ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 246 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (2)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 246 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (2)
หลิวผัวผัวแม้สูญเสียดวงตาไปหนึ่งข้าง ทว่าจิตใจหาได้มืดบอดตามไม่
นับแต่รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชเมื่อสองปีก่อน นางกระจ่างแจ้งแก่ใจ เหตุใดเดรัจฉานเหล่านั้นจึงดักซุ่มกลางถนน และรุมสกรัมร่างชราอย่างไร้ปรานี
สันดานพาลข่มเหงผู้อ่อนแอคือสัจธรรมโสมมของโลกใบนี้ บางคราไร้ซึ่งเหตุผล อาจเพียงแค่อารมณ์บูดเบี้ยว เหม็นขี้หน้า หรือเพียงเพื่อเหยียบย่ำผู้อื่นสนองตัณหาความยิ่งใหญ่จอมปลอม ทว่านางรู้ดี สาเหตุที่ตนแทบเอาชีวิตไม่รอด ย่อมมาจากเรื่องบุตรชาย… เป็นเพราะนางไปโขกศีรษะร่ำไห้ทวงความยุติธรรมหน้าจวนว่าการอย่างมิต้องสงสัย
ก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ทว่ายามนี้ สองตาของนางประจักษ์ชัด สุนัขรับใช้ทางการผู้นั้นกำลังก๊งสุราสำราญใจร่วมกับพวกอันธพาลชั่ว เพลิงแค้นที่สุมอกแทบแผดเผาทรวงอกให้แหลกสลาย
เพราะขุนนางระยำเหล่านั้น ครอบครัวนางจึงพังพินาศ เพราะสวะพวกนั้น นางจึงถูกบีบให้สิ้นหนทางรอด จนต้องพาหลานสาวตัวน้อยลงไปพบบิดาในปรโลก ทว่าเดรัจฉานผู้ก่อกรรมทำเข็ญกลับเสวยสุขมั่งคั่ง ดื่มด่ำความสำราญประดุจไม่เคยแปดเปื้อนคาวเลือด!
ช่างอยุติธรรมบัดซบ แม้ใต้หล้าจะไร้ซึ่งความเป็นธรรม และราษฎรตาดำๆ ยิ่งมิอาจร้องขอสิ่งใดจากจวนว่าการ ทว่าหลิวผัวผัวยังคงสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตที่กรีดลึกถึงกระดูกดำ
ตามแผนการที่วางไว้ วันนี้นางจะขายถ่านในตะกร้าให้หมดเกลี้ยง เพื่อพาหลานสาวไปลิ้มรสอาหารดีๆ สักมื้อ แม้นักโทษประหารก่อนตายยังได้สวาปามมื้อสุดท้ายบริบูรณ์ พวกนางสองย่าหลานไม่เคยสร้างเวรกรรม ไฉนจึงไม่มีสิทธิ์กินอิ่มก่อนสิ้นใจ
รอจนท้องอิ่มและฟื้นฟูเรี่ยวแรง นางจะพกมีดตัดฟืนเล่มนี้ สับร่างพวกเดรัจฉานที่รุมทุบตีบุตรชายให้ตกตายตามกันไป
แม้สตรีชราอาจไร้ปัญญาทำอันตรายพวกมัน ทว่าไม่ว่าจะฟันโดนหรือไม่… นางก็ต้องลงมือ ขอเพียงสองย่าหลานเลือดสาดกระเซ็นหน้าจวนว่าการ ย่อมต้องสั่นสะเทือนสายตาผู้คน บางทีอาจดึงดูดขุนนางผู้ใหญ่ให้ลงมาตรวจสอบ ลากคอสุนัขชั่วมาสับร่างและโยนเข้าคุกหลวง… บางทีอาจเป็นไปได้
นางไร้ความมั่นใจ ทว่าจะมีหนทางใดให้เลือกอีก สตรีข้นแค้นที่บ้านซอมซ่อมีเพียงผนังสี่ด้าน เงินทองจ้างมือสังหารย่อมไร้ปัญญา ไปร้องทุกข์ก็โดนซ้อมจนตาบอด… นางยังเหลือทางเลือกใดอีก
ด้านสุนัขรับใช้ที่กำลังสวาปามสุราอาหารในโรงเตี๊ยม ยามถูกอันธพาลตาไวสะกิดเตือน สายตาของมันก็ตวัดมองเห็นหลิวผัวผัวและเด็กน้อยหน้าประตูทันควัน
มันจำสตรีเฒ่าได้แม่นยำ และสัมผัสได้ถึงแววตาอาฆาตปานสัตว์ร้ายของอีกฝ่าย ทว่ามันหาได้แยแสโทสะของมดปลวก มันกระจ่างดีว่าอีกฝ่ายไร้ปัญญาต่อกร เดิมทีคิดจะเมินเฉย ทว่าอันธพาลข้างกายกลับกระซิบเสียงเหี้ยม
“นายท่านสาม นังเด็กนั่นหน้าตาจิ้มลิ้มไม่เบา ตาโตจมูกโด่ง ข้าได้ยินว่าแม่เล้าเรือสำราญกำลังกว้านซื้อตัวนางโลมหน้าใหม่ ขอเพียงสินค้าชั้นดี ย่อมได้ราคาเกินคุ้ม”
นัยน์ตาของสวี่เสี่ยนทอประกายละโมบ เรื่องระยำพรรค์นี้หาใช่เพิ่งเคยทำครั้งแรก แม้ในจวนว่าการจะเป็นเพียงขุนนางหางแถวไร้ขั้น ทว่าในฐานะเจ้าถิ่นเส้นสายกว้างขวาง เบื้องบนเบื้องล่างล้วนถูกยัดเงินปิดปากสนิท ยามอยู่ต่อหน้าชาวบ้าน มันคือพยัคฆ์ร้ายที่เดินกร่างคับถนนได้อย่างชอบธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่หลิวผัวผัวจดจ้อง อัดแน่นด้วยความอาฆาตทะลุกระดูกดำ ราวกับกระหายจะเคี้ยวเนื้อเถือหนังมันให้แหลกเหลว นัยน์ตาบอดฝ้าฟางยิ่งขับเน้นใบหน้าให้ดูน่าสะพรึง ปล่อยทิ้งไว้ย่อมเป็นหอกข้างแคร่ ผู้ใดจะรู้ว่าหญิงชราสติแตกอาจบ้าบิ่นลงมือทำสิ่งใด
สันดานคนโฉดย่อมไร้ความปรานี ชิงลงมือก่อนคือวิถีแห่งการเอาตัวรอด ยามนี้มันเริ่มตระหนัก เมื่อสองปีก่อนไม่ควรปรานีแค่สลักตาบอด บทเรียนนั้นไม่อาจข่มขวัญสตรีเฒ่าให้คลานต่ำ ในเมื่อช้าเร็วต้องกวาดล้างนังแก่นี่ทิ้ง เช่นนั้นนังเด็กตัวน้อยย่อมถือเป็นผลพลอยได้ชั้นเลิศ
ปล่อยให้อดตายข้างถนนช่างเปล่าประโยชน์ หากจับขายลงเรือสำราญ ให้แม่เล้าขุนเลี้ยงสักสองสามปี ย่อมเติบโตเป็นบุปผางามเพียบพร้อมรูปโฉมและเรือนร่าง ถึงยามนั้นค่อยควักเงินซื้อสิทธิ์เบิกพรหมจรรย์ ย่อมเป็นรสชาติสวรรค์ชั้นยอด ยิ่งผนวกกับความตื่นเต้นในฐานะผู้สังหารบิดาของนาง สวี่เสี่ยนมั่นใจว่าถึงวันนั้น ตนย่อมคึกคักกำยำเสพสังวาสได้อีกหลายวันคืน
คิดได้ดังนั้น สวี่เสี่ยนก็ลูบมือคลึงกัน แววตาที่จับจ้องเด็กน้อยทวีความหื่นกระหาย ราวกับเร่งวันคืนให้นางเติบใหญ่ มันรู้ตื้นลึกหนาบางของบ้านหลิวผัวผัวทะลุปรุโปร่ง กระจ่างดีว่าหากฉุดคร่าเด็กคนนี้ไป ย่อมไม่มีสุนัขตัวใดกล้าโผล่หัวมาแหยม มันปรายตาเป็นเชิงสั่ง พวกลูกสมุนอันธพาลก็ขยับตัวล้อมกรอบทันควัน
เพียงหลิวผัวผัวเห็นแววตาของสวี่เสี่ยนแปรเปลี่ยน ลางสังหรณ์มรณะก็ร้องเตือน นางรีบกระชากหลานสาวหันหลังจ้ำอ้าวหนี การปะทะกับสวะพวกนี้ล้วนสูญเปล่า ชีวิตของนางต้องทิ้งไว้เพื่อแลกเลือดหน้าจวนว่าการเท่านั้น หากมาตายอนาถตรงนี้ย่อมไร้ความหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ถ่านยังขายไม่ออก หลานสาวยังไม่ได้ลิ้มรสขนมเปี๊ยะ หากต้องมาทิ้งชีวิตลงเช่นนี้ หลิวผัวผัวคงวิปโยคสุดแสน... แม้การพาหลานไปตายด้วยกันจะละอายแก่ใจ ทว่านั่นคือทางตันที่ไร้แสงสว่างอย่างแท้จริง
ทว่าก้าวเท้าได้ไม่กี่ก้าว อันธพาลหน้าเหี้ยมหลายคนก็พุ่งมาล้อมกรอบ สกัดเส้นทางหนีจนมิด “ยายแก่ ถ่านไม้ในตะกร้าพวกข้าขอเหมา! ตามไปส่งที่เรือนข้า รับรองจะจ่ายเงินทองแดงให้ครบทุกอีแปะ”
ข้ออ้างช่างฟังดูงดงาม ทว่าหลิวผัวผัวไม่อาจยอมรับ นางมองทะลุถึงเจตนาระยำ หากละทิ้งถนนใหญ่สายนี้ไป ย่อมตกนรกหมกไหม้ นางคว้าตัวหลานสาวผู้ไร้เดียงสา ลนลานก้าวเท้าเบี่ยงหลบ
“ถ่านพวกนี้มีคนจองแล้ว ยายแก่ผู้นี้มิอาจขายซ้ำซ้อน ขอใต้เท้าโปรดเมตตา ปล่อยพวกเราไปเถิด”
หัวหน้าอันธพาลรูปร่างผอมแห้ง ไร้มัดกล้ามกำยำ ทว่าท่ามกลางเหมันตฤดูมันกลับจงใจแหวกอกเสื้อ เผยรอยสักหัวพยัคฆ์เหี้ยมเกรียมเพื่อโอ้อวดบารมี ชาวตำบลต่างเรียกขานมันว่า ‘โซ่วหูเอ๋อร์’
“มีคนจองรึ” มันแค่นเสียงเย็นเยียบ “บ้านที่จองฝากข้ามาบอกว่า พวกมันไม่เอาแล้ว ดังนั้นถ่านในตะกร้าของเจ้า ต้องขายให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว”
หลิวผัวผัวถูกสกัดทาง ตระหนักชัดว่าหมดหนทางหนีรอด ในใจดั่งถูกเพลิงนรกแผดเผา ผสมปนเปกับความโศกศัลย์สุดแสน นางตกระกำลำบากชั่วชีวิต ก้มหน้ายอมเป็นที่รองรับอารมณ์สุนัขรับใช้และอันธพาลมาตลอด ไม่เคยบังอาจล่วงเกินผู้ใด กระทั่งวัยปูนนี้ยังต้องก้มหัวเรียกโซ่วหูเอ๋อร์ว่า ‘ใต้เท้า’ อาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากการตายอนาถของบุตรชาย ทั้งชีวิตของนางล้วนต้องกล้ำกลืนฝืนทนและยอมก้มหัวมาโดยตลอด
ทว่าโชคชะตาบัดซบ กลับไม่เคยละเว้นนาง
ยามนี้นางเพียงปรารถนา พาหลานสาวอาภัพไปกินอิ่มสักมื้อก่อนสิ้นใจ เพื่อให้วาระสุดท้ายมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อให้ชีวิตนี้ แตกต่างจากวัวควายที่ก้มหน้าไถนาจนตายทว่าไร้ซึ่งข้าวตกถึงท้อง สวรรค์เบื้องบน... ไฉนจึงเหยียบย่ำแม้กระทั่งความปรารถนาอันต่ำต้อยเพียงเท่านี้
เป็นสวรรค์ที่มืดบอด หรือแท้จริงชนชั้นสวะอย่างพวกนาง เป็นเพียงมดปลวกที่ถูกเบื้องบนทอดทิ้งมาตั้งแต่กาลปฐม
ชาติภพก่อนนางก่อเวรกรรมอันใดไว้ หรือแท้จริงชาตินี้ นางไม่สมควรลืมตาดูโลกในฐานะมนุษย์กันแน่
หลิวผัวผัวอ้าปากหวังดิ้นรนอีกครา ทว่าโซ่วหูเอ๋อร์พลันถลึงตาเหี้ยมเกรียม “ยายแก่ หรือเจ้ากล้าหยามน้ำหน้าโซ่วหูเอ๋อร์ผู้นี้ หรือคิดว่าข้าไร้ปัญญาแม้แต่จะซื้อถ่านไม้ ในตำบลซงหลิน ยังไม่มีสุนัขตัวใดกล้าดูถูกข้า วันนี้ถ่านของเจ้า อยากขายก็ต้องขาย ไม่อยากขายก็ต้องขาย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าบิดาอำมหิต”
ฝูงชนเริ่มห้อมล้อมมุงดูเรื่องสนุก ชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทา หลิวผัวผัวอ้าปากหมายร้องขอความช่วยเหลือ หวังให้มีวีรชนผดุงธรรมสอดมือ ทว่าความคิดนั้นวาบผ่านเพียงเสี้ยวลมหายใจก็นางก็เลิกล้ม เพราะไร้ซึ่งวี่แววของผู้ใดกล้าสอดมือ แววตาชาวบ้านที่จดจ้องโซ่วหูเอ๋อร์ ล้วนเปี่ยมด้วยความหวาดหวั่นและหลบเลี่ยง
บางคนถึงขั้นตื่นเต้น ราวกับชมปาหี่ลิงกลางตลาด ลูกจ้างร้านตีเหล็กถึงกับประคองชามข้าวมานั่งแหมะบนธรณีประตู นอกจากสวาปามไปชมงิ้วไป ยังหันไปตะโกนเรียกอาจารย์ให้รีบออกมาดูฉากเด็ด
ทะเลสาบในใจหลิวผัวผัวกลับสงบนิ่ง นางลากสังขารมาจนปูนนี้ ความสิ้นหวังพานพบมานับไม่ถ้วน ยามที่โซ่วหูเอ๋อร์ยื่นมือกระชากตะกร้าสาน หลิวผัวผัวตวัดสายตามองลึกลงไปเป็นครั้งสุดท้าย สบประสานกับหลานสาวที่เพิ่งตระหนักถึงเภทภัย และกำลังซุกตัวหลบหลังนางด้วยใบหน้าหวาดผวา
นัยน์ตาฝ้าฟางเพียงข้างเดียว อัดแน่นด้วยความโศกศัลย์ ความละอาย และความรวดร้าวที่ไม่อาจเยียวยา
พริบตาถัดมา นางสลัดตะกร้าสานทิ้ง ชักมีดตัดฟืนวาววับ ตวัดฟันกระซวกใส่โซ่วหูเอ๋อร์อย่างสุดแรงเกิด
การจู่โจมกะทันหันทำเอาโซ่วหูเอ๋อร์ผงะ ทว่าสัญชาตญาณอันธพาลข้างถนนทำงานฉับไว เมื่อเห็นคมมีด มันรีบดีดตัวถอยกรูด หลิวผัวผัวเสียจังหวะจากการปลดตะกร้า คมมีดนี้แม้จะทำเอามันหน้าถอดสี ทว่ากลับฝากรอยแผลไว้ไม่ได้แม้แต่รอยขีดข่วน
หลิวผัวผัวหาได้แยแสโซ่วหูเอ๋อร์ นางดีดร่างพุ่งทะยานเข้าหาโรงเตี๊ยม วินาทีนี้ สตรีชรารีดเค้นพลังชีวิตเฮือกสุดท้าย ฝีเท้าปราดเปรียวและดุดันผิดมนุษย์มนา ราวกับย้อนคืนสู่วัยดรุณี ยามที่เคยเป็นสตรีชาวนาผู้ห้าวหาญ แบกกระสอบเสบียงหนักร้อยชั่งได้อย่างสบายมือ
ยามนี้ เรี่ยวแรงเหล่านั้นพลันปะทุเดือดหวนคืนสู่เรือนร่างอีกครั้ง
ในศูนย์กลางสายตามีเพียงสวี่เสี่ยนที่รินสุรา ฆาตกรชั่วที่กระทืบบุตรชายจนตายคาตีน ในเมื่อทางการไม่เคยมอบความเป็นธรรม ขุนนางคอยคุ้มกะลาหัวกันเอง ข้าราชการสมรู้ร่วมคิดโจรร้าย ยามนี้นางจะขอทวงคืนศักดิ์ศรีให้บุตรชายด้วยเลือดของนางเอง บุตรชายนางตายได้ แต่มิอาจตายอย่างไร้ค่า ฆาตกรลอยนวลได้ แต่มิอาจเสวยสุขประดุจไร้เวรกรรม
ขอเพียงชำระหนี้เลือดก้อนนี้ เมื่อลงไปปรโลก ยามทอดหน้าพบสามีและบุตรชาย หลิวผัวผัวย่อมเชิดหน้าตอบได้เต็มปาก ชีวิตนี้ของนางหาได้สูญเปล่า
คมมีดวาววับอัดแน่นด้วยปณิธานแลกชีวิต แหวกอากาศทะลวงหมายบั่นคอของสวี่เสี่ยน ทว่าปาฏิหาริย์หาได้มีจริง สวี่เสี่ยนเพียงเอนกายหลบหลวมๆ ก็พ้นวิถีดาบ ซ้ำยังตวัดหมัดกระแทกสวนเข้ากลางอกและลิ้นปี่สตรีชราอย่างจัง
กร๊อบ! เสียงซี่โครงแหลกละเอียดดังสยดสยอง ร่างของหลิวผัวผัวปลิวละลิ่วข้ามธรณีประตูกระแทกพื้นถนนเย็นเยียบ เลือดสดๆ พุ่งทะลักจากริมฝีปากประดุจน้ำพุ มีดตัดฟืนร่วงหล่นกระดอนอยู่ข้างโต๊ะสุราอย่างน่าสมเพช
โอกาสลงมือเพียงคราเดียวหลุดลอย จวบจนวาระสุดท้ายยังไม่อาจเบิกเลือดฆาตกรได้แม้แต่หยดเดียว ภายในใจพายุอาฆาตคลุ้มคลั่งอย่างไม่ยินยอม นางไม่รับรู้ถึงความหนาวเหน็บเฉอะแฉะบนท้องถนนอีกต่อไป ท่ามกลางสติเลือนราง ข้างหูอึงอื้อด้วยสรรพเสียงหัวร่อเยาะเย้ยและด่าทอเหยียดหยาม ประดุจคมมีดตอกย้ำว่าชีวิตทั้งชีวิตของนาง… เป็นเพียงงิ้วปาหี่ฉากหนึ่ง
หากรู้ล่วงหน้าว่าชาตินี้ต้องบัดซบปานนี้ นางขอยอมไม่มาปฏิสนธิเสียยังดีกว่า ตื่นแต่ไก่โห่อาบเหงื่อต่างน้ำ ผลผลิตค่อนชีวิตกลับไม่เคยตกถึงท้องตน จะปีอุดมหรือปีแห้งแล้ง ข้าวปลาอาหารหากไม่ถูกเศรษฐีสูบเลือด ก็ถูกราชสำนักกวาดเข้าคลังจนเหี้ยน
ส่วนตัวนาง อย่าว่าแต่รสชาติเนื้อสัตว์เลย ข้าวสักมื้อยังกินไม่อิ่มท้อง ล้มป่วยไม่กล้าเหยียบโรงหมอ ไม่เคยเสพสุนทรีย์เยี่ยงคหบดี ไม่เคยสัมผัสเบาะรถม้า อดมื้อกินมื้อตลอดยาวนานหลายสิบปี ลิ้มรสเพียงความขมขื่น ทว่าไม่เคยเสวยวาสนาของการเกิดเป็นคน ชีวิตต้อยต่ำเสียยิ่งกว่าโคกระบือไถนาหรือสุนัขเฝ้าจวนเศรษฐี อย่างน้อยเดรัจฉานเหล่านั้น… ยังได้กินอิ่มหลับสบาย
บัดนี้ต้องตกตาย กลับไร้ปัญญาทิ้งขนมเปี๊ยะไว้ให้หลานสาวแม้แต่ชิ้นเดียว
หากนี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ชีวิตคน’ เช่นนั้นชาติหน้า นางขอเกิดเป็นเดรัจฉาน ไม่ขอรับรู้ความปวดร้าว ไม่ขอทนรับความทรมานบัดซบเช่นนี้อีก
“ท่านย่า… ท่านย่า ท่านเป็นอะไร รีบลุกขึ้นมาเถิด พื้นมันเย็นนะเจ้าคะ… ท่านย่า”
กายหยาบชาหนึบไร้ความรู้สึก นัยน์ตาข้างเดียวถูกความมืดมิดกลืนกิน ท่ามกลางสติที่กำลังแตกซ่าน หลิวผัวผัวยังคงแว่วเสียงสะอื้นไห้ตื่นตระหนกของหลานสาว หยาดน้ำตาอุ่นร้อนรินไหลจากหางตา ความเจ็บปวดทางกายมลายสิ้น ทว่าดวงจิตกลับถูกฉีกกระชากอย่างโหดเหี้ยม
ไร้ร่มเงาของนาง หลานสาวย่อมไร้หนทางรอด ไม่รู้ต้องทนถูกเหยียบย่ำอีกสาหัสเพียงใด และท้ายสุดต้องไปนอนตายซอกมุมไหน เดิมทีหวังจะพานางตกตายไปพร้อมกัน เมื่อลงปรโลกจะได้พร้อมหน้า ทว่ายามนี้นางกลับไร้ปัญญาฉุดรั้งหลานสาวตามไป นางหวาดกลัวเกินกว่าจะจินตนาการถึงชะตากรรมที่รอคอยเด็กน้อยอยู่
ริมฝีปากปริแตกเผยอขึ้น พยายามเค้นเสียงเกลี้ยกล่อมให้หลานสาวตามตนไป ทว่าจวบจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย… กลับไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ
สู่ปรโลกครานี้ จะได้พบหน้าสามีและบุตรชายหรือไม่ ภพหน้าจะได้ไม่ต้องเกิดเป็นคนสวะข้นแค้นอีก... ใช่หรือไม่
คงได้พบกันกระมัง คงมีภพภูมิที่โสภากว่านี้กระมัง
ทว่าหากสวรรค์ไร้ปรโลก หากหล้าไร้ภพหน้า ราษฎรตาดำๆ ที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทรมานมาค่อนชีวิต... ยังจะเหลือสิ่งใดให้หวังพึ่งได้อีก