ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 28 สามพี่น้อง (ตอนปลาย)
เฉินอันจือคลี่พัดจีบสะบัดพรึ่บ ภายในอกร้อนรุ่มดุจไฟสุม ทว่าหาใช่เพราะสันดานอันธพาลกำเริบ แต่มีเบื้องลึกซ่อนเร้น
เว่ยอู๋เซี่ยนผู้นี้ รูปลักษณ์อัปลักษณ์ วรยุทธ์อ่อนด้อย ซ้ำยังอ้วนฉุไร้กล้ามเนื้อแกร่งสมส่วน จึงไร้ซึ่งความองอาจโดยสิ้นเชิง ยิ่งยามเผชิญหน้ากับสตรีโฉมงาม มักจะหน้าแดงก่ำ ใบ้กินจนพ่นวาจาไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
อายุล่วงเข้าสิบหกปี เตร็ดเตร่เหยียบย่ำหอนางโลมมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเนื้อแท้กลับยังคงเป็น ‘ไก่อ่อน’ ไร้ประสบการณ์โลกีย์
ในฐานะสหายร่วมเป็นร่วมตาย เฉินอันจือย่อมกังวลว่าปมในใจนี้จะลุกลาม กัดกินจนร่างกายมัน ‘สิ้นน้ำยาบุรุษเพศ’ ไปตลอดกาล หากเป็นเช่นนั้นย่อมถือเป็นหายนะชั่วชีวิต
ครานี้กว่าเว่ยอู๋เซี่ยนจะหมายตาสตรีใดสักคนมิใช่เรื่องง่าย ซ้ำยังกล้าเอื้อนเอ่ยเจรจาด้วยอย่างคนปกติ เฉินอันจือย่อมยินดีจากใจจริง ดังนั้นต่อให้ขยะแขยงน้ำชาหรือเบื่อหน่ายนิทานปานใด เขาก็กัดฟันทนมาเป็นเพื่อนทุกครา
ผู้ใดจะคาดคิด นังหนูชงชาต่ำต้อยในหอเล็กๆ กลับกล้าฉีกหน้าซื่อจื่อแห่งจวนลู่กั๋วกง ยามเห็นความสุขชั่วชีวิตของสหายรักกำลังจะถูกเหยียบย่ำ เฉินอันจือจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร
ผนวกกับสันดานมุทะลุดุดัน นิยมชมชอบการใช้กำลังตอกหน้าผู้คน ในหัวมันยามนี้จึงเหลือเพียงหนทางเดียว… ถล่มหอน้ำชาแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อบีบให้ซูเยี่ยชิงประจักษ์ถึงบารมีแห่งทายาทขุนพล ถึงยามนั้น มีหรือที่สตรีชาวบ้านจะไม่ศิโรราบ
สตรีต่ำศักดิ์ย่อมถือว่าวาสนาหล่นทับ หากได้ตบแต่งเป็นอนุภรรยาของว่าที่ลู่กั๋วกง ไม่ว่ามองมุมใดย่อมมีแต่ได้กับได้
เว่ยอู๋เซี่ยนเห็นท่าทีเดือดดาลของเฉินอันจือจนพัดจีบแทบแหลกคามือ ย่อมรู้ซึ้งถึงเจตนาของสหายรัก ภายในอกพลันอุ่นวาบ เลิกเสแสร้งวางมาดอีกต่อไป
“จะบุกไปพังหอน้ำชาไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ควักเงินชดใช้คืนหลายเท่าก็ไม่ได้ สามพี่น้องอย่างพวกเรา แม้ชาวบ้านจะก่นด่าว่าเป็นสามเดนมนุษย์แห่งเยี่ยนผิง แต่ก็ไม่เคยทำตัวต่ำทรามถึงขั้นรังแกคนไร้ทางสู้โดยไร้เหตุผล”
เว่ยอู๋เซี่ยนกระจ่างใจดี เฉินอันจือเป็นพวกหัวทึบคิดตื้น ทำตัวบ้าเลือดยิ่งกว่าทายาทขุนพลบู๊ ทว่านั่นมิใช่วิถีทางแก้ปัญหา
ด้วยรูปลักษณ์อ้วนฉุมาแต่กำเนิด พรสวรรค์บำเพ็ญเพียรในยามแรกเริ่มก็แสนจะสามัญ เว่ยอู๋เซี่ยนจึงมักถูกทายาทขุนนางรุ่นราวคราวเดียวกันหยามเหยียด ก่อนจะได้ร่วมสาบานกับจ้าวหนิงและเฉินอันจือ มันไม่เคยมีสหายแม้แต่ผู้เดียว การถูกโดดเดี่ยวและชิงชังมายาวนาน หล่อหลอมให้มันกลายเป็นคนอ่อนไหว ซ้ำยังเพาะจิตใจบิดเบี้ยวเจ้าเล่ห์… แน่นอนว่ามันมิใช่คนดีแต่อย่างใด
ในเมื่อเฉินอันจือหมายจะออกหน้า มันย่อมไม่ถอยหนี สมองที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหมุนวนเพียงอึดใจ แผนการชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมา
มันขยับกายเข้าไปกระซิบเสียงเหี้ยม “พวกเราถอยออกไปก่อน จากนั้นค่อยส่งคนมาลอบวางเพลิง เผาหอน้ำชานี้ให้วอดวาย ผู้คนย่อมแตกตื่นหนีตายจ้าละหวั่น…”
“และในเสี้ยววินาทีเป็นตาย ข้าจะพุ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วยแม่นางซูออกมา สร้างวีรกรรมสละชีพเพื่อหญิงงาม วันหน้าค่อยทุ่มเงินสร้างหอน้ำชาให้ใหม่ นางย่อมต้องมองข้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ถึงตอนนั้น… หึหึหึ”
มองดูรอยยิ้มอำมหิตของเว่ยอู๋เซี่ยน เฉินอันจือถึงกับชะงักงัน อ้าปากค้างจนลืมขยับพัด ผ่านไปพักใหญ่จึงเค้นเสียงออกมา “ความบัดซบสามานย์ระดับนี้… บิดาเจ้าล่วงรู้บ้างหรือไม่”
แม้ถือกำเนิดในตระกูลบัณฑิต ทว่าเฉินอันจือกลับลุ่มหลงในคาวเลือดของสมรภูมิ ไร้ซึ่งความถนัดในเล่ห์เหลี่ยมการเมือง หลายปีที่กอดคอกันมา สารพัดแผนสกปรกล้วนมาจากหัวหมอๆ ของเว่ยอู๋เซี่ยนทั้งสิ้น หากมิใช่เพราะชินชากับความระยำของสหายผู้นี้ วินาทีนี้เฉินอันจือคงสะบัดหน้าหนีไปแล้ว
เว่ยอู๋เซี่ยนทิ้งตัวลงนั่ง ยกถ้วยชาจดริมฝีปาก ทว่าพลันนึกได้ว่านี่มิใช่สุรา จึงปาทิ้งอย่างรำคาญใจ พลางแค่นเสียง “ขอเพียงคว้าชัยชนะ จะใช้วิธีการสกปรกปานใดก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญ”
เฉินอันจือยกนิ้วโป้งซูฮก เอ่ยด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ด้วยสันดานเจ้าเล่ห์เพทุบายปานนี้ หากเจ้ามิใช่สหายข้า ข้าคงชักกระบี่เสียบทะลุคอหอยเจ้าไปนานแล้ว”
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะก้องกังวาน เปี่ยมด้วยความมักคุ้นอันลึกซึ้ง ความอัดอั้นของเว่ยอู๋เซี่ยนและความหงุดหงิดของเฉินอันจือ มลายสิ้นในพริบตา
“ไป! ไปร่ำสุรา! น้ำชาบัดซบพวกนี้จืดชืดไร้รสชาติ กรอกลงคอไปก็ไม่ได้เรื่อง ไม่สะใจโว้ย!” เว่ยอู๋เซี่ยนผุดลุกขึ้นนำหน้า
“ประเสริฐ!” เฉินอันจือหุบพัดจีบเสียงดังฉับ นัยน์ตากลอกกลิ้งเอ่ยถาม “แล้วเจ้าจะไม่เผาหอน้ำชานี้แล้วรึ ไม่อยากอุ้มแม่นางซูกลับจวนแล้วหรือไง”
“เหลวไหล! จะรื้อฟื้นไปไย ยามนี้คุณชายใหญ่อย่างข้ากระหายสุรา ทางที่ดีที่สุดคือพวกเราสามพี่น้องต้องเมามายให้ยับเยินไปข้างหนึ่ง! สตรีเรอะ… ใครจะไปสน!”
เว่ยอู๋เซี่ยนประกาศกร้าว “หนิงเกอกลับมาหลายวันแล้ว ครานี้ต่อให้มันตะบี้ตะบันเก็บตัวบำเพ็ญเพียร พวกเราก็ต้องลากคอมันออกมาให้จงได้! ยามดื่มสุราไหใหญ่ฉีกเนื้อย่างชิ้นโต ขาดพี่น้องไปสักคนจะไปมีรสชาติอันใด ไม่เข้าท่า… ไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง!”
“ถูกต้อง! บุกไปลากตัวมันเดี๋ยวนี้ วันนี้ต้องมอมเหล้ามันให้คลานกลับจวนให้ได้!”
“ได้ข่าวว่ามันไปฟาดฟันกับตระกูลฟ่านที่เมืองไต้โจว ซ้ำยังสังหารทายาทพวกมันไปคนหนึ่ง เรื่องนี้ต้องเค้นคอถามให้กระจ่าง!”
“แค่ตระกูลฟ่านเสียที่ไหน ยังมียอดฝีมือเป่ยหูโผล่หัวมาอีก เรื่องนี้ลือกันให้แซดทั่วเมืองหลวง แต่แทบไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบาง ประจวบเหมาะพอดี… ต้องให้หนิงเกอคายความลับออกมา”
สองสหายกอดคอเดินอาดๆ พ้นประตูหอน้ำชา เสียงหัวเราะหยาบกระด้างลอยแว่วกระทบหูซูเยี่ยชิงบนชั้นสอง นางชะเง้อมองแผ่นหลังของจอมเสเพลทั้งสองด้วยความฉงน ไม่อาจเข้าใจว่าบุรุษสองคนนี้มีเรื่องอันใดให้รื่นเริงปานนั้น ท่าทีราวกับเพิ่งรอดพ้นความตายก็ไม่ปาน ชีวิตมนุษย์มีเรื่องให้เบิกบานได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ตัวนางเองแทบไม่เคยสัมผัสห้วงเวลาสุขใจเช่นนี้ ต่อให้ได้ครอบครองปิ่นปักผมที่หมายปองมาเนิ่นนาน ก็ยังไม่เคยหัวเราะลั่นปานนี้… ซูเยี่ยชิงทอดถอนใจแผ่วเบา
……
อีกด้านหนึ่ง จ้าวหนิงวางพู่กันขนจิ้งจอกม่วงลง นัยน์ตากวาดมองอักขระนับหมื่นที่อัดแน่นบนกระดาษเซวียนจื่อ หลังทบทวนสลักลึกเข้าสู่เส้นประสาทความทรงจำจนขึ้นใจ เขาก็จุดเทียนไข นำม้วนกระดาษจ่อเปลวเพลิง ปล่อยให้มันมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี ก่อนจะพรูลมหายใจยาว
นั่นคือแผนที่ยุทธศาสตร์เลือดที่เขาเค้นสมองวางหมากไว้ ใช้เวลาขีดเขียนหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม แม้จะพยายามตัดทอนจนเหลือเพียงแก่นแท้ แต่ความยาวก็ยังทะลุสามหมื่นคำ แผนการฉบับนี้ผนวกรวมความลับแห่งอดีตชาติไว้มากเกินไป เมื่อสลักเข้าสู่สมองแล้ว… จำต้องลบมันทิ้งจากโลกนี้
ชายหนุ่มก้าวไปหยุดหน้าประตู ยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แสงสีทองของอาทิตย์อัสดงอาบไล้เรือนร่าง จ้าวหนิงสัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่ง
หมากตระเตรียมรากฐานเบื้องต้นลุล่วงเกือบหมดสิ้น ‘เคล็ดวิชาชิงยวิน’ ฉบับรื้อโครงสร้าง และบันทึกรู้แจ้ง ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ บัดนี้ถูกส่งถึงมือทายาทตระกูลจ้าวทุกผู้ทุกคนแล้ว เชื่อว่าไม่เกินสามเดือนห้าเดือน ย่อมบังเกิดยอดขุนพลผงาดขึ้นมาประจักษ์แก่สายตา
โครงข่ายแผนการขั้นต่อไปก็ถูกวางหมากไว้อย่างรัดกุม นับจากนี้เพียงแค่รอคอยให้การขุดเจาะห้องลับใต้ดินเสร็จสิ้น และรอคอยให้ม่านปฐมทัศน์ของเทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูเปิดฉากขึ้นเท่านั้น
เมื่อปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง จิตใจที่ตึงเครียดของจ้าวหนิงก็ผ่อนคลาย ใบหน้าของสองสหายเสเพลพลันแล่นเข้ามาในหัวเป็นลำดับแรก
หลายวันที่ผ่านมา เซี่ยเหอรายงานว่าเว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือส่งบ่าวไพร่มาเทียวไล้เทียวขื่อหมายลากตัวเขาไปสังสรรค์ ทว่าก่อนหน้านี้ภารกิจรัดตัว เขาจึงตอบปัดอ้างการบำเพ็ญเพียร บัดนี้สะสางหมากกระดานแรกเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาต้องออกไปร่ำสุรากับพี่น้องให้หนำใจ
จังหวะที่ความคิดกำลังแล่น เงาร่างสองสายก็ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งก้าวล่วงประตูเรือนทรงพระจันทร์เข้ามา… ผู้หนึ่งอ้วนฉุ ผู้หนึ่งผอมบาง
คนอ้วนมีสัณฐานกลมป้อมดุจลูกนิมิต ทว่าสูงใหญ่บึกบึนผิดมนุษย์ ยามก้าวย่างองอาจดุดันดั่งพยัคฆ์มังกร ลมปราณหมุนวนใต้ฝ่าเท้า ริมฝีปากก็แหกปากตะโกนโหวกเหวก ทวงให้จ้าวหนิงเป็นเจ้ามือสุรา
มองดูท่าที ‘เหี้ยมเกรียมระห่ำ’ ของมันแล้ว ผู้ใดพบเห็นย่อมนึกขวัญผวา หากไม่สนองตัณหามัน จวนแห่งนี้คงถูกรื้อถอนราบเป็นหน้ากลอง
ส่วนคนผอมท่วงท่าสง่างามกว่ามหาศาล สวมชุดยาวสีคราม พัดจีบโบกสะบัดในมือ ใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่นดั่งสายลมวสันต์ ฝีเท้าก้าวย่างมั่นคงดุจวิญญูชนผู้สูงศักดิ์ ชวนให้ผู้คนเลื่อมใสตั้งแต่แรกเห็น
ผู้มาเยือนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เว่ยอู๋เซี่ยน และ เฉินอันจือ
จ้าวหนิงก้าวรับหน้าด้วยรอยยิ้ม หยอกเย้าสองสามประโยค ก่อนจะถูกหมัดของเฉินอันจือ ที่ดูผิวเผินไร้เรี่ยวแรงทว่าแฝงพลังหนักหน่วงกระแทกเข้าที่หัวไหล่ จ้าวหนิงไม่ยอมเสียเปรียบ พลิกฝ่ามือตะปบด้วย ‘กรงเล็บพยัคฆ์’ สวนกลับเข้ากลางอกอีกฝ่ายทันควัน
น่าเสียดายที่เฉินอันจือผอมโกรกซูบซีด กรงเล็บของจ้าวหนิงจึงคว้าได้เพียงท่อนกระดูกแข็งกระด้าง ไม่อาจคว้าจับสิ่งใดให้เต็มไม้เต็มมือ
ยังไม่ทันชักมือกลับ ร่างอ้วนฉุดั่งภูเขาลูกย่อมของเว่ยอู๋เซี่ยนก็พุ่งทะยานเข้าประชิด ท่อนแขนล่ำสันตะปบรัดคอจ้าวหนิงไว้แน่น พลางหัวเราะร่าในลำคอ ก่อนจะลากถูจ้าวหนิงพ้นประตูเรือนไปอย่างป่าเถื่อน
สามพี่น้องกอดคอด่าทอกันไปตลอดทาง สลัดทิ้งซึ่งมาดคุณชายตระกูลขุนนาง ก้าวพ้นประตูข้างจวนเจิ้นกั๋วกง มุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางแห่งโลกีย์ ‘ตรอกผิงคัง’ อย่างเอิกเกริก
‘หอเยี่ยนไหล’ คือหอนางโลมอันดับหนึ่งแห่งแดนเหมืองหลวง ประกอบด้วยหอคอยสามชั้นสองหลังตระหง่านฟ้า สลักเสลาลวดลายวิจิตรบรรจง เชื่อมต่อกันด้วยสะพานโค้งกลางอากาศ ถือเป็นสถานที่อันเลื่องชื่อแห่งตรอกผิงคัง ยามราตรีมาเยือน สถานที่แห่งนี้จะสว่างไสวด้วยแสงโคม รถม้าหรูหราขวักไขว่ เสียงพิณและเสียงขับขานท่วงทำนองลอยล่องไม่เคยขาดสาย
จ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน และเฉินอันจือ ล้วนเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของหอเยี่ยนไหล ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู แม่เล้าในชุดฉูดฉาดบาดตาก็บิดเอวคอดกิ่วดุจอสรพิษน้ำ ปรี่เข้ามาต้อนรับ รอยยิ้มของนางเบ่งบานจนใบหน้าดูคล้ายดอกมู่ตาน
“แหมๆๆ คุณชายจ้าว คุณชายเว่ย คุณชายเฉิน! พวกท่านทั้งสามหายหน้าหายตาไปเสียเนิ่นนาน ทำเอาหญิงแก่คนนี้คิดถึงจนใจแทบขาด รุ่งสางวันนี้นกกางเขนร้องเจื้อยแจ้วหน้าเรือน หญิงแก่ก็รู้ทันทีว่าต้องมีพญามังกรมาเยือนเป็นแน่…”
ในฐานะผู้จัดการหน้าด่านที่คอยรับรองแขกเหรื่อ รูปลักษณ์ของแม่เล้าย่อมต้องงดงามชวนมอง หากมาพร้อมท่อนขาใหญ่ปานเสาเรือน เอวหนาดุจถังไม้ และใบหน้าอาบมันหมู เกรงว่าแขกเหรื่อคงขวัญกระเจิงหนีเตลิด คงไม่อยากเข้าใกล้ให้เสียสายตา
แม่เล้าวัยกลางคนผู้เปี่ยมเสน่ห์ยั่วยวนผู้นี้ ในอดีตคือนางโลมขายศิลป์อันดับสองแห่งหอเยี่ยนไหล ชื่อเสียงและรูปโฉมของนางเคยเลื่องลือสะท้านเมืองเยี่ยนผิง ในย่านเริงรมย์แห่งนี้แทบไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
ส่วนสาเหตุที่นางโลมอันดับสองผันตัวมาเป็นแม่เล้า แทนที่จะเป็นอันดับหนึ่งนั้น… มีข่าวลือว่าในอดีต นางโลมอันดับหนึ่งผู้นั้นถูกเชิดชูจนลืมตัว หยิ่งยโสจองหองจนพลาดพลั้งไปล่วงเกินกั๋วกงผู้มีบารมีล้นฟ้าท่านหนึ่งเข้า ผลสุดท้ายคือถูกจับตบตีจนเสียโฉม ด้วยความอัปยศจึงกระโจนลงบ่อน้ำปลิดชีพตนเอง… ทว่าความจริงเท็จประการใด ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าสืบสาว
“ยายแก่พร่ำบอกคิดถึงข้าแล้วจะได้อันใด โคหนุ่มมีหรือจะยอมเคี้ยวหญ้าแก่! รีบไปเบิกตัวแม่นางลวี่ซิ่วออกมาเร็วเข้า คุณชายอย่างข้าคิดถึงนางจนทนไม่ไหวแล้ว!”
แม้เฉินอันจือจะเป็นบัณฑิตหนุ่มผู้คลั่งไคล้ความรุนแรง ทว่าเมื่อเหยียบย่างเข้าสู่แดนโลกีย์อันเป็นแหล่งกำเนิดตำนานรักบัณฑิตกับสาวงาม มันกลับทอดตัวกลมกลืนเป็นธรรมชาติราวกับมัจฉาหวนคืนสู่สายน้ำ
ขาดคำ เฉินอันจือก็ตวัดพัดจีบชี้ไปทางจ้าวหนิง เป็นการส่งสัญญาณว่าคืนนี้จ้าวหนิงคือเจ้ามือ หากต้องการทิปก้อนโตก็จงไปรีดไถเอาจากมัน ส่วนตัวเขา… ก้าวอาดๆ ขึ้นบันไดนำไปก่อนแล้ว
จ้าวหนิงล้วงไข่มุกราตรีเม็ดเขื่องสาดประกายวาววับออกจากแขนเสื้อ โยนให้แม่เล้าอย่างไม่ยี่หระ อีกฝ่ายตะปบรับไว้อย่างแม่นยำ ไข่มุกเม็ดงามอันตรธานหายวับไปในสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เดิมทีฉาบด้วยรอยยิ้มอยู่แล้ว ยิ่งทวีความปีติหยาดเยิ้มประจบประแจงถึงขีดสุด
“คุณชายทั้งสามเชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ! วันนี้แม่นางลวี่ซิ่วประทินโฉมรอตั้งแต่หัววัน เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ยอมย่างกรายออกไปรับแขกที่ไหน เกรงว่าคงล่วงรู้ด้วยกระแสจิตว่าพวกท่านจะมาเยือน จึงได้ตั้งตารอคอยเป็นพิเศษเชียวล่ะเจ้าค่ะ…”