ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 260 ปะทะ (1)
กระดูกท่อนแขนที่แหลกเหลวของฮวาเหนียงถูกผสานกลับเข้าที่ด้วยโอสถวิเศษล้ำค่า
ทว่านางหาได้ยินดีไม่
เพราะเพียงเสี้ยวอึดใจ ท่อนแขนที่เพิ่งสมานตัวกลับถูกบดขยี้สะบั้นลงอีกครา
วัฏจักรทรมานดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เป็นแม่เล้าผู้มีกระดูกสันหลังแข็งกร้าวปานใด ก็ไม่อาจฝืนกัดฟันต้านทานได้อีกต่อไป
ฮู่หงเหลียนก้าวพ้นประตูห้องโดยสารพร้อมกระดาษคำสารภาพเปื้อนเลือด ทิ้งร่างฮวาเหนียงที่อาบชุ่มด้วยโลหิตให้กระอักเลือด หายใจรวยรินอยู่บนพื้นดุจมัจฉาเกยตื้น ทันทีที่บานประตูปิดสนิท ความมืดมิดก็กลืนกินทุกสรรพสิ่ง… นางแม่เล้าผู้นี้หมดสิทธิ์พานพบแสงตะวันไปชั่วกาล
จ้าวหนิงกวาดตามองคำสารภาพก่อนโยนให้โจวยาง นัยน์ตาโจวยางวาวโรจน์ “คาดไม่ถึงว่าแม่เล้าผู้นี้จะกุมความลับและรายชื่อขุมกำลังตระกูลฟางไว้มากถึงเพียงนี้… มีบัญชีเลือดนี้ในมือ หมากกระดานต่อไปก็เริ่มเดินได้ทันที”
ฮู่หงเหลียนแค่นหัวเราะ “วาจาคุยโวเรื่องความงามอันดับหนึ่งแห่งยวิ่นโจวในวัยเยาว์ของนาง คงมิใช่คำลวง หอนางโลมและเรือบุปผชาติคืออู่ข้าวอู่น้ำของตระกูลฟาง ทั้งยังเป็นแหล่งมั่วสุมชั้นยอด การที่นางกุมเครือข่ายผู้ดูแลไว้ได้มากมาย ย่อมมาจากสันดานสอพลอเข้าหาผู้คนแปดทิศ”
แผ่นกระดาษกลับคืนสู่มือจ้าวหนิง เขาโยนมันกลับไปให้ฮู่หงเหลียน “เป้าหมายชัดเจน คืนนี้ลงดาบได้ เดนขยะที่มีชื่อบนนี้… อย่าให้เหลือรอดแม้แต่ลมหายใจเดียว”
ฮู่หงเหลียนรับคำสั่ง หมุนตัวจากไปเพื่อระดมพลแจกจ่ายป้ายวิญญาณ
ยามนี้ ตระกูลฟางผู้ผยองอำนาจคับยวิ่นโจวมาเนิ่นนาน ยังมืดบอดไม่รู้ตัวว่า มัจจุราชเร้นกายในเงามืดกำลังจดจ้องพวกมันดั่งเหยื่ออันโอชะ หาได้ตระหนักไม่ว่าตาข่ายฟ้าดินได้แผ่สยาย บีบรัดเตรียมบดขยี้พวกมันให้แหลกสลายเป็นเถ้าธุลี
ผู้นำตระกูลฟาง ‘ฟางต้าเหวย’ วัยล่วงห้าสิบ เปลือกนอกดูภูมิฐานเปี่ยมเมตตา บัดนี้นั่งตระหง่านกลางห้องหนังสือ สดับรายงานกิจการประจำวันจากผู้อาวุโส ทุกสรรพสิ่งล้วนดำเนินไปตามครรลอง ทว่ารายงานสองเรื่องสุดท้ายกลับสะกิดความสนใจของเขาเข้าอย่างจัง
“ฮวาเหนียงที่คุมตำบลซงหลินโดนอุ้มหายไปกลางแสกหน้า หญิงคณิกาบนเรือถูกกวาดต้อนไปกว่าครึ่ง พวกสมุนที่รอดตายรายงานว่า ผู้ลงมือคือคุณชายบนเรือสำเภาสามชั้น สายของเราจดจำรูปพรรณเรือไว้แล้วและกำลังตามประกบร่องรอยไป…
“ทว่าหลังพ้นตำบลซงหลินเข้าสู่แม่น้ำฮวงโห เส้นทางแยกซ้ายขวา หากมุ่งตะวันออกเข้ายวิ่นโจวก็เท่ากับรนหาที่ตาย หากพวกมันไม่โง่เขลาคงล่องตะวันตกเข้าสู่จงหยวน ตอนนี้คนของเราเกาะติดร่องรอย คาดว่าวันสองวันนี้น่าจะได้ความ”
น้ำเสียงผู้อาวุโส ‘ฟางเจิง’ ราบเรียบดุจผิวน้ำ ไร้ซึ่งระลอกคลื่น ในสายตามัน นี่เป็นเพียงมดปลวกก่อกวน ตระกูลฟางเพียงส่งยอดฝีมือออกไปพลิกฝ่ามือเดียวก็เด็ดหัวตัวการได้ และจะสั่งสอนให้พวกมันประจักษ์ว่า การรังควานตระกูลฟางนั้นโง่บัดซบเพียงใด
ทว่าฟางต้าเหวยกลับมิได้ปัดตก เขาดำดิ่งสู่ห้วงความคิด “ตำบลซงหลิน… วันก่อนเพิ่งมีคดีเลือดเกิดขึ้นมิใช่หรือ”
“คดีเลือด” ฟางเจิงฉงน
ฟางต้าเหวยพยักหน้า “หัวหน้ามือปราบตำบลซงหลินพร้อมสมุนโดนเชือดทิ้ง หัวเสียบประจานหราบนกำแพงเมือง ซ้ำพวกอันธพาลก็ถูกกวาดล้างจนเหี้ยน”
“ยามจวนว่าการอำเภอทราบข่าว จึงส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายนำกำลังไปกวาดล้าง ทว่าเดนคนเหล่านั้นกลับยังเสวยสุขบนกำแพงเมือง ซ้ำยังตีฝ่าวงล้อม สับฟันคนของทางการตายเกลื่อนจนต้องถอยร่นซุกหัวซุน เมื่อวานเรื่องแดงถึงหูข้าหลวง ข้าหลวงเดือดดาลส่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดออกไล่ล่า กลับคว้าน้ำเหลว พวกมันอันตรธานหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว”
ด้วยข่าวสารที่ล่าช้า ฟางเจิงผู้ขลุกอยู่แต่กับการจัดการหลังบ้านจึงเพิ่งรับรู้เรื่องราว เค้าหน้ามันฉายแววตระหนก ทว่าก็อดฉงนมิได้เหตุใดผู้นำตระกูลจึงลากโยงสองคดีนี้ มันหยั่งเชิงถาม “ความหมายของท่านผู้นำคือ… พวกที่อุ้มฮวาเหนียง อาจเป็นขบวนการเดียวกับโจรบุกตำบลซงหลินหรือ”
นับเป็นข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลที่สุด ตำบลเล็กจ้อยกระติ๊ดเดียว จะมีขุมกำลังลึกลับโผล่มาพร้อมกันถึงสองกลุ่ม โอกาสแทบเป็นศูนย์
ฟางต้าเหวยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้ารู้หรือไม่ เดนโจรที่กล้าเหิมเกริมฆ่าขุนนางกลางยุคสันติ… พวกมันคือตัวบัดซบตัวใด”
ไม่รอคำตอบ ฟางต้าเหวยแค่นเสียงต่อ “ชายชุดเขียวดาบปราบอธรรม ใต้หล้าไร้ธรรมข้าทวงคืน… คำอวดดีพวกนี้ ฟังแล้วน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก”
ฟางเจิงชะงักกึก “ไอ้สวะกลุ่มนี้อีกแล้วรึ สมองพวกมันวิปริตไปแล้วหรืออย่างไร”
นามจอมดาบชุดเขียวช่วงนี้กระฉ่อนแผ่นดิน ทางการถึงขั้นออกหมายจับเป็นหางว่าว มหาอำนาจท้องถิ่นอย่างตระกูลฟางมีหรือจะไม่รู้กำพืด ทว่ากาลก่อนพวกมันกบดานก่อกวนแต่ในชนบทห่างไกล มิได้กระทบขุมทรัพย์ตระกูลฟาง จึงปล่อยผ่านประดุจฝุ่นผง
คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะกล้ามากระตุกหนวดมังกร
ในสายตาฟางเจิง พฤติการณ์เช่นนี้คือการรนหาที่ตายอย่างไร้ข้อกังขา (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ฟางต้าเหวยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ นัยน์ตาสาดประกายหยามหยัน “ใต้หล้ามักมีเศษสวะที่โดนคำสอนลวงโลกของราชสำนักล้างสมอง หลงละเมอว่าตนสูงส่งด้วยศีลธรรม กระสันจะสวมบทวีรชนผดุงคุณธรรม… ช่างงมงายจนกู่ไม่กลับ โลกใบนี้มีพื้นที่ให้สัจธรรมจอมปลอมพรรค์นั้นตั้งแต่เมื่อใด สัจธรรมเดียวที่ค้ำยันฟ้าดิน คืออำนาจ”
“ผู้กำอำนาจ ย่อมเนรมิตทุกสรรพสิ่ง ผู้อ่อนแอไร้กรงเล็บกลับเพ้อพกให้ผู้แข็งแกร่งประทานความชอบธรรมให้ ด้วยเหตุผลอันใดกัน หรือพวกมันคิดว่าบารมีและขุมทรัพย์ที่ผู้แข็งแกร่งครอบครอง ร่วงหล่นมาจากความดีงาม ตระกูลฟางยืนหยัดมาได้ อาศัยความเมตตากระนั้นรึ หากก้มหัวประทานความเป็นธรรมให้ผู้อ่อนแอ ผลประโยชน์ของเรามิถูกเฉือนเนื้อหรือ ไฉนต้องทำเรื่องโง่เขลาปานนั้น”
“ไอ้พวกจอมดาบชุดเขียวช่างไม่เจียมกะโหลก ยื่นมือสอดเรื่องสวะแล้วได้สิ่งใดตอบแทน นอกเสียจากชื่อเสียงจอมปลอมที่อิ่มท้องไม่ได้”
“ยามนี้พวกมันคือเดนกบฏที่แผ่นดินต้องการตัว เป็นศัตรูราชสำนัก หากมุดหัวซ่อนตัวก็แล้วไป ทว่าดันรนหาที่มากระตุกหนวดตระกูลฟาง ขุดคราดรากพวกมันออกมา สับร่างให้เป็นหมื่นชิ้น โยนหัวพวกมันประจานหน้าจวนว่าการ ข้าจะเบิกเนตรให้พวกมันรู้ซึ้งว่า โลกใบนี้… มีเพียงผู้กุมคมดาบเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ชี้ขาดว่าสิ่งใดคือความดี สิ่งใดคือความชั่วช้า”
โทสะฟางต้าเหวยพุ่งพล่านจนบรรยากาศในห้องหนังสือหนักอึ้ง เป็นความเดือดดาลที่ผิดวิสัยอย่างยิ่ง
ฟางเจิงหุบปากเงียบกริบ
มันทราบสาเหตุเบื้องลึกดี ว่าไฉนอารมณ์ผู้นำตระกูลจึงปะทุคลุ้มคลั่งเช่นนี้
แท้จริงแล้ว ฟางต้าเหวยมิใช่สายเลือดภรรยาเอก การที่มันเหยียบซากศพปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด ล้วนแลกมาด้วยการเชือดเฉือนพี่น้อง บีบคั้นบิดา… แน่นอนว่าวิธีการเหล่านั้นเร้นลับลึกล้ำ คนนอกไร้สิทธิ์ล่วงรู้
ในฐานะแขนขวา ฟางเจิงรู้ซึ้งถึงอดีตของเจ้านาย มันรู้ดีว่าความโกรธเกรี้ยวของฟางต้าเหวย มีต้นตอมาจากชายชุดเขียวดันไปสะกิดแผลเหวอะหวะในอดีต… แผลที่จารึกคำว่า ‘ศีลธรรม’
วัยเยาว์ ฟางต้าเหวยเคยเป็นดั่งผ้าขาวบริสุทธิ์ ยึดมั่นเมตตา ซื่อตรง เกลียดชังความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ เชิดชูคำสอนปราชญ์เป็นเข็มทิศชีวิต ทบทวนตนเองวันละสามเพลา นับเป็นวิญญูชนที่ใครต่างเชิดชู
ทว่ารางวัลของคนดีกลับมีเพียงลมปาก เมื่อพรสวรรค์ของมันเจิดจรัส บดบังรัศมีบุตรสายเอกจนมิด มันจึงตกเป็นเป้าชิงชังของบรรดาพี่น้องและนายหญิงใหญ่ ภายใต้กรงเล็บของอีกฝ่าย ชีวิตมันไม่ต่างจากสุนัขขี้เรื้อน ไร้ผู้ใดกล้าเฉียดใกล้
พี่น้องและสมุนนายหญิงใหญ่ตามเหยียบย่ำหยามเกียรติไม่เว้นวัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การกดขี่ พวกมันปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ร้ายว่ามันลักทรัพย์ตระกูล จรรยาบรรณทราม ลักลอบสมสู่สาวใช้ ข่มเหงราษฎร จนชื่อเสียงวิญญูชนป่นปี้ กลายเป็นสวะเดนตายของตระกูล
และภายใต้ประกาศิตของนายหญิงใหญ่ คนทั้งตระกูลก้มหน้ายอมรับความเท็จ ต่อให้รู้เต็มอกก็ต้องแสร้งหูหนวกตาบอด ซ้ำร้ายยังพ่นน้ำลายด่าทอมารดาผู้ให้กำเนิดมันอย่างสาดเสียเทเสีย
ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้าย มารดามันล้มป่วยหนัก ทว่านายหญิงใหญ่สั่งห้ามหมอเหยียบเรือน ทำให้นางต้องสิ้นใจอย่างอนาถ ส่วนผู้นำตระกูลคนก่อน ท่ามกลางศึกสายเลือด กลับหลับตาข้างหนึ่ง ไม่คิดทวงคืนความยุติธรรม เลือกเข้าข้างนายหญิงใหญ่และบุตรสายเอกอย่างหน้าด้านๆ วัยเยาว์ของฟางต้าเหวยจึงถูกบดขยี้ด้วยความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และห้วงนรกนั่นเอง… ที่หล่อหลอมให้ฟางต้าเหวยตระหนักแจ้งว่า ศีลธรรมมันเป็นเพียงเศษสวะ
ปีที่มารดาสิ้นใจ สันดานมันพลิกกลับตาลปัตร เพื่อไขว่คว้าอำนาจ มันพร้อมยอมแช่มือในบ่อเลือด งัดทุกเล่ห์เหลี่ยมอำมหิตบดขยี้บุตรสายเอก... หากไม่ตายโหงก็ต้องพิการ
ยามผู้นำตระกูลคนก่อนระแคะระคาย มันก็รุกฆาตบิดาบังเกิดเกล้าอย่างเลือดเย็น อาศัยขุมกำลังที่เหนือกว่าบีบให้อีกฝ่ายยอมจำนน และสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้แต่โดยดี
ยี่สิบปีภายใต้การปกครองของฟางต้าเหวย ตระกูลฟางผูกปิ่นโตดองญาติขยายอิทธิพล ยัดเงินข้าหลวง ผงาดเป็นทรราชแห่งยวิ่นโจวที่ไร้ผู้กล้าต่อกร
เพราะอดีตที่เคยบูชาศีลธรรมจนถูกเหยียบจมดิน ฟางต้าเหวยจึงเคียดแค้นพวกที่ชูธงคุณธรรมเข้ากระดูกดำ ชิงชังคนเหล่านั้นดั่งศัตรูฟ้าประทาน มองว่าเป็นเพียงพวกโง่งม
ยามนี้ เมื่อประจักษ์ว่าในยุคที่ผู้คนหิวกระหายอำนาจ กลับยังมีสวะกลุ่มหนึ่งยอมพลีชีพผดุงคุณธรรม งัดข้อกับทางการและสู้ตายกับมหาอำนาจอย่างตระกูลฟาง… ฟางต้าเหวยจึงคลุ้มคลั่งจนไม่อาจระงับโทสะ
“ท่านผู้นำโปรดระงับโทสะ ข้าจะระดมพลไล่ล่า กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก” ฟางเจิงรีบรับคำ ทราบดีว่ายามนี้ต้องแสดงความเด็ดขาด
เมื่อตระหนักว่าเผลอหลุดกิริยา ฟางต้าเหวยสูดลมหายใจลึก สะกดกลั้นเพลิงพิโรธลงสู่ก้นบึ้ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “พวกมันสมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น ทว่าตระกูลฟางย่อมไม่เปลืองแรงอยู่ฝ่ายเดียว กบฏสังหารขุนนางคือเรื่องใหญ่ที่ทางการต้องรีบจัดการ ไปประสานงานกับจวนข้าหลวง บีบให้พวกมันส่งยอดฝีมือมาช่วยล่าหัวด้วย”
พูดจบ ฟางต้าเหวยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่”
ฟางเจิงรายงานตามจริง “ไอ้สวะโจวยาง วันนี้มันไปทิ้งร่างกระโดดน้ำฆ่าตัวตายนอกเมือง ทว่าดันมีคนช่วยชีวิตมันไว้ ตอนนี้มันขลุกอยู่บนเรือของอีกฝ่ายไม่ยอมโผล่หัวออกมาเลยขอรับ”
ฟางต้าเหวยเลิกคิ้ว นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ “ผู้ใดเป็นคนช่วยมัน ในเขตยวิ่นโจว ยังมีคนตาบอดไม่รู้ความบาดหมางระหว่างมันกับตระกูลฟางอยู่อีกรึ ถึงขั้นกล้าช่วยมันต่อหน้าธารกำนัล… ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลฟาง เหยียบย่ำบารมีเราเช่นนี้ พวกมันคงลืมไปแล้วกระมัง… ว่าคำว่าตายเขียนอย่างไร”