ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 248 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (4)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 248 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (4)
มนุษย์บนโลกมักเสพติดการโอ้อวดความชอบธรรม ต่อให้ลงมือกระทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ ก็ยังดิ้นรนหาข้ออ้างสารพัดมาฟอกตัวว่าไร้รอยด่างพร้อย ทว่าสำหรับเดรัจฉานที่ตั้งเป้าหมายชีวิตเป็นมหาอันธพาลโฉดชั่วบริสุทธิ์เยี่ยงโซ่วหูเอ๋อร์ มันหาได้แยแสเรื่องผิดชอบชั่วดีแม้แต่น้อย
บัณฑิตมักถกเถียงกันไม่รู้จบว่ามนุษย์ถือกำเนิดพร้อมสันดานดีงามหรือชั่วร้าย ทว่าในสายตาโซ่วหูเอ๋อร์ ข้อถกเถียงเหล่านี้ช่างโง่เขลาเบาปัญญาและไร้สาระสิ้นดี คนเราเกิดมาจะดีหรือชั่วแล้วเกี่ยวอันใด สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำเช่นไรถึงจะตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดในโลกบัดซบใบนี้ได้ต่างหาก
และเพื่อหยัดยืนอย่างสุขสบาย โซ่วหูเอ๋อร์จึงเลือกเดินบนเส้นทางสายอำมหิต
นับแต่เจ้าหน้าที่ทางการจับกุมบิดาผู้เปี่ยมเมตตาของมันไปขังคุก เพียงเพราะสอดมือช่วยคนแปลกหน้าที่กำลังถูกรุมสกรัม เป็นเหตุให้ทรัพย์สินในบ้านถูกผลาญจนหมดสิ้น ทว่าท้ายสุดกลับยื้อชีวิตบิดาออกมาไม่ได้ ต้องทอดร่างเป็นศพคาคุกหลวง… นับแต่วันนั้น โซ่วหูเอ๋อร์ก็สลัดทิ้งสิ่งที่เรียกว่า ‘ความดีงาม’ ไปจนสิ้น
ในเมื่อโลกหล้าไม่เคยปรานีคนดี ในเมื่อเดรัจฉานที่คอยสูบเลือดผู้อื่นกลับเสวยสุขมั่งคั่ง แล้วเหตุใดมันต้องทนเป็นคนดีให้โดนเหยียบย่ำ สัญชาตญาณแสวงหาผลประโยชน์และหลบเลี่ยงเภทภัยคือรากฐานของการเอาชีวิตรอด แม้โซ่วหูเอ๋อร์จะด้อยปัญญา ทว่ามันกลับเหยียดหยามพวกที่เอาแต่พ่นคำสอนจอมปลอม และยิ่งขยะแขยงสวะขี้ขลาดที่โดนกดขี่แต่ไม่รู้จักลุกขึ้นสู้
แม้เด็กน้อยจะสะอื้นไห้น้ำตาอาบแก้มเจียนขาดใจ ทว่าโซ่วหูเอ๋อร์กลับไร้ความเวทนาแม้แต่ครึ่งส่วน
มันหาได้คิดว่าตนเองเป็นคนไร้มโนสำนึก เพียงแต่ตระหนักว่าตนไม่มีคุณสมบัติพอจะไปสงสารผู้ใด มันก็แค่สุนัขชั้นล่างที่ดิ้นรนหาข้าวประทังท้องและเสื้อกันหนาว หาใช่ขุนนางเรืองอำนาจ หากมัวเวทนาเด็กน้อย ยามมันหิวโซอดอยาก ผู้ใดเล่าจะมาเวทนามัน
ระหว่างมโนสำนึกกับปากท้อง โซ่วหูเอ๋อร์ย่อมเลือกกระชากทิ้งอย่างแรกโดยไร้ความลังเล หากต้องอดตายคาถนน จะมามัวพร่ำเพ้อหาคุณธรรมบัดซบอันใดอีก
คล้อยหลังส่งตัวเด็กน้อยให้แม่เล้าเรือสำราญที่อ้วนฉุประดุจสุกร ยามนางแสยะยิ้มแป้งบนหน้าถึงกับร่วงกราว มันโยนถุงเงินที่อีกฝ่ายยื่นให้ด้วยความเสียดายขึ้นลงเบาๆ แม้ไม่ได้เปิดดู โซ่วหูเอ๋อร์ก็กระจ่างชัดว่าเงินสิบตำลึงในนั้นไม่มีทางขาดตกบกพร่องแน่
ในสายตาของมัน ใต้หล้านี้ไร้สิ่งใดประเสริฐล้ำค่าไปกว่าเงินตรา เงินดลบันดาลสุรานารีและชีวิตอันหรูหรา ด้วยเหตุนี้ มันจึงคุ้นชินกับน้ำหนักของก้อนเงินเป็นอย่างดี
น่าเสียดาย เงินสิบตำลึงนี้ต้องประเคนให้สวี่เสี่ยนถึงหกตำลึง แม้อีกฝ่ายจะไม่ต้องลงแรงเสียเหงื่อ เพียงแค่ปรายตาพยักหน้ารับรู้ ทว่าผู้ใดใช้ให้อีกฝ่ายสวมเครื่องแบบสุนัขรับใช้ทางการเล่า
โซ่วหูเอ๋อร์กับสวี่เสี่ยนถือเป็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันในตำบลซงหลิน วัยเยาว์โซ่วหูเอ๋อร์คือลูกพี่ ส่วนสวี่เสี่ยนเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่คอยเดินตามต้อยๆ ทว่าเพียงเพราะบิดาของมันแส่หาเรื่องจนครอบครัวล่มจม ไร้เงินทองยัดไส้สายป่าน ท้ายที่สุดโซ่วหูเอ๋อร์จึงหมดวาสนา ในขณะที่สวี่เสี่ยนควักเงินติดสินบนขุนนางสำเร็จและได้สวมชุดทางการ
นับแต่นั้น สถานะของทั้งสองพลันพลิกตลบราวฟ้ากับเหว
ยามอยู่ต่อหน้าสวี่เสี่ยน โซ่วหูเอ๋อร์จำต้องปั้นหน้าสอพลอประจบประแจงเยี่ยงสุนัข
ทุกกิจการสีดำที่ร่วมมือกัน ต่อให้สวี่เสี่ยนไม่ต้องออกแรง มันก็ต้องประเคนผลกำไรเกินครึ่งใส่พานถวาย สิ่งนี้กระตุกต่อมโทสะมันอย่างจัง โซ่วหูเอ๋อร์จึงเคียดแค้นบิดาผู้ล่วงลับที่ไร้อำนาจทว่าเสือกแส่เรื่องชาวบ้าน จนพาครอบครัวฉิบหาย มันเหยียดหยามสติปัญญาของบิดาที่มืดบอดต่อความเป็นจริง เอาแต่ลุ่มหลงในความดีงามจอมปลอมและคุณธรรมที่ไร้ค่า
ลึกๆ แล้ว โซ่วหูเอ๋อร์ดูถูกสวี่เสี่ยนยิ่งนัก อีกฝ่ายคลุกคลีในแวดวงนี้มาหลายปีกลับย่ำอยู่กับที่ เป็นได้แค่สุนัขรับใช้หางแถว มันมั่นใจว่าหากตนได้สวมเครื่องแบบทางการ ย่อมต้องไต่เต้าได้ไกลกว่าไอ้สวะนี่เป็นแน่
ระหว่างทางกลับ โซ่วหูเอ๋อร์ลอบคิดชั่วแล่น หากตนเป็นขุนนาง หากไม่ต้องดิ้นรนรัดเข็มขัดเพื่อปากท้องอย่างปากกัดตีนถีบ ตนจะกลายเป็นขุนนางตงฉินที่ผดุงความยุติธรรมให้ราษฎรหรือไม่
ยามเยื้องย่างถึงหน้าเรือนของสวี่เสี่ยน โซ่วหูเอ๋อร์พลันปะทะสายตากับบุรุษผู้หนึ่ง รูปร่างหน้าตาสามัญ สวมอาภรณ์หยาบสีเขียว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเพียงชาวนาซื่อบื้อ ฐานะอย่างมากก็แค่พอกินพอใช้
เพียงปรายตา โซ่วหูเอ๋อร์ก็ดึงสายตากลับ นี่คงเป็นพวกสวะที่มาโขกศีรษะขอให้สวี่เสี่ยนช่วยจัดการธุระ คนประเภทนี้มันเห็นมาจนชินตา เดิมทีคิดจะเมินเฉย ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยืนทื่อหน้าประตูไม่ยอมขยับ โซ่วหูเอ๋อร์ก็เห็นช่องทางรีดไถเงินเข้ากระเป๋าอย่างง่ายดาย
“คิดจะพึ่งพาทางการ ไม่ใช่แค่มีเงินก็จบหรอกนะ สวี่เสี่ยนหาใช่ผู้ที่จะยอมสอดมือช่วยสุ่มสี่สุ่มห้า หากไร้เส้นสายรับรองก็ไสหัวไปได้เลย ในเมื่อเจ้าถ่อมาถึงนี่ ย่อมต้องรู้ว่าบิดาเป็นใคร และกระจ่างชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับสวี่เสี่ยนดี ข้าเห็นหน้าเจ้าคล้ายคลึงลูกพี่ลูกน้อง ประจวบเหมาะกับวันนี้อารมณ์ดี ขอเพียงเจ้าควักมาสองตำลึง ข้าจะพาเข้าไปและช่วยสอพลอให้สักสองสามประโยค รับรองว่าหากธุระไม่หนักหนา เขาย่อมรับปาก เป็นอย่างไร”
โซ่วหูเอ๋อร์แค่นเสียงหยิ่งผยอง ปรายตามองบุรุษชุดเขียวอย่างจองหอง
บุรุษชุดเขียวเหลือบมองรอยสักพยัคฆ์บนยอดอกของโซ่วหูเอ๋อร์แวบหนึ่ง “แกคือโซ่วหูเอ๋อร์งั้นรึ”
“ข้าไม่ใช่โซ่วหูเอ๋อร์แล้วจะเป็นบิดาแกรึ” โซ่วหูเอ๋อร์เชิดหน้าประหนึ่งจะบอกว่า ‘นับว่าแกยังมีตาอยู่บ้าง’ “ในเมื่อรู้ว่าข้าเป็นใคร ก็รีบควักเงินมาเสีย”
บุรุษชุดเขียวยังคงยืนตระหง่านนิ่งเฉย
โซ่วหูเอ๋อร์เส้นความอดทนขาดผึง กำลังจะอ้าปากด่าทอสวะที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง มาขอร้องชาวบ้านยังเสือกหน้าขี้เหนียว ทว่าบานประตูเรือนพลันเปิดออก สวี่เสี่ยนที่กำลังก้าวออกมาพอดีปะทะหน้ากับคนทั้งสอง มันจงใจปรายตามองผู้มาใหม่ ก่อนหันไปถามโซ่วหูเอ๋อร์ “ไอ้สวะนี่เป็นใคร”
ยามสวี่เสี่ยนปรากฏตัว โซ่วหูเอ๋อร์ก็รู้ว่าชวดโอกาสรีดไถเงินไปแล้ว มันเดือดดาลบุรุษชุดเขียวยิ่งนัก จึงเบ้ปากเหยียดหยาม “ใครจะไปรู้ สภาพเยี่ยงนี้ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ปล่อยมันเห่าไปเถอะ พวกเราเข้าไปคุยธุระข้างในกัน”
สวี่เสี่ยนกระจ่างแก่ใจ คำว่า ‘คุยธุระ’ ย่อมหมายถึงการนำส่วนแบ่งจากการขายเด็กน้อยมาสังเวย มันกำลังจะพยักหน้าเรียก ทว่ากลับได้ยินบุรุษชุดเขียวเอ่ยเสียงเรียบ “แกคือสวี่เสี่ยนงั้นรึ”
สวี่เสี่ยนตวัดตามอง ท่าทีของอีกฝ่ายปราศจากความยำเกรง ซ้ำยังกล้าสอดปากดื้อๆ สิ่งนี้กระตุกต่อมโทสะมันอย่างจัง “ข้าไม่ใช่สวี่เสี่ยน แล้วลูกหมาอย่างแกเป็นรึ ไสหัวไปให้พ้น อย่ามาเกะกะหน้าเรือนข้า ที่นี่ใช่ที่ที่สวะอย่างแกจะมาเสนอหน้าหรือ”
โซ่วหูเอ๋อร์มองบุรุษชุดเขียวด้วยแววตาลำพอง ใบหน้าฉายแววเย้ยหยันประหนึ่งจะสื่อว่า ‘บอกให้จ่ายเงินแต่แรกก็ไม่เชื่อ บัดนี้รู้ซึ้งถึงจุดจบของการล่วงเกินข้าแล้วสิ’ มันกำลังจะอ้าปากเห่าซ้ำเพื่อระบายแค้น ทว่าภาพตรงหน้าพลันพร่ามัว ฝ่ามือของอีกฝ่ายพุ่งพรวดแหวกอากาศเข้าตะปบใบหน้ามันอย่างดุดัน!
โซ่วหูเอ๋อร์ยังไม่ทันได้เบิกตาตื่นตระหนก ศีรษะของมันก็ถูกฝ่ามือทรงพลังนั้นคว้าหมับ และกระแทกอัดเข้ากับกรอบประตูเรือนอย่างโหดเหี้ยม!
แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้จนกรอบประตูไม้เนื้อแข็งแตกละเอียด! และสิ่งที่แหลกเละตามไปคือดั้งจมูกและริมฝีปากของโซ่วหูเอ๋อร์ ฟันในปากร่วงหลุดไปกี่ซี่สุดจะคาดเดา โลหิตแดงฉานปนเศษฟันพุ่งทะลักประดุจน้ำพุ
โซ่วหูเอ๋อร์สัมผัสได้เพียงความมืดมิดฉับพลัน สังขารสูญสิ้นเรี่ยวแรงในพริบตา ยามร่างทรุดฮวบกองกับพื้น ความเจ็บปวดร้าวลึกถึงไขกระดูกจากใบหน้าที่พังยับ ก็เค้นเสียงกรีดร้องโหยหวนปานสุกรถูกเชือดออกจากลำคอมัน
การลงมืออุกอาจรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของสวี่เสี่ยน ยามสุนัขรับใช้ถูกขยี้คาตา ผู้เป็นนายย่อมรู้สึกเสียหน้าและเดือดดาลถึงขีดสุด มันเงื้อหมัดอัดกระแทกหมายสับใบหน้าบุรุษชุดเขียวให้แหลกคามือ พร้อมคำรามลั่น “ไอ้สวะรนหาที่ตาย!”
ในฐานะสุนัขรับใช้ทางการ สวี่เสี่ยนนับเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แม้รั้งเพียงระดับฝึกกายขั้นต่ำต้อย ทว่าเพียงพอจะบดขยี้คนธรรมดา ก่อนหน้านี้ที่มันอัดหลิวผัวผัวจนตายในหมัดเดียว ก็ล้วนพึ่งพาพลังสายนี้
มันเดินกร่างคับตำบลซงหลินมาหลายปี ราษฎรตาดำๆ ที่โดนมันกระทืบจนพิการหรือตายคาตีนมีนับไม่ถ้วน ประสบการณ์ชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นอย่างย่ามใจ ทำให้มันหลงผิดคิดว่าตนแกร่งกล้าไร้เทียมทาน ยามเผชิญหน้าบุรุษชุดเขียวผู้ไม่เจียมตัว มันย่อมหมายมาดบดขยี้อีกฝ่ายให้จมดิน หมัดที่เหวี่ยงออกจึงรีดเค้นพลังกายจนหมดสิ้นไร้ความปรานี
ทว่าหมัดทะลวงพุ่งไปได้เพียงครึ่งทาง กลับถูกฝ่ามือของบุรุษชุดเขียวตะปบรับไว้อย่างง่ายดาย! วินาทีที่ความตื่นตะลึงเพิ่งฉายชัดบนใบหน้า ข้อมือของมันก็ถูกบิดกระชากจนหักสะบั้น! เศษกระดูกขาวโพลนแทงทะลุเนื้อเยื่อปริแตกโผล่พ้นผิวหนังท้าแสงตะวัน ความเจ็บปวดวิปริตบีบคั้นให้มันแผดเสียงร้องโหยหวนยิ่งกว่าโซ่วหูเอ๋อร์
เสี้ยวอึดใจนั้น สวี่เสี่ยนถูกความหวาดผวากลืนกิน พลังของบุรุษตรงหน้าเหนือล้ำจินตนาการ ทว่ามันไม่อาจเข้าใจ เหตุใดชาวนาผู้หนึ่งจึงครอบครองพลังอำนาจระดับนี้ หากราษฎรตาดำๆ แกร่งกล้าถึงเพียงนี้ ด้วยหนี้เลือดที่มันก่อไว้ มันคงโดนบั่นคอชำระแค้นไปนับสิบรอบแล้ว!
ทว่าบุรุษชุดเขียวหาได้เปิดโอกาสให้มันขบคิด ทั้งยังไม่แยแสเศษเสี้ยวความรู้สึกของมันแม้แต่น้อย… เฉกเช่นเดียวกับยามที่มันกระทืบหลิวผัวผัวและบุตรชายจนตายคาตีน คล้อยหลังบิดข้อมือจนหักสะบั้น ฝ่ามือสังหารก็ฟาดฉาดตบเข้าที่ใบหน้าของมันอย่างจัง!
แรงปะทะระดับกะโหลกแหลก! ใบหน้าซีกหนึ่งของมันยุบยุ่ยเนื้อหนังฉีกขาด ไม่เพียงกระดูกกรามจะแหลกละเอียด ลูกตาข้างหนึ่งยังถูกแรงอัดกระแทกจนถลนหลุดกระเด็นออกจากเบ้า! คาวเลือดสาดกระเซ็นสยดสยอง สวี่เสี่ยนทรุดฮวบกองกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวเละเทะประดุจสุกรถูกทุบ ภายในหัวขาวโพลน ทั่วร่างแข็งทื่อสติแตกซ่านโดยสมบูรณ์
“ย…หยุดเดี๋ยวนี้นะ! แกรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร แกบังอาจทำร้ายคนของทางการ แกกำลังประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการ ศัตรูกับราชสำนัก ศัตรูกับราชวงศ์ต้าฉี! นี่แกกำลังก่อกบฏชัดๆ แกจะต้องตายไร้ที่ฝังศพ ครอบครัวโคตรเหง้าแกจะต้องถูกบั่นคอเจ็ดชั่วโคตรเก้าชั่วโคตร! ไอ้สวะ รีบหยุดมือเดี๋ยวนี้!”
แรงตบมหาศาลซัดสวี่เสี่ยนจนสติหลุดลอยไปแล้ว อย่าว่าแต่ส่งเสียงร้อง แม้แต่สัญชาตญาณหนีตายก็ยังเลือนหาย คนที่แหกปากตะโกนข่มขู่บุรุษชุดเขียวด้วยความลนลาน คือโซ่วหูเอ๋อร์ที่กำลังเกาะกรอบประตูพยุงร่างอาบเลือด มันเองก็หวาดผวาถึงขีดสุด ทว่าท่ามกลางความกลัวตาย กลับมีเพลิงโทสะอีกสายที่ปะทุเดือดพล่านยิ่งกว่า… นั่นคือความโกรธเกรี้ยวที่โดนหยามเกียรติ
มันข่มเหงผู้คนเป็นสันดาน วางอำนาจบาตรใหญ่ดุจมีดอีโต้ที่คอยสับเนื้อปลาบนเขียง ปล้นชิงรีดไถราษฎรตาดำๆ จนเป็นเรื่องปกติ บ่มเพาะทิฐิเย่อหยิ่งจองหอง หลงคิดว่าตนอยู่เหนือชนชั้นล่างจนไม่อาจล่วงละเมิด ยามโดนสวะหน้าจืดจางผู้หนึ่งทุบตีเยี่ยงสุนัข เพลิงแค้นจึงพุ่งพล่านจนสุดจะระงับ
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของพวกมันคือทางการ คืออำนาจเด็ดขาดแห่งราชสำนักต้าฉี! แม้มันมิใช่เจ้าหน้าที่ทางการ ทว่าก็หลงเงาตัวเองไปไกลว่าสถานะทัดเทียมขุนนาง การตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกมัน ก็เท่ากับท้าทายอำนาจราชสำนัก!
ทว่าน่าสมเพช คำขู่แผดเสียงของโซ่วหูเอ๋อร์กลับไร้ความหมาย บุรุษชุดเขียวหาได้ปรายตามองมัน ซ้ำร้าย มือมัจจุราชกลับไม่มีทีท่าจะหยุดชะงัก เขาชักกริชสั้นสีดำทะมึนยาวหนึ่งฉื่อออกมา ต่อหน้าต่อตาโซ่วหูเอ๋อร์ บุรุษชุดเขียวยกเท้าเหยียบยอดอกสวี่เสี่ยน ก่อนตวัดคมกริช… บั่นศีรษะของสวี่เสี่ยนจนขาดกระเด็นอย่างเยือกเย็นและโหดเหี้ยม!
โซ่วหูเอ๋อร์เข่าอ่อนยวบ ทรุดฮวบลงกองกับพื้นแทบเท้ามัจจุราช
บัดนี้ เพลิงโทสะเหือดหายไปจนสิ้น เหลือเพียงขุมนรกแห่งความหวาดผวากลืนกินจิตวิญญาณ ความกลัวตายแผ่ซ่านทำลายความกล้าและเรี่ยวแรงจนแหลกสลาย สลักร่างมันให้กองอยู่กับพื้น ไม่อาจหยัดกายลุกขึ้นได้อีกชั่วกาล
นัยน์ตาของมันเบิกกว้างแทบฉีกขาด จับจ้องบุรุษชุดเขียวที่หิ้วศีรษะอาบเลือด ค่อยๆ ย่างสืบเท้าเข้ามาหามันทีละก้าว… ทีละก้าว
ร่างของมันสั่นเทิ้มประดุจผีเข้า พยายามตะเกียกตะกายถอยกรูด “มะ… ไม่ อย่าเข้ามานะ! อย่าเข้ามา…”
ทว่ามัจจุราชเยื้องย่างถึงตัว ปลายเท้าตวัดเตะร่างมันจนหงายผึ่ง ก่อนกระทืบฝ่าเท้าลงบนยอดอกมันอย่างหนักหน่วง!
ความหวาดผวาจุกแน่นถึงลำคอจนแทบสิ้นเสียง โซ่วหูเอ๋อร์กระจ่างแจ้งแก่ใจ… ศีรษะของมันกำลังจะถูกคมกริชบั่นให้ขาดกระเด็นเยี่ยงสุนัขรับใช้ผู้นั้น!
“ก... แกเป็นใคร แก... แกกล้าฆ่าคนของทางการได้อย่างไร แกฆ่าพวกเราทำไม! แกได้ประโยชน์อันใด!” ยามเผชิญหน้าคมกริชหยดเลือด โซ่วหูเอ๋อร์ที่หัวใจเต้นโครมครามเจียนระเบิด เค้นเสียงถามด้วยความเคียดแค้นไม่ยินยอม
ในที่สุด บุรุษชุดเขียวก็เอื้อนเอ่ย “ข้าเป็นใครรึ… คนชุดเขียว ดาบปราบอธรรม ที่ฆ่าแก เพราะสวะเยี่ยงแกสมควรตาย ฆ่าพวกแก เพื่อประกาศให้ใต้หล้าประจักษ์ว่า… โลกใบนี้ยังคงมีความยุติธรรม”
โซ่วหูเอ๋อร์เบิกตาค้าง
คมกริชตวัดฉับ ศีรษะของมันขาดกระเด็นหลุดจากบ่า ทว่านัยน์ตาทั้งสองกลับเบิกโพลง… ตายตาไม่หลับ
ที่แท้… บนโลกนี้ยังมีมือกระบี่ชุดเขียวผู้ผดุงธรรมปราบปรามคนโฉดอยู่จริงๆ
ที่แท้… นอกจากบิดาของมันที่ตกตายคาคุกหลวง ใต้หล้าใบนี้ยังมีผู้ยึดมั่นในความยุติธรรม ปัดเป่าเภทภัยโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่อีก
ที่แท้… ‘ทำชั่วได้ชั่ว กงเกวียนกำเกวียน’ เป็นสัจธรรมที่แท้จริง
หากล่วงรู้ว่าสักวันต้องมาจบชีวิตด้วยคมกริชคนกลุ่มนี้ หลายปีมานี้มันคงไม่กำเริบเสิบสานกระทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ปานนั้น
ทว่า… ไฉนคนกลุ่มนี้เพิ่งมาปรากฏตัวเอาป่านนี้! ไฉนจึงไม่เยื้องย่างมาให้เร็วกว่านี้สักนิด! หากพวกเขามาเร็วกว่านี้ บิดาของมันย่อมไม่ตายอนาถ มันคงไม่ใจสลายจนวิปริตกลายเป็นเดรัจฉานไร้ศีลธรรม และวันนี้… คงไม่ต้องมาทอดร่างเป็นผีเฝ้าคมกริชเช่นนี้!
มันอาจได้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการ อาจได้สวมชุดขุนนางอย่างสง่าผ่าเผย อาจได้พิทักษ์ความยุติธรรมให้ราษฎรตาดำๆ อาจจะ… หากบิดาของมันไม่ต้องตายอนาถ หากโลกหล้าไม่ใช่ห้วงนรกที่คนโฉดเสวยสุข ส่วนคนดีต้องถูกเหยียบย่ำ หากจวนว่าการมีความยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ยึดมั่นคุณธรรม เคารพกฎหมาย ปราบคนพาลอภิบาลคนดี…
หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้ไร้เงาของมือกระบี่ชุดเขียว มันก็คงเติบโตใต้ร่มเงาคำสอนบิดา สืบทอดเจตนารมณ์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม กลายเป็นเจ้าหน้าที่ผู้เปี่ยมเมตตา สร้างคุณูปการแผ่นดิน
หาใช่… ลงเอยเป็นมหาอันธพาลชั่วช้า ที่คอยสูบเลือดข่มเหงราษฎรจนตัวตายเช่นนี้