ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 245 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (1)
สรรพสิ่งใต้หล้าล้วนถือกำเนิดจากฟ้าดิน ทว่าเมื่อผลประโยชน์และเภทภัยตกกระทบผู้คนต่างฐานะ ย่อมก่อเกิดการแบ่งแยกดีชั่ว สิ่งเดียวกันจึงเป็นได้ทั้งความงดงามวิจิตรและอัปลักษณ์โสมมในสายตาที่ต่างกัน
ยามเหมันตฤดูเยือน สิ่งที่เห็นจนชินตาย่อมหนีไม่พ้นพายุหิมะโหมกระหน่ำ โดยเฉพาะในแดนเหนือยิ่งหนักหนาสาหัส
เหล่าคุณชายคุณหนูตระกูลมั่งคั่งผู้เสพติดความสำราญ ล้วนดื่มด่ำกับทิวทัศน์เยี่ยงนี้มาแต่บรรพกาล พากันร้อยกรองบทกวีสรรเสริญอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทิ้งมรดกอักษรและตำนานเล่าขานไว้นับไม่ถ้วน
เมื่อบทกวีแพร่หลาย แม้แต่คนโง่เขลาก็ยังแสร้งทำตัวสูงส่งเสพศิลป์ บางคนนั่งตกปลาท้าพายุริมทะเลสาบ บางคนพาสาวงามรื่นเริงยามหิมะซา หากผู้ใดสวมอาภรณ์พลิ้วไหวท้าลมหนาว เอื้อนเอ่ยบทกวีสักสองสามประโยค ขอเพียงหน้าตาไม่ถึงกับอัปลักษณ์ ย่อมดึงดูดสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันให้มาหลงใหล
พายุหิมะเป็นเพียงปรากฏการณ์สามัญคู่โลก ทว่าเมื่อผู้คนพากันแซ่ซ้อง มันจึงถูกยัดเยียดความหมายไปโดยปริยาย
ต่อให้เป็นเพียงกรวดหินไร้ค่า หากผู้คนยกย่องบูชาและยัดเยียดค่านิยมจอมปลอมลงไป ย่อมกลายเป็นของล้ำค่าควรเมือง ผู้ที่ปรารถนาครอบครองถึงขั้นยอมละทิ้งมโนธรรม เนรคุณผู้มีพระคุณก็ยังกล้าทำ
ทว่าสำหรับราษฎรตาดำๆ พายุหิมะหาใช่ความงาม ในสายตาของหลิวผัวผัว มันคือมัจจุราชพรากวิญญาณ เพราะสามีของนางต้องล้มป่วยและตรอมใจตายท่ามกลางความหนาวเหน็บ
นางไม่อาจเข้าใจบทกวีสุนทรีย์ของชนชั้นสูงและบัณฑิตเหล่านั้น แม้จะอาศัยใต้ผืนฟ้าเดียวกัน มีสองมือสองเท้าและเอื้อนเอ่ยภาษาเดียวกัน ทว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่กันคนละภพภูมิ
ร่างชราผอมเกร็งหลังค่อมแบกมัดฟืนขนาดใหญ่ หิมะทับถมบนทางเขาลื่นชัน นางสะดุดล้มหน้าคะมำ ริมฝีปากปริแตกเลือดซิบ ถือว่าเคราะห์ดียังไม่ถึงตาย นางทรุดนั่งกับพื้น ชี้หน้าด่าทอสวรรค์ สบถสาปแช่งสภาพอากาศบัดซบที่กลืนกินชีวิตคน ตาข้างหนึ่งที่บอดสนิททำให้นางยามเกรี้ยวกราดดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
สวรรค์เบื้องบนและพายุหิมะย่อมไม่แยแสเสียงก่นด่าของมดปลวก หลิวผัวผัวสบถอยู่ครู่หนึ่ง เพลิงโทสะและความตื่นตระหนกก็ค่อยๆ มอดดับ นางกัดฟันข่มความปวดร้าวที่หัวเข่า ยันตัวลุกขึ้นประคองตะกร้าสานบนหลัง สองมือที่เต็มไปด้วยแผลหิมะกัดจนสิบนิ้วดำคล้ำออกแรงยัดมัดฟืนแห้งกลับลงตะกร้า
นางไต่ลงเขาตามทางขรุขระอย่างระมัดระวัง กว่าจะถึงกระท่อมฟางก็เหนื่อยหอบแทบขาดใจ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นางทรุดร่างลงกับพื้น ครึ่งค่อนวันก็ไม่อาจขยับเขยื้อน ราวกับวิญญาณหลุดลอยไปแล้วครึ่งค่อนดวง
หลานสาววัยห้าขวบวิ่งเตาะแตะออกมา อาภรณ์บางเฉียบจนผิวหนังซีดเขียวเพราะความหนาว เด็กน้อยประคองชามน้ำส่งให้หลิวผัวผัว ก่อนสวมกอดขานางพลางเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมอง “ท่านย่า ข้าหิวเหลือเกิน”
น้ำในชามเย็นเฉียบจรดริมฝีปากหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ หลิวผัวผัวจิบเพียงอึกเดียวก็ทนไม่ไหว ต้องวางชามดินเผาบิ่นร้าวลง นางลูบศีรษะสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างเวทนา “ทนอีกนิดเถิดลูก ย่าจะไปอุ่นโจ๊กให้เดี๋ยวนี้”
ไม่มีเวลาให้พักผ่อน หลิวผัวผัวค่อมตัวงุ้มหลัง มือข้างหนึ่งทุบเอวบรรเทาปวด ลากสังขารโซซัดโซเซเข้าบ้าน
ภายในบ้านซอมซ่อมีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆ หนึ่งตัว กับม้านั่งสองตัวที่ขอบมุมสึกมนเงาวับ บนเตาไฟมีชามดินเผาสองใบ โจ๊กที่เหลือจากเมื่อเช้าใสแจ๋วเสียจนส่องเงาหน้าได้
บนเตียงเตาดินเหนียวริมกำแพง มีเพียงฟูกและผ้าห่มปะชุนจนไม่ต่างจากเศษผ้า หลังคามุงฟางทรุดโทรมหยดน้ำฝนลงมาไม่ขาดสาย พื้นดินเป็นหลุมบ่อมีน้ำขังเฉอะแฉะ
อัตคัดขัดสนจนแทบสิ้นใจ
หลิวผัวผัวก่อไฟเสร็จสิ้น นางเดินไปที่ตู้เก็บของใบเดียวในบ้าน ใช้แขนเสื้อเช็ดแผ่นป้ายวิญญาณสองแผ่นด้านบน แม้ไร้ฝุ่นเกาะ แต่นางยังคงเช็ดอย่างทะนุถนอม เพราะนั่นคือตัวแทนของสามีและบุตรชาย
ที่ดินทำกินของครอบครัวต้องจำใจขายให้เศรษฐีหน้าเลือดเมื่อหลายปีก่อน เพราะภัยแล้งรุนแรงจนไร้ผลผลิตจ่ายภาษี บุตรชายของนางเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง หาเลี้ยงชีพด้วยการเผาถ่านขายที่ตำบลท่าเรือ ยามเขายังอยู่ ความเป็นอยู่ไม่ได้แร้นแค้นปานนี้ สมาชิกในบ้านยังพอมีข้าวกินครบมื้อ
ทว่าเมื่อสองปีก่อน บุตรชายล่วงเกินเจ้าหน้าที่ทางการในตำบล เพียงไม่กี่วัน เขากลับกลายเป็นศพนอนตายปริศนากลางทุ่งนา จากนั้นลูกสะใภ้ก็หนีตามชายชู้ หลิวผัวผัวลากสังขารชราไปร้องป่าวทวงความยุติธรรม ทว่านอกจากศาลจะไม่รับฟัง นางยังถูกอันธพาลรุมซ้อมจนตาบอดไปหนึ่งข้าง นับแต่นั้น ครอบครัวก็ตกลงสู่ขุมนรกทั้งเป็น
จวบจนวันนี้ หลิวผัวผัวไม่อาจแบกรับสิ่งใดได้อีก
พายุหิมะมรณะทำให้นางล้มป่วย เมื่อเสบียงในบ้านร่อยหรอจนใกล้ตายอด นางหมดหนทางจำต้องกัดฟันขึ้นเขาสับฟืน นึกไม่ถึงว่าจะล้มคะมำ แรกเริ่มคิดว่าไม่เจ็บหนัก ทว่าพอนั่งพักจึงตระหนักว่าร่างกายสูญสิ้นเรี่ยวแรง ศีรษะปวดร้าวรุนแรง ภาพตรงหน้ามืดดับสลับสว่าง
มองดูหลานสาวผมเหลืองแห้งกรอบกอดชามใหญ่เท่าหน้าซดน้ำโจ๊กอึกๆ หลิวผัวผัวพลันตระหนัก ต่อให้นางดิ้นรนจนตัวตาย ก็ไร้ปัญญาเลี้ยงดูสายเลือดคนนี้จนเติบใหญ่ ฤดูหนาวปีนี้… พวกนางย่อมไม่มีทางรอดพ้น
นัยน์ตาฝ้าฟางที่แฝงความสิ้นหวังสุดแสน ทอดมองมีดตัดฟืนบนเตาไฟ นั่นคือของมีคมเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่
หลิวผัวผัวไม่เข้าใจเลยสักนิด เหตุใดสุนัขรับใช้ทางการในตำบลที่เสวยสุขจนพุงพลุ้ย ถึงต้องจ้องล้างผลาญคนต่ำต้อยเยี่ยงนาง หากไม่รีดไถครอบครัวนาง พวกมันจะอดตายหรืออย่างไร!
บุตรชายไปขายถ่านที่ตำบล เพียงเพราะไม่ได้เช่าแผงลอยตามกฎรีดไถ แต่เดินเร่ขายริมทาง จึงโดนพวกมันเตะตะกร้าคว่ำ ถ่านไม้กระจัดกระจาย บุตรชายนางเพียงเข้าปกป้องหยาดเหงื่อแรงงาน กลับโดนยัดข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน ถูกรุมกระทืบปางตายอยู่นานสองนาน
ท้ายที่สุด บุตรชายที่หวังนำเงินขายถ่านมาซื้อยารักษามารดา ต้องลากสังขารร่อแร่กลับบ้าน เขาขาดใจล้มพับจมกองหิมะกลางทาง และไม่ได้ลุกขึ้นยืนอีกเลยชั่วกาล
ยามหลิวผัวผัวลนลานไปถึง ร่างของบุตรชายก็แข็งทื่อเย็นเยียบราวศิลา นางบุกไปทวงความยุติธรรมที่จวนว่าการ ทว่าพวกมันกลับปัดสวะพ้นตัว อ้างว่าตอนเดินออกจากตำบลเขายังมีชีวิต การไปตายกลางทางย่อมไม่เกี่ยวอันใด บางทีอาจฆ่าตัวตายเองเสียด้วยซ้ำ
ซ้ำร้าย พวกมันยังข่มขู่นางว่า การใส่ความเจ้าหน้าที่ทางการคือโทษกบฏ
หลิวผัวผัวพาลูกสะใภ้ไปโขกศีรษะร่ำไห้หน้าจวนว่าการถึงสองวันเต็ม น้ำตาหลั่งรินจนเหือดแห้งทว่าไร้ผล ยามซมซานกลับจากตำบล ถึงจุดที่บุตรชายตาย กลับถูกกลุ่มอันธพาลรุมทุบตีปางตาย หลิวผัวผัวสูญเสียดวงตาไปหนึ่งข้าง เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น
นับแต่นั้น หลิวผัวผัวไม่กล้าเหยียบย่างไปจวนว่าการอีก เมื่อลูกสะใภ้หนีหาย นางจำต้องลากสังขารพิการหาเศษอาหารประทังชีวิตหลานสาว
ยามจับจ้องคมมีดตัดฟืน แววตาของหลิวผัวผัวค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นเด็ดขาด เวลานางเหลือไม่มากแล้ว นางตระหนักดีว่าหากไม่ลงมือวันนี้ ย่อมไม่มีโอกาสอีก ในเมื่อดิ้นรนสุดชีวิตยังไร้ปัญญาเลี้ยงหลานให้เติบใหญ่ เช่นนั้นก็คงทำได้เพียงพานางไปพบบิดาในปรโลก
ทว่าหากหนี้เลือดนี้ไม่ได้รับการชำระ ต่อให้กลายเป็นผีก็ไม่อาจหลับตาลงได้!
ตกบ่าย หลิวผัวผัวสะพายตะกร้าถ่านไม้ จูงหลานสาวออกจากบ้าน ถนนหิมะเฉอะแฉะลื่นไถล เกล็ดน้ำแข็งปนโคลนตมซึมทะลุรองเท้าผ้าจนเปียกชุ่ม ความเย็นยะเยือกกรีดแทงฝ่าเท้าประดุจคมมีด ทิ่มแทงกระดูกจนปวดร้าวลึก
เด็กน้อยกัดฟันอดทนอยู่นาน หยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า ในที่สุดก็สุดกลั้น เงยหน้าสะอื้นบอก “ท่านย่า ข้าเจ็บเท้าเหลือเกิน”
หลิวผัวผัวปวดใจแทบขาด ทว่าร่างกายชราที่แบกตะกร้าหนักอึ้งไม่อาจรับน้ำหนักหลานสาวได้อีก ทำได้เพียงเค้นเสียงสั่นเครือ “ทนอีกนิดเถิดลูก รอจนเท้าชาไร้ความรู้สึก ย่อมไม่เจ็บอีกต่อไป”
เด็กน้อยเชื่อคำย่าสนิทใจ นางพยักหน้าหงึกๆ ไม่ว่านิ้วเท้าจะเจ็บปวดเจียนขาดใจก็ไม่ปริปากร้อง มีเพียงหยาดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม
ตลอดทางทุลักทุเล สองย่าหลานล้มลุกคลุกคลานหลายครา อาภรณ์ซีกหนึ่งเปรอะเปื้อนโคลนเย็นเฉียบ เด็กน้อยเพียงสะอื้นไห้เงียบๆ ไร้เสียงโวยวาย หลิวผัวผัวที่เรี่ยวแรงเหือดแห้งยังคงฝืนกัดฟันยันตัวลุกขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อเข้าเขตตำบลท่าเรือ เด็กน้อยเบิกตามองเรือสำราญหรูหราริมแม่น้ำด้วยความฉงน
เรือสำราญเปิดหน้าต่างกว้าง ม่านไหมโบกสะบัด หนุ่มสาวบนเรือหาได้แยแสลมหนาว เสียงหัวเราะสราญใจลอยมาเป็นระยะ บัณฑิตหนุ่มเอื้อนเอ่ยบทกวีกลอนพาไป กลับเรียกเสียงชื่นชมจากสตรีที่กล้าสวมอาภรณ์เปิดไหล่ท้าเหมันต์ได้อย่างน่ารังเกียจ
“ท่านย่า เหตุใดพวกเขาถึงออกมาตากลมหนาว พวกเขากำลังจับปลาหรือ?” เด็กน้อยถามซื่อๆ ในความทรงจำนาง มีเพียงชาวประมงเท่านั้นที่ต้องทนหนาวเหน็บหาเลี้ยงชีพ
ทว่าเมื่อมองท่าทีคนเหล่านั้นกลับไม่คล้ายกำลังหาปลา นางได้กลิ่นหอมของเนื้อย่างโชยมาเตะจมูก ท้องน้อยๆ ร้องโครกคราก โจ๊กใสแจ๋วที่ดื่มไปถูกเผาผลาญเกลี้ยงกระเพาะนานแล้ว
หลิวผัวผัวปรายตามองคุณชายชุดขนจิ้งจอกและคณิกาบนเรือ แม้ลมหนาวกระหน่ำ ทว่าพวกเขากลับไร้ความหวาดหวั่น อาภรณ์หนาเตอะ เตาผิงไฟอบอวล ความหนาวเย็นเพียงน้อยนิดแลกกับความสำราญ ถือเป็นเรื่องชุบชูใจ หาต้องทนสั่นงันงกเหมือนนางกับหลานสาวไม่
“พวกเขาไม่ได้จับปลา และไม่ต้องจับ… พวกเขาไม่เคยอดอยาก” หลิวผัวผัวตอบเสียงเรียบ
“ไม่อดอยาก แล้วเหตุใดไม่อยู่แต่ในบ้าน จะฝ่าลมหนาวมาทำไม? หากบ้านเรามีข้าวกิน ท่านย่าก็ไม่ต้องสับฟืน ไม่ต้องเดินฝ่าหิมะมาขายถ่านไกลถึงเพียงนี้” ใบหน้าเด็กน้อยเต็มไปด้วยความฉงน
หลิวผัวผัวลอบถอนใจ ดึงสายตากลับมา “พวกเขาไม่เหมือนพวกเรา อย่าไปสนเลย”
นางตั้งมั่นว่าหลังขายถ่านเสร็จ จะซื้อของอร่อยให้หลานสาวกินเป็นมื้อสุดท้าย ไม่จำเป็นต้องพะวงถึงวันพรุ่งนี้อีกแล้ว อย่างน้อยก่อนสิ้นใจ ก็ควรได้ลิ้มรสขนมเปี๊ยะสักชิ้น… นั่นคือของวิเศษที่สุดเท่าที่สติปัญญาและเงินตราของหลิวผัวผัวจะหาได้
ทว่ายังไม่ทันก้าวเข้าประตูตำบล หลิวผัวผัวพลันชะงักฝีเท้าหน้าโรงเตี๊ยมเล็กๆ นอกกำแพงเมือง นางจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนที่กำลังก๊งสุราซดเนื้อคำโต หัวร่อร่าอย่างย่ามใจกลางโถง สองขาพลันหนักอึ้งดุจถูกตอกตะปู
นางหาได้ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นสุราอาหาร แม้มันจะยั่วยวนน้ำลายเพียงใด ทว่านัยน์ตาอาฆาตกลับจดจ้องไปที่ ‘สวะ’ เหล่านั้นต่างหาก
นางจำหน้าอันธพาลชั่วช้าพวกนั้นได้ฝังใจ! พวกมันคือเดรัจฉานที่กระทืบนางจนตาบอด และยิ่งจำหน้าชายในชุดหรูหราที่ถูกรุมล้อมประจบประแจงรินสุราให้ประดุจดาวล้อมเดือนนั่นได้ขึ้นใจ มันคือสุนัขรับใช้ประจำตำบล! คนสนิทเคยกระซิบบอกนาง… บุตรชายของนางถูกสวะผู้นี้ทุบตีจนตายคาตีน!
มือเหี่ยวย่นของหลิวผัวผัว… กำด้ามมีดตัดฟืนใต้ตะกร้าสานแน่นจนกระดูกลั่น!