ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 249 ฟ้าดินขาวสะอาด โลกมนุษย์ขุ่นมัว (5)
ชายในคราบชาวนาหิ้วศีรษะสวี่เสี่ยนและโซ่วหูเอ๋อร์ โลหิตยังหยดเป็นทางก้าวพ้นลานเรือน ทว่ายังไม่ทันพ้นปากตรอก เจ้าหน้าที่ทางการพลันแห่แหนล้อมกรอบปิดตายทั้งหน้าหลัง
ขุนนางผู้นำสวมชุดขุนนางสีเขียว ไว้หนวด แม้รูปร่างอ้วนฉุ ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายคุกคามจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่มาเนิ่นนาน ยิ่งยามปั้นหน้าขึงขังเจือจิตสังหาร บารมีขุนนางที่แม้ยศศักดิ์ไม่สูงนักกลับหนักอึ้ง อย่าว่าแต่ชาวนาทั่วไปที่ต้องก้มหน้าหลบตา แม้แต่คหบดีตระกูลใหญ่ยังต้องหวาดหวั่น
“เดรัจฉานชั้นต่ำจากที่ใด บังอาจสังหารคนของทางการกลางวันแสกๆ ขวัญกล้าเทียมฟ้านัก หากยังรู้ความจงวางอาวุธยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าอยู่มิสู้ตาย ลากคอโคตรเหง้าเจ้ามารับโทษประหารให้สิ้น”
ขุนนางชุดเขียวชี้หน้าบุรุษในคราบชาวนา แผดเสียงตวาดกร้าวประหนึ่งด่าทอไพร่สถุลตามปกติ
ในสายตามัน ไม่ว่าอันธพาลข้างถนน หรือมหาโจรขุนเขาที่อุปโลกน์ตนเป็นวีรบุรุษ เมื่อก้าวเข้าสู่กำแพงเมือง เผชิญหน้ากับอำนาจรัฐและวงล้อมทหารหลวง ต่อให้โหดเหี้ยมอำมหิต มีหนี้เลือดนับไม่ถ้วน ล้วนต้องเป็นดั่งหนูพบแมว เป็นมังกรต้องขด เป็นพยัคฆ์ต้องหมอบคลาน
ทหารหลวงปราบโจรคือสัจธรรมแห่งฟ้าดิน ด้วยมีราชสำนักและผืนแผ่นดินค้ำจุน โจรเถื่อนหน้าไหนจะกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับใต้หล้า หากบังอาจ จุดจบมีเพียงตายไร้ที่ฝัง ยามนี้คือยุคสันติ มิใช่กลียุคปลายราชวงศ์ ราชสำนักยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“สวี่เสี่ยนก่อกรรมทำเข็ญ สมควรตาย… หรือเจ้าไม่รู้” ชายในคราบชาวนายังคงยืนนิ่ง
ขุนนางชุดเขียวแค่นเสียงเย็นเยียบ “สวี่เสี่ยนมีความผิดหรือไม่ ล้วนต้องให้ทางการชี้ขาด เจ้าเป็นตัวอะไร บังอาจตั้งตนเป็นศาลเตี้ย”
เขาเอ่ยเรียบๆ “หมายความว่า ทุกสิ่งล้วนสุดแท้แต่ลมปากเจ้า”
“ในตำบลซงหลิน ย่อมเป็นข้าที่ชี้ขาด”
“รู้อยู่เต็มอกว่าสวี่เสี่ยนมีความผิด เหตุใดขุนนางเช่นเจ้าจึงไม่ลงทัณฑ์”
“บัดซบ ข้าต้องทำงานเช่นไร ต้องให้เจ้ามาสอนสั่งหรือ เดรัจฉานชั้นต่ำอย่างเจ้ากล้าสามหาว รู้หรือไม่ว่าอันใดคือกฎหมาย อันใดคือกฎเกณฑ์ บัดนี้ข้าในฐานะขุนนางราชสำนักขอพิพากษาว่า เจ้าคือฆาตกร โทษทัณฑ์หนักหนาเกินอภัย จงรู้ไว้ นับแต่วินาทีนี้ ไม่ว่าเจ้าจะมุดหัวไปสุดหล้าฟ้าเขียว ย่อมถูกทางการล่าหัว ยอมจำนนแต่โดยดี หากกล้าปริปากอีกครึ่งคำ ข้าจะบั่นคอเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
ชายในคราบชาวนาพยักหน้าช้าๆ “ในที่สุดข้าก็กระจ่างแล้ว”
“กระจ่างแล้วก็ดี รีบคุกเข่าโขกศีรษะซะ ข้าอาจละเว้นโคตรเหง้าเจ้า”
ชายในคราบชาวนาส่ายหน้า ท่าทีบ่งบอกว่าขุนนางชุดเขียวเข้าใจผิดไปไกลลิบ
เขากล่าวสืบไป “มีคนเคยบอกข้า อำนาจจำเป็นต้องมีสิ่งเหนี่ยวรั้ง อำนาจที่ไร้สิ่งควบคุม คือฝันร้ายของราษฎรตาดำๆ หากอำนาจตกอยู่ในมือคนผู้เดียว เขาย่อมกระทำตามอำเภอใจ หากอำนาจถูกผูกขาดโดยชนกลุ่มเดียว พวกมันย่อมเข่นฆ่าสังหารผู้คนได้ราวกับผักปลา ถึงเพลานั้น กฎหมายก็เป็นเพียงเศษกระดาษ ศีลธรรมและยุติธรรมคือเรื่องขบขันที่น่าสมเพชที่สุดในใต้หล้า”
ขุนนางชุดเขียวชะงักงัน คิดไม่ถึงว่าชาวนาซอมซ่อเบื้องหน้าจะเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้ “เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร”
เขาโยนศีรษะในมือทิ้งลงพื้น “การหวังพึ่งให้ราชสำนักควบคุมทางการ ให้ขุนนางตรวจตราขุนนาง ให้คหบดีรั้งคหบดีด้วยกันเอง นั่นคือเรื่องขบขันอันดับสองของใต้หล้า… ดังนั้น แผ่นดินนี้จึงต้องการคนเยี่ยงพวกเรา การคงอยู่ของพวกเราจึงมีความหมาย และสิ่งที่พวกเราลงมือกระทำจึงมีคุณค่า”
กริชทมิฬไร้ลวดลายยาวหนึ่งฟุต ปรากฏขึ้นในมือเขาอีกครา
เขากดหัวคิ้ว หรี่ตาดุดัน ก้าวต้อนเข้าหาขุนนางชุดเขียวทีละก้าว
ขุนนางชุดเขียวพลันใจสั่นสะท้าน อดไม่ได้ที่จะถอยกรูดไปสองก้าว
บุรุษในคราบชาวนาเบื้องหน้า พลันระเบิดรังสีอำมหิตดุจขุนเขาซากศพทะเลเลือด ปานอสูรร้ายจุติ วินาทีนี้เขาหาใช่ชาวนาหรือมหาโจร ทว่าคือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ที่เตรียมขย้ำเหยื่อ
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร ขุนนางชุดเขียวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งจากระดับพลังที่เหนือชั้นกว่า
แรงกดดันนี้ บดขยี้จนขาทั้งสองข้างของมันสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม
“จะ… เจ้าเป็นใคร ขวัญกล้านัก เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร บังอาจคิดสังหารข้าเชียวหรือ ข้า… ข้าคือขุนนางราชสำนักตัวจริง เป็นถึงขุนนางขั้นแปดชั้นเอก หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า ชีวิตเจ้าพินาศย่อยยับแน่ ต่อให้มุดลงดินหรือบินขึ้นฟ้า ราชสำนักจะลากคอเจ้ามาสับเป็นหมื่นชิ้น”
ขุนนางชุดเขียวไม่อาจสะกดกลั้นความขลาดกลัว ฟันกระทบกันดังกึกๆ แทบจะทรุดลงร่ำร้องขอชีวิตอยู่รอมร่อ
คำขู่ของมันไร้ค่าน้ำหนักโดยสิ้นเชิง
“เจ้าถามว่าข้าเป็นใคร ข้าจะบอกให้… ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน” ชายชุดเขียวรุกคืบประชิด “เจ้าลั่นวาจาว่าข้าเลวทรามต่ำช้า โทษทัณฑ์เกินอภัย หนีสุดหล้าก็ไร้ที่ซุกหัว แต่ข้าขอบอกว่า… วันนี้เจ้าต้องตาย”
ขุนนางชุดเขียวใจหายวาบ
ในที่สุดมันก็ตระหนักว่ามัจจุราชตรงหน้าคือผู้ใด
มันแหกปากลั่น “รุมสับมันซะ”
สิ้นเสียง มันหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง
ทว่าเพิ่งก้าวพ้นเพียงสามก้าว ร่างกายพลันแข็งทื่อชะงักงัน
ชายชุดเขียวที่เมื่อครู่ยังรั้งอยู่หน้าตรอก บัดนี้กลับยืนประจันหน้าขวางทางรอดของมันเสียแล้ว
ขุนนางชุดเขียวขวัญหนีดีฝ่อ ถอยกรูดลนลาน โบกมือสั่งลูกน้องตะกุกตะกัก “เข้าไปสิ เข้าไปสับมัน ใครเด็ดหัวมันได้ ข้าตบรางวัลห้าสิบตำลึง”
ด้านหลังกลับเงียบสงัดไร้สรรพเสียง
เมื่อหันขวับกลับไปมอง แข้งขาพลันอ่อนระทวยสิ้นเรี่ยวแรงจะยืนหยัด
สมุนทั้งหมดของมัน… ล้วนล้มคว่ำจมกองโลหิตเกลื่อนพื้น
ตราบจนลมหายใจสุดท้าย เดนมนุษย์เหล่านี้ล้วนไม่อาจเปล่งเสียงร้องได้แม้แต่ครึ่งคำ
ขุนนางชุดเขียวทรุดฮวบคุกเข่า ร่ำไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก โขกศีรษะขอชีวิตแทบเท้าชายชุดเขียว “ไว้ชีวิตด้วย จอมยุทธ์โปรดเมตตา ข้าผิดไปแล้ว ขอจอมยุทธ์โปรดละเว้น ข้ามีเงินทอง มีถึงสองหมื่นตำลึง ข้ายกให้ท่านสิ้น สั่งให้ทำสิ่งใดข้าล้วนยอมพลี อย่าฆ่าข้า เก็บสุนัขรับใช้ตัวนี้ไว้ยังทำประโยชน์ให้ท่านได้…”
สุ้มเสียงของมันพลันขาดห้วง
กริชทมิฬตวัดวูบเดียวตัดขั้วคอ ศีรษะลอยละลิ่วปลิวคว้างกลางอากาศ
มันไม่อาจเหิมเกริมปกป้องสมุนชั่วของตนได้อีก และไร้ซึ่งวาสนาจะพิพากษาว่าผู้ใดมีความผิดหรือไร้ความผิดอีกต่อไป
…
หลี่ต้าโถว ลูกจ้างร้านตีเหล็กวัยยี่สิบเศษ ทว่ายังคงเป็นเพียงเด็กฝึกงานต้อยต่ำ
เขารู้อยู่แก่ใจว่ามิใช่เพราะตนไร้ฝีมือ เมื่อสี่ปีก่อนเขาสามารถขึ้นรูปเหล็กได้ด้วยตนเอง จวบจนวันนี้ ฝีมือย่อมทัดเทียมอาจารย์ช่าง เหตุที่ยังต้องทนเป็นเด็กฝึกงาน ก็เพราะรายได้ร้านมีจำกัด ไม่อาจเจียดเงินเลี้ยงดูช่างระดับอาจารย์ถึงสองคน
ในตำบลซงหลินหาได้มีร้านตีเหล็กเพียงร้านเดียว แต่ทุกร้านล้วนตั้งกฎเหล็กไม่รับอาจารย์ช่างคนที่สอง
ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวล้วนเรียบง่าย ประการแรกคือสุนัขรับใช้ของทางการมักแวะเวียนมารีดไถอยู่เป็นนิจ
ประการที่สอง ร้านตีเหล็กกว่าสี่ส่วนในตำบลล้วนมีเถ้าแก่คนเดียวกัน มันสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่และอันธพาล คอยระรานร้านอื่นไม่เว้นวัน ซ้ำยังจงใจกดราคาเครื่องเหล็กให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หวังบีบร้านอื่นให้ล้มละลาย เพื่อฮุบกิจการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว
หากร้านตีเหล็กอีกหกส่วนที่เหลือยอมจับมือกัน ย่อมโค่นล้มร้านตีเหล็กใหญ่ที่สุดลงได้แน่
ทว่าเรื่องตลกคือ หลังจากร้านใหญ่ลดค่าแรงอาจารย์ช่างเพื่อหั่นราคา ร้านอื่นไม่เพียงไม่ฉวยโอกาสรวมหัวกันโค่นล้ม กลับลอกเลียนแบบด้วยการหักค่าแรงช่างของตนเอง ปิดตายหนทางเลื่อนขั้นของเด็กฝึกงาน ซ้ำยังทุ่มเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่ หวังยืมมือพวกมันไปข่มเหงร้านคู่แข่ง
หลี่ต้าโถวไม่มีวันเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมการค้าของพวกเถ้าแก่
เขารู้เพียงว่าตนเองแทบไม่มีค่าแรง ประทังชีวิต ไม่มีแม้แต่เศษเงินเก็บไว้ตบแต่งภรรยา ยิ่งไม่ต้องเพ้อฝันถึงการซื้อเรือนสักหลังในตำบล ความอยุติธรรมเหล่านี้กัดกินจิตใจ หลายปีผันผ่าน ความเคียดแค้นชิงชังทับถมดั่งภูเขาไฟ ทว่าเขากลับขี้ขลาดเกินกว่าจะปริปากบ่นเถ้าแก่ ด้วยหวาดกลัวจะทุบหม้อข้าวตนเอง เด็กฝึกงานชั้นต่ำเช่นเขา หากไสหัวไปประเดี๋ยวก็มีเดนคนใหม่มาสวมรอย อย่างมากอาจารย์ช่างก็แค่เหนื่อยขึ้นชั่วคราว เถ้าแก่ไม่เคยสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ ความเคียดแค้นอัดอั้นของหลี่ต้าโถว จึงระบายออกได้เพียงกับคนที่ต้อยต่ำกว่า อ่อนแอกว่า หรือไม่ก็เห่าหอนในเรื่องที่ไม่มีใครตามจัดการเขาได้ เพราะความระยำเช่นนี้ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆ
ดังนั้น ยามที่หลิวผัวผัวถูกโซ่วหูเอ๋อร์ย่ำยีกลางถนน เขาจึงหิ้วชามข้าวมานั่งเสพความบันเทิงบนธรณีประตูอย่างออกรส ซ้ำยังหัวเราะร่าจงใจเห่าหอนเสียงดังกับคนรอบข้าง
เมื่อมีผู้ประณามว่าเขาสิ้นไร้สามัญสำนึก เพื่อแก้ต่างว่าตนไม่ใช่คนทราม และเรียกร้องความสนใจให้ผู้คนหันมาคล้อยตาม หวังสร้างภาพลักษณ์แหวกแนวเรียกกระแส เขากลับพ่นน้ำลายฉะฉานว่าหลิวผัวผัว ‘คนน่าสงสารย่อมมีส่วนน่ารังเกียจ’ ลูกชายหนาวตายแท้ๆ กลับมาปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายว่าถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมตาย เพื่อหวังกรรโชกทรัพย์ทางการ
ซ้ำยังอุปโลกน์ว่าเคยเห็นลูกสะใภ้หลิวผัวผัวลักลอบคบชู้ด้วยตาตนเอง สาดโคลนว่าคนบ้านนี้ล้วนเป็นหญิงแพศยาชายสารเลว การถูกโซ่วหูเอ๋อร์รังแกกลางถนน เรียกว่าคนชั่วก็ต้องให้เดนมนุษย์ด้วยกันจัดการ
วาจาพล่อยๆ ของเขากระตุกต่อมอยากรู้ของผู้คนได้ชะงัด ทุกคนต่างมุงเข้ามาซักไซ้ไล่เลียง หลี่ต้าโถวปั้นน้ำเป็นตัวเสริมแต่งเรื่องราวเหลวไหล แต่กลับพ่นน้ำลายจนหลายคนหลงเชื่อและเออออห่อหมกไปกับมันด้วย
วินาทีนั้น มันทำให้เขารู้สึกว่าตนเองช่างยิ่งใหญ่คับฟ้า
วันๆ เป็นเพียงเด็กฝึกงานสวะ ถูกอาจารย์จิกหัวใช้ ถูกเถ้าแก่ด่าทอทุบตีเยี่ยงปศุสัตว์ เคยมีสุนัขตัวใดยอมหยุดฟังและคล้อยตามเขา จนทำให้มันรู้สึกมีตัวตนและประสบความสำเร็จเช่นนี้บ้าง
ส่วนหลานสาวตัวน้อยของหลิวผัวผัว คล้ายจะได้ยินวาจาสาดโคลนนั้น จังหวะที่ถูกโซ่วหูเอ๋อร์ลากตัวไป นางหันขวับมาจ้องหน้าเขาด้วยแววตาอาฆาตแค้น แม้หลี่ต้าโถวจะรู้สึกละอายและเย็นสันหลังวาบ ทว่าเพียงไม่นานก็สรรหาข้ออ้างมาปลอบใจตนเองได้
ก็แค่นังเด็กเมื่อวานซืน กำลังจะถูกเอาไปขายซ่องอยู่รอมร่อ แล้วจะทำอะไรเขาได้ ต่อให้นางรอดชีวิตกลับมาหน้าร้านตีเหล็ก มีหน้าไหนจะยอมเชื่อวาจาเด็กห้าขวบ
ช่วงนี้ร้านตีเหล็กเงียบเหงา ยามบ่ายหลี่ต้าโถวจึงว่างงาน โชคดีที่เถ้าแก่ไม่อยู่ร้าน ส่วนอาจารย์ก็ชิ่งกลับแต่หัววัน หลี่ต้าโถวจึงได้โอกาสอู้งาน
เขารีบสุมหัวกับพวกลูกจ้างร้านค้าข้างเคียง เพื่อซุบซิบนินทาเรื่องหลิวผัวผัวต่อทันที ความรู้สึกยามถูกห้อมล้อมดุจดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาวเมื่อครู่ทำเอาหลี่ต้าโถวลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น บัดนี้เขาปรารถนาจะลิ้มรสมันอีกครา “ข้าจะบอกอันใดให้นะ หลิวผัวผัวน่ะนาง…”
ทว่าครานี้ยังไม่ทันสิ้นคำ ลูกจ้างร้านเหล้าก็ชิงตะโกนแทรก “เรื่องของหลิวผัวผัว ก็แค่อยากระบายแค้นแทนลูกชาย แล้วก็พาลที่ตัวเองตาบอดนั่นแหละ ข้าจะบอกให้นะ เรื่องระยำพรรค์นี้ข้าก็เคยเจอ”
“ตอนข้าอายุหกเจ็ดขวบ มีนังเด็กโตกว่าข้าสามปีดึงดันจะแคะหูข้าให้ได้ ผลคือใบสนแห้งหักคาอยู่ในหูข้า นางพยายามคีบออก กลับทำหักคาลึกเข้าไปอีก ตกกลางคืนข้าปวดหูเจียนตาย พอแม่มาดูก็พบก้านใบสนหักคาอยู่สองท่อน”
“พวกเราต้องแคะกันเอง ไม่ได้ไปหาหมอ พอไปเอาเรื่องกับครอบครัวนาง กลับไม่ได้คำอธิบายหรือคำขอโทษแม้แต่ครึ่งคำ นับแต่นั้นหูข้าก็มีปัญหา ผ่านมาหลายปีตอนนี้หูข้ายิ่งหนวกหนัก ความแค้นในใจยิ่งทับถม ข้าล่ะอยากหาโอกาสแทงหูนางให้หนวกไปเลยจริงๆ”
หลี่ต้าโถวกระวนกระวายรอจนลูกจ้างร้านเหล้าพ่นน้ำลายจบ แทบจะอ้าปากแทรกในวินาทีนั้น
ใครจะคาดคิด ลูกจ้างร้านข้าวสารกลับชิงพูดต่อ “ตอนข้ายังเด็ก พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ข้านอนกับพี่ชาย กลางดึกข้าถูกยุงกัดจนตื่น พี่ข้าเลยจุดตะเกียงน้ำมันมาลนยุง แต่เสือกทำตะเกียงล้ม ไฟลวกข้าไปทั้งตัว พวกเจ้าดูสิ ตอนนี้แขนข้ายังมีรอยแผลเป็นอยู่เลย โชคดีพี่ข้าตาไวรีบเช็ดน้ำมันออก ไม่งั้นข้าคงโดนย่างสดเป็นผีเฝ้าบ้านไปแล้ว ข้าไม่เคยโกรธเกลียดพี่เลยนะ ซ้ำยังขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตข้าไว้…”
หลี่ต้าโถวกลั้นใจจนอกแทบระเบิด ในที่สุดเมื่อสบโอกาส เขารีบอ้าปากทันควัน
ทว่าลูกจ้างร้านข้าวสารกลับชิงตัดหน้า มันยื่นมือที่นิ้วก้อยด้วนกุดออกมา “ตอนขวบกว่าโดนพี่สาวสับขาด…”
ลูกจ้างร้านขายผ้าแทรก “ตอนเด็กข้าโดนเด็กร้านข้างๆ ปาไม้ทุบหัว ตอนนี้ยังหูแว่วได้ยินเสียงวิ้งๆ อยู่เลย…”
ลูกจ้างอีกคนโพล่ง “ส่วนข้านะ…”
หลี่ต้าโถวหมดสิทธิ์ปั้นแต่งเรื่องคาวโลกีย์ของบ้านหลิวผัวผัว เพื่อเรียกเสียงฮือฮาและความสนใจจากฝูงชนอีกต่อไป
เดนสวะหน้าโง่ต่างแย่งกันโอ้อวดเรื่องบัดซบของตนเองอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ชะตากรรมของหลิวผัวผัวเป็นเพียงแค่ไม้ขีดไฟจุดชนวน แต่ละคนเอาแต่แย่งกันระบายปมด้อยให้ผู้อื่นฟัง ไร้ซึ่งผู้ใดแยแสความเป็นตายของหลิวผัวผัวอีก และไม่มีใครใคร่รู้ความจริงเกี่ยวกับนาง แม้เรื่องราวของหลิวผัวผัวเพิ่งบังเกิดสดๆ ร้อนๆ ทว่ากลับถูกลบเลือนจากสารบบความทรงจำของเดนคนเหล่านี้ ราวกับเป็นเศษขยะที่ไม่มีค่าพอให้หยิบยกมาถกเถียงอีก
หลี่ต้าโถวรู้สึกพ่ายแพ้ยับเยิน เขาไม่ยินยอมพร้อมใจเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเขากลับทำสิ่งใดไม่ได้ เขาอยากช่วงชิงจังหวะการพูดกลับคืนมา ปรารถนาให้ทุกคนสดับฟังตน ทว่าเขากลับไร้ซึ่งประสบการณ์ชีวิตสะเทือนอารมณ์ใดๆ หากเขาเกิดเป็นสตรี ป่านนี้คงแหกปากป่าวประกาศว่าตนเองเคยถูกรุมโทรม เพื่อสร้างความตกตะลึงระดับโลกาวินาศ กอบโกยเศษเสี้ยวความสงสารและความสนใจไปแล้ว ทว่าเขาไม่ใช่
ที่แท้ สวะชั้นต่ำเหล่านี้ก็สันดานเดียวกับเขา พวกมันเพียงฉวยโอกาสระบายความอัดอั้นตันใจที่หมักหมมมาเนิ่นนาน ด้วยชีวิตของแต่ละตัวก็บัดซบและอมทุกข์สาหัสพออยู่แล้ว จึงไร้กะจิตกะใจไปรับรู้ความฉิบหายของผู้อื่น พวกมันแค่อยากพรั่งพรูเรื่องราวของตนเอง ต่อให้เรื่องบัดซบนั้นจะเป็นเพียงเรื่องตอแหลพุพองก็ตาม
“ข้าจะไปสับไอ้โซ่วหูเอ๋อร์ ล้างแค้นให้หลิวผัวผัว” จู่ๆ หลี่ต้าโถวก็โพล่งประโยคสะท้านฟ้าออกมา
ทุกคนชะงักกึก เบิกตาถลนจ้องมองเขาเขม็ง แต่ละคนล้วนตื่นตะลึงจนแทบสิ้นสติ