ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 252 ถามฟ้า (ตอนต้น)
วาจาของฮู่หงเหลียนตอกหน้าฮวาเหนียงจนอ้าปากค้าง สิ้นไร้ถ้อยคำจะต่อกร
นางมิกล้าปริปากอีก ผู้คุ้มกันบนเรือล้วนถูกชายชุดเขียวโยนทิ้งลงแม่น้ำจนสิ้น แม้เหล่าหญิงคณิกามิได้ถูกลงไม้ลงมือ ทว่าต่างขวัญหนีดีฝ่อหดหัวกระจุกรวมกันมิกล้าขยับเขยื้อน ยามนี้นางสิ้นไร้ที่พึ่ง ขืนปากพล่อยมีแต่จะพาตัวไปตายอนาถยิ่งขึ้น
ทว่าวาจาของฮู่หงเหลียนกลับกรีดลึกทะลวงกลางใจราวกับคมมีด เสียดแทงจนอึดอัดทรมานแสนสาหัส แม้มิกล้าโต้แย้ง ทว่านัยน์ตาที่จ้องมองกลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้นอาฆาต นางลอบตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ว่าเบื้องหลังอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่ปานใด ทันทีที่รอดกลับถึงยวิ่นโจว นางจะอ้อนวอนผู้เป็นนายให้ใช้เส้นสายทางการ ส่งยอดฝีมือมาสับนังแพศยานี่เป็นหมื่นชิ้นให้จงได้
ความคิดอำมหิตวาบผ่านเพียงชั่วครู่ ฮวาเหนียงรีบก้มหน้า ซุกซ่อนความชิงชังลงลึกสุดใจ มิให้อีกฝ่ายสัมผัสรังสีฆ่าฟันได้แม้แต่น้อย
ฮู่หงเหลียนคลี่ยิ้มบาง “ขออภัยที่ร่ายยาว ถ้อยคำเหล่านี้ข้าอัดอั้นมาเนิ่นนาน วันนี้สบโอกาส จิตใจจึงพลุ่งพล่านไปบ้าง”
“ทว่ายิ่งพ่นวาจา ข้ากลับยิ่งมองหน้าสุนัขอย่างเจ้าขัดหูขัดตาขึ้นทุกที เดิมทีมิได้คิดลงทัณฑ์โหดเหี้ยมนัก แต่บัดนี้… ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
สิ้นคำ ฮู่หงเหลียนพลันสืบเท้าไปเบื้องหน้า ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างหวาดผวาของฮวาเหนียง นางทิ้งน้ำหนักกระทืบท่อนแขนอีกฝ่ายเต็มแรง เสียงกระดูกแตกหักดังลั่นประสานเสียงกรีดร้องโหยหวนปานขาดใจ
ทว่ายังไม่จบเพียงนั้น ฮู่หงเหลียนตวัดเท้ากระทืบแขนอีกข้างจนหักสะบั้นตามไปติดๆ ครานี้นางสิ้นเรี่ยวแรงครวญคราง ตาเหลือกค้างสลบเหมือดไปในพริบตา ทว่าแม้สิ้นสติ ความเจ็บปวดแสนสาหัสยังสั่งให้ร่างอ้วนฉุกระตุกเกร็งดุจหนอนแมลง
ฮู่หงเหลียนแย้มยิ้มเบิกบานอย่างสาแก่ใจ
เด็กหญิงตัวน้อยที่เมื่อครู่ยังหวาดผวาคนแปลกหน้า บัดนี้หยุดสั่นเทาแล้ว นางเบิกตากลมกว้างสลับมองร่างหมดสติของฮวาเหนียงกับฮู่หงเหลียนเบื้องหน้า ด้วยสัญชาตญาณเด็กน้อย นางสัมผัสได้ว่าสตรีผู้นี้คือผู้มีพระคุณ ในที่สุดจึงยอมโอบรอบคอ แนบชิดอีกฝ่ายมากขึ้น
ฮู่หงเหลียนปราดเปรื่องละเอียดอ่อน ท่าทีของเด็กน้อยชี้ชัดว่าแม้เพิ่งเหยียบขึ้นเรือ ทว่าคงถูกฮวาเหนียงย่ำยีมาแล้วไม่น้อย ซ้ำยังถูกข่มขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ สันดานแม่เล้ายามจัดการสินค้าใหม่ ไม่ว่าเด็กหรือโต ล้วนต้องงัด ‘ไม้แข็ง’ มากำราบปราบพยศ มิฉะนั้นย่อมควบคุมยาก
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ นางจึงสั่งลูกน้องมัดร่างฮวาเหนียงไว้ ไร้ความปรานีจะทำแผลให้แม้แต่น้อย ระหว่างจับมัด ฮวาเหนียงถูกกระแทกจนฟื้นคืนสติ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ผลคือถูกชายชุดเขียวตะบันหน้าหงาย ฟันที่เหลือร่วงกราวหมดปาก ทำให้นางขวัญผวามิกล้าส่งเสียงร้องอีกเลย
ฮู่หงเหลียนในอ้อมแขนตระกองกอดเด็กน้อย ตวัดสายตามองเหล่าคณิกาที่นั่งคุดคู้ตัวสั่นงันงกมุมห้อง “พวกเราคือจอมดาบชุดเขียว พวกเจ้าคงเคยได้ยินนามมาบ้าง ผู้ใดปรารถนาจะสลัดคราบนางโลมจงตามข้ามา ข้าจะจัดหาอาชีพสุจริตให้ทำ แม้จะไร้ซึ่งเครื่องประดับ ต้องทนกัดก้อนเกลือกิน ทว่าข้าขอเอาหัวเป็นประกัน จะไม่มีสุนัขตัวใดกล้ารังแกพวกเจ้า และจะไม่มีผู้ใดมองพวกเจ้าด้วยสายตาหยามเหยียดอีก”
“หากผู้ใดมีพรสวรรค์บำเพ็ญเพียรและประพฤติตนดีงาม เมื่อผ่านบททดสอบย่อมสามารถติดตามพวกเราฝึกตน ทว่าขอบอกไว้ล่วงหน้า หากลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต้องยึดมั่นกฎเกณฑ์พวกเรา ห้ามกระทำเรื่องโสมมบัดซบเด็ดขาด และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราไม่มีวันปรานีต่อคนทรยศหักหลัง”
“ส่วนผู้ใดที่รังเกียจจะร่วมทาง ข้าก็จะไม่บังคับฝืนใจ ไตร่ตรองให้ดี แล้วตัดสินใจมาเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวแบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งยังคงนั่งนิ่งเงียบงัน อีกฝั่งก้มหน้าสืบเท้าไปยืนซ้อนหลังฮู่หงเหลียน กลุ่มที่รั้งอยู่เดิมส่วนใหญ่คือโฉมงามวัยสะพรั่ง เรือนร่างประดับประดาด้ายของมีค่า ส่วนฝั่งที่ก้าวหาฮู่หงเหลียน หากมิใช่หญิงชราร่วงโรยก็เป็นเพียงเด็กน้อยเดียงสา
ฮู่หงเหลียนหาได้แปลกใจ สตรีโฉมสะคราญเหล่านี้ประจักษ์ชัดว่าคุ้นชินกับคาวโลกีย์ไปเสียแล้ว ซ้ำยังหลงระเริงมัวเมาในลาภยศเงินทอง จนมิอาจทอดทิ้งความเจริญจอมปลอมเหล่านี้ลง
ส่วนผู้ชราวัยร่วงโรยสิ้นความงาม รั้งอยู่บนเรือบุปผชาติต่อไปก็ไร้หนทางทำกิน ซ้ำยังเคยกล้ำกลืนความระทมมาเนิ่นนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเบื่อหน่ายชีวิตโสมมนี้เต็มทน เมื่อสบโอกาสเปลี่ยนชะตา ย่อมไขว่คว้าไว้สุดกำลัง
ส่วนเด็กน้อยคือกลุ่มที่ยังมิยอมจำนนต่อชะตากรรมนางโลม ศักดิ์ศรีในใจยังมอดไหม้ไม่หมด มิปรารถนาจะจมปลักเสื่อมทราม ต่อให้ต้องทนกัดก้อนเกลือกิน ก็ยังดิ้นรนจะมีชีวิตอย่างทะนงศักดิ์ศรี
ฮู่หงเหลียนมิได้บีบบังคับฝืนใจใคร นางนำพากลุ่มคณิกาที่สวามิภักดิ์และเหล่าจอมดาบชุดเขียวถอนตัวออกจากเรือบุปผชาติ
ในที่สุดการประลองหมากมั่วซั่วของจ้าวหนิงและหยางเจียนีก็รู้ผลแพ้ชนะ
หยางเจียนียกถ้วยชาขึ้นจิบ ปรายตามองเรือบุปผชาติที่ร่นถอยห่างออกไป พลางเอ่ยถามจ้าวหนิง “การล่องเรือลงใต้ตามคลองสายใหญ่หนนี้ เจ้าหมายสอดมือแทรกแซงเส้นทางขนส่งทางน้ำ เพื่อหนุนหลังเฉินอี้ก่อตั้งและรวบรวมขุมกำลังสมาคมเรือ กอบโกยผลกำไรมหาศาลให้สองตระกูลเรามิใช่หรือ เหตุใดบัดนี้ถึงทำตัวว่างงาน ปล่อยให้คนของหออี้ผิ่นเที่ยวตระเวนสวมบทจอมยุทธ์ผดุงธรรมอยู่ได้”
ช่วงที่จ้าวหนิงนำทัพเยี่ยนเหมินบุกตะลุยแดนทุ่งหญ้า เฉินอี้ที่ได้รับการหนุนหลังจากตระกูลจ้าวและหออี้ผิ่น ได้ก่อตั้งสมาคมเรือขนส่งจนเป็นรูปเป็นร่าง บัดนี้กำลังแผ่อิทธิพลทำการค้าบนเส้นทางคมนาคมทางน้ำ
คลองสายใหญ่นี้ทอดยาวขึ้นเหนือจรดเมืองเยี่ยนผิง ล่องใต้ทะลุถึงหางโจว นับเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจแห่งต้าฉี เม็ดเงินและผลประโยชน์ที่หมุนเวียนมหาศาลจนแทบประเมินค่ามิได้
นับแต่เบื้องบนสุดอย่างราชสำนัก จวบจนกุลีแบกหามบนเรือ พ่อค้าวาณิชสัญจรเหนือใต้ โรงงานผลิตสินค้าทุกสรรพสิ่ง ชาวนาในดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำแดนใต้ โจรปล้นชิงบนลำน้ำ ลามไปถึงร้านรวง เรือบุปผชาติ โรงเตี๊ยม หอคณิกาและสถานบันเทิงรายทาง… ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนต้องสูบเลือดสูบเนื้อพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ประทังชีวิต
กล่าวได้ว่า ที่ราชวงศ์ต้าฉีเสวยสุขในยุคทองอันรุ่งโรจน์ถึงเพียงนี้ ล้วนอาศัยคลองสายนี้เป็นกระดูกสันหลังค้ำจุนทั้งสิ้น
ซ้ำคลองสายนี้ยังครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เชื่อมร้อยแม่น้ำสายน้อยใหญ่เข้าด้วยกัน ขั้วอำนาจสองฝั่งน้ำจึงสลับซับซ้อนดุจใยแมงมุม นอกเหนือจากกรมเจ้าท่าของราชสำนักและกองเรือตระกูลขุนนางมหาอำนาจ ยังมีขุมกำลังใต้ดินอีกนับไม่ถ้วน ทั้งคหบดีผู้ทรงอิทธิพล พรรคพวกชาวยุทธ์ กระทั่งขุนนางกังฉินในท้องถิ่นเมืองอำเภอต่างๆ ล้วนชุบมือเปิบมีส่วนพัวพันแย่งชิงผลประโยชน์
หากเปรียบเส้นทางขนส่งนี้เป็นอสรพิษตัวอวบอ้วน ขั้วอำนาจเหล่านี้ก็คือฝูงเห็บหมัดที่เกาะดูดเลือดอยู่บนร่าง จำนวนมหาศาลราวกับขนโคและแยกย่อยนับไม่ถ้วน การจะสร้างฐานอำนาจอันแข็งแกร่งบนเส้นทางนี้ ซ้ำยังต้องแทรกซึมทุกหย่อมหญ้าเพื่อฮุบขุมทรัพย์มหาศาล ย่อมมิใช่เรื่องที่กระทำได้โดยง่าย
ก่อนหน้านี้ตระกูลขุนนางบู๊มิเคยก้าวล่วงเส้นทางขนส่งทางน้ำ ทว่าบัดนี้เมื่อจ้าวหนิงหมายตาชิ้นปลามัน หากอาศัยกำลังของตระกูลจ้าวเพียงลำพัง ย่อมยากจะก่อร่างสร้างตัวได้ทันท่วงที ทว่ารากฐานของตระกูลหยางหยั่งรากลึกในเจียงจั่ว ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของคลองพอดิบพอดี ซ้ำหยางโจวหรือกว่างหลิง ยังเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญที่คลาคล่ำด้วยแพรพรรณและอัญมณีล้ำค่า ความมั่งคั่งรุ่งโรจน์ติดอันดับต้นๆ ของราชวงศ์ การผนึกกำลังประสานรอยต่อเหนือใต้ระหว่างตระกูลหยางและตระกูลจ้าว จึงจะสามารถขับเคลื่อนกิจการฮุบสายน้ำนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เป้าหมายของจ้าวหนิงคือกอบโกยขุมทรัพย์เข้าตระกูลจ้าวให้ทะลุปีละยี่สิบล้านตำลึงทอง ดังนั้นเส้นทางขนส่งทางน้ำจึงเป็นหมากตาสำคัญ และเป็นสมรภูมิชี้ขาดชัยชนะ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่จ้าวหนิงกระทำอยู่ในบัดนี้ ในสายตาหยางเจียนีจึงดูดุจพฤติกรรม ‘เตะถ่วงความเจริญ’ เสียมากกว่า
จ้าวหนิงวางถ้วยชาลงพลางระเบิดเสียงหัวเราะ “ผดุงความยุติธรรม มันไม่ดีตรงไหน”
“การเป็นจอมยุทธ์ปราบอธรรมย่อมประเสริฐ ผดุงคุณธรรมช่วยให้จิตใจโล่งสบาย หากมิใช่เพราะเจ้ารั้งไว้ ข้าเองก็อยากบุกไปสับคอไอ้เดนสวะพวกนั้นด้วยตนเอง แล้วเอาหัวมันไปแขวนประจานบนกำแพงเมืองเช่นกัน”
หยางเจียนีหรี่ตามองจ้าวหนิง “ทว่าหากลงมือเพียงแค่นี้ วิสัยทัศน์ดูจะตื้นเขินไปหน่อยกระมัง ไม่สมกับชั้นเชิงหวังผลเลิศเลอของเจ้าเลย เจ้าคือทายาทผู้นำตระกูลจ้าว คือขุนพลเทพผู้พิชิตศึกแดนเหนือ และคือเจิ้นกั๋วกงแห่งต้าฉีในภายภาคหน้า การลดตัวมาเล่นบทจอมยุทธ์ผดุงธรรมจิปาถะ มันเป็นเรื่องของพวกชาวยุทธ์ ไม่สมฐานะผู้กุมอำนาจอย่างเจ้าเลยสักนิด”
ยามเอ่ยประโยคนี้ ท่าทีของหยางเจียนีราวกับจะสื่อว่า ‘ข้ารู้ไส้รู้พุงเจ้าดี อย่ามาเสแสร้งตบตาให้ยาก’
เดิมทีจ้าวหนิงมิได้คิดปิดบังหยางเจียนีอยู่แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเค้นถาม เขาจึงเอ่ยตรงไปตรงมา “เจ้าคิดว่าที่ข้าดิ้นรนขยายทรัพย์สิน กอบโกยขุมทรัพย์เข้าตระกูลจ้าว เพื่อให้สองตระกูลเราแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ข้าทำไปเพื่อสิ่งใด”
คำตอบของคำถามนี้ผิวเผินอาจดูเรียบง่าย บรรดาตระกูลมหาอำนาจล้วนปรารถนาความยิ่งใหญ่และหยัดยืนมั่นคง ทว่าหากขุดรากถอนโคนลงไป กลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง หยางเจียนีจึงสงวนคำพูดไว้
จ้าวหนิงกล่าวสืบไป “ในสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง พวกเราล้วนประจักษ์ถึงแสนยานุภาพสะท้านฟ้าของเผ่าเทียนหยวนแล้ว หลังสิ้นศึก กองทัพเยี่ยนเหมินทวีความแข็งแกร่งก็จริง ทว่ากองทัพชี่ตันก็เขี้ยวเล็บงอกเงยเช่นกัน หากวันใดเป่ยหูรวบรวมทุ่งหญ้าเป็นปึกแผ่น กรีธาทัพนับล้านบุกทะลวงลงใต้เพื่อเปิดศึกชี้ชะตากับต้าฉี เจ้าคิดว่าด่านชายแดนอุดรจะต้านทานไหวหรือไม่”
หยางเจียนีส่ายหน้าโดยปราศจากความลังเล
ชัยชนะที่เขาเฟิ่งหมิงอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการที่ไม่อาจลอกเลียนแบบ หนึ่งในนั้นคือจ้าวหนิงที่เป็นหมากตัวเอกพลิกกระดานรบ ทว่าจ้าวหนิงเป็นเพียงคนของกองทัพเยี่ยนเหมิน หากกองทัพที่อื่นต้องปะทะกับเผ่าเทียนหยวน หยางเจียนีมิกล้ายืนยันเต็มปากว่าพวกมันจะรอดชีวิต
และเมื่อใดที่กองทัพเป่ยหูยาตราทัพทะลวงด่านครั้งใหญ่ ย่อมลุกลามเป็นมหาสงครามระดับชาติ เป็นการห้ำหั่นกันทุกวิถีทาง สรรพกำลังที่ต้องทุ่มเทประชันจะยิ่งทวีคูณ ถึงเพลานั้น ลำพังกองทัพเยี่ยนเหมินเพียงหยิบมือ อาจมิสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อีกต่อไป
จ้าวหนิงเค้นเสียง “รากฐานของสงครามคือผู้คน การชี้ขาดแพ้ชนะบนสมรภูมิล้วนขึ้นอยู่กับการเข่นฆ่าสังหารระหว่างเลือดเนื้อมนุษย์ แล้วสิ่งใดสำคัญที่สุดในตัวมนุษย์… จิตใจ จิตใจคือตัวกำหนดสันดานมนุษย์ มีเพียงผู้ที่ยินดีสละชีพเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น ที่จะยอมอาบเลือดห้ำหั่นศัตรูจนตัวตาย และมีโอกาสบดขยี้ข้าศึกต่างแดนลงได้”
“แล้วสิ่งใดเล่าเป็นตัวตัดสินให้มนุษย์ผู้หนึ่งยอมสละเลือดเนื้อถวายชีวิตบนสมรภูมิ ราชโองการกระดาษแผ่นเดียวงั้นหรือ หรืออำนาจบาตรใหญ่ของโอรสสวรรค์ ไร้สาระสิ้นดี มันคือความศรัทธาต่อราชวงศ์จากก้นบึ้งหัวใจ และความรักแผ่นดินเกิดต่างหาก”
“แล้วสิ่งใดเล่ากำหนดให้พวกเขารักชาติบ้านเมือง ก็คือความเป็นอยู่ของพวกเขาในยามปกติ คือการที่พวกเขาได้ประจักษ์ว่าแผ่นดินนี้ดีต่อพวกเขาหรือไม่ คือการที่พวกเขาสัมผัสได้ว่าโลกใบนี้มีค่าควรให้สละชีวิตปกป้องหรือไม่*
“หากชีวิตราษฎรตาดำๆ ต้องเผชิญแต่ความอยุติธรรม ถูกขุนนางกังฉินรีดไถ ถูกผู้ลากมากดีและมหาเศรษฐีกดขี่เหยียบย่ำ พวกเขาจะเอาสิ่งใดมาซาบซึ้งว่าแผ่นดินนี้ดีต่อพวกเขา หากคนดีไร้ซึ่งความยุติธรรม หากการกล้ำกลืนฝืนทนไร้ซึ่งผลตอบแทน หากเดนมนุษย์สวะกลับได้เสวยสุขบนกองเงินกองทอง หากกฎแห่งป่าที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กกลายเป็นสัจธรรม ราษฎรจะเอาสิ่งใดมายึดเหนี่ยวว่าแผ่นดินนี้น่าปกป้องจนตัวตาย”
“เมื่อใดที่ราษฎรสิ้นหวังในแผ่นดิน สัมผัสไม่ได้ถึงความยุติธรรมและคุณธรรม ซ้ำยังทับถมเพลิงแค้นไว้ในอก ทุกผู้คนจิตใจมืดบอดเพราะความเกลียดชัง โยนศีลธรรมทิ้งให้สุนัขกิน เลิกแยแสความถูกผิด คลุ้มคลั่งจนปรารถนาให้ทุกคนตายตกตามกันไป อยากพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินล้างบางให้สิ้นซาก เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะไม่มีวันยอมหลั่งเลือดเพื่อชาติเด็ดขาด”
“พวกเขามีแต่จะแช่งชักให้แผ่นดินนี้ล่มสลาย เผลอๆ อาจเปิดประตูเมืองต้อนรับผู้รุกรานด้วยซ้ำ”
“เมื่อมหาสงครามระเบิด แผ่นดินนี้จะหวังพึ่งผู้ใดให้จับดาบปกป้อง พึ่งพาผู้กุมอำนาจและคหบดีที่เห็นแก่เงิน หน้าเลือดไร้ศีลธรรมพวกนั้นงั้นหรือ”
“การจะคว้าชัยในสงครามระดับชาติ ล้วนต้องพึ่งพาสองมือราษฎรตาดำๆ ทั้งสิ้น”
“ทว่าเจ้าเบิกตาดูสิ ในยุคทองที่อุปโลกน์กันว่าเจริญรุ่งโรจน์ ราษฎรต้องทนกลืนเลือดใช้ชีวิตบัดซบเยี่ยงไร”
ครั้นสดับถ้อยคำดุดันแทงทะลุถึงแก่นแท้ หยางเจียนีถึงกับร่างแข็งทื่อ
นางไม่เคยพินิจถึงเรื่องพรรค์นี้มาก่อน อย่างน้อยก็ไม่เคยขุดรากถอนโคนได้ลึกซึ้งและทะลุปรุโปร่งปานจ้าวหนิง
วินาทีนี้ คลื่นอารมณ์ในใจหยางเจียนีพลันปั่นป่วนบ้าคลั่ง หลายปีมานี้นางเอาแต่บ้าคลั่งบำเพ็ญเพียร มิแยแสโลกภายนอก นั่นผลักดันให้นางทะยานก้าวหน้าจนแม้แต่จ้าวหนิงยังตามไม่ทัน ทว่าก็เพราะนางขาดวิสัยทัศน์อันลุ่มลึก ต่อให้พลังฝีมือสะท้านฟ้าปานใด นางก็เป็นได้เพียงขุนพลบุกทะลวงฟัน เป็นแค่หมากใช้แล้วทิ้งบนกระดานรบ
ยามคลื่นยุคสมัยถาโถมซัดสาด นางอาจสับสังหารยอดฝีมือได้เป็นเบือ ทว่าไร้ซึ่งวันชี้ชะตาแผ่นดิน และไม่อาจกอบกู้สถานการณ์มืดมนนี้ได้เลย
มีเพียงบุรุษเช่นจ้าวหนิง ที่ตระหนักถึงรากเหง้าปัญหา และวางหมากเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ เท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์กุมอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กุมชะตากรรมผู้คนนับร้อยล้านไว้ในกำมือ ยามมหันตภัยกลียุคมาเยือน
เมื่อกระจ่างแจ้ง สายตาที่หยางเจียนีจับจ้องจ้าวหนิง นอกเหนือจากการยอมรับสวามิภักดิ์ ยังทวีความครั่นคร้ามเลื่อมใส ซ้ำยังเจือแววเทิดทูนบูชา นางไม่คาดคิดมาก่อนว่า คนรุ่นราวคราวเดียวกันจะครอบครองวิสัยทัศน์กว้างไกลไร้ก้นบึ้งถึงเพียงนี้ นี่หาใช่เพียงความฉลาดเฉลียว ทว่าคือมหาปัญญา… สติปัญญาประดุจเทพกุมชะตาฟ้าที่หาตัวจับยากในหมื่นคน