวนเจิ้นกั๋วกง
ลมหนาวกรีดแทง ล่วงเข้ายามสาม ต่อให้เป็นมหานครรุ่งโรจน์อย่างเยี่ยนผิงก็หลับใหลไร้แสงไฟ ทว่าเบื้องหน้าจวนเจิ้นกั๋วกง จ้าวชี่เยว่กลับจับสังเกตเห็นแสงตะเกียงริบหรี่ดวงหนึ่ง
แสงนั้นดุจหิ่งห้อยกลางสายลม หากมิใช่เพราะนางบรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ย่อมไม่มีทางมองเห็น และด้วยสัมผัสอันเฉียบคม นางจึงแยกแยะตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ… แสงสว่างนั้นมาจากห้องครัว
มุมปากจ้าวชี่เยว่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง น้ำเสียงแผ่วเบากระซิบกลืนหายไปกับสายลม “ตื่นมาคุ้ยหาของกินป่านนี้อีกแล้ว…”
หลังจ้าวหนิงรอดพ้นนรกแดนเหนือ เขายังอุตส่าห์เข้าวังมาเยี่ยมเยือนนาง ทว่าเมื่อมีกำแพงวังหลวงตระหง่านกั้น การพบปะย่อมถูกรัดรึงด้วยกฎมณเฑียรบาล ยามนี้สถานะของนางแปรเปลี่ยนเป็นมารดาแผ่นดิน ไม่อาจลงไม้ลงมือทุบตีหรือหยอกล้อจ้าวหนิงตามใจชอบดั่งวันวานได้อีกต่อไป
รอยยิ้มบนมุมปากจ้าวชี่เยว่พลันเลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยความรวดร้าวเงียบงัน นัยน์ตาวูบไหวด้วยความรันทดสับสนยากอธิบาย “ป่านนี้… ในครัวยังมีข้าวร้อนๆ ให้เจ้าประทังหิวอยู่อีกหรือ”
ชั่วขณะนั้น สองขานางดั่งถูกหมุดตอกตรึง ไม่อยากก้าวเดินไปที่แห่งใดอีกแล้ว
“ฮองเฮาเพคะ หิมะตกแล้ว เสด็จเข้าตำหนักเถิดเพคะ” เสียงนางกำนัลคนสนิทดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
จ้าวชี่เยว่แหงนหน้าขึ้น ท่ามกลางราตรีมืดมิดสุดหยั่ง เกล็ดหิมะแรกแห่งเหมันต์กำลังโปรยปรายลงมาเงียบๆ
นัยน์ตาของนางปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครา ยามทอดสายตากลับไปยังจวนเจิ้นกั๋วกง รอยยิ้มนั้นหาได้เลือนหาย เพียงแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากคาดเดา นางรู้ว่าหยางเจียนีพำนักอยู่ที่นั่น และรู้ซึ้งถึงสันดานตะกละตะกลามของสตรีนางนั้นดี หากเพลานี้จ้าวหนิงมีข้าวร้อนๆ ตกถึงท้อง ย่อมหนีไม่พ้นฝีมือของหยางเจียนีที่ดอดไปป้วนเปี้ยนในครัวเป็นแน่
“ท้ายที่สุด… วันหนึ่งในชีวิตเจ้า ย่อมปรากฏสตรีอีกนางก้าวเข้ามา นางจะคอยก่อไฟทำกับข้าวให้เจ้า ต่อให้เจ้าหิวโซยามวิกาลเพียงใด ก็ยังมีของร้อนๆ ให้ประทังชีวิต”
“ฝีมือทำอาหารของนางอาจเลิศรส หรืออาจสุนัขไม่รับประทาน ทว่าท้ายที่สุด เจ้าก็จะคุ้นชินและหลงรักในรสชาติที่นางปรุง สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากปลายนิ้วของนาง”
“เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะค่อยๆ ลืมเลือนรสชาติอาหารของสตรีอีกคนที่เจ้าเคยกินเมื่อครั้งเยาว์วัย จนกระทั่งวันหนึ่ง… เจ้าอาจลืมเลือนกระทั่งเรื่องราวเก่าก่อน และค่อยๆ ลบเลือนนางออกไปจากก้นบึ้งความทรงจำ”
“นี่สินะ… สัจธรรมของคำว่า ‘พี่สาวน้องชาย’ ”
สิ้นคำรำพึง จ้าวชี่เยว่ละสายตาจากจวนเจิ้นกั๋วกง สะบัดชายกระโปรงหมุนตัวเยื้องย่างกลับสู่ตำหนักลี่เจิ้ง
พายุหิมะเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรง พัดถาโถมกระแทกกำแพงวังหลวง กวาดล้างไออุ่นและกลิ่นอายที่นางหลงเหลือไว้บนระเบียงหอสูงให้มลายสิ้น
เหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บทะลุกระดูก... ได้มาเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว
————
จบภาคสาม