ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 243 เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างมีแผนรับมือ (ตอนปลาย)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 243 เบื้องบนมีนโยบาย เบื้องล่างมีแผนรับมือ (ตอนปลาย)
ผลการประเมินความชอบจากราชสำนักส่งมาถึงกองทัพเยี่ยนเหมินแล้ว
เวลานี้ ทัพเยี่ยนเหมินทั้งหมดร่นถอยกลับมาปักหลักประจำการ ณ ด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างพร้อมเพรียง
จ้าวเป่ยวั่งออกคำสั่งเรียกระดมพลขุนพลและทหารทั้งสามทัพ ณ ลานฝึกทหารม้า ก่อนประกาศผลประเมินตามขั้นตอน ผู้ใดสร้างผลงานย่อมได้เลื่อนขั้นรับรางวัล ผู้ใดพลีชีพตกระกำลำบากย่อมได้รับเงินชดเชย
ทว่ามีเพียงสองคนเท่านั้นที่สร้างความชอบใหญ่หลวงกลับต้องรับทัณฑ์… จ้าวหนิงและหยางเจียนี
บรรยากาศไร้ซึ่งความคึกคักยินดี เหล่าทหารล่วงรู้จากปากขุนพลนายกองมาก่อนแล้วว่า ‘ความชอบถูกหักลบไปถึงสองส่วน’ นอกจากเพลิงโทสะที่สุมอก สภาพจิตใจของทุกคนล้วนหดหู่มืดมน
อุตส่าห์ฝ่าดงดาบพุ่งชนความตาย อาบเลือดต่างน้ำเพื่อแลกความชอบ ทว่าราชสำนักกลับเหยียบย่ำคุณงามความดี ซ้ำร้ายยังไร้ที่ระบายความอัดอั้น ต้องก้มหน้ารับกรรมกลืนเลือดลงคอ… ใครเล่าจะไม่ร้าวรานใจ
ขุนนางบุ๋นผู้อ่านราชโองการประกาศชัด สาเหตุที่ริบความชอบเป็นเพราะขุนพลทัพเยี่ยนเหมินแข็งขืนโอหัง บังอาจล่วงเกินขุนนางผู้ตรวจสอบผลงาน พฤติกรรมกำเริบเสิบสานเช่นนี้จำต้องรับโทษทัณฑ์
แน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้ดีว่านั่นหมายถึงจ้าวหนิง
แต่กลับไร้ซึ่งผู้ใดผูกใจเจ็บเขามัดแต่น้อย
รายงานศึกของอันซือหมิงประกอบกับการประเมินพลังรบของยอดฝีมือรุ่นเยาว์ ทำให้ฮ่องเต้ปักใจเชื่อว่าผลงานของจ้าวหนิงถูกปั้นแต่งเกินจริง พระองค์ประเมินสถานะของจ้าวหนิงในใจทัพเยี่ยนเหมินผิดพลาดไปอย่างมหันต์
สำหรับทัพเยี่ยนเหมิน หากไร้ซึ่งจ้าวหนิง ย่อมไม่มีทางกำชัยในศึกทั้งสองคราได้ราบรื่นปานนี้ เผลอๆ อาจพ่ายแพ้ย่อยยับ หากเป็นเช่นนั้น อย่าว่าแต่สร้างผลงานเลย แค่รักษาชีวิตให้รอดก็ยากเต็มทน ความชอบที่สูญไปเพียงสองส่วน เทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวคุณูปการที่จ้าวหนิงสลักไว้ให้กองทัพ
ยิ่งไปกว่านั้น หากจ้าวหนิงไม่ออกหน้าชนให้ อิงตามการประเมินระยำของขงเหยียนฮวาและสวีไจ้ซวิน พวกเขาคงไม่ได้รางวัลมาตกถึงมือมากเท่านี้ ซ้ำจ้าวหนิงยังต้องจ่าย ‘ค่าตอบแทนแสนสาหัส’ ถึงขั้นถูกตะเพิดพ้นกองทัพ
บัดนี้ สิ่งเดียวที่ทัพเยี่ยนเหมินเคียดแค้นชิงชังคือราชสำนัก หาใช่ตระกูลจ้าว พวกเขามีเพียงความจงรักและซาบซึ้งใจต่อจ้าวหนิงอย่างแท้จริง
เมื่อประกาศผลงานและมอบรางวัลเสร็จสิ้น เหล่าขุนนางบุ๋นต่างทยอยจากไป ทหารเยี่ยนเหมินเตรียมตั้งแถวแยกย้ายกลับค่าย ทว่าจ้าวหนิงกลับก้าวขึ้นสู่แท่นตรวจพล
ร่างนั้นสวมเพียงชุดยาวสีคราม ไร้ซึ่งเกราะศึกหุ้มกาย
เขาไม่ใช่ขุนพลแห่งทัพเยี่ยนเหมินอีกต่อไป
ภาพจ้าวหนิงที่เหลือเพียงตัวเปล่า ประกอบกับวีรกรรมที่เขาพลีเพื่อกองทัพ กระชากอารมณ์ชายชาตรีจนจุกแน่นในอก ขอบตาแดงก่ำ ทหารที่เทิดทูนจ้าวหนิงสุดหัวใจอย่างเฝิงหนิวเอ้อร์ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
คำกล่าวถัดมาของจ้าวหนิงจุดเพลิงอารมณ์ให้ลุกโชน กระชากน้ำตาลูกผู้ชายให้ร่วงหล่นกลางลาน
“แม่ทัพอย่างข้า… คุณชายอย่างข้า เพราะความพลั้งเผลอในครานี้ ทำให้รางวัลของพี่น้องทหารต้องหดหาย นั่นคือหยาดเลือดที่พวกเจ้าแลกมา เป็นความหวังหล่อเลี้ยงชีวิตพ่อแม่ลูกเมียเบื้องหลัง ทุกอีแปะล้วนมีค่าเกินชั่ง คุณชายอย่างข้าละอายใจยิ่งนัก”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นทว่าแฝงความรวดร้าว “พวกเจ้าย่อมรู้ดี ข้าพนันขันต่อกับข่านและไท่จื่อเผ่าต๋าต้าน กวาดทรัพย์ศฤงคารมาได้ไม่น้อย บัดนี้ ข้าจะนำเงินทองเหล่านั้นมาชดเชยส่วนที่พวกเจ้าสูญเสียไป”
สิ้นคำ เขาสะบัดมือ ทหารเกราะหนักกลุ่มหนึ่งพลันแบกหีบสมบัติออกมาเรียงราย
สรรพนาม ‘คุณชาย’ ประกอบกับถ้อยคำกรีดใจ ทำเอาทหารนับไม่ถ้วนตาแดงฉานดุจโลหิต ชายชาตรีหลายนายลุกพรวดขึ้นยืน ความซาบซึ้งระคนเดือดดาลปะทุทะลัก พวกเขาอยากตะโกนก้องให้จ้าวหนิงเก็บทรัพย์สินกลับไป เพื่อยืนยันว่าไม่มีใครหน้าไหนกล่าวโทษเขาแม้แต่ครึ่งคำ
พวกเขาคือสหายร่วมรบที่อาบเลือดฝ่าความตายมาด้วยกัน จะยอมรับน้ำใจหนาหนักปานขุนเขาเช่นนี้ได้อย่างไร
จ้าวหนิงสละหยาดเลือดเพื่อพวกเขามามากพอแล้ว ไหนจะบุกทะลวงเป็นทัพหน้า ไหนจะต้องร่วงหล่นจากตำแหน่งขุนนาง
ทว่าก่อนจะมีผู้ใดปริปาก จ้าวหนิงชูมือขึ้นปราม “นี่มิใช่การประทานรางวัล แต่เป็นสิ่งที่พวกเจ้าพึงได้”
เสียงของเขากึกก้องกังวาน “กองทัพยึดถือความเป็นธรรม ข้านำพวกเจ้าฝ่าดงมัจจุราช ข้านำพวกเจ้าหลั่งเลือดชโลมดิน ข้านำพวกเจ้าฝังร่างกลางแดนเถื่อน ข้าอาศัยพวกเจ้าพิชิตศัตรูแกร่งกล้า อาศัยพวกเจ้าสลักชื่อเสียงเกียรติยศ อาศัยพวกเจ้าผงาดสั่นสะเทือนทั่วแดนเหนือ…”
“ข้าไม่อาจปกป้องผลงานของพวกเจ้า แต่หากแม้นสิ่งที่พวกเจ้าพึงได้ ข้ายังทวงคืนมาไม่ได้ ข้าย่อมไร้สิทธิ์เป็นแม่ทัพของพวกเจ้า ไร้หน้าเผชิญวิญญาณวีรชน ไร้คุณสมบัติเหยียบย่างในฐานะคนของทัพเยี่ยนเหมิน”
“รับสิ่งที่ควรเป็นของพวกเจ้าไปเสีย แล้วจงหยัดยืนปกปักษ์พรมแดนเหนือ พิทักษ์บ้านเมืองต่อไป นี่คือคำสั่งทหาร… ไม่สิ นี่คือคำขอร้องสุดท้ายของข้า”
สิ้นคำ จ้าวหนิงสะบัดชายแขนเสื้อ หมุนตัวก้าวลงจากแท่นตรวจพล
“นายน้อย”
“นายน้อยจะโทษตัวเองได้อย่างไร…”
“นายน้อยช้าก่อน พวกเรารับไว้ไม่ได้”
“นายน้อย”
ลานฝึกทหารเดือดพล่าน หมู่คนฮือฮาลุกพรวดตะโกนเรียกเสียงหลง หลายคนสุ้มเสียงสั่นสะท้าน ชายชาตรีเหล็กไหลที่ยอมหลั่งโลหิตไม่ยอมหลั่งน้ำตา บัดนี้กลับร่ำไห้ราวทำนบแตก
พวกเขาอยากจะตะเบ็งความในใจ รั้งร่างนั้นเอาไว้ ทว่าจ้าวหนิงก้าวลงจากแท่น กลืนหายไปหลังเงาทหารเกราะหนักเสียแล้ว ความรู้สึกว้าเหว่สูญเสียเกาะกุมขั้วหัวใจ ยิ่งบีบรัดให้ปวดร้าวแสนสาหัส… เป็นความปวดร้าวที่กรีดลึกยิ่งกว่าคราใด
“นายน้อย…”
……
ทอดมองแววตาอาลัยอาวรณ์ที่ทหารนับหมื่นส่งตามหลังจ้าวหนิง ใจของอันซือหมิงร่วงหล่นดิ่งลึกสุดหยั่ง
สภาพทัพเยี่ยนเหมินในยามนี้ ต่อให้จ้าวหนิงสั่งให้บุกน้ำลุยไฟ ทรยศราชบัลลังก์ ก็ย่อมมีคนนับไม่ถ้วนพร้อมกวัดแกว่งดาบโดยไม่ขมวดคิ้ว
เดิมทีบารมีตระกูลจ้าวก็ฝังรากลึกในทัพเยี่ยนเหมินอยู่แล้ว มาบัดนี้จ้าวหนิงยังใช้วิธีการของตน ซื้อใจและหลอมรวมเจตจำนงของกองทัพให้เป็นแผ่นเหล็กกล้ายิ่งกว่าเดิม
แผนการของฮ่องเต้ที่หวังใช้การริบความชอบมาตอกลิ่ม บีบให้เห็นว่าตระกูลจ้าวไร้น้ำยาปกป้องผลประโยชน์ทหาร บั่นทอนบารมีที่สะสมมาเนิ่นนาน... บัดนี้พังทลายย่อยยับ ซ้ำยังถูกตลบหลังรุนแรงจนกระอักเลือด
ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้อันซือหมิงงอกสามเศียรหกกร คิดขุดรากถอนโคนตระกูลจ้าวเพื่อแย่งชิงอำนาจทหาร… อย่างน้อยในอีกสิบปีนับจากนี้ ก็เป็นได้แค่ไอ้โง่ฝันกลางวัน
ภายภาคหน้า แค่ประคองอำนาจสั่งการทหารองครักษ์หกหมื่นนายของตนไว้ให้รอด ก็ถือว่ารากเลือดแล้ว
“ไอ้เด็กเวรนี่มันเสแสร้งเก่งชะมัด ทั้งบีบน้ำตาเรียกความสงสาร ทั้งอ้างคุณธรรมจอมปลอม ซ้ำยังทุ่มเงินทองไม่อั้น… หากข้ามีทรัพย์ศฤงคารมหาศาลปานนั้น มีหรือจะซื้อใจคนแบบมันไม่ได้” อันซือหมิงสบถด่าในใจ คิดไปคิดมาก็ยิ่งตระหนักว่าตนเองซวยซ้ำซวยซ้อน
……
ยามจ้าวหนิงควบม้าออกจากด่านเยี่ยนเหมินกวนมุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองเยี่ยนผิง เขานำทองคำแท่งเพียงส่วนหนึ่งติดตัวมา การจ่ายชดเชยสองส่วนให้กองทัพผลาญเงินไปแค่ไม่กี่แสนตำลึงทอง สำหรับเขายังถือว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วง
“ทัพเยี่ยนเหมินคือรากฐานตระกูลจ้าว จะปล่อยให้เกิดรอยด่างพร้อยไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าใต้หล้าจะแปรผัน คลื่นลมจะเชี่ยวกรากเพียงใด ตราบใดที่ทหารหนึ่งแสนนายยังถวายหัวให้ตระกูล เราย่อมมีเขี้ยวเล็บคุ้มครองตนเอง”
“หลังจากกำลังพลทดแทนมาถึง ต้องเร่งเคี่ยวกรำฝึกซ้อมอย่างหนัก ส่วนอันซือหมิง คงต้องฝากเจ้าจับตาดู ท่านพ่อไม่สะดวกออกหน้าโจ่งแจ้งนัก” จ้าวหนิงหารือความลับทางทหารกับจ้าวซินที่ควบม้ามาส่งไกลถึงเมืองไต้โจว
“เจ้าวางใจ มาถึงขั้นนี้ เจ้ากลายเป็นเทพสงครามในใจทัพเยี่ยนเหมินไปแล้ว ต่อให้เป็นพวกทหารองครักษ์ ทว่าเนื้อแท้ก็คือชาวบ้านธรรมดา ย่อมแยกแยะบุญคุณความแค้นออก ไม่มีทางยอมมอบกายถวายชีวิตให้อันซือหมิงหรอก”
“มีป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำอย่างเจ้าค้ำประกัน ขอเพียงข้าโยนหินถามทางเล็กน้อย นายทหารระดับกลางและล่างในทัพองครักษ์ย่อมแห่แหนมาสวามิภักดิ์ตระกูลจ้าว ตราบใดที่ข้าไม่บีบให้พวกมันหักหลังอันซือหมิงซึ่งหน้า มีหรือพวกมันจะไม่ยอมมาสวามิภักดิ์” นัยน์ตาจ้าวซินทอประกายมั่นใจเปี่ยมล้น
ถึงเมืองไต้โจว จ้าวหนิงมุ่งหน้าลงใต้ต่อ ส่วนจ้าวซินแยกกลับเรือนพักตระกูลจ้าวในตัวเมือง ทั้งสองบอกลากันกลางทางแยกใหญ่ ก่อนจ้าวหนิงจะนำหยางเจียนีและคณะควบตะบึงฝุ่นตลบมุ่งสู่เมืองเยี่ยนผิง
……
ณ ประตูเมืองเยี่ยนผิง รถม้าและผู้คนสัญจรขวักไขว่
ริมถนนหลวงอันอบอวลด้วยฝุ่นควัน คุณชายชุดหรูสองคนกำลังนั่งยองๆ ชะเง้อคอมองสุดปลายถนน ใบหน้าเปรอะเปื้อนมอมแมม มือคอยปัดฝุ่นตามเนื้อตัวจนผมเผ้าชี้ฟู สภาพทุลักทุเลสิ้นดี
“เว่ยคางคก ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าบ้ากวีงอมแงมนี่ สภาพอย่างเจ้าคิดจะสวมรอยเป็นบัณฑิตเจ้าสำราญหรือไง” ชายร่างผอมแค่นยิ้ม
“ข้าไม่เจ้าสำราญตรงไหน หากวัดความหล่อเหลา ข้าก็ติดหนึ่งในสองของพวกเราสามคน เจ้าน่ะมันอิจฉา” ชายร่างอ้วนสวนกลับ
“ไม่ได้เจอหน้าไม่กี่วัน เว่ยคางคก เจ้าอารมณ์ขันขึ้นนะ มา… บอกพี่ชายมาสิ เจ้ามีสตรีในดวงใจแล้วใช่หรือไม่”
“ใครมีสตรีในดวงใจ”
“ถุย ยังจะมาทำไขสือ เจ้าก็เสแสร้งต่อไปเถอะ หากไม่มีใครในใจ เจ้าจะรวบรวมบทกวีไปหาบิดาเจ้าหรือ”
ชายร่างอ้วนที่นั่งยองจนขาชาถอนใจยาว เปลี่ยนท่านั่งใช้สองมือประคองคางที่พับเป็นชั้นไขมัน สายตาทอดเหม่อรำพึงอย่างหดหู่ “ความจริงคือ… ทุกครั้งที่ข้าท่องจำกวีรักลึกซึ้งได้บทหนึ่ง ข้ามักหลงเพ้อไปเองว่าข้ากำลังจะได้ครอบครองสตรีนางนั้น”
“แล้วตอนจบเล่า”
“ตอนจบหรือ… ตอนจบข้าก็แค่ท่องบทกวีได้เป็นกุรุสไงล่ะ”
“นี่มัน… ช่างรันทดบัดซบเสียนี่กระไร”
“ไม่หรอก นี่ไม่ได้รันทดที่สุด”
“ยังมีบัดซบกว่านี้อีกหรือ”
“อืม… ตอนนี้ข้าเลิกรวบรวมบทกวีแล้ว”
“…”
ชายร่างผอมทำได้เพียงตบไหล่สหาย “ตัดใจจากต้นไม้เพียงต้นเดียวได้นับเป็นเรื่องดี เมื่อละสายตาจากนาง เจ้าจะพบว่าผืนป่ากว้างใหญ่ยังรอเจ้าอยู่”
ชายร่างอ้วนส่ายหน้า “เจ้าพูดผิดแล้ว”
“ผิดตรงไหน”
“บางครั้ง… เมื่อเจ้าตัดใจจากต้นไม้ต้นหนึ่ง เจ้าจะพบว่า… เจ้าด้านชากับป่าทั้งผืนไปแล้วต่างหาก”
ชายร่างผอมอ้าปากค้าง ก่อนจะตบกบาลชายร่างอ้วนฉาดใหญ่ “มารดามันเถอะ ดัดจริตสิ้นดี ข้าจะอ้วกเอาข้าวข้ามคืนออกมาอยู่แล้ว”
ชายร่างอ้วนถลึงตาใส่ทันควัน
เฉินอันจือนึกว่าอีกฝ่ายจะระเบิดอารมณ์ แต่เสี้ยวอึดใจถัดมา เว่ยอู๋เซี่ยนกลับปั้นหน้าสลด “เจ้าไม่เคยรักใครด้วยใจจริง ความรู้สึกนี้… เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก”
เฉินอันจือทำท่าโก่งคอ “อ้วก…”
ทั้งสองต่อล้อต่อเถียงอยู่พักใหญ่ ท้ายที่สุดก็เงียบเสียง ทอดสายตามองปลายถนนหลวง นิ่งขึงดุจเต่าหินสองตัว
“เจ้าดูพี่หนิงสิ สร้างวีรกรรมทะลวงสมรภูมิ บั่นคอศัตรูนับไม่ถ้วน ชื่อเสียงระบือไกลสะท้านแดนเหนือ หันกลับมาดูสภาพเจ้า… วันๆ เอาแต่หมดอาลัยตายอยาก เสียศูนย์เพราะสตรีเพียงนางเดียว ห้วงรักคือสุสานวีรบุรุษ ไอ้หนุ่ม… เจ้าไม่รู้หรือไง” เนิ่นนาน เฉินอันจือถึงเปิดปากทำลายความเงียบ
เว่ยอู๋เซี่ยนทอดถอนใจ “ตอนนี้ข้าอยากพุ่งชนข้าศึกกลางสมรภูมิใจแทบขาด น่าเสียดาย ที่หลงโย่วไร้ศึกสงคราม”
“สภาพครึ่งผีครึ่งคนอย่างเจ้า ขืนลงสมรภูมิก็มีแต่เอาหัวไปเซ่นดาบศัตรู” เฉินอันจือแค่นเสียงหยัน ก่อนจะเปลี่ยนประเด็น “แต่จะว่าไป พี่หนิงโคตรซวย ความชอบใหญ่หลวงปานนั้น เพียงเพราะพลั้งมือทำชานจือเจิ้งซื่อบาดเจ็บตอนซ้อมรบ ผลงานอุตส่าห์อาบเลือดแลกมากลับถูกลบเกลี้ยง ซ้ำยังโดนปลดจากตำแหน่ง”
เว่ยอู๋เซี่ยนถอนใจอีกระลอก แววตาเศร้าหมอง “หัวอกคนชอกช้ำเหมือนกัน เดี๋ยวพี่หนิงมาถึง ข้าจะดวลสุรากับเขายันฟ้าสาง เอาให้เมาตายกันไปข้าง”
เฉินอันจือเบ้ปาก เหยียดหยามสุดขีด “เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ปัญญาอ่อนของเจ้า กล้าเอาไปเทียบกับชะตากรรมพี่หนิงหรือ หน้าไม่อายจริงๆ”
“เฉินอันจือ ข้าทนเจ้ามานานแล้วนะ อยากให้บิดาช่วยถลกหนังนวดกระดูกให้เจ้าใช่ไหม” เว่ยอู๋เซี่ยนกระโดดพรวดขึ้นมา
“พี่หนิงกลับมาแล้ว” เฉินอันจือกำลังจะสวนกลับ พลันเห็นฝุ่นคลุ้งตลบจากสุดปลายถนนหลวง ขบวนม้าศึกกำลังควบตะบึงพุ่งทะยานเข้ามา
เมื่อขบวนถึงหน้าประตูเมืองและรั้งบังเหียนม้า จ้าวหนิงก็ปะทะเข้ากับเว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือในสภาพฝุ่นเขรอะทั้งตัว ราวกับเพิ่งไปคลุกโคลนในเล้าหมู เขาทิ้งตัวลงจากหลังม้า เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้าสองคนไปมุดหัวที่ไหนมาถึงได้สภาพนี้”
เว่ยอู๋เซี่ยนไหนเลยจะสนเรื่องตีกับเฉินอันจือ เขาหัวเราะร่า อกผายไหล่ผึ่ง “ราชสำนักไร้ตา ไม่มาต้อนรับขุนพลผู้สยบแดนเหนือกลับบ้าน แต่พวกเราพี่น้องร่วมสาบาน จะไม่มาแห่แหนเชิดหน้าชูตาให้เจ้าได้อย่างไร”
เฉินอันจือถ่มน้ำลายปนฝุ่นทิ้ง ลูบผมเผ้า จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนประสานมือคารวะ สีหน้าขึงขังจริงจัง “ราษฎรต้าฉีนามเฉินอันจือ ขอน้อมรับการกลับมาของแม่ทัพจ้าว ข้าน้อยขอคารวะขอบคุณแม่ทัพจ้าวที่หลั่งเลือดปกปักษ์แว่นแคว้น”
สิ้นคำ เขากระแอมไอ ทำท่าจะคุกเข่าโขกศีรษะลงไปจริงๆ
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งอาบไล้ขั้วหัวใจจ้าวหนิง ราชสำนักทอดทิ้งเขาจริง ทว่าสหายร่วมสาบานกลับไม่เคยลืมหยาดเลือดที่เขาหลั่งรดสมรภูมิ ยอมตรากตรำมารอรับถึงหน้าประตูเมืองแต่เนิ่นๆ
มีพี่น้องที่มองเห็นเกียรติยศของเขา… เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เว่ยอู๋เซี่ยนถีบก้นเฉินอันจือไปหนึ่งป้าบ “มารดามันเถอะ ดัดจริตชะมัด พี่น้องร่วมนมกันทั้งนั้น จะมาเล่นงิ้วปาหี่อะไรตรงนี้ ขายขี้หน้าชะมัด”
เฉินอันจือหน้าทิ่มเซไปข้างหน้า หันขวับมาถลึงตา “เว่ยคางคก เจ้ารนหาที่ตายใช่ไหม ข้าอุตส่าห์เตรียมบทมาเป็นกระบุง มาขัดจังหวะแล้วข้าจะเล่นต่อยังไง”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียงเย้ยหยัน “ทำไม ยังคิดจะสวดกวีต่อหรือไง”
“ต้องมีกวีสิวะ เจ้าคิดว่าข้าเหมือนเจ้าหรือไงที่ต้องไปลอกบทกวีชาวบ้านมาหลีหญิง กวีของข้า ข้าแต่งเองเว้ย”
“สมองกลวงอย่างเจ้าแต่งกวีเป็นกะผีอะไร วันๆ เอาแต่แกว่งหอกฟาดกระบอง…”
“ไอ้คางคกเหม็น แกตาย”
สองสหายรับส่งมุขตบตีกันอุตลุด หวังสร้างเสียงหัวเราะปัดเป่าความหมองหม่นในใจจ้าวหนิงที่เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่ง ทว่าจู่ๆ ม้าศึกตัวหนึ่งกลับยื่นหน้าเข้ามาแทรกกลาง กระแทกให้ทั้งคู่แยกออกจากกัน สองหนุ่มหันขวับไปมองด้วยความฉุนเฉียว
“เจ้าเป็นใครวะ ขี่ม้าไม่ดูตาม้าตาเรือหรือไง”
“ต่อหน้าขุนนางอย่างข้า ยังกล้านั่งคอแข็งอยู่บนหลังม้า อยากโดนตบสั่งสอนใช่ไหม รู้หรือไม่ว่าข้าคือคนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวน…”
คำผรุสวาทพลันถูกกลืนลงคอ ดวงตาสองคู่เบิกโพลง ไม่ใช่เพียงเพราะคนบนหลังม้าคือโฉมสะคราญล่มเมือง แต่เป็นเพราะนางคือ… หยางเจียนี
แม้นางจะสวมชุดรัดกุมทะมัดทะแมงเยี่ยงบุรุษ แต่คนคุ้นเคยกันมีหรือจะจำไม่ได้ คนอื่นอาจตาบอด แต่พวกเขาจำได้ขึ้นใจว่า โฉมสะคราญผู้นี้คือยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ซ้ำยังมีนิสัยดิบเถื่อนผิดมนุษย์ ได้ยินมาว่าหากคุยกันไม่เข้าหู นางพร้อมชักดาบม่อเตายาวหนึ่งจั้งสองฉื่อสับหัวคนเอาดื้อๆ
พวกขุนนางบุ๋นที่ไปเขาเฟิ่งหมิงล้วนโดนนางอัดจนกระอักเลือดมานักต่อนัก มิเช่นนั้นมีหรือนางจะโดนปลดจากตำแหน่ง
“ที่แท้ก็พี่หญิงแห่งตระกูลหยางนี่เอง เสียมารยาทแล้วๆ…”
“พี่หญิงตระกูลหยางอะไรกัน นี่คือแม่ทัพหยางโว้ย แม่ทัพหยาง เชิญท่าน...”
หยางเจียนีรั้งสายบังเหียนนิ่ง ใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ ทอดมองไอ้หน้าโง่สองคนที่กำลังยิ้มประจบ “พวกเจ้าจะไม่ไปหอสุราเพื่อเลี้ยงต้อนรับจ้าวหนิงหรือ”
เว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือมองหน้ากันเลิ่กลั่ก งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก “ย่อมต้องไปอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าท่าน...”
“เช่นนั้นจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม นำทางไปสิ” หยางเจียนีสะบัดเสียงเย็น
สองสหายเพิ่งบรรลุธรรมว่าหยางเจียนีต้องการติดสอยห้อยตามไปด้วย ทั้งคู่หันขวับไปจ้องจ้าวหนิงเขม็ง ส่งสายตาก่นด่า ‘นางแค้นที่เจ้าเป็นบุรุษใจหินก็ช่างเถอะ แต่ลากพวกข้าไปซวยด้วยทำไม!’
จ้าวหนิงส่ายหน้าเอือมระอา สื่อสารผ่านแววตาว่าไอ้สองคนนี้มโนเตลิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว “ไปกันเถอะ วันนี้พวกข้ายังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลย”
หยางเจียนีนับจ้าวหนิงเป็นสหายร่วมรบไปแล้ว และภาพเว่ยอู๋เซี่ยนกับเฉินอันจือที่ยอมคลุกฝุ่นรอรับจ้าวหนิงแต่เนิ่นๆ ทำให้นางยอมรับในสายใยพี่น้องของพวกเขา ดังนั้น นางจึงมองว่าไอ้หนุ่มสองคนนี้คบหาได้ จึงเอ่ยปากชวนร่วมวงสุรา
ส่วนเหตุผลที่นางเอาม้าพุ่งชนแทรกกลางวง ก็แค่อาการหิวโซกำเริบ สัญชาตญาณสัตว์ป่าหิวโหยเรียกร้องอยากโซ้ยของอร่อยเร็วๆ ก็เท่านั้น แม้กิริยาจะดูถ่อยทรามไปบ้าง แต่จ้าวหนิงรู้สันดานนางดี หยางเจียนีไม่เคยแยแสธรรมเนียมหยุมหยิมเวลาอยู่กับคนกันเอง
หากมิใช่เพราะนางเกิดมาพร้อมหน้าตายด้านดุจน้ำแข็ง จนคนภายนอกมองว่าเย่อหยิ่งจองหอง เว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือคงสัมผัสถึงไมตรีจิตของนางได้ตั้งนานแล้ว
จ้าวหนิงสั่งให้กองทหารม้าแยกย้ายกลับจวนเจิ้นกั๋วกงล่วงหน้า ส่วนตนเองพาหยางเจียนี เว่ยอู๋เซี่ยน และเฉินอันจือมุ่งตรงสู่หอสุรา
อันที่จริงหลังกรำศึกกลับมา สมควรต้องคารวะผู้อาวุโสในจวนก่อนเป็นอันดับแรก ทว่าทั้งจ้าวเป่ยวั่งและฮูหยินล้วนรั้งอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ส่วนจ้าวเสวียนจีก็เพิ่งเดินทางกลับ จ้าวหนิงจึงไม่ต้องรีบร้อนกลับจวนเจิ้นกั๋วกง
สถานที่ร่ำสุราคือหออี้ผิ่น จ้าวหนิงตั้งใจแวะบอกกล่าวฮู่หงเหลียนว่าตนรอดตายกลับมาแล้ว อีกทั้งเขาเคยพบซูเยี่ยชิงกลางทุ่งหญ้าม่อเป่ย จึงหวังจะเล่าสารทุกข์สุกดิบของสหายให้นางฟัง
ยามเหยียบย่างเข้าสู่หออี้ผิ่น ใบหน้าของเว่ยอู๋เซี่ยนพลันสลดวูบ ก้าวขาไม่ออกราวกับถูกดาบจ่อคอหอย
จ้าวหนิงเห็นท่าทางเช่นนี้ย่อมเดาออกทะลุปรุโปร่ง ระหว่างที่ตนไปเหยียบขุมนรกแดนเหนือ เว่ยอู๋เซี่ยนคงโดนฮู่หงเหลียนหักอกจนหน้าแตกยับเยิน ไม่อาจพิชิตใจนางได้สำเร็จ
จ้าวหนิงไม่ประหลาดใจ เขาอ่านนิสัยฮู่หงเหลียนออกทะลุปรุโปร่ง คุณชายตระกูลขุนนาง แม้ยามนี้จะผงาดเป็นตัวตึงแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง แต่ประสบการณ์กร้านโลกยังถือว่าห่างชั้น ความอ่อนหัดยังแผ่ซ่าน ฮู่หงเหลียนย่อมไม่มีทางชายตามอง
“คุณชาย”
ฮู่หงเหลียนที่ได้ข่าวรีบรุดออกมาต้อนรับ ทันทีที่เห็นจ้าวหนิง รอยยิ้มเย้ายวนของนางพลันเจือความเลื่อมใสศรัทธาจากก้นบึ้งหัวใจ เมื่อล่วงรู้ว่าหยางเจียนีคือหนึ่งในยอดขุนพลศึกเขาเฟิ่งหมิง นางถึงขั้นสะบัดกระโปรงเข้าครัวปรุงอาหารด้วยตนเอง
ข่าวคราวความอำมหิตของศึกเขาเฟิ่งหมิงแพร่สะพัดทั่วเมืองเยี่ยนผิงนานแล้ว แม้ขุนนางจองหองหลายคนที่ไม่เคยมองอนารยชนหูอยู่ในสายตา จะค่อนแคะความสูญเสียสี่หมื่นนายของทัพเยี่ยนเหมิน ทว่าสำหรับวีรกรรมอาบเลือดของจ้าวหนิง… กลับไม่มีผู้ใดกล้ากังขาคลางแคลงใจ
แน่นอนว่ายังมีเดรัจฉานใจแคบหน้าโง่บางตัว ปล่อยข่าวลือว่าผลงานของจ้าวหนิงเกิดจากตระกูลจ้าวยัดไส้ปั้นแต่งรายงาน แต่สำหรับผู้ที่รู้จักตระกูลจ้าว เข้าใจระบบทหารของต้าฉี และเคยสัมผัสกลิ่นคาวเลือดแห่งสงคราม… ย่อมไม่มีทางบ้วนวาจาพล่อยๆ เช่นนั้นเด็ดขาด
ดังนั้น เมื่อมีคนจำหน้าจ้าวหนิงได้ ระหว่างวงสุราจึงมีแขกเหรื่อผลัดเปลี่ยนกันมาขอคารวะจอกเหล้าไม่ขาดสาย เพื่อแสดงความศรัทธาต่อบารมีขุนพล และเคารพต่อการ ‘พิทักษ์แผ่นดิน’ ของตระกูลจ้าว
เกียรติยศที่ฮ่องเต้ไร้ตาตระหนี่ถี่เหนียว ราษฎรต้าฉีผู้รู้ผิดชอบชั่วดีเหล่านี้… กลับเป็นผู้มอบมันให้เขาด้วยสองมือ
ล่วงเข้าช่วงท้าย แขกเหรื่อที่หมายคารวะเริ่มล้นทะลัก ซ้ำมีผู้ปล่อยข่าวว่าจ้าวหนิงเยือนหออี้ผิ่น ผู้คนจึงแห่แหนมาขอยลโฉมและชนจอกสุราทวีคูณ
ฮู่หงเหลียนหมดหนทาง ต้องสั่งลูกน้องคุ้มกันหน้าห้องส่วนตัว ขวางทางฝูงชนเอาไว้ หากไม่ลงมือเด็ดขาดเช่นนี้… จ้าวหนิงคงไม่มีทางกระเดือกข้าวมื้อนี้ลงคออย่างสงบสุขเป็นแน่