ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 26 กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
จ้าวเสวียนจีหรี่ตาครุ่นคิด “เรื่องนี้ไม่ง่าย… หรือจะพูดให้ถูกคือยากเย็นแสนเข็ญ รูปลักษณ์ของชนเผ่าเป่ยหูมิได้ผิดแผกจากชาวฉีมากนัก อย่างมากก็เพียงผิวพรรณกร้านแดดและเค้าโครงหน้าหยาบกระด้างกว่าเล็กน้อย ไม่อาจใช้เป็นเกณฑ์จำแนกได้ชัดเจน”
“ยามไร้หลักฐานมัดตัว ย่อมไม่อาจกวาดล้างชาวหูทั้งหมดในดินแดนต้าฉี บัดนี้แผ่นดินเรืองรอง นานาประเทศล้วนศิโรราบ ตามหัวเมืองใหญ่คลาคล่ำด้วยชนต่างเผ่า ทั้งพ่อค้าและคณะทูตจากหนานหมาน เป่ยหู ตงอี๋ และซีตี๋ ปะปนกันจนยากจะแยกแยะ”
“ซ้ำร้ายสายลับชาวหูยังเร้นกายในเงามืด หว่านสินบน ซื้อตัว และประจบสอพลอขุนนางกังฉินไว้มากมาย เมื่อมีพวกมันคอยกางร่มชูใบบังหน้า การขยับตัวจึงยิ่งยากลำบาก ต่อให้มีพระราชโองการในมือ แต่หากไร้เป้าหมายชี้ชัด พวกเราก็ไม่อาจผลีผลามลงดาบ”
จ้าวหนิงย่อมตระหนักถึงอุปสรรคข้อนี้ดี เป็นดั่งที่จ้าวเสวียนจีกล่าว การกวาดล้างสายลับเป็นภารกิจที่ยากดุจงมเข็มในมหาสมุทร
ว่ากันตามตรง ไม่ว่าจะเป็นหนานหมาน เป่ยหู ตงอี๋ หรือซีตี๋ ยามนี้ต่างแสร้งก้มหัวยกย่องต้าฉีเป็นจ้าวแผ่นดิน ไปมาหาสู่กันฉันมิตรเบื้องหน้า มิได้ฉีกหน้าเปิดศึกอย่างโจ่งแจ้ง
คดีเลือดที่เมืองไต้โจวอาจดึงสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิให้หันมองทิศเหนือได้สำเร็จ นำมาซึ่งราชโองการเสริมทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนสามหมื่นนาย พร้อมคำสั่งเร่งรัดเครือข่ายสอดแนมทุ่งหญ้า ทว่าเค้าลางสงครามที่แท้จริงของเป่ยหูกลับยังคงถูกปิดบัง การกลบเกลื่อนฉากหน้าเช่นนี้ ยิ่งทำให้ราชสำนักและอาณาประชาราษฎร์คลายความระแวดระวัง
ในช่วงเวลาที่กระแสลมเงียบสงบเช่นนี้ การชูธงกวาดล้างจับกุมพ่อค้าและคณะทูตเป่ยหูขนานใหญ่… ย่อมเป็นไปไม่ได้
ทว่าจ้าวหนิงคือผู้ที่หวนคืนจากความตาย หลายสิ่งที่ผู้อื่นมืดบอด เขากลับเห็นทะลุปรุโปร่ง บางเรื่องที่ผู้อื่นจนตรอก เขากลับกุมกุญแจพลิกสถานการณ์ แม้ไม่อาจหยั่งรู้สรรพสิ่งในใต้หล้า แต่ท้ายที่สุด… เขาย่อมมีคมดาบทะลวงฟันในวิถีของตนเอง
หมากตากัดไปมิใช่เพียงการขุดรากถอนโคนเครือข่ายสายลับเป่ยหู แต่ยังรวมถึงการลากไส้พวกขุนนางกังฉินที่ลอบสมคบคิดกับศัตรู พวกสวะที่ยอมขายชาติเพื่อแลกกับอำนาจและเศษเงิน เขาจะอาศัยหมากกระดานนี้… กวาดล้างเดนมนุษย์พวกนั้นให้สิ้นซาก
นี่คือปฐมบทของแผนการอันยิ่งใหญ่ และจุดเริ่มต้นทั้งหมด… ต้องอาศัยตำแหน่งขุนนางตำแหน่งหนึ่ง
จ้าวหนิงสบตาจ้าวเสวียนจีพลางเอ่ย “หลังเสร็จสิ้นเทศกาลล่าสัตว์สารทฤดู หลานจะเข้ารับราชการ ถึงเวลานั้น หลานต้องการเข้าประจำการที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ขอท่านปู่โปรดช่วยกรุยทาง”
ทายาทตระกูลขุนนางไม่ว่าบุ๋นหรือบู๊ ล้วนถือครองอภิสิทธิ์ชนชั้นสูง อาศัยเพียงใบบุญบารมีตระกูล เมื่ออายุครบสิบหกปีก็สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางได้ทันที ขอเพียงมีผู้ใหญ่ลงนามรับรอง
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองคือหน่วยงานใต้สังกัดกองทัพ กุมอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วเมืองเยี่ยนผิง รับผิดชอบกวาดล้างคนพาลและตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย แต่หน้าที่หลักที่แท้จริงคือการเด็ดหัวผู้ที่คิดซ่องสุมกำลังก่อกบฏอันเป็นภัยต่อราชบัลลังก์
แม้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงจะมีอำนาจหน้าที่คล้ายคลึง ทว่านั่นเป็นอาณาเขตของขุนนางบุ๋น จ้าวหนิงในฐานะทายาทสายตรงแห่งตระกูลขุนนางทหาร ย่อมไม่มีวันลดตัวไปเหยียบย่ำถิ่นของพวกมัน
“กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองงั้นหรือ…” จ้าวเสวียนจีพึมพำ “แม้มิใช่ตำแหน่งคุมทัพจับศึก ทว่ากลับคล่องตัวยิ่งนักสำหรับการลงมือขั้นต่อไป”
ชายชราลังเลอยู่บ้าง เส้นทางที่สมเกียรติที่สุดของสายเลือดขุนศึกย่อมหนีไม่พ้นค่ายทหาร เพื่อไต่เต้าสู่ตำแหน่งแม่ทัพคุมกำลังพล แม้หน่วยงานรักษาความสงบอย่างกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะนับเป็นกองกำลังทหาร ทว่าศักดิ์ศรีและอิทธิพลกลับด้อยกว่ามาก
“ในเมื่อเจ้ามีหมากกระดานนี้อยู่ในใจ ประกอบกับสถานการณ์ยามนี้ไม่ปกติ เช่นนั้นก็จงไปที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเถอะ”
จ้าวเสวียนจีตัดสินใจเด็ดขาด แม้ตามกฎเกณฑ์เขาไม่อาจเสนอชื่อสายเลือดตนเองเข้ารับราชการ ทว่าด้วยบารมีของมหาเสนาธิการแห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร ผู้กุมอำนาจสูงสุดของกองทัพ การหาหุ่นเชิดมาลงนามเสนอชื่อจ้าวหนิง… เป็นเพียงเรื่องง่ายดายแค่พลิกฝ่ามือ
“ทว่าเจ้าเพิ่งอายุสิบหก ตามธรรมเนียมย่อมได้รับแต่งตั้งเป็นเพียงขุนนางขั้นเก้า ต่อให้งัดป้ายทองตระกูลจ้าวและบารมีของข้าออกมากดดัน อย่างมากก็ขยับขึ้นได้แค่ขั้นแปด”
จ้าวเสวียนจีลูบเคราขาว “แม้หน่วยงานนี้จะมิได้มีอำนาจล้นฟ้า ทว่าผู้บัญชาการสูงสุดก็ถือศักดินาขุนนางขั้นห้าแท้ หากเจ้าเข้าไปในฐานะขุนนางขั้นแปด ย่อมไร้ซึ่งอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ จะขยับตัวทำสิ่งใดก็รังแต่จะถูกขัดแข้งขัดขา”
“หนทางเดียวที่จะทะยานขึ้นสู่ขุนนางขั้นเจ็ด เจ้าต้องมีผลงานประจักษ์แจ้งต่อสายตาคนทั้งหล้า และต้องบีบให้องค์จักรพรรดิเป็นผู้มีพระราชโองการแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง”
นัยน์ตาของชายชราทอประกายคมกริบ “เทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูใกล้เข้ามาแล้ว นี่คือเวทีที่ดีที่สุดของเจ้า จงเหยียบย่ำมันขึ้นไปให้ได้”
“ท่านปู่วางใจ หลานย่อมไม่ทำให้ตระกูลจ้าวต้องเสียชื่อ”
คล้อยหลังก้าวออกจากเรือนของจ้าวเสวียนจี จ้าวหนิงก็ขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือนานถึงสามวันสามคืน ไม่ยอมก้าวพ้นธรณีประตูแม้แต่ครึ่งก้าว
นอกจากเซี่ยเหอที่คอยปรนนิบัติเรื่องอาหารการกิน เขาก็ปฏิเสธผู้มาเยือนทุกคน โดยอ้างกับภายนอกว่าการเยือนเมืองไต้โจวทำให้บังเกิดความรู้แจ้งในมรรคาวิถี จึงต้องเร่งเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
สามวันให้หลัง ประตูห้องหนังสือถูกผลักออก จ้าวหนิงสั่งให้เซี่ยเหอไปเชิญจ้าวชี่เยว่มาพบ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการชี้แนะวิชา
“ได้ยินว่าพอกลับถึงจวนเจ้าก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องหนังสือ ไม่เห็นตั้งสมาธิเดินลมปราณ หรือไปลับฝีมือที่ลานฝึกยุทธ์ เจ้ามัวง่วนอยู่กับสิ่งใดกันแน่”
จ้าวชี่เยว่ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไท่ซือตามความเคยชิน พาดขาทั้งสองข้างพาดไว้บนที่พักแขนในท่านั่งกึ่งนอน แม้น้ำเสียงจะฟังดูขึงขัง ทว่าใบหน้ากลับไร้แววดุเดือดดุดัน
นับแต่ผ่านความเป็นความตายที่เมืองไต้โจว แม้นางจะยังคงวางมาดพี่สาวคนโต ทว่าลึกๆ ย่อมตระหนักดีว่าน้องชายผู้นี้มิใช่เด็กอมมืออีกต่อไป ไม่มีความจำเป็นต้องคอยกางปีกปกป้องทุกฝีก้าวเฉกเช่นวันวาน
จ้าวหนิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามโต๊ะโป๊ยเซียน เลื่อนตำรา ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ที่แอบปรับปรุงไว้ก่อนหน้าไปเบื้องหน้านาง “ยามที่ข้าทะลวงด่านสู่ระดับคุมปราณ บังเกิดความรู้แจ้งบางประการ รู้สึกว่าเส้นทางโคจรปราณเพื่อทะลวงจุดของเคล็ดวิชาชิงยวินยังมีช่องโหว่ จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่านพี่”
“หืม?” จ้าวชี่เยว่เลิกคิ้วด้วยความสนใจ ชักขากลับมานั่งตัวตรงทันที
แต่คำว่านั่งตัวตรงของนาง แท้จริงแล้วคือนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะเก้าอี้ จะโทษนางก็ไม่ได้ เก้าอี้ไท่ซือตัวนี้ใหญ่โตเทอะทะ ซ้ำยังสูงลิ่ว หากขืนปล่อยขาห้อยโตงเตงกลางอากาศ ต่อให้ปั้นหน้าขรึมปานใด บารมีพี่สาวคนโตก็คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
“การควบแน่นปราณแท้เบิกจุดตันเถียน คือก้าวแรกและหัวใจของการบรรลุระดับคุมปราณ แม้เคล็ดวิชาชิงยวินจะไร้ที่ติในขั้นตอนการควบแน่นปราณ ทว่ายามชักนำปราณโคจรวัฏจักรเสี่ยวโจวเทียน เพื่อหล่อเลี้ยงให้ขยายตัวก่อนหลอมรวมเข้าสู่ตันเถียน กลับเชื่องช้าเกินไป…”
จ้าวหนิงจรดนิ้วชี้ลงบนเส้นทางโคจรปราณในหน้ากระดาษ อธิบายให้จ้าวชี่เยว่ฟังอย่างละเอียดลออ ยิ่งลงลึกถึงจุดสำคัญ ผู้ฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วดำดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรแบ่งออกเป็นสองแขนง หนึ่งคือวิชารากฐานสำหรับยกระดับตบะญาณ สองคือวิชาต่อสู้อย่างเช่น ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ เคล็ดวิชาชิงยวินของตระกูลจ้าวในปัจจุบัน ล้วนผ่านการขัดเกลาโดยบรรพชนระดับเทวะเมื่อห้าร้อยปีก่อน จึงล้ำเลิศพิสดารกว่าต้นตำรับมหาศาล
ทว่าสรรพวิชาในใต้หล้า ย่อมไร้ซึ่งขีดจำกัดแห่งความสมบูรณ์แบบ ยุคสมัยผลัดเปลี่ยนย่อมก่อกำเนิดยอดคน เฉกเช่นกฎหมายหรือศาสตร์ศิลป์ที่ย่อมถูกพัฒนาให้วิจิตรขึ้นตามกาลเวลา อนุชนรุ่นหลังอาศัยสติปัญญาของชนรุ่นก่อนเป็นรากฐาน ย่อมเปรียบดั่งการหยัดยืนบนบ่ายักษ์ใหญ่ เพื่อทอดสายตาให้ไกลกว่าเดิม
ครึ่งชั่วยามล่วงผ่าน จ้าวชี่เยว่พลันเงยหน้าขึ้นพร้อมสีหน้าจริงจัง “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง จุดนี้สมควรรื้อโครงสร้างตามแนวทางของเจ้า หากปรับแก้เช่นนี้ ความเร็วในการดูดซับปราณย่อมพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด”
ตัวนางบรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ย่อมแตกฉานในหลักการควบแน่นปราณแท้เบิกตันเถียนจนทะลุปรุโปร่ง เพียงแค่เพ่งพินิจชั่วครู่ ก็ตระหนักได้ว่าแนวคิดของน้องชายนั้นถูกต้องอย่างไร้ที่ติ
ในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งคนรุ่นเยาว์ตระกูลจ้าว อายุยังไม่พ้นวัยปักปิ่นกลับทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง พรสวรรค์ของนางย่อมประจักษ์แก่สายตาคนทั้งตระกูล
นางสามารถต่อยอดความคิดได้อย่างรวดเร็ว “หากอิงตามตรรกะของเจ้า เคล็ดโคจรปราณในส่วนหลังจำต้องปรับรื้อให้สอดคล้องกัน… หากเป็นเช่นนั้น ความเร็วในการก้าวข้ามระดับคุมปราณของผู้คนในตระกูลเราก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล…”
จู่ๆ ถ้อยคำของนางก็ขาดห้วงไป ราวกับฉุกคิดบางสิ่งได้
ความเงียบโรยตัวอยู่เนิ่นนาน ก่อนนัยน์ตาของจ้าวชี่เยว่จะสาดประกายเจิดจ้า “มิใช่เพียงแค่ขั้นตอนควบแน่นปราณแท้เบิกตันเถียนเท่านั้นที่แก้ไขได้! ยามทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด กระบวนการขัดเกลาวิญญาณต้นกำเนิดเองก็สามารถหยิบยืมหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เจ้ารอข้าประเดี๋ยว!”
จ้าวชี่เยว่ดีดตัวผุดลุกจากเก้าอี้ พุ่งพรวดไปยังโต๊ะหนังสือในห้องด้านใน คว้าพู่กันตวัดขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง ประเดี๋ยวขมวดคิ้วดำดิ่ง ประเดี๋ยวสาดหมึกจดบันทึก ก่อนจะลงมือขีดฆ่าและแก้ไขผังโคจรปราณเก่าอย่างไม่หยุดหย่อน
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งชั่วยาม จ้าวชี่เยว่ยังคงนั่งจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดแต่เพียงผู้เดียว คำอธิบายของจ้าวหนิงเปรียบดั่งสะเก็ดไฟที่จุดประกายปัญญา ทว่าเมื่อลงมือปรับโครงสร้างวิชาจริง กลับเผชิญคอขวดนับไม่ถ้วน ยามนี้นางติดแหง็กอยู่ที่จุดเชื่อมต่อสำคัญจุดหนึ่ง คิดค้นหาทางออกจนแทบคลุ้มคลั่งก็ไม่อาจทะลวงผ่าน
จ้าวหนิงชะโงกหน้าเข้าไปพินิจใกล้ๆ นัยน์ตาทอประกายพึงพอใจ
สามารถทลายคอขวดหลายจุดได้รวดเร็วปานนี้ เหลือเพียงปราการด่านสุดท้าย… ท่านพี่ช่างปราดเปรื่องไร้ผู้ต่อต้าน ทว่าปราการด่านนี้มิใช่สิ่งที่จะตีแตกได้ด้วยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ชาติก่อนเขาต้องทุ่มเทเวลาขบคิดถึงครึ่งค่อนปีกว่าจะกระจ่างแจ้ง… ดูท่าคงต้องออกแรงชี้แนะนางสักหน่อย
‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ คือรากฐานค้ำจุนตระกูลจ้าว หากจ้าวหนิงปรารถนาจะยกระดับขุมกำลังทั้งหมดของตระกูล หมากตานี้จำต้องยืมมือจ้าวชี่เยว่เป็นกระบอกเสียง เพื่อให้วิชาฉบับปรับปรุงนี้ถูกยอมรับและเผยแพร่ไปทั่วทั้งตระกูล
ท้ายที่สุดตบะญาณของเขายังหยุดอยู่เพียงระดับคุมปราณขั้นต้น หากเขาเป็นผู้ออกหน้าบัญญัติวิชาใหม่ด้วยตนเอง… ย่อมเป็นเรื่องที่พิสดารจนเกินรับได้
เวลานี้ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยชีวิตของตระกูล ผู้ที่เหยียบย่างสู่ระดับราชันย์มีเพียงจ้าวเสวียนจีผู้เดียว ทั้งยังเป็นหนึ่งในสองยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นกลางของต้าฉี นอกเหนือจากชายชรา ขุมกำลังระดับราชันย์ทั่วทั้งแผ่นดินต้าฉี… สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือทั้งสองข้าง
ทุกครั้งที่ดาวร่วงหล่น หรือมียอดคนระดับราชันย์ถือกำเนิด ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวไปทั่วทั้งราชวงศ์
ขุมกำลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดของตระกูลจ้าวถือว่าแกร่งกล้า มีมากถึงสามสิบกว่าชีวิต คนเหล่านี้คือกำลังหลักที่แท้จริง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการชี้ชะตาแพ้ชนะบนสมรภูมิ หากเทียบกับขั้วอำนาจบู๊ตระกูลอื่น ไม่มีขั้วอำนาจใดครอบครองยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเกินสามสิบคนแม้แต่ตระกูลเดียว
ส่วนขุมกำลังระดับคุมปราณที่มีถึงสองร้อยชีวิต พวกเขาคือศิลาฤกษ์ค้ำจุนตระกูล กระจายตัวปกปักรักษากิจการทั่วสารทิศ และมีไม่น้อยที่ถูกส่งไปเคี่ยวกรำในกองทัพ ผู้ที่โดดเด่นจากยอดคนเหล่านี้ วันหน้าย่อมทะยานสู่ทำเนียบระดับวิญญาณต้นกำเนิด ผงาดขึ้นเป็นแม่ทัพนายกอง หรือกุมอำนาจดูแลเส้นทางการค้าในเขตแดนสำคัญ
ย้อนไปในอดีตชาติ ยามที่เป่ยหูเคลื่อนทัพบดขยี้ด่านเยี่ยนเหมินกวน พวกมันยาตราทัพนับล้านนาย นอกเหนือจากท่านข่านผู้เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานและสติปัญญาเหี้ยมเกรียมแล้ว เพียงแค่ยอดฝีมือระดับราชันย์ของพวกมันก็มีเกือบยี่สิบชีวิต... มากกว่ายอดฝีมือระดับราชันย์ทั่วทั้งแผ่นดินต้าฉีถึงสองเท่า!
เผชิญหน้ากับแสนยานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวปานนี้ ต่อให้เป็นกำแพงเหล็กด่านเยี่ยนเหมินกวนก็ถูกบดขยี้เป็นผุยผง
แม้ชาติก่อนตบะญาณของจ้าวหนิงจะหยุดชะงักอยู่ที่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ทว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะรากฐานปราณของเขาบอบช้ำแสนสาหัส ซ้ำร้ายยังไร้ซึ่งเวลาและทรัพยากรสนับสนุน มิใช่เพราะวิสัยทัศน์หรือระดับความรู้แจ้งของเขาคับแคบแต่อย่างใด
‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ฉบับที่เขาหลั่งเลือดดัดแปลงด้วยตนเองนั้น… ได้ขยายขอบเขตไปถึงการเบิกทางสู่ระดับราชันย์แล้ว
หวนคืนจากความตายครั้งนี้ ปณิธานแรกของจ้าวหนิงคือการกระชากขีดจำกัดความแข็งแกร่งของขุมกำลังตระกูลจ้าวทั้งหมด บีบคั้นให้บังเกิดยอดคนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
มีเพียงวิถีนี้ เมื่อประสานกำลังกับราชวงศ์และยอดคนระดับราชันย์จากตระกูลขุนศึกอื่น จึงจะพอมีความหวังต้านทานพายุเลือดที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน สกัดกั้นมิให้ทัพม้าเป่ยหูทะลวงเข้ามากระทืบแผ่นดินต้าฉี และซื้อเวลาให้ราชสำนักได้ตั้งป้อมเตรียมศึกอย่างเต็มกำลัง
หาใช่ซ้ำรอยอดีตชาติ… ที่ด่านแตกพ่ายย่อยยับตั้งแต่การปะทะระลอกแรก
จ้าวหนิงแสร้งตีหน้าซื่อ จิ้มนิ้วลงบนผังโคจรปราณของจ้าวชี่เยว่ อาศัยการตั้งคำถามโง่เขลาหลอกล่อ หลังจากแสร้งหย่อนคำตอบผิดๆ ไปหลายประโยค เขาก็ลอบชักนำความคิดนางไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พร้อมเอ่ยถ้อยคำปริศนาแปดคำ
“สรรพสิ่งคล้อยตามธรรมชาติ ฟ้าดินมนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่ง”
จ้าวชี่เยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ตรรกะเช่นนั้นใช้ไม่ได้ เจ้าเพิ่งเหยียบย่างระดับคุมปราณ ย่อมไม่อาจหยั่งถึงความลึกล้ำของระดับวิญญาณต้นกำเนิด แก่นแท้ของระดับนี้คือการฟูมฟักและหลอมกลั่น ‘วิญญาณต้นกำเนิด’ ประจำกาย ยามประจันหน้าศัตรู สามารถควบแน่นปราณแท้จากความว่างเปล่าให้กลายเป็นรูปลักษณ์สังหาร โดยมิต้องพึ่งพาสื่อกลางใด…”
ถ้อยคำของนางพลันสะดุดลงกลางคัน
นัยน์ตาของนางเบิกกว้าง สาดประกายวาบวับดุจสายฟ้า “เดี๋ยวก่อน... ตรรกะของเจ้าถูกต้อง! แม้รากฐานของวิถีนี้คือ ‘วิญญาณต้นกำเนิด’—เฉกเช่น ‘พยัคฆ์คลั่ง’ ของข้า ทว่าแก่นแท้แห่งมรรคาวิถีบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่พ้นคำว่าฟ้าดินมนุษย์หลอมรวม การหยั่งรู้ความเร้นลับแห่งฟ้าดิน ท้ายที่สุดย่อมเป็นบันไดสู่ระดับเทวะ”
“หากเป็นเช่นนั้น การบำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิด ย่อมมิใช่การเอาแต่หลอมกลั่นปราณแท้เพื่ออัดพลังให้ ‘วิญญาณต้นกำเนิด’ เพียงผิวเผิน ทว่าต้องหลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับมัน เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน… เพื่อช่วงชิงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินมาครอบครอง!”
สิ้นประโยค จ้าวชี่เยว่ก็ตะปบคว้าแผ่นกระดาษโคจรปราณของตนขึ้นมา ทิ้งคำพูดย้ำให้จ้าวหนิงรอก่อน ก่อนที่ร่างของนางจะพุ่งทะยานพรวดออกจากห้องดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง หมายบุกไปหาจ้าวเสวียนจีเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีแห่งการรู้แจ้งนี้ให้กระจ่างในพริบตา!