ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 253 ถามฟ้า (ครึ่งหลัง)
จ้าวหนิงยกถ้วยชาขึ้นสาดลงคอจนหมดสิ้น ก่อนพรั่งพรูความนึกคิดในใจออกมารวดเดียว
“ข้ากับเจ้าล้วนเกิดในตระกูลขุนนางบู๊ การพลีชีพกลางสมรภูมิคือหน้าที่ ทว่าตระกูลขุนพลจะแข็งแกร่งปานใดก็เป็นเพียงแกนหลักทัพ หาใช่ไพร่พลนับล้าน หากไร้ซึ่งกองทัพที่ก่อตั้งจากเลือดเนื้อราษฎร ต่อให้พวกเราทรงอำนาจล้นฟ้า มีผู้บำเพ็ญเพียรมากเพียงใด เมื่อเผชิญทัพข้าศึกที่แข็งแกร่ง ก็เป็นได้แค่ตั๊กแตนชูแขนขวางรถม้า”
“ทว่าลองมองดูยุคทองอันเจริญรุ่งเรืองนี้เถิด เจ้าเห็นสิ่งใด สิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงเก้าคำ… กิเลสล้นทะลัก มัวเมาแสงสี”
“เทียบกับหลายสิบปีก่อน ยามนี้เศรษฐีเกลื่อนเมือง รถม้าหรูหราอบอวลกลิ่นกำยานเต็มท้องถนน ตลาดดาษดื่นด้วยมุกหยกงามตา ผู้คนสวมใส่แพรพรรณประดับทองเงินนับไม่ถ้วน เรือบุปผชาติและหอนางโลมผุดราวผืนป่า พ่อค้าวาณิชคลาคล่ำ ขบวนสินค้าแล่นขวักไขว่ บัณฑิตรังสรรค์กวีล้ำค่า ภาษีอากรพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ ช่างเป็นแดนสวรรค์บนดินอันตระการตา”
“ทว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นของพวกคหบดีเศรษฐี เกี่ยวอันใดกับชาวบ้านตาดำๆ ราษฎรทั่วไปเคยได้ลิ้มรสสิ่งใดบ้าง”
“เฝิงซาน เฝิงหนิวเอ้อร์สูญเสียที่ดินทำกินอันเป็นดั่งชีวิต หลิวผัวผัวและครอบครัวอยู่มิสู้ตาย เฉินอี้ หวังซู่และพรรคพวกต้องคุกเข่าคลานเยี่ยงสุนัขต่อหน้าผู้มีอำนาจ ลองย้อนดูหลายสิบปีก่อน ราษฎรไร้ที่ซุกหัวนอนหรือ กินไม่อิ่มนุ่งห่มไม่มิดชิดหรือ ทว่ายามนี้เล่า เจ้าลองเบิกตาดูเถิดว่าชาวบ้านทั่วไปมีสภาพเยี่ยงไร”
“แค่บ้านซอมซ่อสักหลังยังต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อทั้งชีวิต ซ้ำยังต้องเหนื่อยยากจนตัวตาย ผู้คนไม่ได้สิ้นใจเพราะโรคภัยหรือความหิวโหย แต่กลับขาดใจตายเพราะการกดขี่ใช้แรงงาน นี่มันยุคสมัยบัดซบอันใด แรงกดดันในการเอาชีวิตรอดสาหัสเพียงใด ต่อให้เป็นวัวควายไถนา จะมีสักกี่ตัวที่ถูกใช้งานจนขาดใจตายคาที่ทั้งที่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์”
“ยามหลิวผัวผัวสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวบนถนนอันหนาวเหน็บ เคยมีผู้ใดออกหน้าแทนบ้าง ยามผู้คนวิจารณ์ชะตากรรมน่าสมเพชของครอบครัวนาง พวกเขาสนทนาสิ่งใดกันแน่ ยามมีคนขันอาสาเด็ดหัวอันธพาลชั่วช้าอย่างโซ่วหูเอ๋อร์ ผู้อื่นกลับมองเขาด้วยสายตาเยี่ยงไร”
“นี่คือยุคสมัยที่หัวร่อคนจนแต่ไม่เหยียดหญิงคณิกา ยุคที่ผู้คนยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเงินตรา ทุกผู้ล้วนริษยาเศรษฐีมั่งคั่ง แล้วจะมีสักกี่คนที่ยังเห็นหัวคุณธรรมและความยุติธรรม เมื่อศีลธรรมถูกเหยียบย่ำ ผู้ใดเล่าจะยอมสละชีพกลางสมรภูมิเพื่อชาติบ้านเมือง”
“ยามปกติล้วนวางมาดองอาจ ประกาศกร้าวว่ายินดีพลีชีพเพื่อชาติ นั่นก็แค่ลมปาก เป็นเพียงละครปาหี่อวดอ้างความตงฉิน ทว่าเมื่อภัยร้ายมาเยือนถึงหน้าประตู จะมีสักกี่คนที่กล้าพุ่งทะยานทะลวงฟันโดยไม่สนความตาย”
“ศีลธรรมเสื่อมถอย จิตใจผู้คนวิปริตบิดเบี้ยว ราชวงศ์และชาวฉีเยี่ยงนี้ จะเอาสิ่งใดไปต้านทานการเหยียบย่ำจากกองทัพเทียนหยวนที่บ้าเลือดไม่กลัวตาย ยุคทองอันสงบสุข ต่อให้ฉาบหน้าด้วยทองคำจะมีประโยชน์อันใด สุดท้ายก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่สะกิดเพียงนิดก็พังทลาย”
ทุกถ้อยคำของจ้าวหนิงเค้นออกมาจากก้นบึ้ง น้ำเสียงหนักอึ้งดั่งเหล็กกล้าที่แฝงด้วยความรวดร้าวถึงขั้วกระดูก
แคว้นรุ่งเรือง ราษฎรทุกข์ทน แคว้นล่มสลาย ราษฎรยิ่งทุกข์เข็ญ สัจธรรมนี้มีมาแต่โบราณกาล ทว่าชาวบ้านก็มีเลือดเนื้อและจิตใจ ย่อมไม่มีทางก้มหน้าทนรับความทรมานโดยไร้ซึ่งเหตุผล
สงครามแคว้นสิบปีในชาติก่อน หาใช่ว่าราชวงศ์ต้าฉีจะตรึงแนวรบไม่อยู่ หรือไร้หนทางพลิกฟื้นกลับมาผงาด อาศัยปราการธรรมชาติแห่งแม่น้ำฮวงโห กองทัพฉียืนหยัดต้านทานข้าศึกได้ระลอกหนึ่ง อาศัยแนวป้องกันเจียงหวยก็รั้งทัพศัตรูไว้ได้อีกระลอก กระทั่งกองทัพเทียนหยวนเหยียบทะลวงแดนเสฉวน ยึดครองจิงเซียง แล้วกรีธาทัพล่องตามลำน้ำลงใต้ทะลวงเข้าสู่ใจกลางเจียงหนาน กองทัพฉีจึงพ่ายแพ้ย่อยยับอย่างเบ็ดเสร็จ
ต้นสงครามขั้วอำนาจ แนวป้องกันชายแดนเหนือของต้าฉีถูกกองทัพเทียนหยวนบดขยี้แตกพ่ายในคราเดียว นครเยี่ยนผิงล่มสลาย ฮ่องเต้จำต้องทิ้งเมืองหลวงลี้ภัยลงใต้ ทว่าเมื่อตั้งหลักได้ที่ฝั่งใต้ของลำน้ำฮวงโห กองทัพฉีก็ตีโต้กวาดชัยชนะได้หลายครา สร้างความสูญเสียแก่ทัพเทียนหยวนไปไม่น้อย
ทัพใหญ่เป่ยหูมีกำลังพลเพียงหนึ่งล้านนาย ซ้ำไม่อาจทำศึกยืดเยื้อ เมื่อสงครามระลอกใหญ่สิ้นสุด ชายฉกรรจ์จำนวนมากจำต้องถอยกลับไปต้อนแกะ ชนเผ่าคือรากฐาน ทุ่งหญ้ายังต้องการคนปศุสัตว์ กองกำลังเป่ยหูที่ทำศึกต่อเนื่องได้จริงจึงมีจำกัด
มิหนำซ้ำพวกมันยังต้องเจียดกำลังไปคุมเข้มเมืองที่ตีได้ คอยปราบปรามดินแดนอาณัติ หลังสูญเสียรี้พลไปในศึกใหญ่หลายครา ปัญหาแรกสุดที่เป่ยหูเผชิญคือภาวะขาดแคลนกำลังพลอย่างวิกฤต
ทว่าเป่ยหูกลับอุดช่องโหว่นี้ได้อย่างแนบเนียน แม้จะสูญเสียกำลังพลมหาศาลจากการฝ่าปราการฮวงโห แต่พวกมันยังรุกคืบลงใต้ ทุ่มสรรพกำลังเหยียบทะลวงเสฉวนจนสำเร็จ ซ้ำยังบดขยี้จิงเซียงและแนวป้องกันเจียงหวยจนแหลกราญ ท้ายที่สุดก็กวาดล้างต้าฉีจมกองเลือดไปทั้งแผ่นดิน
ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า ตลอดสิบปีแห่งสงครามแคว้น เป่ยหูยังคงขยายเขี้ยวเล็บไปทางตะวันตกอย่างไม่หยุดหย่อน ตีเมืองชิงแคว้น ใช้สงครามหล่อเลี้ยงสงคราม จนกอบกำชัยชนะที่คนรุ่นก่อนไม่อาจจินตนาการถึง
มนุษย์คือรากฐานแห่งการศึก เช่นนั้นแล้ว… กำลังพลมหาศาลของเป่ยหูมาจากที่ใด
คำตอบนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก
และมีเพียงหนึ่งเดียว…
ชาวฉี
ในหมู่พวกมัน มีทั้งทหารแตกทัพที่ยอมศิโรราบ กองกำลังส่วนตัวของคหบดีผู้ทรงอิทธิพล ตลอดจนชายฉกรรจ์ชาวบ้านที่โดนเกณฑ์มาเป็นโล่เนื้อ หลังจากหันเหทิศทางดาบไปสวามิภักดิ์ต่อเป่ยหู พวกมันก็ได้รับการขนานนามว่า… ‘ลวี่อิ๋ง’
ครึ่งหลังของสงครามแคว้น กองกำลังลวี่อิ๋งนี่แหละคือหอกแหลมที่ทิ่มแทงกวาดล้างกองทัพฉี
ยามสงครามสิบปีปิดฉาก ต้าฉีล่มสลายอย่างสมบูรณ์ ขุมกำลังลวี่อิ๋งภายใต้ป้ายคำสั่งของข่านเทียนหยวน กลับมีจำนวนมหาศาลกว่ากองทัพทหารม้าเป่ยหูถึงสามเท่า
กองกำลังลวี่อิ๋งจึงกลายเป็นรากฐานให้ข่านเทียนหยวนใช้กดขี่และปกครองแผ่นดินแดนภาคกลาง
จ้าวหนิงจำได้ฝังใจ ยามกองทัพเทียนหยวนยังฝ่าปราการแม่น้ำฮวงโหไม่สำเร็จ กองกำลังลวี่อิ๋งชุดแรกก็ปรากฏตัวบนสมรภูมิรบแล้ว เวลานั้นลวี่อิ๋งยังไม่มีราษฎรตาดำๆ เข้าร่วม ครึ่งหนึ่งคือทหารกบฏที่ยอมศิโรราบ ส่วนอีกครึ่งคือกองกำลังของผู้มีอิทธิพลและตระกูลใหญ่แห่งเหอเป่ย… หมาล่าเนื้อส่วนตัวของพวกเศรษฐีหน้าเงิน
ผู้ที่สลัดคราบเปลี่ยนฝั่งก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้และทัพหน้าทะลวงฟันให้เป่ยหู หาได้มีเพียงเศรษฐีที่ดินที่วันๆ เอาแต่เสวยสุขจากยุคทอง ทว่ายังมีขุนนางระดับท้องถิ่นอีกนับไม่ถ้วน
อาศัยคนพวกนี้ ด้านหนึ่งคอยชี้เป้าเผยแผนที่รบให้ทัพเป่ยหู อีกด้านยอมเป็นเบี้ยล่างปูทางให้ข้าศึก ทำให้ทัพฉีเผชิญวิกฤตสาหัสรอบด้าน และยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนแห่แหนไปสวามิภักดิ์ยามสถานการณ์รบเสียเปรียบ
เดนมนุษย์เหล่านี้ ยามสงบสุขล้วนเสวยสุขจนพุงพลุ้ย ปากพ่นคำสอนศีลธรรมจรรยา แท้จริงแล้วมโนธรรมตายด้านไปนานโข สิ่งเดียวที่พวกมันบูชาคือผลประโยชน์ เมื่อข่านเทียนหยวนหยิบยื่นเศษเนื้อให้ พวกมันก็พร้อมหมอบกราบเป็นสุนัขรับใช้ ใครมีน้ำนมให้ดื่มก็เรียกผู้นั้นว่ามารดา… ถ้อยคำนี้มิได้เกินจริงแม้แต่น้อย
หลังกองทัพเป่ยหูเหยียบยึดจงหยวน ด้วยนโยบายและระบอบของข่านเทียนหยวนที่นับว่าไม่เลวร้าย ชายฉกรรจ์ชาวบ้านที่เคยมีชีวิตบัดซบไร้ทางออกจึงทยอยเข้าร่วมกับทัพข้าศึก ขุมกำลังลวี่อิ๋งจึงขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง
แปดคำที่ว่า ‘ศีลธรรมเสื่อมถอย จิตใจผู้คนวิปริต’ ยามสงบอาจเป็นเพียงคำบ่นเพ้อของบัณฑิต ทว่าเมื่อไฟสงครามลามเลีย พลังทำลายล้างของมันกลับกลืนกินทุกสรรพสิ่งจนน่าสะพรึงกลัว
ทว่าวิบัติเช่นนี้สมควรโทษผู้ใด แผ่นดินล่มสลาย ราษฎรไร้ศีลธรรม ราชวงศ์เน่าเฟะถึงแก่น... ควรด่าทอผู้ใด คนแรกที่ต้องสังเวยความรับผิดชอบคือเจ้าของราชวงศ์ ฮ่องเต้! รองลงมาคือเหล่าขุนนางโฉดที่กัดกินแผ่นดิน
แล้วยามนี้โอรสสวรรค์กำลังทำสิ่งใด กำลังหมกมุ่นกับการริบอำนาจคืนจากตระกูลใหญ่เพื่อเสริมบารมี ขุนนางเล่าทำอันใด ฟาดฟันแย่งชิงผลประโยชน์กันกลางท้องพระโรง ส่วนขุนนางท้องถิ่นก็ใช้อำนาจกอบโกยเข้าพกเข้าห่อ สายตาของพวกมันเคยมองเห็นเดนมนุษย์ชั้นล่างหรือ จิตใจของพวกมันเคยเหลียวแลราษฎรตาดำๆ บ้างหรือไม่
ยุคทองงั้นหรือ หากวัดจากภาษีอากร ความมั่งคั่งของรัฐ และความหรูหราของเมืองหลวง นี่คือยุคทองที่รุ่งโรจน์ที่สุดในรอบร้อยปีอย่างมิต้องสงสัย ทะยานสู่จุดสูงสุดที่บรรพชนไม่เคยเหยียบย่าง ทว่าหากเพ่งมองไปที่สายเลือด จิตใจ และหยาดน้ำตาของชาวบ้าน... นี่มันคือวันสิ้นโลก!
หากไร้ภัยคุกคามจากแคว้นอื่น ราชวงศ์โสมมนี้อาจยื้อลมหายใจไปได้อีกนับร้อยปี ทว่าหากมีหมาป่าคลั่งดั่งกองทัพเทียนหยวนกรีธาทัพเหยียบข้ามแดน แผ่นดินนี้ก็พร้อมเปลี่ยนนายในชั่วข้ามคืน
ราชวงศ์ฉีสูญสิ้นศรัทธาจากราษฎร ท้ายที่สุดกองทัพฉีก็กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของชาวบ้านเสียเอง นี่คือสัจธรรมที่ผลักดันทุกสรรพสิ่งดิ่งลงสู่ความพินาศ
เพื่อกอบกู้ราชวงศ์เน่าเฟะ รักษาแผ่นดินผืนนี้ และแบกรับปณิธานพิทักษ์ชาติของตระกูลจ้าวท่ามกลางวิกฤต กระทั่งบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการคุ้มครองตระกูล สหาย และตนเอง… สิ่งที่จ้าวหนิงต้องลงมือกระทำนั้นหนักหนาสาหัสนัก การกระชากระดับพลังของตระกูลและพันธมิตร เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของหมากกระดานนี้เท่านั้น
ขุนนางและคหบดีที่มืดบอดเพราะกิเลสล้วนไร้ค่า สิ่งเดียวที่หยัดยืนเคียงข้างได้คือราษฎร
ชาวบ้านนั้นซื่อตรง ขอเพียงผู้ปกครองไม่ทอดทิ้ง คืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีให้ ต่อให้ไร้แพรพรรณชั้นดีหรืออาหารเลิศรส พวกเขาก็พร้อมหลั่งเลือดพลีชีพเพื่อชาติ ในสงครามสิบปี วีรชนยุทธภพที่นำโดยหออี้ผิ่น ตลอดจนบุรุษเลือดเดือดนับไม่ถ้วน ล้วนดาหน้าเข้าสู่สมรภูมิไม่ขาดสาย สละชีพสับสังหารศัตรูต่างเผ่าพันธุ์ เฉกเช่นเดียวกับตระกูลใหญ่และเศรษฐีบางกลุ่มที่ยอมทุ่มเททรัพย์สินเพื่อชาติ หยัดยืนสู้ตายกลางกองเพลิง สมศักดิ์ศรีแกนสันหลังแห่งต้าฉี
ในขณะเดียวกัน ราษฎรก็มองเห็นเพียงปากท้องที่จับต้องได้ หากราชสำนักยังกดขี่ข่มเหง ก็อย่าได้บังอาจพ่นคำว่าอุดมการณ์ใส่หน้าพวกเขา หากมีผู้ใดต่อลมหายใจให้พวกเขามีชีวิตรอด พวกเขาก็ไม่สนหรอกว่าใครจะขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ ยามทหารลวี่อิ๋งตวัดดาบบั่นคอชาวฉีด้วยกันเอง พวกมันไม่เคยลังเลแม้แต่เสี้ยววิ ยามคว้าชัยชนะกลางสมรภูมิ พวกมันก็ร้องรำทำเพลงอย่างสำราญใจบนภูเขาซากศพและทะเลเลือด พลางชูอาวุธตะโกนสรรเสริญข่านเทียนหยวนว่าจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี
หยางเจียนีนิ่งงันไปเนิ่นนาน นัยน์ตาทอประกายลุ่มลึกยามทะลวงจ้องใบหน้าจ้าวหนิง นางเค้นเสียงถาม
“เจ้าต้องการใช้คมดาบปราบอธรรมของหออี้ผิ่นกวาดล้างไปทั่วสารทิศ เพื่อประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่า โลกใบนี้ยังมีวีรชนผู้กล้าที่ยอมแลกเลือดเพื่อผดุงความยุติธรรมโดยไม่หวังผลตอบแทน เพื่อข่มขวัญพวกสวะชั้นสูงให้หวาดผวาจนหัวหด ทำให้ราษฎรตระหนักว่าความถูกต้องในต้าฉียังไม่ตาย… หวังบรรลุเป้าหมายพลิกฟ้าเปลี่ยนค่านิยมสังคมเช่นนั้นหรือ”
บัดนี้นางกระจ่างแจ้งถึงแก่นแท้ของวาจานั้น… บุรุษชุดเขียวถือดาบปราบอธรรม หากโลกหล้าไร้คุณธรรม ข้าจะเป็นผู้จารึกมันด้วยเลือดเอง
นี่คือปณิธานของจ้าวหนิง และเป็นเสียงคำรามจากเบื้องลึกของเขา
จ้าวหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น “ในสายตาขุนนางและเศรษฐีมีเพียงผลประโยชน์ ส่วนชาวบ้านตาดำๆ โหยหาเพียงความยุติธรรมและที่ยืนในสังคม ความโลภไร้ก้นบึ้ง ข้าไม่อาจถมกิเลสให้คนพวกแรกได้… แต่สำหรับความยุติธรรม ข้าพร้อมทุ่มสุดชีวิตเพื่อกระชากมันกลับมาให้ราษฎร”
หยางเจียนีเอ่ยแย้ง “แต่หออี้ผิ่นลงมือสังหารคนไปไม่น้อย ทั้งเศรษฐี อันธพาล หรือกระทั่งขุนนาง ล้วนสั่นคลอนรากฐานอำนาจรัฐ อีกไม่นานราชสำนักย่อมส่งกองทัพและผู้บำเพ็ญเพียรออกกวาดล้างมือดาบของเราทุกหย่อมหญ้า ต่อให้สิ่งที่เราทำคือความถูกต้อง ราชวงศ์ก็ต้องยัดเยียดข้อหากบฏและบดขยี้พวกเราอยู่ดี”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“เจ้าไม่กลัวหรือ”
“ไม่มีเหตุอันใดให้ต้องกลัว”
“กระทั่งความตาย?”
“หออี้ผิ่นไม่มีวันดับสูญ”
“เหตุใดจึงมั่นใจเพียงนั้น”
“ผู้ที่แข็งแกร่ง ย่อมไร้พ่าย”
“กองทัพหลวงอ่อนด้อยกว่าเรางั้นหรือ”
“ในระยะสั้น ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“ยอดฝีมือราชสำนักมีมหาศาล เพียงไม่กี่เดือนก็พลิกแผ่นดินล่าเราได้ทุกแห่งหน”
“สวะที่อยู่ต่ำกว่าระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ไม่คู่ควรให้ข้าชายตามอง”
“แล้วพวกที่อยู่เหนือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเล่า”
“มีเพียงหยิบมือ”
“แต่ก็ยังมากกว่าฝั่งเรา”
“มีมากไปก็ไร้ค่า พวกมันขยับเขยื้อนสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
“เพราะเหตุใด”
“ฮ่องเต้กำลังหน้ามืดริบอำนาจจากตระกูลใหญ่ ศาลทุยซื่อก็กำลังป่วนเมือง พวกมันจำต้องตรึงยอดฝีมือไว้รอบกายเพื่ออารักขาศูนย์กลางอำนาจ”
หยางเจียนีสูดลมหายใจลึก “เหตุใดเจ้าจึงหยั่งรู้ความเคลื่อนไหวของศาลทุยซื่อได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้”
“ในใต้หล้านี้ มีเรื่องใดบ้างที่ข้าไม่รู้”
หยางเจียนีถึงกับไร้ถ้อยคำจะเอ่ย
วาจานี้แม้ฟังดูโอหังอวดดี ทว่าเมื่อหลุดจากปากจ้าวหนิง มันกลับแฝงกลิ่นอายสยบผู้คนจนดูมีน้ำหนักขึ้นมาอย่างประหลาด
ยอดฝีมือ ณ ศูนย์กลางอำนาจขยับตัวลำบาก ส่วนที่ทำการท้องถิ่นแทบจะควานหาผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางขึ้นไปไม่เจอ ในขณะที่ยอดฝีมือขั้นเดียวกันของตระกูลจ้าว ตระกูลหยาง และหออี้ผิ่น กลับมีอยู่ไม่น้อย ซ้ำศัตรูประจานตนอยู่ในที่สว่าง ส่วนพวกเราซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด ความได้เปรียบนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
หยางเจียนีรีบเอ่ยแย้งต่อ “แต่หากล่วงเลยไป สังหารคนมากเข้าจนสั่นสะเทือนฟ้าดิน ราชสำนักย่อมไม่ยอมกอดอกดูดาย ขุมกำลังของเราท้ายที่สุดก็มีขีดจำกัด”
จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบ “อาศัยแค่พวกเราฝ่ายเดียว ย่อมไม่พออยู่แล้ว”
“เจ้าคิดจะขยายกำลังหออี้ผิ่น?”
“นั่นเป็นเพียงหมากตาหนึ่ง”
“พึ่งแค่หออี้ผิ่น... ย่อมไม่พอจริงๆ”
“ดังนั้นเราจึงต้องส่งคนกระจายเครือข่ายไปทั่วสารทิศ ชักนำวีรชนยุทธภพให้มาร่วมอุดมการณ์”
“เรื่องอาบเลือดผดุงคุณธรรมเยี่ยงนี้ ผู้ที่พร้อมสละชีพเข้าร่วมย่อมมีไม่น้อย”
“นับว่าสวรรค์ยังมีตา โลกใบนี้ยังไม่เน่าเฟะจนเกินเยียวยา”
“เมื่อคนมากพอ อุดมการณ์ลุกลามดั่งไฟลามทุ่ง ท้ายที่สุดมันจะหล่อหลอมเป็นค่านิยมใหม่ของสังคม”
“เมื่อค่านิยมฝังราก กระแสธารแห่งยุคสมัยย่อมไม่อาจต้านทาน”
“แต่มนุษย์มีทั้งดีชั่วปะปน ยามคนหมู่มากรวมตัวย่อมวุ่นวาย หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีสวะฉวยโอกาสก่อกวน สังหารคนเพื่อชิงผลประโยชน์ส่วนตน”
“นี่คือราคาเลือดที่เราต้องจ่าย”
“เจ้าจะไม่ลงมือแทรกแซงเลยหรือ”
“ข้าจะกวาดล้างเพียงบางส่วน”
“แล้วที่เหลือเล่า”
“ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการสิ จะปล่อยให้พวกมันนั่งกินเงินเดือนเปล่าหรือไร”
“……”
หยางเจียนีนิ่งครุ่นคิด ทว่าไม่อาจสลัดคราบความกังวลในใจ “แต่อย่างไรเสีย ยามนี้ยังถือเป็นยุคทองที่สงบสุข หาใช่กลียุค ราชวงศ์ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือใต้หล้า หากหออี้ผิ่นก่อคลื่นลมรุนแรงเกินไป ไม่ช้าก็เร็วราชสำนักต้องพิโรธหนัก ถึงเวลานั้นเมื่อยอดฝีมือนครเยี่ยนผิงถูกปล่อยจากกรง ทุกสิ่งย่อมพินาศ”
“ถูกต้อง”
“เจ้าก็ยังไม่หวั่นเกรง?”
“ไม่แม้แต่น้อย”
“เพราะเหตุใด”
“สถานการณ์เลวร้ายที่เจ้าว่า ต้องใช้เวลาบ่มเพาะอีกหลายปีกว่าจะปะทุ”
“แล้วหลังจากนั้นเล่า”
“เวลาที่ข้าต้องการ... ก็คือช่วงไม่กี่ปีนี้แหละ”
“เวลาเพียงไม่กี่ปี จะสร้างปาฏิหาริย์อันใดได้”
“เกินพอ”
หยางเจียนีชะงักงัน
วลีที่ว่า ‘เวลาไม่กี่ปีก็พอแล้ว’ ของจ้าวหนิง กำลังสื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไฟสงครามแคว้นกับเป่ยหูจะปะทุขึ้นอย่างแน่แท้
นางอดไม่ได้ที่จะหยั่งเชิง “เจ้ามั่นใจในขุมกำลังทัพและฤกษ์รุกรานของเป่ยหูถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ศาสตร์การคำนวณเช่นนี้ต้องรีดเค้นสมองและสูบพลังชีวิตอย่างหนัก เจ้าอยากเรียนรู้หรือไม่”
หยางเจียนีโบกมือปัดอย่างเด็ดขาด “ข้าจะเรียนไปทำไม ในเมื่อมีเจ้าอยู่ทั้งคน”
จ้าวหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบๆ
หยางเจียนีจ้องหน้าเขาเขม็ง “การเชิดผู้บำเพ็ญเพียรในยุทธภพให้ออกสับสังหารผดุงคุณธรรม หวังค้ำจุนความยุติธรรมและกดข่มความชั่วร้าย ท้ายที่สุดรัศมีอิทธิพลย่อมมีขีดจำกัด ซ้ำยังเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว หากดาบหยุดตวัดเมื่อใด ทุกสิ่งย่อมคืนสู่จุดเดิม”
“มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ แต่สิ่งที่ดิ้นรนทำได้ในตอนนี้มีเพียงเท่านี้ หากชิงจังหวะในช่วงไม่กี่ปีนี้กวาดล้างได้สำเร็จ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องความยั่งยืน… สิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ ก็แค่ยื้อลมหายใจต้าฉีให้ผ่านพ้นการรุกรานระลอกใหญ่ของเป่ยหูในคราหน้าให้จงได้”
“แล้วหลังต้านทานภัยรุกรานครานี้ได้เล่า เจ้าจะถอนรากถอนโคนปัญหาที่ต้นเหตุหรือไม่”
หยางเจียนีเค้นเสียงถามต่อ
ขุนนางฉ้อฉลกอบโกยอำนาจ เศรษฐีกดขี่เหยียบย่ำราษฎร คหบดีกว้านซื้อฮุบที่ดิน อันธพาลรังแกคนดี… นี่หาใช่โรคระบาดที่จะรักษากระทั่งถอนรากถอนโคนได้เพียงแค่อาศัยดาบของวีรชนชาวยุทธ์
จ้าวหนิงปิดปากเงียบ
หยางเจียนีก็มิได้คาดคั้นต่อ นางทำเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ
คำถามนี้หนักหน่วงเกินจะเอ่ย และไร้ความจำเป็นต้องหาคำตอบในยามนี้
การจะพลิกฟื้นศีลธรรมและสันดานดิบของผู้คนให้ขาวสะอาด เปลี่ยนแปลงโฉมหน้ายุคสมัย ชำระล้างแผ่นดินและราชวงศ์เสียใหม่ รื้อกระดานหั่นแบ่งผลประโยชน์ในใต้หล้าอีกครา เพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้มีผืนดินหยัดยืนและข้าวปลาประทังชีวิต บันดาลให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากขุมนรก... นี่ยังเป็นภาระที่คุณชายจากตระกูลใหญ่ หรือผู้นำตระกูลขุนนางบู๊เพียงคนเดียวจะแบกรับไหวอย่างนั้นหรือ
หากปรารถนาจะสลักความยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้จงได้… สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องบดขยี้กุมอำนาจเด็ดขาดเหนือใต้หล้าไว้ในกำมือแต่เพียงผู้เดียว!