ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 258 พลังอำนาจ (ตอนต้น)
โจวยางหลับตาลง เปลือกตาสั่นระริกปิดซ่อนรอยแค้นฝังลึก
ตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบระดับเมืองโดนสวมรอยปล้นชิง สูญสิ้นทั้งคุณสมบัติจวี่เหริน กระทั่งฐานะซิ่วไช่ก็ถูกริบคืน สำหรับปัญญาชนที่ทุ่มเทเลือดตาแทบกระเด็น ฝากฝังทั้งชีวิตไว้กับเส้นทางขุนนาง นี่คืออสนีบาตฟาดฟันกลางแสกหน้า เป็นความพินาศที่บดขยี้โจวยางจนจมดิน
ทว่าโศกนาฏกรรมเพิ่งจะเริ่มต้น
ยามเขากัดฟันฝืนยืนหยัด หวังทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อลุกขึ้นสู้อีกครา โชคชะตากลับเหยียบย่ำซ้ำรอย ตอกย้ำให้ตระหนักว่าขุมนรกเพิ่งเปิดประตูกว้าง
ช่วงปีแรกๆ โจวยางงัดสารพัดเล่ห์เหลี่ยมหวังทวงคืนฐานะ ยอมขายทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัวเพื่อวิ่งเต้นเบิกทาง ใช้สติปัญญาผูกมิตรกับขั้วอำนาจปรปักษ์ตระกูลฟาง หวังยืมดาบฆ่าคน ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร ขุมกำลังตระกูลฟางไม่เพียงไม่สะเทือน กลับยิ่งแผ่ขยายไพศาล ต่อให้เขามีแผนการร้อยแปดก็มิอาจต้านทานกระแสน้ำเชี่ยว ท้ายที่สุด ขั้วอำนาจที่เขาไปสวามิภักดิ์กลับโดนตระกูลฟางถอนรากถอนโคนจนสิ้นซาก
หลายปีให้หลัง เขากลืนเลือดกลบแผล เปลี่ยนกลยุทธ์ซ่อนคมคอยท่า ในเมื่อพึ่งพายืมมือผู้ใดไม่ได้ ก็หันหน้าเข้าสู่เส้นทางวาณิชย์สร้างความมั่งคั่งด้วยตนเอง รอคอยจนทรัพย์สินพูนภูเขา ค่อยผูกมิตรศัตรูของตระกูลฟางอีกครั้ง ตั้งตนเป็นแกนนำกวาดล้าง พร้อมใช้เงินตราเบิกทางสายการเมือง
สติปัญญาโจวยางนับว่าล้ำเลิศ เส้นทางค้าขายก็จับทางพลิกแพลงดั่งใจนึก เพียงไม่กี่ปีก็ผงาดขึ้นเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองยวิ่นโจว
ทว่ายามเขากำลังเหิมเกริม เตรียมกางหมากรุกกระดานต่อไป ตระกูลฟางกลับตลบหลังประสานมือกับทางการจู่โจมสายฟ้าแลบ เจ้าหน้าที่บุกค้นพบเกลือเถื่อนมหาศาลในคลังสินค้า โทษลักลอบค้าเกลือมีสิทธิ์หัวหลุดจากบ่า เพียงชั่วข้ามคืน ทรัพย์สมบัติถูกริบสิ้น จวนถูกยึด ร่างทะนงถูกล่ามโซ่ตรวนโยนเข้าคุกมืด
หากมิใช่เพราะไหวตัวทัน ทุ่มเททองคำที่ซ่อนไว้ติดสินบนข้าหลวง อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตออกมาในอีกหลายปีให้หลัง โอกาสถูกทรมานจนตายโหงในซอกหลืบมีเกินกว่าแปดส่วน
วันเวลาในคุกมืดกรีดเฉือนจิตวิญญาณเขาจนแหลกเหลว เขาตระหนักแจ้งแก่ใจ… มดปลวกมิอาจสู้ราชสีห์ ต่อให้ดิ้นรนเพียงใดก็มีแต่รนหาที่ตาย ประกอบกับวัยล่วงเลย ภาระสืบสกุลบีบคั้น เขาจำต้องกลืนเลือดกล้ำกลืนความอัปยศ ซื้อลมหายใจเฮือกต่อไป
ยามพ้นโทษ โจวยางเหลือเพียงร่างเปล่าเปลือย เขาเลือกก้มหัวยอมจำนน เลิกคิดเอาไข่ไปกระทบหิน
สองมือหวนจับพู่กัน ทว่ามิใช่เพื่อสอบขุนนาง หากแต่เพื่อปากท้อง เขาตวัดปลายพู่กันแต่งบทเพลงป้อนหอนางโลม รังสรรค์บทงิ้วให้คณะราษฎร เขียนนิทานปรัมปราส่งโรงพิมพ์ ด้วยพรสวรรค์ระดับฟ้าประทาน ชื่อเสียงจึงกลับมาดังกระฉ่อน กอบกู้ฐานะตั้งตัวได้อีกครา กระทั่งได้แต่งภรรยาสร้างครอบครัว
ยอมคุกเข่าให้โชคชะตาและอำนาจมืด ทว่าลึกดิ่งในใจยังมิยอมจำนน เขาหมายมั่นผงาดในฐานะกวีเอก ให้ชื่อเสียงสะท้านแผ่นดินดั่งหลี่ไป๋ตู้ฝู่ หวังใช้บารมีนี้เชื่อมโยงขุนนางใหญ่ในราชสำนัก เพื่อเบิกทางทวงคืนความยุติธรรม
น่าเสียดาย บทเรียนเลือดสองคราก่อนหน้า ทำให้ตระกูลฟางไม่คิดปล่อยเสือเข้าป่า พวกมันย่อมไม่ทนดูเขาสะสมบารมีจนกลายเป็นหอกข้างแคร่
ชั่วข้ามคืน หอนางโลมทุกแห่งปิดประตูใส่หน้า โรงพิมพ์ทุกสำนักปฏิเสธต้นฉบับ ยิ่งไปกว่านั้น ทางการขุดคุ้ยบทงิ้วเก่าขึ้นมาตีดวาม กล่าวหาว่าซุกซ่อนข้อความกบฏ เตรียมลากคอเขาเข้าคุกอีกรอบ
ตรอกซอกซอยบีบคั้นจนไร้ทางถอย โจวยางคลุ้มคลั่งด้วยเพลิงแค้น ตวัดพู่กันเขียนฎีกาเลือดแฉสันดานชั่วช้าของตระกูลฟาง โปรยเกลื่อนทุกถนนหนทาง หวังยืมกระแสสังคมปลุกระดมชาวบ้าน แตกหักชี้เป็นชี้ตาย
แต่ความจริงตอกหน้าอย่างจัง หอกง้าวอักษรสูญเปล่า ตระกูลฟางสมรู้ร่วมคิดกับจวนว่าการ ข้าหลวงออกประกาศตราหน้าโจวยางว่าสันดานทราม โคตรเหง้าเป็นโจรป่าไร้การอบรม ซ้ำยังปั้นน้ำเป็นตัวว่าเขาเคยทะนงตน เสนอตัวสอบแทนบุตรชายคนโตผู้นำตระกูลฟางเพื่อรีดไถเงินทอง พอถูกปฏิเสธก็แว้งกัด ปั้นน้ำเป็นตัวว่าถูกสวมรอยแย่งผลสอบ… ข้อหาโสมมสารพัดถูกยัดเยียด บิดเบือนจนโจวยางกลายเป็นสวะเดนคนที่สมควรโดนถ่มน้ำลายรดให้จมตาย
ทันทีที่ป้ายประกาศติดหรา โจวยางแทบจมกองน้ำลายตายตกตามคำสาปแช่ง ชาวบ้านย่อมหลับหูหลับตาเชื่อถือทางการ มากกว่าปัญญาชนตกยากผู้หนึ่ง
ทางการชี้ว่าผิด ย่อมต้องผิด คำแก้ต่างกลายเป็นคำแก้ตัวของคนบาป ฝูงชนบุกมาล้อมหน้าจวนทุกวี่วัน สาดอุจจาระ ปาหิน ขว้างผักเน่า พร้อมคำด่าทอสาปแช่ง ภรรยาทนแบกรับความอัปยศไม่ไหว หอบบุตรหนีเตลิดกลับบ้านเกิด ตัดขาดเยื่อใยสิ้น ซ้ำร้ายภายใต้การยุแยงของทางการ โจวยางกลับกลายเป็นบุรุษคนแรกที่ถูกภรรยา ‘เขียนหนังสือหย่า’ ทิ้งอย่างน่าสมเพช
วินาทีนั้น โจวยางประจักษ์แจ้งถึงคมดาบไร้เงาของกระแสสังคม ผู้ใดกุมทิศทางลม ผู้นั้นผูกขาดความถูกต้องและสัจธรรม เขาซึ้งสัจธรรมทะลุกระดูกดำ… หากกำอำนาจไว้ในมือ ย่อมชักใยปากคนได้ดั่งใจนึก
เขาไร้ซึ่งอำนาจ จึงกลายเป็นคนบาปโดยสมบูรณ์ เมื่อฝูงคนชี้ว่าดำ ต่อให้ขาวหมดจดก็ต้องดำ ตระกูลฟางเหยียบย่ำโจวยางจนแหลกสลาย เป็นการเชือดเฉือนที่อำมหิตยิ่งกว่าบั่นคอให้ตายตก หนึ่งปีเต็มหลังจากนั้น โจวยางมีสภาพไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่ทุกคนรุมทุบตี ใช้ชีวิตราวกับตกนรกทั้งเป็น
ถึงกระนั้นเขาก็ยังกัดฟันสู้ ฟางเส้นสุดท้ายคือการดันทุรังบำเพ็ญเพียร หากมาตรว่าทะลวงสู่ระดับราชันย์ได้ ย่อมพลิกฟ้าคว่ำปฐพีได้สมดั่งใจ เขาพร้อมสู้ยิบตากับตระกูลฟางจนหยดเลือดหยดสุดท้าย ทวงคืนชีวิตที่ถูกพรากไปกลับคืนมา
กระทั่งไม่กี่วันก่อน ยามกลับไปเซ่นไหว้บรรพชน เขากลับพบว่าสุสานตระกูลถูกขุดรากถอนโคน ผู้ลงมือมิใช่คนของตระกูลฟาง แต่เป็นเศษสวะอันธพาลที่เกิดคลุ้มคลั่งผดุง ‘ความยุติธรรม’ ขึ้นมาผิดที่ผิดเวลา จังหวะที่หัวใจเขากำลังแหลกสลาย ยอดฝีมือตระกูลฟางก็รุกฆาตซ้ำซ้อน
กาลก่อน ยอดฝีมือตระกูลฟางเคยส่งมือสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าตบะของเขารุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ทุกคราที่คมดาบฟาดฟัน เขากลับรอดตายหวุดหวิดด้วยพลังที่เหนือความคาดหมาย เฉกเช่นคราวที่ถูกซัดร่วงแม่น้ำฮวงโห
การบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิด โดยเฉพาะขั้นกลาง เปรียบดั่งยันต์คุ้มภัยชั้นยอด ตระกูลฟางมิกล้าผลีผลามบั่นคอยอดฝีมือระดับนี้ส่งเดช ซ้ำการลอบสังหารยังยากเย็นแสนเข็ญ ท้ายที่สุด ตระกูลฟางก็ไร้เงายอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ตัวตนระดับนั้นมีเพียงตระกูลใหญ่ยักษ์เท่านั้นครอบครอง ด้วยเหตุนี้ โจวยางจึงรักษากระหม่อมตนเองไว้ได้
ทว่าการกลับไปไหว้บรรพชนครานี้ เมื่อย่างเหยียบสู่แดนทุรกันดารห่างไกลหูตาผู้คน ตระกูลฟางก็ปลดเปลื้องความกังวลสิ้น ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางหลายคน นำกำลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นอีกโขยง รุมทึ้งสับฟันโจวยางจนปางตาย
สุนัขรับใช้พวกนั้นมิได้ปลิดชีพเขาทันที กลับบดขยี้ฐานตบะจนแหลกสลาย จงใจปล่อยให้เขามีลมหายใจรวยริน เพื่อทนทรมานกับความอัปยศและสิ้นหวังไปชั่วนิรันดร์
ในที่สุดโจวยางก็แหลกสลาย เส้นทางผงาดฟ้าถูกตัดขาด การชำระแค้นล้างเลือดกลายเป็นฝุ่นผง ไร้หนทางเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลอีกต่อไป ชีวิตถูกสาปให้จมปลักกับโศกนาฏกรรม เขาทำได้เพียงรอวันตายกลางพายุเลือด ไร้วาสนาได้เห็นแสงตะวันเบิกฟ้าอีกกาลนาน
วันนี้ยามระหกระเหินถึงริมแม่น้ำนอกเมือง ความบอบช้ำกรีดแทงจนสุดสะกดกลั้น สติสัมปชัญญะหลุดลอย นำพาเขาก้าวสู่เส้นทางสายสุดท้าย… ทิ้งร่างจมดิ่งลงก้นแม่น้ำ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
สิ้นคำบอกเล่า ป้านสุราว่างเปล่าเพิ่มขึ้นอีกสามใบ
จ้าวหนิงพรูลมหายใจยาว มิได้ปริปากเอ่ยสิ่งใด เพียงยกจอกสุราขึ้นรินดื่มเป็นเพื่อน
เบื้องหน้าโศกนาฏกรรมอันหนักอึ้ง คำปลอบประโลมจอมปลอมล้วนจืดชืดและไร้ค่ายิ่งกว่าเศษดิน
มองผิวเผิน ชื่อเสียงตระกูลฟางในเมืองยวิ่นโจวมิได้เลวทรามปานนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง ในสงครามใหญ่ชาติปางก่อน ตระกูลฟางคงไม่อาจซ่องสุมกองกำลังท้องถิ่นที่ยอมพลีชีพตามติดไปรบพุ่งได้ เรื่องกดขี่ข่มเหงราษฎร หากเปรียบเทียบระหว่างสวะปลายแถวอย่างโซ่วหูเอ๋อร์และสวี่เสี่ย กับทรราชเรืองอำนาจอย่างตระกูลฟาง รูปแบบย่อมต่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
พวกแรกฐานะต่ำต้อย ทรัพยากรขัดสน กระทำได้เพียงขูดรีดชาวบ้านหน้าด้านๆ ชื่อเสียงฉาวโฉ่ติดตัวย่อมหนีไม่พ้น ส่วนขั้วอำนาจระดับตระกูลฟาง ใช้วิธีการแนบเนียนลึกล้ำ ประสานมือทางการพลิกขาวเป็นดำ คุมกระแสสังคม ย่อมเบี่ยงเบนความเคียดแค้นของฝูงชนหลุดพ้นตัว
นี่ยังส่งผลโดยตรงว่า… ระหว่างบดขยี้โซ่วหูเอ๋อร์กับการถอนรากตระกูลฟาง ความยากง่ายห่างชั้นกันลิบลับ ซ้ำเมื่อโค่นล้มสำเร็จ ยังต้องประจักษ์ความชอบธรรมแก่สังคม นั่นยิ่งยากเย็นเข็ญใจทะลุฟ้า
ส่วนเรื่องสวมรอยปล้นผลสอบ สำหรับจ้าวหนิงหาใช่เรื่องแปลกพิสดาร ไม่ว่าคหบดีระดับใด หากหมายปีนป่ายสู่อำนาจ ย่อมต้องมีขุมกำลังบุคลากรไว้ใช้งาน หากไร้คน ก็ใช้อำนาจเงินตราเสกสรรขึ้นมา ไร้คุณสมบัติ ก็ยัดเยียดคุณสมบัติให้ ตรรกะโสมมนี้มิพ้นเงินต่อเงิน
และการผลักดันให้ตระกูลมีจวี่เหรินเข้ารับราชการเพิ่มขึ้นอีกคน ย่อมพลิกแพลงผลประโยชน์มหาศาลคืนสู่วงศ์ตระกูล
“ความอัดอั้นนับสิบปี วันนี้พรั่งพรูจนหมดไส้หมดพุง สมควรดื่มฉลองให้หมดจอก วันธรรมดาต่อให้อยากพร่ำบอก ก็ไร้คนรับฟัง ไร้คนเชื่อถือ คุณชายจ้าว เชิญ”
โจวยางนับว่าคอทองแดง สติยังครบถ้วนวาจาฉะฉาน เขามองออกว่าจ้าวหนิงทั้งเชื่อใจและเข้าอกเข้าใจ ความหนักอึ้งในอกจึงบรรเทาลง ทว่าสิ่งที่เขาต้องการ มีเพียงการ ‘ระบายความอัดอั้น’ หาได้คิดยืมมือจ้าวหนิงให้เปลืองตัว บทสนทนามาถึงจุดนี้จึงเหลือเพียงการสาดสุราลงคอ
แต่จ้าวหนิงกลับวางจอกลง ท่ามกลางสายตางุนงงของโจวยาง เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ชีวิตพี่โจวพินาศย่อยยับด้วยเงื้อมมือตระกูลฟาง สุราจอกนี้… เก็บไว้รอจนกว่าจะเด็ดหัวพวกมันล้างแค้นสำเร็จค่อยดื่มเถิด ถึงเวลานั้น ค่อยเรียกได้ว่าสมควรฉลองให้หมดจอก”
โจวยางแค่นหัวเราะขมขื่น “ยามตบะยังสมบูรณ์ ข้ายังล้างแค้นไม่สำเร็จ นับประสาอะไรกับเศษสวะพิการในตอนนี้ จะเอาส้นเท้าใดไปงัดกับตระกูลฟาง”
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงราบเรียบประดุจสัจธรรม “มีข้าหนุนหลัง พี่โจวย่อมชำระหนี้เลือดได้สำเร็จแน่นอน”
“คุณชายจ้าว… ท่านน่ะหรือ” โจวยางชะงักงัน ก่อนส่ายหน้าหัวเราะร่า “น้ำใจคุณชายจ้าว ข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่เรื่องนี้ฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้ ตระกูลฟางอำนาจล้นมือ สมรู้ร่วมคิดทางการจนรากฝังลึก ต่อให้ท่านมีชาติตระกูลหนุนหลัง หากแส่เท้าเข้ามายุ่ง เกรงจะโดนลากลงนรกไปด้วย ข้าจะดึงสหายมาร่วมตายได้อย่างไร”
จ้าวหนิงถามเนิบนาบ “ในสายตาพี่โจว ผู้ที่จะทวงคืนความเป็นธรรมให้ท่านได้ ต้องทรงอำนาจระดับใด”
โจวยางสวนกลับทันควันไร้ความลังเล “อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าของแผ่นดิน และต้องพึ่งพาขุนนางใหญ่ในราชสำนักออกหน้า จึงจะพลิกกระดานนี้ได้”
จ้าวหนิงพยักหน้าช้าๆ “ถ้าเช่นนั้น… ตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง นับเป็นตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าหรือไม่”
“ตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง” โจวยางเบิกตาโพลง “หากตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าอย่างตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง ยังมิใช่อันดับต้นๆ ในแผ่นดินต้าฉีนี้ยังมีผู้ใดกล้าผยองอ้างตัวเป็นแนวหน้าอีก”
กล่าวจบเขาก็แค่นเสียงหัวเราะขมขื่น “ทว่าใต้เงื้อมมือตระกูลฟาง ข้าแทบก้าวเท้าพ้นเมืองยวิ่นโจวมิได้ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปคุกเข่าขอความเมตตา มหาอำนาจเทียมฟ้าอย่างตระกูลจ้าว มีเหตุผลอันใดต้องก้มมองสวะเปื้อนโคลนที่ชื่อเสียงเหม็นโฉ่โดนชาวบ้านรุมสับประจานเยี่ยงข้า”
จ้าวหนิงเหยียดยิ้มบาง “มีข้าอยู่ ต่อให้พี่โจวเหยียบอยู่บนดินยวิ่นโจว ก็เรียกขานอำนาจตระกูลจ้าวได้”
“แค่มีท่าน” โจวยางขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววเคลือบแคลงระคนฉงน ในใจเริ่มคิดว่าบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าชักจะโอหังเกินตัว เพียงอาศัยน้ำคำคนผู้เดียว จะสั่นคลอนตระกูลจ้าวให้ยื่นมือมาขวางง้าวได้เชียวหรือ ด้วยเหตุผลพรรค์ใด เพียงเพราะบังเอิญแซ่จ้าวเหมือนกันกระนั้นหรือ คนแซ่จ้าวเกลื่อนทั่วแผ่นดิน อีกฝ่ายหลงเงาตัวเองคิดว่าเป็นทายาทสายตรงตระกูลจ้าวหรืออย่างไร
เสี้ยวพริบตานั้น ประกายความคิดหนึ่งพลันแล่นปลาบเข้าสู่สมองโจวยาง ท่อนแขนสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นัยน์ตาที่จดจ้องจ้าวหนิงเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความตระหนก ริมฝีปากอ้าค้างพะงาบๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ก่อนละล่ำละลักราวกับเห็นผี “คุณชายจ้าว… หรือว่าท่านจะมีความเกี่ยวพันกับตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง หรือว่า… ท่านคือทายาทตระกูลจ้าวตัวจริง”
ก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำปานรัวกลองรบ ลมหายใจหอบกระชั้น เลือดลมสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นถึงขีดสุด
ครึ่งค่อนชีวิตจมปลักกับวิบากกรรมแสนสาหัส ไม่เคยพานพบแสงสว่างแม้แต่เส้นสายเดียว แน่นอนว่าเขาย่อมปรารถนาอย่างบ้าคลั่ง ให้คุณชายสูงศักดิ์เบื้องหน้าเป็นสายเลือดตรงของตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง และสามารถฉุดรั้งเขาขึ้นจากขุมนรก ทว่าอีกใจหนึ่ง สัญชาตญาณกลับต่อต้านว่า ปาฏิหาริย์เหนือจริงปานนี้ ไฉนเลยจะหล่นทับหัวคนอัปยศเช่นเขา
คนแปลกหน้าสองคนไร้เส้นใยผูกพัน เพียงเพราะเขาทิ้งร่างลงแม่น้ำ กลับถูกอีกฝ่ายช่วยชีวิตไว้ หนำซ้ำอีกฝ่ายยังบ้าบิ่นพอจะชักดาบห้ำหั่นกับอสรพิษอย่างตระกูลฟางเพื่อเขา แล้วตัวตนของชายผู้นี้ยังเป็นถึงคุณชายตระกูลจ้าวอันเกรียงไกร ใต้หล้านี้ยังมีเรื่องบังเอิญที่ไร้เหตุผลปานนี้อยู่อีกหรือ ชายผู้นี้ยื่นมือเข้าสอด ต้องการสิ่งใดตอบแทนกันแน่ เรื่องราวประดุจความฝันเช่นนี้ จะร่วงหล่นใส่เดนคนอาภัพเช่นเขาได้อย่างไร
เบื้องหน้านัยน์ตาสับสนที่คล้ายจะคว้าฟางเส้นสุดท้ายทว่าก็หวาดหวั่นของโจวยาง จ้าวหนิงยังคงมีสีหน้าเยือกเย็นดุจผิวน้ำนิ่ง ก่อนเอื้อนเอ่ยเสียงเนิบช้า
“พี่โจว… เคยได้ยินชื่อ ‘จ้าวหนิง’ บ้างหรือไม่”