ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 259 พลังอำนาจ (ตอนปลาย)
“จ้าว… จ้าวหนิง”
โจวยางผุดลุกขึ้นพรวด นัยน์ตาเบิกกว้างแทบถลน “คุณชายจ้าวหนิงผู้กระชากหน้ากากเครือข่ายสายลับขององค์หญิงเป่ยหู ผู้บดขยี้ทัพเป่ยหูที่เขาเฟิ่งฉีคนนั้นน่ะหรือ”
จ้าวหนิงยกมุมปาก “เป็นข้าเอง”
โจวยางอ้าปากค้าง ไร้สุ้มเสียงเล็ดลอด ทรุดร่างฮวบลงบนเบาะรองนั่ง
ชั่วอึดใจ ขอบตาก็แดงก่ำ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวทะลักท้น
อาการเสียกิริยาหาใช่เรื่องแปลก ผู้ใดบ้างทนแบกรับขุมนรกและความสิ้นหวังมานับสิบปี บีบคั้นจนต้องทิ้งร่างลงก้นแม่น้ำ ทว่าจู่ๆ กลับพานพบแสงตะวันสาดส่องฉุดรั้งจากห้วงมฤตยู ย่อมมิอาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้ทั้งสิ้น
โจวยางรวบรวมสติอย่างรวดเร็ว ผุดลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนประสานมือค้อมกายคารวะอย่างเป็นทางการ “โจวยางคารวะคุณชายจ้าว วีรกรรมของท่านสะท้านแผ่นดิน ผู้น้อยเลื่อมใสมาเนิ่นนาน วันนี้ได้ประจักษ์เป็นบุญตา นับเป็นวาสนาสูงสุดในชีวิต”
บัดนี้ความกระจ่างพลันบังเกิด ไฉนบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าจึงมีแววตาเฉียบคมดุจกระบี่ ทะลุปรุโปร่งถึงสันดานโลกหล้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายธุลีดิน ไฉนเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีจึงแผ่กลิ่นอายราชันย์สะกดให้ผู้คนศิโรราบ กระทั่งล่อหลอกให้เขายอมปลิดเปลือกแค้นในใจออกมาจนสิ้น
ข้อกังขาเรื่องตัวปลอมปลาสนาการสิ้น ตำแหน่งทายาทจวนเจิ้นกั๋วกงผู้ใดจะกล้าแอบอ้าง ประการสำคัญ เขาคือเศษสวะพิการที่สิ้นไร้ไม้ตอก อีกฝ่ายไร้เหตุผลต้องงัดฐานะสูงเทียมฟ้ามาหลอกลวงคนใกล้ตาย
จ้าวหนิงลุกขึ้นประคองโจวยาง เอ่ยกลั้วรอยยิ้ม “ตอนนี้พี่โจวคิดว่า… ข้าพอจะชำระหนี้เลือดให้ท่านได้หรือยัง”
วาจานี้ไร้ความจำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยตอบ
โจวยางทรุดเข่ากราบกรานอีกครา น้ำเสียงสั่นสะท้าน “พระคุณของคุณชายจ้าวล้นฟ้า ชาตินี้โจวยางมิรู้จะทดแทนอย่างไรหมด”
...
สิบปีในขุมนรกของตระกูลฟาง บวกกับความพยายามลอบกัดถึงสองครา ทำให้โจวยางหยั่งรากลึกถึงสันดานพวกมัน ครั้นอารมณ์สงบลง จ้าวหนิงจึงเชิญให้นั่งผิงไฟกลางห้องโดยสารเรือ ตั้งใจหยั่งเชิงแผนล้างแค้นก้าวต่อไปจากปากอีกฝ่าย
ภาพเบื้องหน้าคือสิ่งที่โจวยางเฝ้าโหยหามาค่อนชีวิต
ท่ามกลางคืนวันอันมืดมิดและสิ้นหวัง เขาพร่ำเพ้อถึงสวรรค์มีตา ปรารถนาให้สวรรค์ส่งยอดวีรชนมาสับสังหารศัตรูแทนตน เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะบดขยี้ตระกูลฟางลงได้ บัดนี้ ยามจ้าวหนิงประทับอยู่เบื้องหน้า เขาแทบคลุ้มคลั่งด้วยความปิติราวกับตกอยู่ในห้วงฝัน
โจวยางกัดฟันข่มความพลุ่งพล่าน มิได้บุ่มบ่ามกางแผนสังหารในทันที กลับเลือกหยั่งเชิงขุมกำลังในมือจ้าวหนิงเสียก่อน
“ตระกูลฟางคือทรราชแห่งยวิ่นโจว รากฐานฝังลึก อำนาจสั่งสมหลายชั่วอายุคน บ่มเพาะยอดฝีมือจำนวนมหาศาล ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางมีอยู่เกลื่อนกลาด หนำซ้ำสายข่าวยังระบุว่า ฟางต้าเหวย ผู้นำตระกูลของพวกมัน กำลังเร่งทะลวงด่านเข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย
“ภายในจวนข้าหลวงยวิ่นโจวก็ซุกซ่อนยอดฝีมือดั่งเมฆาทะมึน ระดับวิญญาณต้นกำเนิดเดินกันขวักไขว่ ตัวข้าหลวงเองก็เหยียบย่างระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ทว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอก หากตระกูลฟางระดมพลเครือข่ายอำนาจและขั้วผลประโยชน์มาหนุนหลัง จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรที่ยาตราทัพมาได้ ย่อมเป็นตัวเลขที่เหนือการคาดเดา”
“ตามที่ข้าประเมิน ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต่ำต้องมีมากกว่าสามสิบคน”
เอ่ยถึงตรงนี้ เค้าหน้าของโจวยางแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขามองจ้าวหนิงด้วยแววตาละอายใจ “ขุมกำลังตระกูลฟางแข็งแกร่งเกินไป อิทธิพลแผ่ไพศาล การลากคุณชายหนิงมาเกลือกกลั้วกับบ่อโคลนแห่งนี้ ข้ารู้สึกผิดต่อท่านเหลือเกิน”
“ตระกูลจ้าวเกรียงไกรสะท้านฟ้า ทว่าหน้าที่หลักคือพิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมินกวน ยอดฝีมือระดับแกนนำย่อมต้องปักหลักอยู่ในกองทัพ ส่วนทำเนียบเสนาธิการทหารและจวนเจิ้นกั๋วกงก็ตัองมียอดฝีมือเฝ้าระวัง การที่คุณชายลงใต้ยวิ่นโจวครานี้ แม้จะมียอดฝีมือติดตามมาบ้าง ทว่า… ข้าเองพอจะอ่านสถานการณ์ออก ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางมากกว่าห้าคน รวมกับระดับวิญญาณต้นกำเนิดอีกกว่าสามสิบคน ขุมกำลังระดับนี้เทียบเท่ากำลังรบทั้งหมดของตระกูลใหญ่หนึ่งตระกูลเชียวนะขอรับ”
ยิ่งเอ่ยยิ่งรู้สึกอัปยศอดสู
ตระกูลจ้าวอาจมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดสี่สิบถึงห้าสิบคน ลำพังตระกูลฟางย่อมไม่มีคุณสมบัติให้เทียบชั้น ต่อให้ขนเครือข่ายผลประโยชน์มาทั้งแผงก็ยังเป็นเพียงมดปลวก ทว่าจ้าวหนิงมิได้กรีธาทัพมาทำศึกชี้ชะตากับขั้วอำนาจใด จะพกพายอดฝีมือระดับนั้นมาเดินเล่นได้อย่างไร
การขอให้จ้าวหนิงบดขยี้ตระกูลฟางในยามนี้ เท่ากับผลักจ้าวหนิงเข้าสู่กองเพลิง บีบคั้นให้สหายตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก วิญญูชนที่ไหนเขาทำกัน
ก่อนหน้าเขาหารู้ไม่ว่าจ้าวหนิงปฏิเสธการใช้อำนาจฉากหน้าของตระกูลจ้าว เขาแอบตั้งความหวังว่าจะหยิบยืมบารมีตระกูลขุนนางบู๊ ขยับหมากในราชสำนัก บีบให้ข้าหลวงใหญ่ลงมาแหวกหญ้าให้งูตื่น กวาดล้างขุนนางยวิ่นโจวและตระกูลฟางด้วยอาญาแผ่นดิน ทว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายลั่นวาจาว่าสะสางให้เป็นการส่วนตัว มิอาจใช้อำนาจปกครองแทรกแซง เมื่อคำนวณตามหลักนี้ ความหวังของโจวยางจึงดับวูบ
ด้วยเกรงจ้าวหนิงจะเสียหน้า โจวยางจึงรีบออกตัว “คุณชายจ้าวโปรดคลายกังวล ตระกูลฟางบารมีล้นฟ้า หยั่งรากฝังลึกในยวิ่นโจว การจะถอนรากถอนโคนพวกมันมิใช่เรื่องที่จะสำเร็จในชั่วข้ามคืน สู้พวกเรารอจังหวะวางแผนระยะยาวจะดีกว่า วันนี้พานพบคุณชายก็นับว่าสวรรค์เมตตาข้าแล้ว ความชั่วช้าของตระกูลฟางประจักษ์ชัดแจ้ง วันหน้าย่อมมีหนทางชำระความ… ข้าไม่รีบ คุณชายเองก็อย่าได้ร้อนใจ”
สดับคำวาจา จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจ
บุรุษผู้นี้แหลกสลายมาค่อนชีวิต ทว่ายังมีแก่ใจห่วงใยสหาย เกรงจะนำภัยมาสู่ผู้อื่น ยอมกลืนก้อนเลือดทนอัปยศดีกว่าลากสหายลงเหว ชาติก่อนก็เพราะความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงนี้นี่แหละ จ้าวหนิงจึงยอมกรีดเลือดร่วมสาบาน (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ทว่าสำหรับการเหยียบมดปลวกอย่างตระกูลฟาง จ้าวหนิงไร้ความจำเป็นต้องรอ
เขาชูสองนิ้วขึ้นมาระดับสายตา “ข้าพกผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายมาด้วยสองคน”
โจวยางเค้าหน้าแข็งค้าง น้ำเสียงแหบพร่าหลุดจากลำคอ “ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย… สองคน”
จ้าวหนิงพยักหน้า เอ่ยเสียงเรียบ “ส่วนระดับวิญญาณต้นกำเนิด ข้าไม่ได้ขนมาเป็นกองร้อย ทว่าข้าลั่นวาจาไว้ตรงนี้ ต่อให้พวกมันมีระดับวิญญาณต้นกำเนิดสักห้าสิบคน หากกล้าชักดาบใส่ข้า ข้าก็สามารถกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้ภายในชั่วข้ามคืน”
วาจานี้หลุดจากปากอย่างราบเรียบประดุจเรื่องสัพเพเหระ
ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิเขาเฟิ่งหมิง ทัพเป่ยหูหมื่นนายก็มีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเพียงหนึ่งคน ผนวกกับระดับวิญญาณต้นกำเนิดอีกสิบกว่าคน และในศึกเขาวายุขาว ยอดฝีมือระดับนี้ที่ถูกเกาทัณฑ์เช่อเตียวสังเวยชีพไป ก็มีจำนวนนับไม่ถ้วน
สดับคำ โจวยางขากรรไกรแทบหลุดร่วง “นี่… ท่านพูดจริงหรือ”
จ้าวหนิงยกมุมปาก “ตอนนี้พี่โจวคงกระจ่างแล้วกระมัง ว่าการเหยียบตระกูลฟางให้จมดิน หาใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงอันใด”
โจวยางใบ้รับประทาน สายตาที่จดจ้องจ้าวหนิงประดุจกำลังแหงนมองเทพมารจุติ
อาการตกตะลึงสุดขีดหาใช่เรื่องแปลก เพราะเขายังใช้สามัญสำนึกของมนุษย์ประเมินสถานการณ์ ทว่าสิ่งที่จ้าวหนิงกระทำอยู่ ข้ามพ้นคำว่าสามัญสำนึกไปไกลลิบ
การยาตราล่องใต้ครานี้แบกรับหมากกระดานใหญ่ กินระยะเวลานับปี ชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตแผ่นดิน ประกอบกับพรมแดนเหนือทอดเวลาสงบศึกชั่วคราว เขาจึงขนยอดฝีมือตระกูลจ้าวและหออี้ผิ่นมาเป็นโขยง ขุมกำลังที่รอรับคำสั่งมีจำนวนมหาศาล ละเว้นระดับย่อยไปก่อน ลำพังยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ก็มีถึงสองคนจริงๆ
หากนับรวบตระกูลฟ่าน ยามนี้ราชวงศ์ต้าฉีครอบครองสิบแปดตระกูลขุนนางบู๊ สิบสามตระกูลขุนนางบุ๋น ทว่ายอดฝีมือระดับราชันย์กลับมีเพียงสิบเอ็ดคน หนำซ้ำเชื้อพระวงศ์กับตระกูลจ้าวยังกินสัดส่วนไปเกินครึ่ง ผู้นำตระกูลใหญ่ส่วนมากยังกระจุกตัวอยู่แค่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย… ยามนี้ไฟสงครามชาติยังไม่ปะทุ ต่างจากช่วงกลางของมหาสงครามสิบปีในอดีตชาติ ที่ยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายจากหลากตระกูล อาศัยกลิ่นคาวเลือดเบิกทางทะลวงสู่ระดับราชันย์
การที่จ้าวหนิงหนีบตัวตนระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายสองคนออกท่องยุทธภพได้ นับเป็นความโอหังที่เหยียบย่ำสวรรค์ เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้การสมบูรณ์แบบของ ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ หากปราศจากวิชานี้ อย่าว่าแต่จ้าวเจิ้นจงกับจ้าวเป่ยวั่งจะทะลวงระดับราชันย์ได้รวดเร็วปานฟ้าแลบ ลำพังตระกูลจ้าวเองก็คงไม่มียอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายเหลือเฟือพอให้เขาหิ้วลงใต้ตั้งสองคน
ขวบปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้คมเขี้ยวของจ้าวหนิง ตระกูลจ้าวกอบโกยความมั่งคั่งมหาศาล เหมืองผลึกม่วงตระกูลหลิว กิจการตระกูลผัง ผนวกกับส่วย ทรัพย์สินที่ริบมาได้ และเงินรีดไถจากศึกแดนเหนือ ยามนี้คลังตระกูลจ้าวล้นทะลักไปด้วยทองคำ
กาลก่อน แม้ตระกูลจ้าวจะครองบัลลังก์ตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี แต่นั่นหมายถึงบารมีจากทำเนียบเสนาธิการทหาร แสนยานุภาพทัพเยี่ยนเหมิน และฐานะพระญาติฝั่งมารดา หาใช่อำนาจเงินตรา หากเทียบชั้นกับตระกูลขุนนางที่ถนัดสอพลอกอบโกย ตระกูลจ้าวที่รู้เพียงวิธีจับดาบฆ่าคนนั้นถือว่ายากจนข้นแค้น รายรับเพียงห้าล้านตำลึงทองต่อปี จัดอยู่แค่ระดับกลางค่อนไปทางต่ำเท่านั้น
มองในมุมกลับ ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อำนาจบารมีตระกูลจ้าวไร้ผู้ต้านทาน หากยังมั่งคั่งเทียมฟ้าอีก คงตกเป็นเป้ารุมทึ้งจากทั้งแผ่นดินไปเสียนานแล้ว
ทว่าบัดนี้สถานการณ์พลิกผัน หากนับเม็ดเงินเข้าคลังในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ต่อให้เป็นสุดยอดตระกูลคหบดีก็ยังถูกทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลจ้าวจึงประเคนทรัพยากรบ่มเพาะให้คนในตระกูลได้อย่างไม่อั้น เมื่อหลอมรวมกับ ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ฉบับสมบูรณ์ ฐานพลังโดยรวมจึงก้าวกระโดดขึ้นกว่าครึ่งระดับ ยอดฝีมือหลายคนที่เคยติดคอขวดจนไร้หวัง บัดนี้กลับทะลวงปราณเบิกทางไปสู่ขอบเขตใหม่ได้อย่างง่ายดาย
นี่เพียงระยะเวลาอันสั้น ผลลัพธ์ยังไม่ถึงขีดสุด หากปล่อยให้เวลาบ่มเพาะอีกหลายปี กองทัพผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวจะต้องผุดขึ้นราวดอกเห็ด ถึงเวลานั้น แสนยานุภาพตระกูลจ้าวจะมิใช่แค่พุ่งทะยานครึ่งระดับ แต่จะเป็นการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
มิเพียงเท่านั้น สายเลือดรองที่เคยถูกทอดทิ้ง บัดนี้ถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางการผลักดัน เพื่อสับเปลี่ยนสายเลือดนักรบให้เข้มข้น แม้แผนการเพิ่งเริ่มเดินหมาก ผลลัพธ์ยังไม่เป็นประจักษ์ ทว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กองทัพยอดฝีมือแห่งตระกูลจ้าว จะบีบให้คนทั้งใต้หล้าต้องตัวสั่นงันงก
หวนคืนสู่อดีต จ้าวหนิงขยับหมากรุกสังหารไปนับไม่ถ้วน บดขยี้ขุนนางบุ๋น หนุนหลังหออี้ผิ่น ซ้อนกลเซียวเยี่ยน และกระชากหัวทัพเป่ยหู แผนการซ่อนเร้นพันลึกทว่ากลับมีจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว… นั่นคือการขยายขีดความอำมหิตให้ตระกูลจ้าว!
ชาติก่อนเพราะด้อยกำลัง ตระกูลจ้าวถึงถูกตีแตกด่านเยี่ยนเหมินกวน ชาติก่อนเพราะขาดแสนยานุภาพ แผ่นดินต้าฉีถึงลุกเป็นไฟ และเพราะความอ่อนแอ… สายเลือดตระกูลจ้าวถึงต้องตกตายจนสิ้นโคตร
ไม่ว่าคิดโค่นล้มผู้ใด กฎเหล็กข้อแรกคือต้องมี ‘คมดาบ’ ในมือ หากปราศจากอำนาจ ต่อให้มีสติปัญญาล้ำเลิศ แผนการแยบยลปานใด ก็เป็นเพียงบุปผาในกระจก จันทราในพรายน้ำ
เฉกเช่นการกรีธาทัพลงใต้ครานี้ หากไร้ซึ่งเครือข่ายหออี้ผิ่นที่ผงาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด จ้าวหนิงย่อมไม่อาจชักใยกระแสปราบคนพาลผดุงคุณธรรมให้ลุกฮือไปทั่วสารทิศ และในวินาทีนี้ หากไร้ยอดฝีมือวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายสองคนคอยคุมเชิง การงัดกับข้าหลวงเมืองยวิ่นโจวและทรราชท้องถิ่น โดยไม่ชูธงตระกูลจ้าว ย่อมเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยิ่งการลงดาบแบบไร้ร่องรอยให้ตามกลิ่นได้ ยิ่งเป็นเพียงลมปากคนบ้า
พลังอำนาจคือสัจธรรมเดียวในใต้หล้า ผู้กำหมัดแน่นที่สุดคือผู้ลิขิตชะตาฟ้า ผู้อ่อนแอทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม แม้แต่ลมหายใจตัวเองก็ยังไร้สิทธิ์กำหนด นับประสาอะไรกับการกางปีกปกป้องผู้เป็นที่รัก… อดีตชาติ ตระกูลจ้าวได้สลักบทเรียนเลือดข้อนี้ลงลึกถึงกระดูกดำ
โจวยางกระชากสติตนเองกลับมา พรูลมหายใจยาวเหยียด ยอมศิโรราบอย่างราบคาบ
“นี่หรือขุมพลังอำนาจตระกูลจ้าว… นึกไม่ถึงเลยว่าจะแผ่ไพศาลทะลุฟ้าปานนี้ สมแล้วที่เป็นขุนพลพิทักษ์บัลลังก์แห่งราชวงศ์ต้าฉี”