ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 257 พานพบข้ามภพชาติ (ตอนปลาย)
โจวยางทนทุกข์ทรมานปล่อยเวลาสูญเปล่ามานับสิบปี นอกจากความรู้ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นเงินทอง เขาสูญเสียทุกสิ่งจนสิ้น จิตใจด้านชาดุจบ่อน้ำไร้คลื่นลม ไร้ซึ่งความคาดหวังต่อผู้คนหรือสรรพสิ่ง แม้แต่ความปรารถนาจะระบายความอัดอั้นก็มอดดับลงสิ้น
เขาไม่คิดเปิดใจกับคุณชายชาติกำเนิดสูงส่ง ผู้มีชีวิตราบรื่นดั่งเรือล่องตามน้ำเช่นจ้าวหนิง เมื่อเทียบกันแล้ว ชะตากรรมของทั้งสองแตกต่างราวฟ้ากับเหว เขาหยิ่งทะนงเกินกว่าจะลดตัวลงไปเสวนาเปิดอกกับคนพรรค์นี้
ทว่าท่าทีของจ้าวหนิงกลับทิ่มแทงศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีคือสิ่งเดียวที่ต่อให้แหลกเป็นผุยผงเขาก็ไม่มีวันทอดทิ้ง โทสะพลุ่งพล่านในอก เขาตัดสินใจจะทำให้จ้าวหนิงประจักษ์ว่าตนมิใช่คนต่ำต้อยตื้นเขิน และถือโอกาสเบิกเนตรคุณชายผู้นี้ให้รู้ซึ้ง ว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายมืดบอดต่อโลกอันบิดเบี้ยวใบนี้เพียงใด ไม่เคยล่วงรู้ถึงความโสมมและซับซ้อนของสันดานมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
วาจา “ยินดีรับฟัง” ของจ้าวหนิงราบเรียบไร้ระลอกอารมณ์ ทว่าสิ่งที่ทำให้โจวยางตื่นตะลึงคือ… นัยน์ตาของอีกฝ่ายวูบไหวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เป็นความเจ็บปวดที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ และคมกริบประดุจคมดาบกรีดทะลุวิญญาณ
เขาชะงักงัน ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยปาก “ในสายตาคุณชาย ความตายคือความขลาดเขลา นั่นเพราะคุณชายเชื่อว่า ขอเพียงกล้าหาญเผชิญหน้า ชีวิตย่อมไม่มีทางดิ่งลงเหว ทว่าสำหรับข้า… ความตายคือการหลุดพ้น ชีวิตข้ามีแต่ความทุกข์ระทมทับถมความทุกข์ระทม ทรมานทับถมทรมาน ไม่ว่าข้าจะดิ้นรนเพียงใด กล้าหาญแค่ไหน หรือทลายอุปสรรคไปเท่าไร สุดท้าย… ทุกสิ่งก็สูญเปล่า”
“หากชีวิตไร้สิ้นสิ่งอาวรณ์ หากการมีลมหายใจคือการทนรับทัณฑ์ทรมานไร้จุดจบ เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่ดับไฟจุติเสียเล่า ในเมื่อความกล้าหาญไม่อาจพลิกผันชะตาชีวิต เช่นนั้นความกล้าหาญของข้า… จะใช้เพื่อปลิดชีพตนเองแสวงหาการหลุดพ้นมิได้เชียวหรือ”
“สำหรับคุณชาย อุปสรรคคือสิ่งที่พอก้าวข้าม ท้องฟ้าย่อมสดใส นั่นเพราะคุณชายมีอำนาจบารมีหนุนหลัง การลุกขึ้นสู้หรือเริ่มต้นใหม่ย่อมง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ทว่าสำหรับชาวบ้านเดินดิน พวกเขาเกิดมามือเปล่า ไร้ที่พึ่งพิง”
“ความยากลำบากที่นับเป็นเพียงเศษธุลีในสายตาคุณชาย สำหรับพวกเขามันคือแท่นประหารลานเลือด! อุปสรรคขวากหนามมากมายล้วนสูงตระหง่านจนมิอาจข้ามพ้น ความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวก็พอจะกระชากพวกเขาร่วงหล่นสู่ขุมนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ คนยากไร้ที่ต้องจบชีวิตท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำมีเกลื่อนแผ่นดิน พวกเขาไม่มีวันได้เห็นรุ้งงามหลังฟ้าสาง”
“หากทุกคนสามารถแหวกม่านเมฆาเห็นแสงตะวัน ใต้หล้านี้จะมีคนตรอมใจตายมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร มิใช่ว่าทุกคนล้วนมีชีวิตเจิดจรัสได้หรอกหรือ”
“สามัญชนที่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ไร้ซึ่งความสำเร็จใดตลอดช่วงชีวิตคือคนส่วนใหญ่ของโลกหล้า มิใช่ว่าพวกเขาดิ้นรนไม่พอ แต่ความพยายามนั้นมัน ‘ไร้ค่า’ สรรพสิ่งบนโลกใบนี้ มิใช่ใช้เพียงความพยายามแล้วจะพลิกฟ้าคว่ำดินได้ และถึงกระนั้น พวกเขาก็นับว่าสวรรค์เมตตา เมตตาที่ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับกำแพงตันที่ก้าวข้ามไม่พ้น”
“หากแต่แรกเริ่ม ข้ายอมรับชะตากรรมเป็นเพียงสามัญชน ข้าคงไม่ต้องแหลกสลายถึงเพียงนี้ ใต้หล้านี้มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่ใช้ชีวิตต้อยต่ำดั่งใบหญ้าริมทาง หากข้าเกิดมาโง่งม ไร้ปณิธานทะยานฟ้า ไม่ยึดติดกับความโดดเด่นเหนือจอมคน ข้าคงไม่ต้องแบกรับความเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าสวรรค์กลับประทานพรสวรรค์ให้ข้าแต่เยาว์วัย สร้างชื่อเสียงเลื่องลือสะท้านแผ่นดิน”
“หากเส้นทางชีวิตข้าไม่ถูกขวางกั้นด้วยกำแพงเหล็กที่ไม่อาจปีนป่าย ต่อให้ต้องหกล้มคลุกคลานอีกนับพันครั้ง ป่านนี้ข้าคงได้สวมชุดขุนนางนั่งแท่นผู้ว่าการหัวเมืองไปนานแล้ว! จะต้องมาถูกโชคชะตาบีบคั้นจนต้องกระโดดน้ำปลิดชีพตัวเองเยี่ยงสุนัขข้างถนนเช่นนี้หรือ”
กล่าวถึงตรงนี้ โจวยางพลันชะงักงัน เพิ่งตระหนักว่าตนพรั่งพรูความในใจมากเกินไป กล่าวไปก็ไร้ประโยชน์ คุณชายผู้เสวยสุขบนกองเงินกองทองอย่างจ้าวหนิงไม่มีวันเข้าถึงแก่นความรันทดนี้ เปลืองน้ำลายโดยแท้ เขาแค่นยิ้มหยันตนเอง พลางยกมือประสานคารวะ ตั้งใจว่าหลังรับคำทักทายตามมารยาทแล้วจะขอตัวอำลาทันที
อย่างน้อยความอัดอั้นตันใจในอกก็ถูกปลดปล่อยออกไปบ้าง แม้ไม่อาจชะล้างความร้าวราน ทว่าความระแวดระวังและอคติที่มีต่อจ้าวหนิงกลับเบาบางลงหลายส่วน
จ้าวหนิงเอ่ยตอบ วาจาเพียงประโยคเดียว... พลิกเปลี่ยนสายตาของโจวยางที่มีต่อเขา
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับเชื่องช้า ทว่าถ้อยคำที่หลุดจากริมฝีปากกลับกระแทกกลางใจโจวยางดุจค้อนเหล็ก
“ข้าอาจไม่กระจ่างในทุกสิ่งที่ท่านกล่าว ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ข้าตระหนักแท้…” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “การที่คนผู้หนึ่งเฝ้าหมกมุ่นปรารถนาความตาย นั่นเป็นเพราะ… เขาใช้ชีวิตอย่างเอาเป็นเอาตายมากเกินไปต่างหาก”
โจวยางแข็งทื่อดุจรูปสลักหิน อ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดแสน
คนสิ้นหวังทอดทิ้งชะตา ย่อมปรารถนาความตายดับสูญ คนที่ไม่เคยพบพานทางตัน ย่อมหัวร่อเยาะหยันคนประเภทแรก พร่ำพรรณนาว่าขนาดความตายยังไม่หวั่น แล้วจะหวาดกลัวการมีชีวิตไปไย ทว่า… มีเพียงคนจำพวกที่สามเท่านั้น จึงจะสามารถเอื้อนเอ่ยวาจาเฉกเช่นจ้าวหนิงได้ เพราะพวกเขาประจักษ์แจ้งแก่ใจ… การมีลมหายใจต่อไปนั้น ทรมานแสนเข็ญยิ่งกว่าความตายหลายร้อยเท่า
นี่คือสิ่งที่โจวยางแตกตื่น คุณชายสายเลือดขัตติยะอย่างจ้าวหนิง ทั้งที่อายุเพิ่งพ้นวัยเยาว์มาไม่นาน เหตุใดจึงล่วงรู้ถึงความโสมมและบิดเบี้ยวของโลกมนุษย์ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
จ้าวหนิงทอดถอนใจมองโจวยางที่กำลังเหม่อลอย พลางคลี่ยิ้มบาง “เมื่อปักใจเชื่อว่าตนคือพยัคฆ์ติดปีก ย่อมไม่มีวันทนรับชะตากรรมเป็นสุนัขข้างถนนได้อีก ที่ท่านเจ็บปวดเจียนคลุ้มคลั่ง ส่วนใหญ่ล้วนมาจากสาเหตุนี้กระมัง”
ร่างของโจวยางสั่นสะท้านราวถูกอสนีบาตฟาดฟัน ถอยกรูดไปสองก้าว “คุณชาย… ท่านเข้าใจข้าจริงๆ หรือ”
จ้าวหนิงลุกขึ้นยืนตรง ปัดฝุ่นจัดแจงเสื้อผ้าจนเรียบตึง ก่อนจะประสานมือโค้งคารวะโจวยางอย่างเต็มพิธีการ “ก่อนหน้านี้ผู้แซ่จ้าวล่วงเกินไปแล้ว วาจาจาบจ้วงขาดความเคารพต่อท่านอาจารย์ยิ่งนัก ความเป็นและความตาย ล้วนเป็นเพียงทางเลือกของห้วงชีวิต ไร้ซึ่งความสูงส่ง ไร้ซึ่งความต่ำต้อย และยิ่งไม่สมควรถูกหยิบยกมาเหยียบย่ำประณาม”
โจวยางเบิกตากว้างจนแทบถลน “ท่าน... กลับมองว่าการปลิดชีพตนเองของข้าไม่ใช่เรื่องผิดบาปงั้นหรือ”
จ้าวหนิงตอบกลับด้วยสีหน้าหนักแน่น “หากท่านแบกรับจนแหลกสลาย การบอกลาล่วงหน้า… ย่อมไร้ซึ่งความผิดบาปใดๆ”
โจวยางเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นดังตุบ!
ชั่วพริบตานั้น ทำนบน้ำตาพังทลาย แม้เป็นการร่ำไห้ไร้สุ้มเสียง ทว่าร่างทั้งร่างกลับอาบย้อมไปด้วยหยาดน้ำตา ไหล่กว้างสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับทารกแรกเกิด
จ้าวหนิงกวักมือเรียก พริบตาเดียว ชายฉกรรจ์ชุดเขียวก็เร่งจัดเตรียมเบาะรองนั่ง โต๊ะเตี้ย สุราชั้นเลิศ และกับแกล้มมาวางเบื้องหน้าโจวยาง ชายหนุ่มสั่งให้คนยกเก้าอี้ไท่ซือด้านหลังออกไป ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งระดับเดียวกัน เขาชูจอกสุราทิศทางโจวยาง “ลมริมน้ำหนาวเหน็บ ในเมื่อท่านปฏิเสธการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ เช่นนั้นก็ดื่มสุราจอกนี้ให้เหือดแห้ง ขับไล่ไอเย็นเถิด” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
โจวยางปาดคราบน้ำตาทิ้งไปนานแล้ว จังหวะที่กำลังขัดเขินทำตัวไม่ถูก พอได้ยินจ้าวหนิงลดตัวลงมาผูกมิตร เขาก็รีบชูจอกสุราขึ้นรับทันที “คุณชายจ้าว เชิญ”
สองบุรุษกระดกสุรารวดเดียวหมดจอก สบตากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะก้อง ความเป็นปรปักษ์และไอสังหารมลายสูญ บทสนทนาหลังจากนั้นลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แม้ยังไม่ถึงขั้นสหายร่วมเป็นร่วมตายที่คบหามาสิบปี แต่ความกดดันก็เจือจางลง หากจะนับถือเป็นสหายร่ำสุราย่อมไม่กล่าวเกินจริง
หยางเจียนีเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ในใจบังเกิดระลอกคลื่นแห่งความตื่นตะลึงและเลื่อมใส นางทึ่งในชั้นเชิงของจ้าวหนิง ที่สามารถปราบพยศบัณฑิตกระดูกแข็ง ผู้เปี่ยมด้วยทิฐิและชิงชังชนชั้นสูงอย่างโจวยางได้ราบคาบในเวลาอันสั้น
วาจาพลิกสวรรค์ของจ้าวหนิงทำให้นางต้องขบคิดอย่างหนัก บางประโยคกระจ่างแจ้ง บางประโยคลึกล้ำเกินหยั่งถึง ทว่าไม่ว่าจะตีความแตกหรือไม่ การที่บุรุษวัยเดียวกันสามารถเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอาบยาพิษที่แฝงฝังด้วยความขมขื่นและเจ็บปวดเจียนตายเช่นนี้ออกมาได้… มันดึงดูดความสนใจของนางอย่างรุนแรง
นางจินตนาการไม่ออกว่าจ้าวหนิงไปบรรลุมรรคผลแห่งความรันทดเหล่านี้มาจากขุมนรกขุมใด ราวกับชายผู้นี้เคยถูกบดขยี้ในวงล้อแห่งความทุกข์ทรมานนับหมื่นนับพันครั้ง ทว่าตามจริง นางไม่เคยสืบทราบว่าคุณชายตระกูลจ้าวเคยตกระกำลำบากปานนั้น อย่างมากก็แค่ถูกจ้าวยวี่เจี๋ยทรยศหักหลัง แต่นั่นไม่มีทางหล่อหลอมให้จ้าวหนิงซึมซับแก่นแท้แห่งความเจ็บปวดได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้เด็ดขาด
สิ่งเดียวที่หยางเจียนีตระหนักชัด คือภาพลักษณ์ของชายหนุ่มตรงหน้าถูกยกระดับขึ้นในใจนางอย่างก้าวกระโดด หากก่อนหน้านี้นางมองว่าจ้าวหนิงเป็นเพียงจอมวางแผนที่เชี่ยวชาญตำราพิชัยสงคราม บัดนี้… อีกฝ่ายแทบจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่หยั่งรู้ฟ้าดิน ทะลุปรุโปร่งในทุกสรรพสิ่งไปแล้ว
ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาก่อตัวขึ้นในส่วนลึกอย่างไม่อาจสกัดกั้น ความรู้สึกเช่นนี้ระหว่างบุรุษสตรีวัยเดียวกันนับเป็น ‘มหันตภัย’ โดยเฉพาะเมื่อสตรีเริ่มศรัทธาบุรุษ จุดจบมักนำไปสู่การทอดทิ้งหัวใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หยางเจียนีสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันยอมให้เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้น! อย่างไรเสียนางยัง ‘ผูกใจเจ็บ’ จ้าวหนิง หนี้แค้นที่ต้องกู้หน้าตายังไม่ได้สะสาง จนถึงป่านนี้นางยังไม่ได้อัดเจ้านี่ให้กระอักเลือดสักรอบ แล้วจะปล่อยให้ความรู้สึกบ้าบอพวกนี้มาครอบงำได้อย่างไร
นางตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะต้องสั่งสอนจ้าวหนิงให้หลาบจำ และชาตินี้นางจะไม่มีวันลดตัวเป็นเพียงเบี้ยหมากในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลจ้าวเด็ดขาด!
ห้วงความคิดตีกันยุ่งเหยิง หยางเจียนีไม่สันทัดการรับมือกับอารมณ์ซับซ้อนเช่นนี้ นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพวงแก้มแดงก่ำไปถึงใบหู หญิงสาวทำตามสัญชาตญาณด้วยการสะบัดหน้า หมุนตัวจ้ำอ้าวหนีออกจากวงสนทนา หวังใช้การบำเพ็ญเพียรกดข่มจิตใจที่กำลังสั่นคลอน
จ้าวหนิงหารู้ไม่ถึงพายุอารมณ์ของหยางเจียนี ตอนนี้สมาธิทั้งหมดของเขาพุ่งเป้าไปที่โจวยาง สมองกำลังคำนวณหาวิธีเค้นให้โจวยางยอมสวามิภักดิ์และก้มหัวรับใช้ หากได้อัจฉริยะผู้เป็นดั่งเสาหลักกอบกู้ต้าฉีผู้นี้มาครองแต่เนิ่นๆ หากทั้งสองได้กลับมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่อีกครา เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่า… ชะตากรรมในชาตินี้จะต้องถูกบดขยี้และสลักขึ้นใหม่ ไม่ซ้ำรอยเดิมอย่างแน่นอน!
ทว่าคนอย่างโจวยาง แม้สติปัญญาเลิศล้ำปานเทพเซียน แต่ใช่ว่าจะไร้จุดอ่อน ปัญหาใหญ่หลวงที่สุดคืออคติฝังรากลึกที่ชิงชังชนชั้นสูง ชาติก่อน... ก่อนที่จ้าวหนิงจะทลายกำแพงจนได้กรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้อง ทั้งสองเคยปะทะฝีปากกันนับครั้งไม่ถ้วน ที่ไม่ถึงขั้นแตกหักเข่นฆ่ากันเอง ก็เพราะต่างฝ่ายต่างยึดถือผลประโยชน์ของใต้หล้าเป็นที่ตั้ง
ด้วยจุดร่วมนี้เอง กำแพงอคติจึงค่อยๆ ทลายลง นำพาทั้งคู่ก้าวสู่การเป็นสหายร่วมรบที่ฝากแผ่นหลังและความตายไว้ให้กันและกันในบั้นปลาย
ยิ่งวันนี้โจวยางเพิ่งผ่านการกระโดดน้ำปลิดชีพ สภาพจิตใจย่อมเปราะบางถึงขีดสุด อคติต่อชนชั้นสูงยิ่งทวีความรุนแรง จ้าวหนิงจึงต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้ไม่น้อย กว่าจะกล่อมให้อีกฝ่ายยอมนั่งจิบสุรา สนทนาอย่างสันติได้
จ้าวหนิงรู้จักสันดานของโจวยางทะลุปรุโปร่ง รู้ซึ้งถึงจุดตายและเส้นเอ็นของเจ้านี่ บัณฑิตที่ถูกโชคชะตาเหยียบย่ำจนจมดิน ต่อให้ปากแข็งอ้างว่าใจด้านชา ทว่าส่วนลึกยังคงโหยหาใครสักคนที่มองทะลุถึงวิญญาณ โหยหาสหายรู้ใจ ว่ากันตามตรงก็แค่พวกเสแสร้งเล่นตัว ขอเพียงเอื้อนเอ่ยวาจาแทงทะลุจุดตาย การจะดึงมาจับเข่าร่ำสุราก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
สัตว์โลกที่เรียกว่าบุรุษ ขอเพียงไม่ทำตัวอ้อนแอ้นเป็นสตรี เมื่อสุราแรงบาดคอทะลวงเข้ากระเพาะ การเปิดอกสนทนาย่อมง่ายดายขึ้นมหาศาล
“พี่โจวไปเผชิญหายนะอันใดมากันแน่ พอจะถ่ายทอดให้ผู้แซ่จ้าวฟังได้หรือไม่ จ้าวแม้เป็นเพียงคนไม่ได้ความ แต่เบื้องหลังพอจะมีบารมีอยู่บ้าง ทั้งชีวิตโปรดปรานการสอดมือผดุงความยุติธรรม เรื่องของพี่โจว… ข้ามั่นใจว่าสะสางให้ได้” เมื่อสุราร้อนแรงตกลงไปหลายจอก จ้าวหนิงก็เปิดฉากด้วยสีหน้าขึงขัง
“คุณชายจ้าวอาจมีบารมีตระกูลคุ้มกะลาหัว ทว่าในอาณาเขตยวิ่นโจวแห่งนี้... การจะกระชากความยุติธรรมคืนให้ข้า เกรงว่าจะยากเข็ญปานปีนป่ายขึ้นสวรรค์”
โจวยางแค่นยิ้มขื่นหยัน เขาไม่เชื่อว่าจ้าวหนิงจะบันดาลสิ่งใดได้ ทว่าความสัมพันธ์ ณ วินาทีนี้ มิใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป แม้ไร้ความคาดหวัง แต่เขายินดีระบายความคับแค้นให้สหายร่วมจอกฟัง “คุณชายจ้าวเคยนึกฝันหรือไม่ ว่าชะตาชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่ง… สามารถถูก ‘ปล้นชิง’ ไปได้ทนโท่”
ชาติก่อน จ้าวหนิงเคยรับฟังโศกนาฏกรรมวัยหนุ่มของโจวยางมาหมดสิ้น ย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจ ทว่ายามนี้เขาจำต้องตีหน้าซื่อ “พี่โจวเป็นถึงบัณฑิต สติปัญญาปราดเปรื่องเลิศล้ำ ผู้ใดจะหาญกล้าปล้นชิงชีวิตท่านได้ ขอเพียงบัณฑิตฝ่าด่านสอบเคอจวี่ ย่อมต้องผงาดเป็นขุนนางใหญ่… หรือว่า… มีการตุกติกในลานสอบเคอจวี่งั้นหรือ”
โจวยางพ่นลมหายใจยาวพรืด ใบหน้ายับย่นจนดูรันทด “คุณชายจ้าวช่างปราดเปรื่องนัก เอ่ยเพียงประโยคเดียวก็แทงทะลุถึงก้นบึ้ง”
เขากระดกสุราดับแค้นจนหยดสุดท้าย กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน “สิบหกปีก่อน ข้าก้าวเข้าสู่ลานสอบระดับมณฑลในฐานะซิ่วไช่ เดิมทีทะนงตนว่าตำแหน่งจวี่เหรินคงคว้ามาได้ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าข้าสอบตก! พอข้าเตรียมตัวลงสนามสอบครั้งที่สอง พวกมันกลับตอกหน้าว่าไม่มีซิ่วไช่นามโจวยาง! ข้าถูกตัดสิทธิ์แม้กระทั่งการเหยียบย่างเข้าลานสอบ!”
“หลังจากนั้นข้าถึงได้ดั้นด้นสืบสาวจนพบความจริงอันโสมม! ในการสอบครั้งแรก ข้าสอบติดจวี่เหริน ซ้ำยังคว้าอันดับหนึ่ง! แต่นามของข้ากลับถูกปล้นชิงสวมรอย! และเดรัจฉานที่สวมรอยข้า ก็คือบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลฟาง!”
“ข้าบุกไปตีกลองร้องทุกข์ต่อศาลว่าการ กลับถูกพวกขุนนางกังฉินยัดข้อหาก่อความวุ่นวาย ซ้ำยังโบ้ยว่าเรื่องพรรค์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น ข้ายืนกรานสู้คดีด้วยเหตุผล พวกมันก็บีบคั้นให้ข้าพิสูจน์ว่า ‘ตัวข้าคือตัวข้า’! ข้าควักทั้งทะเบียนสำมะโนครัว ทั้งเอกสารยืนยันตัวตนทุกชิ้นที่มี พวกมันกลับปัดทิ้งหาว่าไร้ค่า บังคับให้ข้าหาหลักฐานมายืนยันว่าข้าคือโจวยาง! ข้าตวาดถามพวกมันว่าจะให้หาหลักฐานบ้าบออันใดอีก พวกมันกลับแสยะยิ้มย้อนถาม… หากข้าคือโจวยางตัวจริง แล้วเหตุใดจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าตัวข้าคือตัวจริงเล่า!”
“ข้ากัดฟันตระเวนสืบข่าวทั่วสารทิศ จนพบผู้เคราะห์ร้ายที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ถูกบีบให้พิสูจน์ตัวตนในลานสอบเคอจวี่เยี่ยงข้า คนผู้นั้นดั้นด้นไปจวนว่าการอำเภอเพื่อขอหนังสือรับรอง ต้องให้นายอำเภอประทับตราจึงจะถือว่าพิสูจน์ตัวตนได้… แต่เงื่อนไขคือต้องยัดเงินใต้โต๊ะก้อนโต! ข้าจึงหอบสังขารไปที่จวนว่าการอำเภอบ้าง ทว่านายอำเภอสารเลวนั่นไม่ยอมแม้แต่จะโผล่หัวมาพบหน้า ทำให้ข้าที่บากหน้าไปกู้หนี้ยืมสินมา… ไม่มีแม้แต่ช่องทางให้ยัดเงิน!”
“หลังจากนั้น ข้าตัดสินใจจะหอบฎีกาไปร้องทุกข์ถึงเมืองหลวง แต่ยังไม่ทันข้ามแม่น้ำฮวงโห ข้าก็ถูกลอบสังหารผลักตกน้ำ! รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเห็นหัวฆาตกรเลยแม้แต่คนเดียว! วินาทีนั้น… ข้าถึงได้ตาสว่าง ว่าตัวเองไม่มีวันพลิกฟ้าคว่ำดินได้ ไม่ว่าจะทุ่มเทเลือดเนื้อเดิมพันแค่ไหน... มันก็สูญเปล่า”
“ข้าหมดสิทธิ์เหยียบเข้าลานสอบชุนเหวย ถูกตัดสิทธิ์จากการสอบระดับมณฑลไปตลอดกาล สถานะซิ่วไช่ของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นของปลอม! ช่างเป็นเรื่องตลกบัดซบที่สุดในใต้หล้า! บัดซบที่สุดจริงๆ! ทว่า… เรื่องบัดซบพรรค์นี้มันกลับเกิดขึ้นจริงกับชีวิตข้า!”