ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 25 ไร้ทางเลือก
“ตระกูลจ้าวประจำการด่านเยี่ยนเหมินกวน จ้องแต่จะกรีธาทัพกวาดล้างม่อเป่ย หมายอาศัยหัวชนเผ่าทุ่งหญ้าอย่างพวกเราปูทางสู่อำนาจ ทำเอาพวกเราหวาดผวาทุกวี่วัน กินไม่ได้นอนไม่หลับ”
“ภายภาคหน้าคงต้องรบกวนใต้เท้าสวีช่วยเป็นปากเป็นเสียงเบื้องพระพักตร์ เผ่าของพวกเรายำเกรงต้าฉี เทิดทูนองค์จักรพรรดิสุดหัวใจ มิกล้ากำเริบเสิบสานแม้แต่น้อย ขอเพียงพระองค์ทรงเมตตาประทานทางรอด ให้พวกเราได้เลี้ยงสัตว์ร่อนเร่ในทุ่งหญ้าอย่างสงบสุขก็พอแล้ว”
เซียวเยี่ยนเห็นสวีหมิงหล่างพึงพอใจกับรายการของขวัญล้ำค่า จึงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย รีบตอกย้ำจุดประสงค์ทันที
สวีหมิงหล่างแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ “พวกเจ้าเข้าเฝ้าทุกปี ส่งบรรณาการทุกศก องค์จักรพรรดิย่อมประจักษ์ถึงความภักดี วางใจเถอะ ครั้งนี้ตระกูลจ้าวคิดจะขอเพิ่มกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน ย่อมไม่มีวันสำเร็จเด็ดขาด”
ขุนนางเฒ่าหาได้กังวลว่าราชสำนักเทียนหยวนจะเป็นภัยคุกคามต่อต้าฉี สถานการณ์ทุ่งหญ้ายามนี้มีสี่ราชสำนักตั้งประจันหน้า ราชสำนักเทียนหยวนเพิ่งผงาด ไร้ขุมกำลังมากพอจะสะกดข่มเผ่าอื่น จึงไม่มีอันใดให้น่าหวั่นเกรง
ต่อให้เป่ยหูเหิมเกริมก่อกบฏจริง ด้วยแสนยานุภาพเกรียงไกรแห่งต้าฉี ย่อมบดขยี้พวกมันให้ราบคาบได้ในพริบตา
ย้อนไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ชนเผ่าหนานหมานรุกรานชายแดน แม้ตระกูลฟ่านจะเพลี่ยงพล้ำ ทว่าท้ายที่สุดอาศัยเพียงอุบายตื้นเขินของผู้ตรวจการทัพคนที่สาม แสร้งพ่ายล่อศัตรู ก็กวาดล้างพวกมันได้จนสิ้นซาก คนเถื่อนพวกนี้เป็นได้แค่มดปลวก
หากเทียบกันแล้ว กลุ่มขุนนางบู๊ต่างหากที่เป็นหอกข้างแคร่ เป็นภัยร้ายแรงตัวจริง
สวีหมิงหล่างชิงชังขุนนางบู๊เข้ากระดูกดำ ถึงขนาดยอมใช้วิธีสกปรกโสมม สมคบคิดยอดฝีมือต่างเผ่าลอบสังหารคนของตระกูลจ้าว ต้นตอล้วนมาจากความหวาดระแวงตระกูลขุนนางทหารที่ฝังรากลึกในจิตใจ
ปลายราชวงศ์ก่อนเกิดจลาจลหัวเมือง กลุ่มขุนนางบู๊เข่นฆ่าแย่งชิงความเป็นใหญ่ ตะโกนก้องถ้อยคำกบฏ ‘ผู้ใดไพร่พลแกร่งม้าศึกพร้อม ผู้นั้นคือโอรสสวรรค์’ ไฟสงครามลุกโชนยาวนาน ประชาราษฎร์ตกอยู่ในนรกทั้งเป็น จารีตประเพณีพังทลาย ศีลธรรมเสื่อมทราม ยุคนั้นคือกาลวิบัติของเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตอย่างแท้จริง
ท่ามกลางกลียุคเช่นนั้น บัณฑิตผู้ทรงภูมิปัญญากลับไร้ค่าราวเศษธุลี ขุนนางบู๊นึกอยากย่ำยีก็ย่ำยี นึกอยากบั่นคอก็บั่นคอ สภาพอเนจอนาถเกินบรรยาย อย่าว่าแต่ปณิธานปกครองแผ่นดินเลย แม้แต่ชีวิตและทรัพย์สินก็มิอาจรักษา
ในยุคสมัยที่คมดาบคือความถูกต้อง ต่อหน้าขุนนางทหารที่เชิดชูเพียงพลังอำนาจ เหล่าขุนนางบุ๋นที่ไร้ซึ่งวิชาพิชัยสงคราม นำทัพจับศึกไม่ได้ ทำได้เพียงหดหัวในกระดอง ปล่อยให้พวกมันไล่ต้อนดุจสุนัขจรจัด ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นคน
ในสายตาสวีหมิงหล่าง ต้นตอที่ทำให้ราชวงศ์ก่อนล่มสลายและไฟสงครามลุกลามนับสิบปี ล้วนเกิดจากการขยายอำนาจของกลุ่มขุนนางบู๊ทั้งสิ้น
รอยเลือดในอดีตคือบทเรียนที่ไม่อาจลืมเลือน
เหล่าขุนนางบุ๋นสาบานว่าจะไม่ยอมหวนกลับไปสู่วันคืนอันมืดมนเช่นนั้นอีก ปัจจุบันจึงทุ่มเทสรรพกำลังริดรอนอำนาจตระกูลขุนนางทหาร หมายรวบอำนาจสั่งการทัพทั่วหล้าคืนสู่ส่วนกลาง เพื่อบรรลุอุดมการณ์สูงสุด… ฝ่ายบุ๋นเหยียบย่ำฝ่ายบู๊
ต้าฉีก่อตั้งอาณาจักรด้วยนโยบายแบ่งแยกบุ๋นบู๊ แท้จริงแล้วก็เพื่อสร้างสมดุลคานอำนาจ เจตนารมณ์ของปฐมกษัตริย์ไท่จู่คือการดับไฟทะเยอทะยาน ป้องกันไม่ให้ตระกูลขุนนางบู๊เหิมเกริม
บัณฑิตก่อกบฏสิบปียังไม่เห็นผล ทว่าขุนนางบู๊ก่อกบฏเมื่อใด… คือหายนะแผ่นดินพังทลาย
ตรรกะนี้เรียบง่าย ทว่าคนทั้งหล้าล้วนกระจ่างแจ้งแก่ใจ
“ธุระที่นี่เสร็จสิ้นแล้ว องค์หญิงเตรียมรั้งทัพกลับม่อเป่ยเลยหรือไม่” สวีหมิงหล่างม้วนเก็บรายการของขวัญพลางเอ่ยถาม
“ต้องรอให้ไป๋เหมยพ้นโทษจากศาลต้าหลี่เสียก่อน” เซียวเยี่ยนตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ชื่อแซ่ที่แท้จริงของเฒ่าคิ้วขาวเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นานแล้ว ด้วยรูปโฉมและตบะญาณอันแข็งแกร่ง ผู้คนจึงขนานนามเขาว่า ‘ไป๋เหมย’ จนติดปาก
“เขาปรากฏตัวที่เมืองไต้โจวเพียงเพื่อคุ้มครององค์หญิง มิได้ก่อคดีอุกฉกรรจ์อันใด ประกอบกับของขวัญขอขมาที่พวกเจ้าทุ่มเทมาก็ล้ำค่ามหาศาล ด้วยพระเมตตาขององค์จักรพรรดิ ย่อมต้องปล่อยตัวเขาเป็นแน่” สวีหมิงหล่างกล่าวอย่างมั่นใจ
ขุนนางเฒ่าคาดเดาไม่ผิด
เพียงครู่ต่อมา ไป๋เหมยก็ปรากฏตัว
ยามที่ชายชราคิ้วขาวก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาคุกเข่าทำความเคารพเซียวเยี่ยน ทั้งนางและสวีหมิงหล่างต่างชะงักงัน
ทั้งสองมั่นใจว่าไป๋เหมยต้องรอดพ้นตาราง แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกปล่อยตัวรวดเร็วถึงเพียงนี้
“พระราชโองการงั้นหรือ… เช่นนี้ก็สมเหตุสมผล ดูท่าคดีที่เมืองไต้โจว องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชวินิจฉัยแน่ชัดแล้ว นับเป็นนิมิตหมายอันดี” สวีหมิงหล่างดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว รักษากิริยาเยือกเย็นตามวิสัยอัครเสนาบดี
ทว่าความเยือกเย็นนั้นอยู่ได้ไม่นาน สีหน้าเขาก็พลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง
คล้อยหลังไป๋เหมยเพียงอึดใจ คนสนิทของสวีหมิงหล่างก็วิ่งกระหืดกระหอบตามเข้ามาติดๆ
“นายท่าน... องค์จักรพรรดิทรงอนุมัติฎีกาของเจิ้นกั๋วกง มีพระราชโองการเพิ่มกำลังทหารสามหมื่นนายที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนขอรับ”
สิ้นเสียงรายงาน สวีหมิงหล่างเบิกตาโพลง จอกสุราในมือแทบร่วงหล่น เซียวเยี่ยนถึงกับผุดลุกขึ้นยืนพรวด สีหน้าของทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์สุดขีดในเสี้ยววินาที ลำคอตีบตันจนพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
บรรยากาศในห้องหรูหราพลันหนักอึ้งและเงียบงัน เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัด
“องค์จักรพรรดิทรงมีพระประสงค์ใดกันแน่” เซียวเยี่ยนทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง ฝืนเอ่ยทำลายความเงียบ
“การยอมปล่อยตัวไป๋เหมย ย่อมหมายความว่าเบื้องบนมิได้เจาะจงเอาผิดพวกเจ้า ทรงเชื่อว่าพวกเจ้ามิได้จงใจปองร้ายตระกูลจ้าว มิเช่นนั้นไป๋เหมยคงคอขาดไปแล้ว” สวีหมิงหล่างหรี่ตาครุ่นคิด
เซียวเยี่ยนพยักหน้า ข้อสันนิษฐานนี้สมเหตุสมผล นั่นแปลว่าซ่งจื้อยังมองไม่เห็นว่าเป่ยหูคือภัยคุกคาม นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ขอเพียงไม่กระทบแผนการใหญ่ที่ราชสำนักเทียนหยวนจะรวบรวมทุ่งหญ้าให้เป็นหนึ่งก็เพียงพอ
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงมีราชโองการเพิ่มทหารที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน” เซียวเยี่ยนรุกถาม
สวีหมิงหล่างเองก็ขมวดคิ้วคิดไม่ตก กระทั่งคนสนิทรายงานความเคลื่อนไหวของตระกูลหยางและตระกูลอู๋ให้ฟัง นัยน์ตาฝ้าฟางของอัครเสนาบดีเฒ่าพลันเบิกกว้าง “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ใช้การเพิ่มทหารสามหมื่นนายที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน แลกกับการริบรอนบรรดาศักดิ์ขุนนางบู๊ระดับโหวสองตระกูลลงเป็นระดับปั๋วเจวี๋ย นับว่าไม่ขาดทุน ซ้ำร้ายในระยะยาวยังถือว่าคุ้มค่ามหาศาล เป็นผลดีต่อขุมอำนาจฝ่ายบุ๋นอย่างถึงที่สุด
ท้ายที่สุด องค์จักรพรรดิก็ยังต้องชั่งน้ำหนักข้อเสนอของข้าอยู่ดี… สวีหมิงหล่างลอบคิดในใจ ความรู้สึกหยิ่งผยองพองโตในอก
เซียวเยี่ยนเองก็คลายความกังวลลงหมดจด ในเมื่อนี่เป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจภายในของต้าฉี นางก็ขอมองข้ามไป ขอเพียงไม่กระทบแผนรวบรวมทุ่งหญ้าก็พอ
ทั้งสองชูจอกสุราขึ้นดื่มฉลองความสำเร็จ ก่อนที่สวีหมิงหล่างจะขอตัวลากลับ
คล้อยหลังอัครเสนาบดี เซียวเยี่ยนสะบัดมือเบาๆ เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากหลังม่าน
“บทสนทนาทั้งหมดในคืนนี้ เจ้าคงได้ยินชัดเจนแล้ว”
“สวีหมิงหล่างอาจเป็นพันธมิตร แต่เนื้อแท้ก็แค่ตาเฒ่าละโมบที่เห็นแก่สินบนก้อนโต ลึกๆ ในใจมันยังคงเหยียดหยามพวกเราเป็นคนเถื่อน เราต้องกุมความเคลื่อนไหวของมันไว้ทุกฝีก้าวเพื่อกันพลาด ข้างกายมัน… จะขาดหูตาของเราไม่ได้เด็ดขาด”
เซียวเยี่ยนพยักพเยิดให้จ้าวยวี่เจี๋ยนั่งลง “เจ้ารูปโฉมงดงามแต่กำเนิด ซ้ำยังมีไหวพริบปฏิภาณ ช่วงนี้จงเร่งฝึกปรือศิลปะบทกวีและดนตรีให้แตกฉาน อีกไม่นาน ข้าจะสร้างตัวตนใหม่ จัดฉากให้เจ้าได้เข้าใกล้สวีหมิงหล่าง”
“หากมันลุ่มหลงจนรับเจ้าเป็นอนุภรรยา นั่นถือเป็นวาสนาของเจ้า ถึงเวลานั้น… อย่าให้มันระแคะระคายเด็ดขาดว่าเจ้าคือหมากของข้า”
จ้าวยวี่เจี๋ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตาเฒ่านั่นเป็นถึงอัครเสนาบดีแห่งราชสำนัก การตีสนิทเข้าใกล้มันจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ”
เซียวเยี่ยนแค่นหัวเราะเย้ยหยัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้ที่กำจุดอ่อนศัตรูไว้ในกำมือ “พวกปัญญาชนชาวฉีมักมัวเมาในสุนทรียภาพจอมปลอม นิทานพรรค์บุรุษผมขาวเคียงคู่โฉมงามคือสิ่งที่พวกมันคลั่งไคล้ ธรรมเนียมส่งมอบสาวใช้หรืออนุภรรยารูปงามเพื่อประจบสอพลอกันในหมู่ขุนนาง ยิ่งถูกยกย่องให้เป็นเรื่องน่ายินดี”
“สวีหมิงหล่างเกิดในคอกขุนนางบุ๋น ซึมซับสันดานมักมากเหล่านี้มาค่อนชีวิต มีหรือจะหลุดพ้นวิสัยกามตัณหาไปได้”
จ้าวยวี่เจี๋ยพยักหน้ารับ ปิดปากเงียบงัน
นางรู้ดีว่านี่คือเวลาที่ต้องพิสูจน์คุณค่าของตน นางไร้ทางเลือกอื่น
แม้ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล หรือต้องใช้เรือนร่างแลกมา แต่นางเกิดในชนชั้นต่ำต้อย ไร้บิดาคุ้มกะลาหัวมาตั้งแต่เด็ก นับแต่มารดาสิ้นใจ นางก็เหลือเพียงตัวคนเดียวบนโลกอันโหดร้าย ไร้ร่มไม้ชายคาให้พึ่งพิง ทำได้เพียงหยัดยืนด้วยลำแข้งตนเอง
เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อความมั่งคั่ง เพื่ออำนาจล้นฟ้า… เพื่อที่สักวันหนึ่งนางจะก้าวขึ้นเป็นผู้ลิขิตชะตากรรม ไม่ต้องก้มหัวดูสีหน้าผู้ใด ไม่ต้องหวาดผวาว่าจะถูกอำนาจมืดใดเหยียบย่ำ นางจำต้องดิ้นรนฉกฉวยทุกโอกาส ไม่เลือกวิธีการ ไม่สนความสกปรกโสมม นี่คือหนทางเดียวที่จะตะเกียกตะกายสู่จุดสูงสุด
เรือนร่างนี้ก็แค่ต้นทุนเพียงหยิบมือ… สมควรจ่าย และไม่ควรค่าให้เก็บมาใส่ใจ
จวนอัครเสนาบดี… อำนาจบารมีและทรัพย์สมบัติมหาศาล คงมิด้อยไปกว่าจวนเจิ้นกั๋วกงกระมัง นี่คือความคิดเดียวที่แล่นพล่านในหัวของจ้าวยวี่เจี๋ยยามนี้
มุมปากของนางค่อยๆ แสยะยิ้มเยือกเย็นดุจอสรพิษ
ในจวนเจิ้นกั๋วกง สิ่งที่นางหลอกใช้ประโยชน์ได้มีเพียงเด็กอมมืออย่างจ้าวหนิง แต่หากได้ก้าวเข้าสู่จวนอัครเสนาบดี แล้วคว้าเอาความโปรดปรานจากขุนนางระดับสูงมาครองได้ สิ่งที่นางจะกอบโกยได้… ย่อมมหาศาลเกินคณานับ
……
จวนเจิ้นกั๋วกงโอ่อ่าภูมิฐานเปี่ยมมนต์ขลัง ไม่ต้องบรรยายถึงสิ่งใดให้มากความ เพียงทวนยาวสิบสามเล่มที่ปักตระหง่านอยู่หน้าประตูใหญ่ ก็สลักลึกถึงเกียรติภูมิทางทหารอันเกรียงไกรของตระกูลจ้าวแล้ว
จ้าวหนิงยืนทอดสายตามองหน้าประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปตามคำเร่งเร้าของจ้าวชี่เยว่ เมื่อเข้าคารวะจ้าวเสวียนจีและได้รับรู้ว่าองค์จักรพรรดิทรงอนุมัติการเพิ่มกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน พร้อมยกระดับเครือข่ายสอดแนมม่อเป่ย จ้าวหนิงก็ลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
บทสรุปคดีเลือดที่เมืองไต้โจวถูกประกาศกร้าวกลางท้องพระโรง
ตระกูลฟ่านมิได้สมคบคิดปองร้ายตระกูลจ้าว ทุกอย่างเป็นเพียงไฟริษยาแย่งชิงสตรีระหว่างจ้าวหนิงกับฟ่านชิงหลิน ฟ่านชิงหลินลอบสังหารจ้าวหนิง ทว่าแผนการแตก จึงถูกจ้าวชี่เยว่ลงมือสังหารฟาดจนตกตาย คดีความถือเป็นอันยุติ
ส่วนเรื่องที่ยอดฝีมือเป่ยหูปรากฏตัวที่เมืองไต้โจว อ้างว่าเพียงมาอารักขาองค์หญิงเป่ยหูที่ลักลอบหนีเที่ยว บังเอิญร่างแหเข้าพัวพันกับข้อพิพาทระหว่างตระกูลจ้าวและฟ่าน จึงถูกจ้าวเสวียนจีที่ประจวบเหมาะเดินทางไปตรวจราชการชายแดนเยี่ยนเหมินกวนรวบตัวไว้ได้
นี่คือถ้อยแถลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ และเป็นเพียง ‘ฉากหน้า’ อันสวยหรูที่เกิดจากการฟาดฟันและประนีประนอมอำนาจ ระหว่างอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างแกนนำขุนนางบุ๋น กับเจิ้นกั๋วกงจ้าวเสวียนจีแห่งทำเนียบเสนาธิการทหารขั้วอำนาจบู๊
“ตาเฒ่าสวีหมิงหล่างคงหลงระเริงคิดว่าข้าตามเกมชักใยเบื้องหลังของมันไม่ทัน คิดว่าแผนชั่วริดรอนขุนนางทหารยังเป็นความลับ ซ้ำยังผยองที่รักษาหน้าปกป้องตระกูลฟ่านไว้ได้ ป่านนี้มันคงลอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในท้องพระโรง… โดยหารู้ไม่ว่า ทุกย่างก้าวล้วนตกลงในหลุมพรางที่เราขุดไว้”
จ้าวเสวียนจีหัวเราะลั่นจวน นัยน์ตาที่ทอดมองหลานชายเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ แม้ระดับพลังบำเพ็ญของเขาจะสูงส่งสะท้านฟ้า แตกฉานพิชัยสงคราม ทว่าเล่ห์เหลี่ยมการเมืองย่อมไม่ถนัดเท่าพวกขุนนางบุ๋น หมากกลกระดานนี้… ล้วนมาจากมันสมองของจ้าวหนิงทั้งสิ้น
“ด้วยอิทธิพลของสวีหมิงหล่าง ฎีกาลับที่ท่านปู่ถวายต่อองค์จักรพรรดิ ย่อมต้องรอดพ้นไปเข้าตาเขาก่อนเป็นแน่ ฎีกาฉบับนี้แต่เดิมก็ตั้งใจเขียนให้มันดู เพื่อบีบให้มันตื่นตระหนก... คล้ายพ่อค้าโก่งราคาแต่แรก เสนอเงื่อนไขที่ฝั่งตรงข้ามรับไม่ได้ เพื่อล่อให้อีกฝ่ายร้อนรนรีบต่อรองกลับมา”
ใบหน้าของจ้าวหนิงประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
ชายหนุ่มเอ่ยต่อ “ยิ่งสวีหมิงหล่างดิ้นรนโต้กลับรุนแรงเด็ดขาดเท่าใด องค์จักรพรรดิก็จะยิ่งหวาดระแวงในอำนาจล้นมือของอัครเสนาบดีผู้นี้มากเท่านั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงย่อมฝังรากลึกลงในพระทัย”
“และเป้าหมายที่แท้จริงของเรา… ด้านหนึ่งคือเลี้ยงตระกูลฟ่านไว้ ปล่อยให้พวกมันเป็นหมาหัวเน่ารับใช้สวีหมิงหล่างบังหน้า ทว่าเบื้องหลังกลับเป็นหุ่นเชิดในกำมือเรา ส่วนอีกด้าน คือการตั้งใจปล่อยตัวยอดฝีมือเป่ยหู เพื่อล่อให้พวกมันชะล่าใจคิดว่าต้าฉียังไม่รู้ตัว… ซึ่งจะเป็นการปูทางให้หมากกระดานต่อไปของหลานเดินได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น”
จ้าวเสวียนจีพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
เขาลูบเคราขาวพลางเอ่ย “ตาเฒ่าสวีหมิงหล่าง อาศัยบารมีฐานะราชครู กอบโกยความไว้วางพระทัย วางอำนาจบาตรใหญ่จนลืมตัว เมามายในอำนาจจนไม่รู้เลยว่า… การที่มันแผ่อิทธิพลครอบงำราชสำนัก องค์จักรพรรดิเองก็คงมิได้สำราญพระทัยนักหรอก”
ทันใดนั้นประกายตาของชายชราก็วูบไหว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอำมหิต “เป่ยหูส่งสายลับแฝงตัวในต้าฉีมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ การติดสินบนแทรกซึมเข้าสู่รากฐานขุนนางของพวกเรา… มันหยั่งรากลึกจนเน่าเฟะถึงเพียงนี้เชียวรึ”
จ้าวหนิงทอดถอนใจ “หลานเองก็ปรารถนาให้มันเป็นเพียงเรื่องโกหก ทว่าเหตุการณ์ที่เมืองไต้โจวคือประจักษ์พยานชั้นดี ขนาดตระกูลใหญ่อย่างตระกูลฟ่าน หรือแม้แต่อัครเสนาบดีสูงสุดอย่างสวีหมิงหล่าง ยังกล้าสมคบคิดกับพวกคนเถื่อน ไม่ว่าเจตนาแท้จริงของพวกมันคือสิ่งใด ทว่าการที่พวกมันกล้ายื่นมือสอดประสานกัน… นั่นย่อมเป็นสัญญาณมรณะว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้ว”
นัยน์ตาของจ้าวเสวียนจีแผ่ซ่านด้วยจิตสังหารเยียบเย็น ภายในอกปะทุด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับ
ในฐานะยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งทัพต้าฉี บรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกงมีปณิธาน ‘พิทักษ์แผ่นดิน’ สลักลึกอยู่ในสายเลือด ในเมื่อเผ่าหูลักลอบเจาะทะลวงแผ่นดินเกิดถึงเพียงนี้ เขาจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร “เจ้าวางแผนการใดไว้”
“หากคิดจะกวาดล้างเป่ยหู อันดับแรกต้องถอนรากถอนโคนเครือข่ายของพวกมันในต้าฉีให้สิ้นซาก ขุดรากถอนโคนหูตาของพวกมันออกมาสับทิ้งให้หมด จะปล่อยให้พวกคนเถื่อนหยั่งรู้ความเคลื่อนไหวในบ้านของเราไม่ได้อีกต่อไป”
นี่คือหมากตากระดานนองเลือด… ที่จ้าวหนิงเตรียมจะลงมือกระชากในก้าวต่อไป