ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 247 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (3)
“พอจะยื้อชีวิตนางได้หรือไม่”
“สังขารนางร่วงโรย โรคภัยรุมเร้าสะสมมาเนิ่นนาน อวัยวะภายในแหลกเหลว พลังชีวิตเหือดแห้งเกินกว่าจะรับฤทธิ์โอสถ… สุดปัญญาจะยื้อยุดแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นจงใช้โอสถหุยชุน รั้งสติให้นางฟื้นคืนชั่วประเดี๋ยว ลองซักถามดูว่ายังมีห่วงอันใดค้างคาใจหรือไม่”
…
ยามหลิวผัวผัวปรือตาขึ้น นางพลันประจักษ์ว่าตนเองกำลังทอดร่างอยู่บนเตียง
ฟูกและผ้าห่มทอจากแพรพรรณชั้นเลิศ สัมผัสอ่อนนุ่มและอบอุ่น แม้หนาฟูทว่าไร้ซึ่งน้ำหนักกดทับ นับเป็นของวิเศษที่นางไม่เคยพานพบ ภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่นชำระล้างจิตใจให้ปลอดโปร่ง การตกแต่งเรียบหรูสง่างาม ทั้งฉากกั้นและเครื่องเคลือบล้วนบ่งบอกถึงราคาค่างวดที่สูงลิบลิ่ว
หากที่แห่งนี้คือแดนปรโลก หากนางจะได้หวนพานพบครอบครัวอีกครา ความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวของสตรีชราในยามนี้คือ… นางสมควรตกตายให้เร็วกว่านี้สักหน่อย
ทว่าชั่วอึดใจนางพลันตระหนัก แดนปรโลกอาจงดงามปานนี้ได้จริง ทว่าเงื่อนไขคือต้องจุติในภพภูมิอันประเสริฐเสียก่อน สถานที่แห่งนี้… ยังคงเป็นโลกมนุษย์
สตรีที่เยื้องย่างเข้ามาสวมอาภรณ์ไหมปักลายวิจิตร ทรวดทรงอรชรดั่งเทพธิดาจำแลง ปิ่นทองระย้าบนเรือนผมประดิษฐ์อย่างประณีตบรรจง ทว่านางหาได้มีกลิ่นอายเย่อหยิ่งจองหองเยี่ยงคหบดีในตำบล กลับแย้มยิ้มละมุนละไม เปี่ยมด้วยมารยาทอันงดงาม
“ที่นี่คือที่ใด ยายแก่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หลิวผัวผัวละล่ำละลักถาม ชั่วชีวิตไม่เคยพานพบเรื่องราวดีงาม สถานการณ์ตรงหน้าจึงกระตุ้นสัญชาตญาณหวาดระแวง นางหมายจะหยัดกายลงจากเตียงเพื่อคารวะ ทว่าสังขารกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง มีเพียงสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดขึ้นบ้าง
“ท่านยายไม่ต้องลุกขึ้นมาหรอก นอนพักเถิด ยามพวกเราพบท่าน มีคนกำลังนำร่างท่านไปทิ้งกองหญ้าเน่าริมฝั่ง พวกเราจึงช่วยท่านขึ้นมาบนเรือ” สตรีผู้นี้ดูจากวัยล่วงเลยสู่วัยออกเรือน ทว่ายังคงเกล้าผมมวยสตรีพรหมจรรย์ นางประคองหมอนอิงมาหนุนแผ่นหลังสตรีชรา เพื่อให้นั่งพิงสนทนาได้สะดวก
“บนเรือหรือ”
หลิวผัวผัวกวาดตามองรอบกายอย่างเหลือเชื่อ ห้องหับโอ่โถงยิ่งกว่ากระท่อมฟางซอมซ่อ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงห้องโดยสาร เช่นนั้นเรือลำนี้จะใหญ่โตโอฬารปานใด แม้แต่เรือสำราญนอกตำบลยังเทียบไม่ติด “ขอบพระคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต ยายแก่ซาบซึ้งสุดหัวใจ เพียงแต่ข้ามันคนยากไร้ ไร้เงินทองติดกายแม้อีแปะเดียว ไม่รู้จะทดแทนคุณเช่นไร กล้าถามว่าแม่นางเป็นผู้สูงศักดิ์จากสกุลใด ยายแก่จะสลักบุญคุณยิ่งใหญ่นี้ไว้จวบจนวันตาย”
สตรีโฉมสะคราญทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะพลางส่ายศีรษะ “ท่านยายมิต้องขอบคุณพวกเราหรอก พวกเราไม่อาจยื้อชีวิตท่านไว้ได้ ส่วนเรื่องที่ว่าข้าเป็นใคร… ท่านยายเคยได้ยินคำกล่าว ‘ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน’ หรือไม่”
นัยน์ตาของหลิวผัวผัวพลันวูบไหวด้วยความหวาดตระหนก
นางเคยสดับประโยคนี้มามิใช่เพียงครั้งเดียว แม้จำได้เลือนราง ทว่าความหมายประจักษ์ชัด ยามได้ยินอีกครา ภาพของกลุ่มมือสังหารน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นก็ผุดขึ้นในหัวทันควัน
ข่าวลือในหมู่ราษฎรเล่าขาน มีขุมกำลังเร้นลับสอดมือสางความอยุติธรรมใต้หล้า มุ่งสังหารคนโฉดชั่ว ผดุงธรรมแทนสวรรค์ สวะที่ถูกบั่นคอสังเวยคมดาบพวกเขามีมากมายกองเป็นภูเขาเลากา
ยามบุตรชายถูกกระทืบตายคาตีน และตัวนางโดนสกรัมจนตาบอด ในห้วงเวลาที่ไร้หนทางทวงความยุติธรรม นางเคยมืดแปดด้านคิดว่าจ้างมือสังหารชำระแค้น จึงคอยเงี่ยหูฟังข่าวคราวยุทธภพ และห้วงเวลานั้นเองที่นางได้ยินตำนาน ‘มือกระบี่ชุดเขียว’
ทว่าท้ายที่สุดหลิวผัวผัวหาได้ทุ่มกำลังตามหาคนกลุ่มนี้ นางลากสังขารมาจนปูนนี้ ไม่เคยเชื่อเรื่องวาสนาหล่นทับ การว่าจ้างนักฆ่าปลิดชีพคนย่อมต้องใช้เงินตรามหาศาล สตรีข้นแค้นเยี่ยงนางไม่มีปัญญาหามาจ่ายได้
อีกประการหนึ่ง ช่วงที่ผ่านมามือกระบี่ชุดเขียวลงมืออุกอาจบ่อยครั้งจนโดนหมายจับ ในป้ายประกาศของจวนว่าการ พวกเขาหาใช่วีรชนผดุงธรรม ทว่าคือโจรเถื่อนซ่องสุมกำลังบนเขา สังหารผู้คนปล้นชิงทรัพย์ เอะอะฆ่าล้างโคตร ทางการจึงประกาศกร้าว หากผู้ใดพบเบาะแสจงเร่งแจ้งเพื่อรับรางวัลนำจับ
สำหรับข้อความในประกาศ หลิวผัวผัวปักใจเชื่อสนิท
โลกมนุษย์ช่างย้อนแย้งน่าขัน หลิวผัวผัวมีหนี้เลือดฝังกระดูกกับสุนัขรับใช้ทางการ ทว่านางกลับยังคงเชื่อถือประกาศจับของจวนว่าการ
บางที การก้มหัวรับคำสั่งและสยบยอมต่ออำนาจขุนนางมาทั้งชีวิต เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด มันหล่อหลอมสันดานสยบยอมและเชื่อฟังไปโดยปริยาย หรือบางที เมื่อเทียบกับกลุ่มนักฆ่าที่บั่นคอคนเป็นผักปลา ราชสำนักย่อมดูน่าเชื่อถือกว่า การเชื่อทางการอาจทำให้นางพลาดโอกาสบางอย่าง ทว่าหากเชื่อใจกลุ่มนักฆ่า นางอาจรักษาชีวิตซอมซ่อนี้ไว้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ยามหลิวผัวผัวกระจ่างว่าสตรีเบื้องหน้าคือ ‘มือกระบี่ชุดเขียว’ ในตำนาน สิ่งเดียวที่จู่โจมจิตใจคือนรกแห่งความหวาดผวา
“ท่านยายมิต้องตื่นกลัว ข้าป้อนโอสถรั้งสติท่านไว้เพียงชั่วครู่ ทว่าเวลาของท่านเหลือไม่มากแล้ว ยังมีห่วงอันใดค้างคาใจจงเอ่ยมาเถิด หากอยู่ในวิสัย ข้าจะทุ่มเทช่วยเหลือสุดกำลัง”
สตรีผู้แผ่กลิ่นอายเย้ายวน แม้เพียงนั่งสงบนิ่ง ขยับริมฝีปากแดงชาดราวหยาดโลหิต นางหาได้แยแสท่าทีตื่นตระหนกของหญิงชรา น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลราบเรียบดุจเดิม
หลิวผัวผัวพลันนึกถึงหลานสาวตัวน้อย เสียงสะอื้นไห้หวาดผวาไร้ที่พึ่งกรีดแทงหัวใจดุจเข็มนับพันเล่ม นางสลัดความตายทิ้งไว้เบื้องหลัง โยนความหวาดกลัวต่อนักฆ่าทิ้งไปสิ้น จดจ้องสตรีตรงหน้าด้วยนัยน์ตาเปี่ยมความหวังเจียนบ้า ละล่ำละลักวิงวอนเสียงขื่นขม
“จอมยุทธ์หญิง ข้าขอกราบล่ะ ได้โปรดช่วยหลานสาวข้าด้วย นางเพิ่งห้าขวบ หากข้าตายไปนางย่อมไร้ที่พึ่ง ป่านนี้คงตกนรกอยู่ในเงื้อมมือไอ้สวะโซ่วหูเอ๋อร์ในตำบลเป็นแน่! ขอเพียงท่านช่วยนาง ประทานข้าวน้ำประทังชีวิต ไม่ให้นางอดตาย ต่อให้ต้องเป็นทาสรับใช้ ข้าก็ซาบซึ้งสุดหัวใจ ชาติหน้าข้าขอเกิดเป็นโคกระบือรับใช้ตอบแทนพระคุณ”
สตรีตรงหน้าพยักหน้ารับ “นางชื่อกระไร”
“ชื่อเสี่ยวยาเจ้าค่ะ” นัยน์ตาฝ้าฟางของหลิวผัวผัวสาดประกายความหวังเรืองรอง
สตรีสาวหยัดกายลุกขึ้น “หากพวกเราช่วยนางออกมาได้ จะให้นางไปโขกศีรษะหน้าป้ายวิญญาณท่านยายนะเจ้าคะ”
“ขอบพระคุณ… ขอบพระคุณจอมยุทธ์หญิง ชาติหน้าข้ายินดีเกิดเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน” หลิวผัวผัวปิติจนร่างสั่นเทิ้ม ละล่ำละลักขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองมือดำคล้ำต็มไปด้วยแผลหิมะกัดเผลอจิกขยำผ้าห่มแน่น
ยามร่วงหล่นกลางถนนรอคอยความตาย ปรารถนาสูงสุดคือกำเนิดใหม่ในภพภูมิที่ดี ไม่ต้องทนข้นแค้นอีก ทว่ายามนี้ เพื่อสายเลือดเพียงคนเดียวที่ไร้ที่พึ่ง นางยอมกระเทาะวิญญาณเกิดเป็นเดรัจฉานในชาติหน้า
“จอมยุทธ์หญิง ยายแก่บังอาจถามสักคำ เหตุใดพวกท่านจึงต้องช่วยสตรีชราใกล้ลงโลงเช่นข้าด้วย” เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะก้าวพ้นห้อง หลิวผัวผัวที่บัดนี้โยนความศรัทธาต่อทางการทิ้ง และหันมาฝากฝังจิตวิญญาณแก่มือสังหาร เปล่งเสียงถามข้อสงสัยสุดท้าย
หญิงสาวหันกลับมาตอบเสียงเรียบ “ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน”
หลิวผัวผัวอ้าปากค้าง ไร้คำพูดใดเล็ดลอด ยามนี้นางเจ็บช้ำสุดแสน หากรู้ล่วงหน้าว่าหล้าใบนี้ยังมีจอมยุทธ์ผดุงธรรมไร้ข้อแม้ หากรู้ว่าป้ายประกาศจวนว่าการคือการสลับขาวเป็นดำ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ นางก็สมควรควานหาคนกลุ่มนี้ให้พบ!
หากเป็นเช่นนั้น ไอ้เดรัจฉานสวี่เสี่ยนย่อมหนีไม่พ้นคมดาบ หนี้เลือดของบุตรชายย่อมถูกชำระสะสาง บางทีนางอาจไม่ต้องตกตายอนาถเพียงนี้ และอาจมีโอกาสทอดสายตามองหลานสาวเติบใหญ่
“จอมยุทธ์หญิง โปรดทราบนามอันสูงส่งแก่ข้าเถิด หากมีชาติหน้า… ข้าจะได้รู้ว่าต้องไปสนองคุณผู้ใด” หลิวผัวผัวเค้นเสียงตะโกนไล่หลังยามสตรีผู้นั้นกำลังก้าวพ้นประตู
สตรีปริศนาชะงักฝีเท้า ทว่าครานี้นางมิได้หันกลับมา เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย เผยเสี้ยวหน้าวิจิตรเพียงครึ่งซีก “นามของพวกเราคือ… หออี้ผิ่น”
…
คลื่นอารมณ์ในอกหลิวผัวผัวไม่อาจสงบลงได้เนิ่นนาน ท่ามกลางตะเกียงชีวิตที่ริบหรี่จวนดับมอด ในห้วงความทรงจำเฮือกสุดท้าย นางยังคงพึมพำนามนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รีดเค้นสติสัมปชัญญะทั้งหมดสลักมันลงกระดูก เพื่อมิให้เลือนหายแม้นำพาไปสู่ชาติหน้า
คล้อยหลังสตรีเย้ายวนจากไป สาวใช้ชุดเขียวหน้าตาหมดจดประคองถาดไม้เดินเข้ามา นางวางถาดลงข้างเตียง ท่ามกลางสายตาฉงนของหลิวผัวผัว นางประคองชามน้ำแกงควันกรุ่น ตักน้ำแกงไก่หอมฉุยขึ้นมาหนึ่งช้อน จรดริมฝีปากสตรีชราพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเวทนา
“นี่คือน้ำแกงกระดูกไก่ดำ ท่านยายดื่มให้หมดชามแล้วค่อยหลับให้สบายเถิดเจ้าค่ะ”
สมัยดรุณีแรกรุ่น หลิวผัวผัวเคยลิ้มรสแกงไก่ ฐานะครอบครัวยามนั้นยังพอถูไถ บิดามารดารักนางดั่งแก้วตาดวงใจ ยอมมอบน้ำแกงทั้งหม้อให้นางซดในเทศกาลปีใหม่ ซ้ำยังยัดน่องไก่ชิ้นโตหอมหวานที่สุดให้กิน
ทว่าไก่ดำคือสิ่งใด นางหาได้รู้จัก และไม่เคยดื่มด่ำมาก่อน กระทั่งรสชาติน้ำแกงวัยเยาว์ชามนั้นก็กลายเป็นเพียงความทรงจำรางเลือน ยามนึกย้อนก็แทบสัมผัสไม่ได้ ภายหลังออกเรือน แม้จะมีเศษเนื้อหรือน้ำแกงกระดูกโผล่มาบ้าง นางก็ยกให้สามีและบุตรชายจนเกลี้ยง รสชาติน้ำแกงไก่เลือนหายจากลิ้นนางไปหลายสิบปีแล้ว
นึกไม่ถึง ยามลมหายใจรวยรินจวนลงโลง นางกลับได้ลิ้มรสน้ำแกงไก่ร้อนๆ อีกครา… จากน้ำมือคนแปลกหน้า
“อร่อย… อร่อยเหลือเกิน” ทันทีที่น้ำแกงแตะริมฝีปาก หลิวผัวผัวก็เผยรอยยิ้มอิ่มเอิบ ชั่วชีวิตไม่เคยลิ้มรสโอชาปานนี้ ที่แท้บนโลกหล้า… ยังมีอาหารรสเลิศล้ำถึงเพียงนี้
ทว่าหลิวผัวผัวไม่ได้กลืนน้ำแกงคำที่สอง
นางไม่มีโอกาสดื่มมันอีกแล้วชั่วกาล
ทว่าจนเฮือกสุดท้าย รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นหาได้จางหาย ราวกับรสสัมผัสหอมหวานยังคงสลักลึกบนปลายลิ้น สองมือยังคงลูบไล้ผืนผ้าห่มไหมไม่ผละจาก ราวกับต้องการจดจำความอบอุ่นนี้ข้ามภพชาติ
ตกระกำลำบาก กล้ำกลืนความอยุติธรรมมาทั้งชีวิต จวบจนวาระสุดท้าย ได้เอนกายซุกผ้าไหมชั้นเลิศ ได้ลิ้มรสโอชารสเลิศ ในวินาทีอำลาโลกบัดซบ หลิวผัวผัวยังได้ตักตวงความเมตตาและความอบอุ่นอันหาได้ยากยิ่ง
แม้ความเมตตาและไออุ่นนี้จะมาถึงช้าเกินกาล และแสนสั้นเพียงพริบตา
แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะขจัดความเหน็บหนาวและโดดเดี่ยว… ยามดวงวิญญาณดำดิ่งสู่ความมืดมิดนิรันดร์
…
ฮู่หงเหลียนก้าวสู่หัวเรือ เอ่ยกับแผ่นหลังจ้าวหนิงในชุดคลุมขาวที่กำลังไพล่มือทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า “นางสิ้นลมแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวหนิงหาได้หันกลับมา ฮู่หงเหลียนจึงไม่อาจลอบมองสีหน้าผู้เป็นนาย ได้ยินเพียงน้ำเสียงราบเรียบ “นางมีห่วงใดค้างคาหรือไม่”
“มีหลานสาวตัวน้อยหนึ่งคน คาดว่ายังตกระกำอยู่ในตำบลซงหลินเจ้าค่ะ” นางตอบกลับ
จ้าวหนิงนิ่งงันไปอึดใจ “ไปถ่ายทอดคำสั่งแก่ฉื่อปี่ บั่นคอคนชั่วไปแขวนประจานบนกำแพงเมือง… หนึ่งวันเต็ม”
“รับบัญชาเจ้าค่ะ”
นับแต่ช่วงเวลาที่รั้งชีวิตหลิวผัวผัว ฉื่อปี่ได้นำกำลังลอบสะกดรอยอันธพาลสองคนที่แบกร่างมาทิ้ง หากไร้ข้อผิดพลาด ป่านนี้คงลากคอผู้บงการเจอแล้ว
ฮู่หงเหลียนกระจ่างดี การการันตีให้หัวเดรัจฉานแขวนประจานครบสิบสองชั่วยาม ย่อมหมายถึงการสั่งให้ยอดฝีมือชุดเขียวแห่งหออี้ผิ่นปักหลักอารักขาศีรษะนั้นตลอดวันคืน และในห้วงเวลานั้น ย่อมต้องปะทะนองเลือดกวาดล้างสุนัขรับใช้ทางการที่ยกโขยงมาปลดป้ายประจาน
ฉากนองเลือดจะดุเดือดปานใด จะสลักฝังลึกในกมลสันดานผู้พบเห็นลึกซึ้งเพียงไหน จะจุดชนวนความตื่นตะลึงและตราตรึงอิทธิพลมหาศาลลงในความทรงจำราษฎรปานใด… ล้วนประจักษ์ชัดโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย
จ้าวหนิงมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดอีก
ฮู่หงเหลียนย่อมปิดปากเงียบสนิท นางยืนสงบนิ่งเยื้องไปทางเบื้องหลังประดุจเงาตามตัว
สตรีชราเคยถาม เหตุใดต้องสอดมือช่วยเหลือโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน คำตอบของฮู่หงเหลียนหาได้ผิดเพี้ยน ทว่าแท้จริงแล้ว… มันเป็นเพียงฉากหน้าอันสละสลวยเท่านั้น
กล่าวอีกนัย ‘ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน’ เป็นคำขวัญที่ปลุกปั่นอารมณ์ได้ง่าย ทว่าการที่หออี้ผิ่นกระจายกำลังพลบุกสังหารเหยื่ออุกอาจทั่วทุกสารทิศ พร้อมชูธงผดุงธรรม ต่อให้เบื้องลึกเจตนาปราบคนพาลเป็นความจริง ทว่าเป้าหมายซ่อนเร้นเบื้องหลัง… ย่อมลึกล้ำยิ่งกว่านั้นมหาศาล
ฮู่หงเหลียนกระจ่างแจ้งแก่ใจ ทุกหมากที่จ้าวหนิงขยับ… ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องสามัญไร้แผนการ