ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 250 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (6)
- Home
- ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 250 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (6)
สายตาทุกคู่ตวัดกลับมาจับจ้องหลี่ต้าโถวอีกครา สรรพเสียงรอบด้านเงียบสงัดรอฟังมันเปิดปาก
ลูกจ้างร้านเหล้าแค่นเสียงถามเหตุใดจึงพลิกลิ้น ทั้งที่เมื่อครู่ยังเห่าหอนว่าหลิวผัวผัวสมควรโดนกระทำ หลี่ต้าโถวสะอึก ใบหน้าแดงก่ำอึกอักอยู่นานก็เค้นวาจาไม่ออก ครั้นเห็นฝูงชนเริ่มหมดความสนใจ มันจึงรีบแถไถว่าโซ่วหูเอ๋อร์เป็นอันธพาลโฉด ฆ่าทิ้งย่อมไม่ผิด ทว่าเรื่องพรรค์นี้ต้องคิดอ่านให้รัดกุม
หัวข้อสนทนาจึงหวนกลับมาขุดคุ้ยวีรกรรมระยำของโซ่วหูเอ๋อร์อีกครา เสียงก่นด่าสาปแช่งดังขรม อารมณ์เดือดดาลของฝูงชนถูกจุดติด แต่ละคนหน้าดำหน้าแดงแผดเสียงทวงคืนความเป็นธรรมให้หลิวผัวผัว ประกาศกร้าวว่าจะลากคอโซ่วหูเอ๋อร์มาชดใช้กรรม หากสวรรค์ไร้ตา พวกตนย่อมไม่มีวันยอมจำนน
“ไปเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะลุยไปกับพวกเจ้า”
วาจาประโยคเดียวดับความคุกรุ่นรอบด้านจนชะงักงัน บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
เด็กหนุ่มวัยสิบเศษผู้หนึ่งหิ้วปังตอเล่มเขื่อง ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังฝูงชน นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว
มันคือลูกจ้างโรงเตี๊ยมที่ทุกคนคุ้นหน้า ยามปกติมักเก็บตัวเงียบ นิสัยทื่อมะลื่อราวท่อนไม้ ทว่ายามลงแรงกลับสู้งานถวายหัวจนเถ้าแก่เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก กระนั้นก็ไม่เคยได้ขึ้นค่าแรงแม้แต่อีแปะเดียว ทั้งถนนสายนี้ มีเพียงมันที่คอยโยนเศษอาหารให้สุนัขจรจัด นามของมันประหลาดหูยิ่ง… จั่วเชอเอ๋อร์
“เจ้าจะไปสับโซ่วหูเอ๋อร์จริงๆ หรือ” หลี่ต้าโถวลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืด
“ใช่ ไอ้เดนสวะนี่สมควรตายตั้งนานแล้ว ใครจะไปกับข้าบ้าง” จั่วเชอเอ๋อร์กวาดตามองเหล่าลูกจ้างรุ่นพี่
“เจ้าคงไม่ได้เอาจริงกระมัง” ลูกจ้างร้านผ้าหน้าถอดสี
“เมื่อครู่พวกเจ้าเพิ่งลั่นวาจาว่าจะสับมันมิใช่หรือ ไปกันเดี๋ยวนี้เลย” จั่วเชอเอ๋อร์แค่นเสียงเหี้ยม
ลูกจ้างร้านข้าวสารหดหัว สุ้มเสียงสั่นเครือ “โซ่วหูเอ๋อร์ฝีมืออำมหิตนัก เจ้าสู้มันไหวหรือ”
“มิใช่ยังมีพวกเจ้าหนุนหลังหรือ” จั่วเชอเอ๋อร์ขมวดคิ้วฉงน “หรือพวกเจ้าขี้ขลาดไม่กล้าไป”
“เอ่อ… สังหารคนผิดกฎหมายบ้านเมืองนะเว้ย” หลี่ต้าโถวตะกุกตะกักหาข้ออ้างที่ดูดีที่สุดมาบังหน้า
“ที่แท้ก็แค่พวกดีแต่เห่า ไอ้สวะตาขาว ข้าลุยเอง” จั่วเชอเอ๋อร์ถ่มน้ำลายลงพื้น หมุนตัวก้าวฉับๆ จากไปโดยไม่ปรายตามองเดนคนเหล่านี้อีก
“ไอ้บ้าเอ๊ย…”
“รนหาที่ตายชัดๆ…”
สันดานลูกจ้างเหล่านี้ไม่มีวันเข้าใจความเด็ดเดี่ยวของจั่วเชอเอ๋อร์ พวกมันเป็นเพียงสุนัขลอบกัดที่เก่งแต่ปาก วินาทีนี้ เมื่อจ้องมองแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป ใบหน้าพวกมันพลันร้อนผ่าว รู้สึกละอายอดสูขึ้นมาตงิดๆ
หลี่ต้าโถวรีบแค่นเสียงหยัน “มันแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ”
“ใช่ ไม่เจียมกะลาหัว น่าสมเพชสิ้นดี”
“หัวของโซ่วหูเอ๋อร์เด็ดง่ายปานนั้นเชียวหรือ หากสับง่ายปานนั้น ข้าคงลงมือไปนานแล้ว”
“ถูกของเจ้า ไร้สมองสิ้นดี สมควรแล้วที่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดแลกกับเศษเงิน”
เมื่อเทียบความเด็ดเดี่ยวของจั่วเชอเอ๋อร์กับความขลาดเขลาอัปลักษณ์ของพวกตน ภายใต้การปลุกปั่นของหลี่ต้าโถว ในที่สุดเดนสวะเหล่านี้ก็สรรหาข้ออ้างมาเหยียบย่ำอีกฝ่ายได้สำเร็จ ต่างยกหางตนเองว่าปราดเปรื่องกว่า ลืมเลือนความน่าสมเพชของตนไปสิ้น หันมาสุมหัวเย้ยหยันความโง่เขลาของจั่วเชอเอ๋อร์อย่างเมามัน
หลี่ต้าโถวสัมผัสได้ถึงแสงสว่างที่สาดส่องมาที่ตนอีกครา ความกระหยิ่มยิ้มย่องทำให้มันยืดอกเชิดหน้า เพื่อรักษาฐานะจ่าฝูง วาจาจึงยิ่งสาดโคลนสกปรก “มันคิดว่าตนเป็นผู้ใด จอมยุทธ์ผดุงธรรมรึ หรือมือปราบผดุงยุติธรรม คงหลงคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ที่แท้ก็แค่วอนหาที่ตายเรียกร้องความสนใจ”
“น่าขันสิ้นดี โลกสุนัขบัดซบนี้จะมีจอมยุทธ์ปราบอธรรมที่ไม่หวังผลตอบแทนได้อย่างไร หากมีจริง ข้าจะก้มกินขี้หมากลางถนนให้ดู พวกเจ้ารอดูเถอะ มันต้องโดนโซ่วหูเอ๋อร์สับเป็นชิ้นๆ แน่ อย่างเบาก็โดนตีจนพิการ รอให้มันกลายเป็นขอทานคุ้ยขยะประทังชีวิตเมื่อใด พวกเราอย่าลืมไปกระทืบซ้ำ รื้อฟื้นความจำให้มันเสียหน่อย…”
มันพ่นน้ำลายแตกฟอง มโนภาพจั่วเชอเอ๋อร์นอนหนาวตายข้างถนนรอรับการเหยียบย่ำจากตน ทว่ากลับต้องฉงนใจ เมื่อวาจาสะใจถึงเพียงนี้ ทว่าสายตาทุกคู่กลับเบนหนี ต่างเบิกตาถลนจ้องมองข้ามไหล่มันไปด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
หลี่ต้าโถวหันขวับด้วยความขัดใจ หวังดูเรื่องสนุก ทว่ากลับเห็นจั่วเชอเอ๋อร์ชะงักฝีเท้าอยู่หน้าประตูเมือง ยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง รอยยิ้มเย้ยหยันพลันจุดขึ้นบนมุมปาก “ข้าเดาผิดเสียที่ใด ไอ้หมอนี่มันตาขาว ไม่กล้าบุกรังโซ่วหูเอ๋อร์หรอก เก่งแต่เห่าหอน ขายขี้หน้าชะมัด…”
วาจาของมันกลับไร้เสียงสนับสนุน ขณะที่กำลังขมวดคิ้ว ลูกจ้างร้านผ้าพลันกระทุ้งศอกใส่ มือสั่นเทาชี้ตรงไปยังหอคอยประตูเมือง กลืนน้ำลายเหนียวหนืด เอ่ยเสียงสั่นพร่า “เจ้าดูนั่น… บนกำแพงเมือง”
“บนกำแพงเมืองจะมีตัวบัดซบอันใด โซ่วหูเอ๋อร์รอสับมันอยู่บนนั้นหรือไง” หลี่ต้าโถวแค่นเสียงเหยียดหยาม ทว่าวาจาเย้ยหยันเพิ่งหลุดจากปาก รูม่านตาพลันหดเกร็ง ปากที่อ้าค้างสั่นระริกหุบไม่ลง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ราวกับเห็นผีสางกลางวันแสกๆ
หลี่ต้าโถวเห็นผีจริงๆ
หากนับว่าซากศพคนตายคือผีสาง
บนกำแพงเมือง ศีรษะมนุษย์โชกเลือดนับไม่ถ้วนถูกแขวนประจานเรียงรายเป็นตับ และหนึ่งในนั้นคือหัวของโซ่วหูเอ๋อร์
มันไม่มีปัญญาสับจั่วเชอเอ๋อร์ได้อีก และไม่มีทางตีใครจนขาหักได้อีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ศีรษะของมันถูกพอกด้วยปูนขาว ทว่าใบหน้ายังคงบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สยดสยองจนขนหัวลุก
หาใช่เพียงโซ่วหูเอ๋อร์ ทว่ายังมีสวี่เสี่ยน ร่มโพธิ์ร่มไทรและผู้สมรู้ร่วมคิดสร้างกรรมชั่ว ศีรษะของมันก็ถูกแขวนประจานเคียงคู่กัน
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาอันธพาลและนักเลงหัวไม้ชื่อกระฉ่อนแห่งตำบลซงหลิน เดนมนุษย์ที่ชาวบ้านเคียดแค้นเข้ากระดูกดำ หัวของพวกมันล้วนถูกบั่นและแขวนประจานอยู่บนกำแพงเมืองจนสิ้น
ทว่าสิ่งที่ชวนสะพรึงที่สุดคือ แม้แต่ขุนนางหลักขั้นแปดประจำตำบล รวมถึงสมุนบริวารสุนัขรับใช้ ก็ล้วนกลายเป็นหัวเหม็นเน่าหมักปูนขาวเรียงรายอยู่เช่นกัน
เพียงแค่ประจักษ์ภาพเบื้องหน้า หลี่ต้าโถวพลันขวัญหนีดีฝ่อจนปัสสาวะราดรดกางเกง
ทั้งในและนอกกำแพงเมืองตำบลซงหลินเดือดพล่านดุจน้ำร้อนลวก
สัญจรชนต่างหยุดฝีเท้าแหงนหน้ามองด้วยความตกตะลึง ราษฎรที่ทราบข่าวต่างทิ้งงานตบเท้าออกจากเรือน แห่แหนมารวมตัวกันจนมืดฟ้ามัวดิน ครั้นเห็นเดนมนุษย์เหล่านี้ตายโหงหัวหลุดจากบ่า เสียงอุทานเซ็งแซ่พลันระเบิดขึ้น บ้างปรบมือโห่ร้องด้วยความสะใจ บ้างขวัญผวาจนทรุดฮวบลงกองกับพื้น บ้างน้ำตานองหน้าตะโกนก้องอย่างปิติยินดี และมีไม่น้อยที่ยืนเคว้งคว้างทำตัวไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าพญายมองค์ใดลงมาโปรดสัตว์
ท้ายที่สุด สายตาทุกคู่ล้วนหยุดชะงักอยู่ที่บุรุษวัยกลางคนในชุดเขียว ผู้กำลังนั่งกอดอกหลับตาพักผ่อนอย่างจองหองอยู่บนชายคาหอคอยประตูเมือง ประจักษ์ชัดว่าเขาคือมัจจุราชผู้ลงดาบ เพราะข้างกายมีธงผืนใหญ่สองผืนปักตระหง่านโบกสะบัด ธงซ้ายสลักคำ ‘ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม’ ธงขวาประกาศกร้าว ‘ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน’
และเหนือหัวขาดกระเด็นของโซ่วหูเอ๋อร์ สวี่เสี่ยน และพรรคพวก ยังมีผืนผ้าใบผืนเขื่องจารึกความผิดของเจ้าของศีรษะเหล่านี้อย่างละเอียดยิบ ทั้งกรรมข่มเหงราษฎร ย่ำยีสตรี ขูดรีดรีดไถตลอดหลายปีที่ผ่านมา สันดานระยำของแต่ละตัวถูกสลักบรรยายแน่นขนัด เป็นประจักษ์พยานชี้ชัดว่าพวกมันล้วนตายสมควรแก่เหตุ
เมื่อบัณฑิตหนุ่มใจกล้าผู้หนึ่ง ป่าวร้องข้อความบนประกาศให้ทุกคนฟัง บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า หลงเหลือเพียงเสียงสูดลมหายใจหนักหน่วง ราษฎรต่างสดับฟังถ้อยคำประกาศกร้าว จับจ้องบุรุษชุดเขียวบนชายคาหอคอย ความตื่นตะลึงและเลื่อมใสในใจพุ่งทะยานทะลุขีดสุด
วินาทีนี้ ไม่มีผู้ใดมองว่าเขาคือชาวนาซอมซ่อไร้ค่าอีกต่อไป ในสายตาฝูงชน เขาคือเทพสงคราม มัจจุราชผู้สับสังหารอธรรมและผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์
ทันทีที่ถ้อยคำสุดท้ายสิ้นสุดลง ลานหน้าประตูเมืองที่เนืองแน่นด้วยผู้คนนับพัน พลันระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงก่นด่าสาปแช่งดังกึกก้องปานขุนเขาถล่มปฐพีทลาย
“ไอ้สุนัขโฉดโซ่วหูเอ๋อร์ในที่สุดก็ตายโหง สมควรตายตั้งนานแล้ว”
“ลูกสาวอาภัพของข้า ความแค้นที่เจ้าถูกย่ำยี บัดนี้มีผู้ชำระแค้นให้แล้ว”
“ไอ้เดนมนุษย์สวี่เสี่ยนตายได้ประเสริฐนัก ไอ้สวะนี่ต่อให้ถูกสับหมื่นชิ้นก็ยังสาสมไม่พอ”
“ข้าจะไปจุดธูปเซ่นไหว้บรรพชน แจ้งว่าสวี่เสี่ยนตกนรกหมกไหม้แล้ว”
“ขุนนางชั่วพวกนี้หาดีไม่ได้สักตัว สันดอนขุดได้สันดานขุดไม่ขึ้น หากพวกมันไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย ตำบลซงหลินจะบัดซบถึงเพียงนี้หรือ”
“ถูกที่สุด ที่สมควรตายที่สุดคือพวกขุนนางกังฉินเหล่านี้ พวกมันดีแต่สูบเลือดสูบเนื้อราษฎร ลูกชายข้าถูกทหารเลวทุบตีจนพิการ พวกมันกลับยัดข้อหาว่าลูกข้าลงมือก่อน โทษฐานทำร้ายเจ้าพนักงานต้องโทษประหาร...”
“หากมิใช่เพราะขุนนางชั่วเห็นเงินเป็นพระเจ้า ตำบลซงหลินจะมีเดนมนุษย์เพ่นพ่านปานนี้หรือ ชีวิตพวกเราจะระทมทุกข์ดั่งตกนรกทั้งเป็นเช่นนี้หรือ”
“‘ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม’ ประเสริฐ ประเสริฐยิ่งนัก ที่แท้ใต้หล้ายังมีจอมยุทธ์คุณธรรม ความยุติธรรมที่ทางการทอดทิ้ง ยังมีผู้กล้าทวงคืนให้ โลกใบนี้ยังมีแสงสว่าง”
“ใช่ ที่แท้จอมดาบชุดเขียวหาใช่มหาโจรเถื่อนตามใบประกาศจับ แต่เป็นดาวบรรพชนกอบกู้ เป็นผู้มีพระคุณของพวกเราต่างหาก”
“ข้าจะไปหิ้วสุรามาคารวะท่านจอมยุทธ์สักจอก”
“เฒ่าเป๋ เจ้าเลิกสุราไปแล้วมิใช่หรือ”
“วันนี้ไม่ดื่มไม่ได้ ต่อให้เมาหัวทิ่มตายข้าก็นอนตายตาหลับ”
“จอมยุทธ์เกรียงไกร”
“วีรบุรุษชุดเขียวเหนือชั้นนัก”
“ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย ข้ายินดีติดตามท่านสับสังหารคนชั่ว ผดุงความดี กำจัดคนพาลอภิบาลคนอ่อนแอ”
“ท่านจอมยุทธ์…”
หลี่ต้าโถวยืนเหม่อลอยไร้สติ
ฝูงชนรอบด้านล้วนหยัดกายลุกขึ้นยืน รวมไปถึงเพื่อนสุนัขลูกจ้างของมันด้วย ทว่ามันกลับไม่กล้าขยับเขยื้อน ด้วยกางเกงเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะ หากลุกขึ้นตอนนี้ย่อมประจานความขลาดเขลาต่อสายตาธารกำนัล กลายเป็นตัวตลกให้ฝูงชนเหยียบย่ำ มันจึงทำได้เพียงนั่งจุ้มปุ๊กตัวเกร็ง บิดสะโพกหนีบขาเพื่อซุกซ่อนรอยด่างพร้อยตรงเป้ากางเกง
เคราะห์ดีที่ยามนี้ไร้ผู้ใดแยแสสวะเช่นมัน
ลูกจ้างร้านผ้าแหงนมองหอคอยประตูเมืองด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธา พึมพำอย่างเหลือเชื่อ “ที่แท้ใต้หล้านี้ยังมีผู้กล้ายืนหยัดเพื่อความยุติธรรมจริงๆ จอมยุทธ์คุณธรรมมีอยู่จริงหรือนี่”
ลูกจ้างร้านข้าวสารจ้องมองบุรุษบนหอคอยประตูเมือง นัยน์ตาแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความเทิดทูนบูชา
“ที่แท้โลกนี้ไม่ได้มีแต่ขุนนางโฉดกับเดนอันธพาล ไม่ได้มีแต่เรื่องบัดซบโสมม ทว่ายังมีวีรบุรุษผู้สูงส่งอยู่จริง บั่นคอขุนนางกังฉินและเดนมนุษย์ได้เงียบเชียบปานนี้ จอมยุทธ์ท่านนี้ช่างเหนือชั้นนัก ต้องฝีมือฉกาจฉกรรจ์ระดับนี้สินะถึงจะทวงคืนความยุติธรรมได้ หากมีวาสนาได้กราบเป็นศิษย์ ได้เดินตามรอยเท้าเขา จะประเสริฐเลิศล้ำเพียงใด”
ลูกจ้างโรงเตี๊ยมผงกศีรษะหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าวสาร “ใช่ หากวีรบุรุษเหล่านี้ปรากฏตัวเร็วกว่านี้ก็คงดี ข้าเองก็อยากเป็นเยี่ยงเขา ใช้ชีวิตอย่างทะนงองอาจ ยืดอกรับฟ้าดิน พวกเจ้าดูบารมีเขาสิ ช่างน่าครั่นคร้ามเสียนี่กระไร”
หลี่ต้าโถวอ้าปากค้าง สัญชาตญาณเรียกร้องให้มันพ่นวาจาบางอย่างเพื่อดึงดูดสายตาสุนัขเหล่านี้กลับมา กอบกู้ตัวตนอันจอมปลอม ทว่าชั่วขณะนั้นสมองมันกลับขาวโพลน นึกหาคำพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
จังหวะนั้นเอง ลูกจ้างร้านผ้าพลันหันขวับกลับมา จ้องมองหลี่ต้าโถวด้วยสายตาหยามเหยียด เอ่ยปากถากถาง “เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเห่าไว้มิใช่หรือ หากโลกนี้มีจอมยุทธ์ปราบอธรรม เจ้าจะก้มกินขี้หมา ขี้หมากองนั้นแม้จะถูกตีนคนเหยียบแบนแต๊ดแต๋ แต่มันก็ยังคาอยู่ตรงนั้น จะให้ข้าช่วยโกยมาป้อนเข้าปากเจ้าหรือไม่”
“ฮ่าๆ เจ้าจะแดกเยี่ยงไร กินเปล่าๆ หรือเอาไปคลุกข้าว วาจาพล่อยๆ ของเจ้าพวกข้าได้ยินเต็มสองหู ห้ามพลิกลิ้นเด็ดขาด” ลูกจ้างร้านข้าวสารหัวเราะเยาะอย่างสาแก่ใจ
หลี่ต้าโถวหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายแข็งทื่อดุจซากศพ มันหันไปมองมูลสุนัขที่ถูกเหยียบแบนกองนั้น พอมโนภาพว่าต้องกลืนกินมันลงคอ กระเพาะอาหารพลันบีบรัดรุนแรง โก่งคออาเจียนเอาอาหารเที่ยงออกมาจนหมดไส้หมดพุง
เหล่าสุนัขลูกจ้างต่างระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาอย่างสะใจ