ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 29 แรกพบพาน ณ หอเยี่ยนไหล (ตอนต้น)
แม่เล้าพ่นคำหวานหู ทว่าหางตายังคงลอบประเมินเว่ยอู๋เซี่ยน
สตรีเจนจัดโลกีย์เช่นนาง หาได้โปรดปรานบัณฑิตผอมแห้งที่เก่งแต่ร่ายกวี ทว่ามักหลงใหลบุรุษร่างยักษ์กล้ามเนื้อปูดโปนเปี่ยมกลิ่นอายดิบเถื่อนเยี่ยงเว่ยอู๋เซี่ยน นางย่อมรู้ซึ้งถึง ‘รสชาติ’ อันดุดันของบุรุษพรรค์นี้ดี
แม้จะสวมหัวโขนแม่เล้า ทว่าหากเจอเหยื่อถูกใจ ใช่ว่าจะไม่ยอมทอดกายรับแขก
ทว่าเว่ยอู๋เซี่ยนกลับทอดสายตาตรงแหน่ว ปล่อยให้แม่เล้าทอดสะพานส่งสายตาหยาดเยิ้มปานใด มันก็ทำเป็นมืดบอดไร้ความรู้สึก
เนื้อแท้มันขยะแขยงการเหยียบย่างหอนางโลม ดงบุปผาและกลิ่นแป้งหอมอาจเป็นแดนสวรรค์ของผู้อื่น ทว่าสำหรับบุรุษที่เพียงสบตาสตรีก็หน้าแดงเถือกก้มหน้างุด การมาเยือนแดนโลกีย์แห่งนี้… ย่อมไม่ต่างจากการเอาคอไปพาดเขียง
แต่ค่านิยมของคนหนุ่มเมืองหลวงคือการท่องหอคณิกา หากมันขลุกอยู่แต่ในจวน ย่อมไม่พ้นถูกจ้าวหนิงและเฉินอันจือถากถางด้วยวาจาเชือดเฉือน ด่าทอว่า ‘น้องชาย’ สิ้นน้ำยาบ้าง ไร้ความเป็นบุรุษเพศบ้าง หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกตราหน้าว่ามีรสนิยมตัดแขนเสื้อ
ยามถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีถึงเส้นตาย เว่ยอู๋เซี่ยนย่อมไร้ทางถอย ทุกคราจึงทำได้เพียงกัดฟันแบกหน้าหนาๆ ตามมาด้วย
โชคยังดีที่หอเยี่ยนไหลมิได้มีดีแค่เรือนร่างสตรี ทว่ายังมีสุรานารีแดงและโอชารสเลิศล้ำ อย่างน้อยการสวาปามก็พอจะปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของมันได้บ้าง
เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่ห้องหับมิดชิด ทั้งสามก็แยกย้ายทิ้งตัวลงนั่ง คืนนี้จ้าวหนิงคือเจ้ามือ ย่อมรั้งตำแหน่งประธาน ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือแยกยึดหัวหาดซ้ายขวาประดุจปีกคอยคุ้มกัน
“พวกเราสามพี่น้องท้องกิ่วมา สุราอาหารจัดของดีที่สุดมาให้หมด ขาดเนื้อสัตว์ชิ้นโตไม่ได้เด็ดขาด ส่วนผลไม้ก็ยกมาล้างปากด้วย” จ้าวหนิงปรายตามองเว่ยอู๋เซี่ยนพลางออกคำสั่งเสียงกังวาน
“คุณชายจ้าวโปรดวางใจ สุราอาหารเหล่านี้ หญิงแก่สั่งคนครัวจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เห็นเงาพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ”
แม่เล้าย่อมคุ้นชินกับสันดานของพวกจ้าวหนิงดี แขกเหรื่อที่มาเยือนหอนางโลมมักสั่งสุราอาหารเป็นเพียงฉากบังหน้า ทว่าพวกที่โผล่หัวมาทีไรก็เอาแต่สวาปามดุจพายุลง… มีเพียงสามสหายกลุ่มนี้ หอนางโลมหาใช่โรงเตี๊ยมประทังหิวไม่
สิ้นคำ แม่เล้าก็ทอดสายตาชำเลืองเว่ยอู๋เซี่ยนอีกระลอก ครั้นเห็นเจ้าอ้วนยังคงนั่งทื่อเป็นท่อนไม้ แววตาเย้ายวนของนางก็เจือความแง่งอนตัดพ้อ
เพียงครู่เดียว สุราเลิศรสและกับแกล้มก็ถูกลำเลียงมาตั้งเรียงราย พร้อมกับขบวนหญิงคณิการูปโฉมสะคราญที่ทยอยกรีดกรายเข้าสู่ห้อง
เฉินอันจือตระกองกอดซ้ายขวา นางหนึ่งป้อนโอชารส อีกลำหนึ่งรินสุราสาดลงคอ ส่วนสองมือของมันก็ซุกซนลูบคลำเค้นคลึงไปทั่วเรือนร่างสตรี เรียกเสียงครางกระเง้ากระงอดระคนหยอกเย้าจากพวกนางไม่ขาดปาก ขณะที่เจ้าตัวระเบิดเสียงหัวเราะร่า เมามายในโลกีย์อย่างถึงแก่น
ตัดภาพมาที่เว่ยอู๋เซี่ยน ท่าทีมันกลับเงียบขรึมผิดแผก มันก้มหน้าก้มตายัดห่าไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ดรุณีหน้าแฉล้มสองนางข้างกายมีหน้าที่เพียงคีบเนื้อป้อนเข้าปาก ทว่าต่อให้พวกนางงัดทุกกระบวนท่าก็ยังป้อนไม่ทันความเร็วในการสวาปามดุจหมูป่าหิวโซ สุดท้ายเจ้าอ้วนจำต้องคว้าตะเกียบขึ้นมากวาดอาหารลงคอด้วยตนเอง
ลวี่ซิ่ว นางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอเยี่ยนไหลนั่งดีดฉินอยู่กลางห้อง ท่วงท่าพลิ้วไหวดุจสายน้ำหลาก สีหน้าลุ่มหลงในท่วงทำนอง เสียงฉินกรีดกังวานจับขั้วหัวใจ หนึ่งบทเพลงสิ้นสุด ทว่ามนต์สะกดแห่งเสียงดนตรียังคงกรีดลึกในโสตประสาท
จ้าวหนิงทิ้งตะเกียบลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงพนัก ปล่อยให้คณิกานางหนึ่งบีบนวดท่อนขา ส่วนอีกนางคลึงหัวไหล่ เขามิได้มัวเมาจมปลักในกามตัณหาเยี่ยงเฉินอันจือ และมิได้เคอะเขินทำตัวไม่ถูกเยี่ยงเว่ยอู๋เซี่ยน ทำเพียงชูจอกสุราขึ้นคารวะสหายทั้งสองเป็นระยะ
“หนิงเกอ การเยือนเมืองไต้โจวครานี้เจ้าเผชิญสิ่งใดมากันแน่ อย่าเอาคำลวงโลกในราชกิจจานุเบกษามาปิดหูข้า ยอดคนระดับราชันย์ของเป่ยหูโผล่หัวที่เมืองชายแดน หากอ้างว่าแค่มาคุ้มกันองค์หญิงเดินเล่น… คงเป็นเรื่องตลกตอแหลที่ทำเอาคนทั้งหล้าหัวร่อจนฟันร่วง”
เว่ยอู๋เซี่ยนคือผู้ฉีกหน้ากากสนทนาเปิดประเด็นเลือดเป็นคนแรก “หัวเมืองแดนเหนือมีตั้งมากมายไยพวกมันไม่เหยียบย่าง ทว่ากลับจงใจพุ่งเป้าไปที่ไต้โจว… เมืองที่อยู่ห่างจากด่านเยี่ยนเหมินกวนเพียงชั่วอึดใจ หากบอกว่าพวกมันไม่มีเจตนาซ่อนเร้นต่อตระกูลจ้าว เฉินอันจืออาจโง่เขลาหลงเชื่อ ทว่าตัวข้า… ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด”
เฉินอันจือที่กำลังไซ้ซอกคอสาวงาม ครั้นถูกวาจาหยามสติปัญญาแทงเข้าหู ก็พลันของขึ้น มันตบโต๊ะเสียงดังฉาด ชี้หน้าสบถลั่น “เจ้าหมูตอนเว่ย ปากสุนัขของเจ้าเห่าหอนอันใด ผิวหนังมันคันจนอยากรับคมกระบี่ของข้านักใช่หรือไม่”
ผู้ที่ร่วมโต๊ะล้วนเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย จ้าวหนิงย่อมไร้ความจำเป็นต้องปิดบัง เขาชำแหละความนัยและแผนการเลือดทั้งหมดให้ทั้งสองฟังจนกระจ่าง
แน่นอนว่าถ้อยคำย่อมถูกดัดแปลงบางส่วน เขาปิดผนึกความลับเรื่องการหวนคืนจากความตายไว้มิดชิด เพียงอ้างว่าจับพิรุธของจ้าวยวี่เจี๋ยได้ จึงลอบวางค่ายกลซ้อนแผน ทว่าคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะลุกลามกลายเป็นมหันตภัยสะท้านแผ่นดินปานนี้
“หากเป็นเช่นนั้น… ผีร้ายที่คอยชักใยอยู่หลังม่านก็คืออัครเสนาบดีสวีงั้นรึ มันถึงขั้นลดตัวไปคบค้าพวกคนเถื่อนเพื่อลอบกัดผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลจ้าวเชียวรึ เรื่องนี้มันอุบาทว์เกินไปแล้ว นี่เท่ากับเป็นการประกาศกร้าวว่า ศึกสายเลือดระหว่างฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊แห่งต้าฉี… ได้ลุกลามจนทะลุจุดเดือด และพร้อมจะฉีกหน้ากากเข่นฆ่ากันทุกวิถีทาง”
เว่ยอู๋เซี่ยนลูบก้อนไขมันใต้คาง นัยน์ตาทอประกายเหี้ยมเกรียมอำมหิต “พวกสวะหน้าขาวพวกนี้เพื่อรวบอำนาจทหาร ถึงกับกล้าทำเรื่องระยำตำบอน วันนี้มันงัดวิถีสกปรกบดขยี้ตระกูลจ้าว วันหน้า… หอกเลือดนี้ย่อมพุ่งเป้ามาที่ตระกูลเว่ยของข้าเป็นแน่”
สิ้นคำ มันก็ปรายตาตวัดมองเฉินอันจือแวบหนึ่ง
เฉินอันจือถลึงตาขุ่นเคือง “เจ้ามองหน้าข้าทำไม ตระกูลเฉินของข้าคือตระกูลปราชญ์มือสะอาด เบื้องบนค้ำชูบัลลังก์ เบื้องล่างอุ้มชูประชาราษฎร์ บรรพชนล้วนเป็นเสาหลักแผ่นดิน ย่อมไม่มีวันเกลือกกลั้วกับเรื่องบ่อนทำลายชาติเยี่ยงนั้นเด็ดขาด”
เว่ยอู๋เซี่ยนส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “ข้าเพียงรู้สึกว่า… พายุเลือดระหว่างบุ๋นและบู๊มันลุกลามจนเกินเยียวยาแล้ว หากวันใดที่ขั้วอำนาจทั้งสองเปิดศึกเข่นฆ่ากัน เกรงว่าทุกคนจะถูกกระชากลงสู่ห้วงมรณะ ถึงกาลนั้นเมื่อถูกบีบให้เลือกข้าง… พี่น้องอย่างพวกเราอาจต้องชักดาบห้ำหั่นกันเอง”
“เรื่องระยำพรรค์นั้น… ไม่มีวันเกิดขึ้น”
เฉินอันจือผุดลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง สีหน้าเด็ดเดี่ยวปานหินผา “ไม่ว่าวันหน้าคลื่นลมการเมืองจะโหมกระหน่ำปานใด ข้าเฉินอันจือ… จะไม่มีวันทรยศหักหลัง และจะไม่มีวันลงดาบกับพี่น้องร่วมสาบานเด็ดขาด”
เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้า “ข้าก็ตั้งปณิธานเช่นนั้น” มันหันไปสบตาจ้าวหนิง “มิสู้พวกเรากรีดเลือดจุดธูปสาบานกันในคืนนี้ สาบานว่าพี่น้องจะไม่มีวันหันกระบี่เข้าหากัน… หนิงเกอเห็นเป็นเช่นไร”
จ้าวหนิงยันตัวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสาดประกายเด็ดขาด “ตรงใจข้านัก”
เขามองทะลุถึงก้นบึ้งนัยน์ตาของเว่ยอู๋เซี่ยน
สหายอ้วนผู้นี้… กำลังหวาดผวา
ภายใต้เปลือกนอกอันเหี้ยมเกรียมอำมหิตของเว่ยอู๋เซี่ยน กลับซุกซ่อนจิตใจอันเปราะบางหวาดระแวง นอกเหนือจากสหายร่วมสาบานและบุพการี มันไร้ซึ่งความเชื่อใจในสรรพสิ่งบนโลก ซ้ำยังมองทะลุถึงความโสมมและคลื่นใต้น้ำของแผ่นดินได้อย่างปรุโปร่ง
มันหวาดหวั่นว่ายามเมื่อกงล้อแห่งมหันตภัยบดขยี้ มันจะโหมกระหน่ำดุจอสุรกายคลุ้มคลั่ง ที่กระชากสิทธิในการเลือกเดินของผู้คนไปจนสิ้น ด้วยเหตุนี้ มันจึงโหยหาพิธีกรรมจุดธูปสาบาน... เพื่อตรึงสายสัมพันธ์พี่น้องไว้เป็นปราการด่านสุดท้าย
เฉินอันจือย่อมไร้ข้อกังขา ยามพี่น้องขัดแย้งกับทายาทขั้วอำนาจอื่น มันคือคนแรกที่ถลกแขนเสื้อชักกระบี่พุ่งทะยานออกไปฟาดฟันเสมอ เรื่องพรรค์นี้มันย่อมยกมือสนับสนุนเต็มกำลัง
ทั้งสามตะโกนเรียกแม่เล้าให้นำกระถางธูปมา หลังประกอบพิธีกรีดเลือดสาบานอย่างขึงขัง บรรยากาศหนักอึ้งก็พลันมลายหาย โต๊ะอาหารสามตัวถูกเตะประสานเข้าหากัน ไหสุรานารีแดงถูกกระดกกรอกลงคอไหแล้วไหเล่า เพียงครู่เดียวสภาพบนโต๊ะก็เละเทะดุจสมรภูมิ เศษซากเนื้อและหยาดสุราหกเรี่ยราดมากกว่าที่ตกถึงท้องเสียอีก
เมื่อน้ำเมาพลุ่งพล่าน เฉินอันจือในคราบปัญญาชนก็เริ่มออกลวดลายพ่นกวีสบถด่าความบัดซบของบ้านเมือง พรั่งพรูความกระหายเลือดที่หมายจะทะยานสู่สมรภูมิ หวังเจริญรอยตามบรรพชนอาชาเหล็ก อาศัยทหารม้าร้อยนายกระทืบศัตรูนับหมื่นให้จมดิน หมายสลักชื่อเกียรติยศไว้บนยอดเขาหลางจวีซวี่ให้สะท้านหล้า
ฝั่งเว่ยอู๋เซี่ยนกลับทุบอกหนาเตอะของตนดังป้าบๆ ประกาศกร้าวว่ามันจะเป็นกุนซือเลือดเย็นซุ่มอยู่ในกระโจมบัญชาการ วางหมากชี้ชะตาความเป็นตายในระยะพันลี้ มันจะบดขยี้กะโหลกพวกขุนนางบุ๋นที่บังอาจรังแกตระกูลขุนศึกให้แหลกคาตีน และเหยียบย่ำขึ้นเป็นอัครเสนาบดีทมิฬผู้กุมชะตาต้าฉีไว้ในฝ่ามือ
สรุปความได้ว่า… บุรุษชาตรีเกิดมาชาติหนึ่ง หากไม่ได้กำดาบเป็นจอมทัพบดขยี้สมรภูมิ ก็ต้องกุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายในคราบอัครเสนาบดี หากพลาดพลั้งจากสองสิ่งนี้ ย่อมถือว่าเสียชาติเกิดที่ได้สูดลมหายใจบนโลก
ทั้งสามพ่นน้ำลายเถียงกันอย่างดุเดือด เลือดลมสูบฉีดฮึกเหิม บางคราก็แหกปากร่ายกวี ปะปนกับเสียงทุบโต๊ะขับขานเพลงศึก ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบเถื่อนของยอดขุนศึกออกมา ยามที่เฉินอันจือกระชากกระบี่อ่อนข้างเอวออกมาเคาะจังหวะ นัยน์ตาของแม่นางลวี่ซิ่วก็เบิกกว้างทอประกายวาววับ
ท่วงทำนองฉินใต้ปลายนิ้วนวลพลันแปรเปลี่ยน เกรี้ยวกราดดุดันประดุจพายุสายฟ้า สอดประสานรับกับจังหวะเคาะกระบี่ของเฉินอันจืออย่างลงตัว ท่าทางเคลิบเคลิ้มของนางในยามนี้ ราวกับพร้อมจะทอดร่างถวายตัว เพื่อจารึกตำนานรักบทใหม่ระหว่างสาวงามกับขุนพลเลือดเดือด
ทว่าห้วงอารมณ์ของจ้าวหนิงกลับดำดิ่งแตกต่าง การหวนคืนจากเถ้ากระดูก บัดนี้เมื่อได้เห็นความห้าวหาญเลือดเดือดในวัยเยาว์ของสหายทั้งสองอีกครา ภายในใจเขาพลันปวดร้าว… และหวงแหนช่วงเวลาอันบริสุทธิ์นี้ไว้อย่างสุดซึ้ง
แรกเริ่มเสียงแหกปากของเว่ยอู๋เซี่ยนยังพอถูไถลงจังหวะ นานเข้ากลับเพี้ยนจัดดุจหมาป่าถูกเชือด จังหวะกระบี่ของเฉินอันจือพังพินาศ มันจึงฉวยโอกาสยันโครมเข้าที่สีข้างเจ้าอ้วน ตะคอกให้หุบปากสุนัข อย่าได้ทำลายมนต์ขลังแห่งเพลงศึก
เว่ยอู๋เซี่ยนมีหรือจะยอมกลืนเลือด มันถลาตัวพุ่งพรวดหมายตะปบแย่งกระบี่ พลางแหกปากโวยวายว่าจะขอสวมวิญญาณมือกระบี่บรรเลงเองสักครา เพื่อให้เฉินอันจือเบิกตาดูว่า… ศิลปะการดนตรีที่แท้จริงมันดุดันเพียงใด
เฉินอันจือมีหรือจะยอมสละอาวุธ ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงยื้อแย่งกันพัลวัน ท่ามกลางความชุลมุน ไม่รู้ว่าสวะตัวใดคว้าแตงหวานปาอัดหน้าอีกฝ่ายก่อน ทันใดนั้น… มหกรรมสงครามจานชามก็ปะทุขึ้นกลางห้อง เสียงเศษกระเบื้องแตกกระจายดังกึกก้องประดุจสนามรบ
ท่ามกลางดงพายุเศษอาหาร เสียงสบถด่าทออย่างเกรี้ยวกราดของเฉินอันจือ สลับกับเสียงหัวเราะบ้าคลั่งของเว่ยอู๋เซี่ยนดังกึกก้อง ภาพลักษณ์คุณชายผู้สูงศักดิ์ป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ลวี่ซิ่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาที่เคลิบเคลิ้มเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นสมเพชระคนตัดพ้อ นางจำใจลุกขึ้นสะบัดชายกระโปรงเตรียมตัวหนีออกไป
เสี้ยววินาทีก่อนที่เหล่านางโลมจะก้าวพ้นธรณีประตู ไข่มุกราตรีล้ำค่าหลายเม็ดก็พุ่งแหวก ‘พายุจานชาม’ ตกลงสู่อ้อมอกพวกนางดุจมีตา หญิงคณิกาต่างตาลุกวาวรีบตะปบคว้าไว้ รอยยิ้มปานน้ำผึ้งเบ่งบานอีกครา พวกนางย่อกายค้อมคำนับก่อนจะรีบเผ่นหนีจากดงอันธพาล
สามสหายสายเลือดเดือดที่อัดแน่นด้วยฤทธิ์สุรา ฟาดฟันกันอยู่พักใหญ่จนหมดสภาพ ห้องหรูหรายามนี้เละเทะย่อยยับดุจผ่านไฟสงคราม อาภรณ์ชั้นดีเปรอะเปื้อนคราบน้ำแกงและเศษอาหาร เว่ยอู๋เซี่ยนนอนแผ่หราหอบหายใจรวยริน ทว่าปากสุนัขของมันยังคงสบถด่าไม่เลิกรา อาฆาตที่เฉินอันจือขัดขวางการแสดงงิ้วของตน
เฉินอันจือเห็นเจ้าหมูอ้วนยังปากพล่อย ก็คลานกระดึบหมายจะเข้าไปกระทืบซ้ำ โชคดีที่จ้าวหนิงตะครุบหลังคอเสื้อไว้ได้ทัน เขาคว้าป้านสุราที่กลิ้งโค่โร่บนพื้นยัดใส่มือสหายทั้งสองคนละใบ สองเดนมนุษย์พลันลืมเลือนความแค้นเมื่อครู่จนสิ้น ผุดลุกขึ้นนั่งไขว่ห้างกระดกสุราเข้าปาก พลางตะโกนสรรเสริญรสชาติสุราดุจคนบ้า
หากเป็นยามปกติ เมื่อศึกเมามายยุติลง ทั้งสามย่อมทิ้งตัวพักผ่อน ก่อนจะเรียกสาวงามกลับมาปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และขัดสีฉวีวรรณ
หลังจากนั้น… จะเสพดนตรีเคล้านารี สาดสุราต่อยันสว่าง หรือจะอุ้มโฉมงามร่วมเตียงเสพสังวาส ก็สุดแท้แต่สันดานตัณหา ทว่าต่อให้เว่ยอู๋เซี่ยนค้างคืนในดงสวาทแห่งนี้ ร้อยทั้งร้อยมันก็จบลงด้วยการนอนกอดไหสุราแทนที่จะเป็นเรือนร่างสตรี
ทว่าค่ำคืนนี้กลับวิปริตผิดแผก ยังไม่ทันที่เฉินอันจือจะแหกปากเรียกแม่เล้า ร่างเงาสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงประตูกระเด็นเข้ามาในห้องมิดชิด
ฉากกั้นไม้วาดลายวิจิตรหน้าประตูแหลกละเอียดเป็นชิ้น ทับถมร่างของผู้บุกรุกที่ถูกเตะกระเด็นเข้ามาจนสภาพดูไม่จืด
พวกจ้าวหนิงกระแทกป้านสุราลงบนโต๊ะโดยพร้อมเพรียง นัยน์ตาสามคู่ตวัดขวับมองจ้องไปยังซากปรักหักพังหน้าประตู
ร่างที่นอนจมกองเศษไม้คือชายหนุ่มในชุดบัณฑิต ผ้าโพกหัวกระเด็นหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ เส้นผมสยายยุ่งเหยิงเปื้อนฝุ่น ใบหน้าบอบช้ำไปด้วยรอยฟกช้ำม่วงคล้ำ สภาพอเนจอนาถเกินบรรยาย
ยังไม่ทันที่มันจะกุมท้องยันตัวลุกขึ้น ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองคนก็พุ่งทะยานตามเข้ามาจากโถงทางเดิน พวกมันระดมกระหน่ำทั้งหมัดและส้นเท้ากระทืบใส่ร่างบัณฑิตอย่างป่าเถื่อน เสียงเนื้อกระทบกระดูกดังก้องสะท้าน การลงมืออำมหิตไร้ความปรานี ทว่าบัณฑิตผู้นั้นกลับไม่ขัดขืน ซ้ำยังไม่ปริปากร้องขอชีวิต ทำเพียงยกสองมือกุมกะโหลก ขดตัวงอดุจกุ้งแห้งรับการทารุณ
เสี้ยวอึดใจต่อมา บัณฑิตหนุ่มหน้าตาหมดจดสวมหมวกขุนนางก็ถลาตัวตามเข้ามา มันพยายามเอาตัวเข้าแลกเพื่อสกัดกั้นชายฉกรรจ์ทั้งสอง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายซัดกระเด็นกลิ้งไปชนผนังอย่างไม่ไยดี
ทว่าบัณฑิตหมวกขุนนางยังคงไม่ลดละ ด้านหนึ่งพยายามตะเกียกตะกายฉุดรั้งชายฉกรรจ์ อีกด้านก็หันขวับไปโขกศีรษะอ้อนวอน ‘บุคคล’ ที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาให้ละเว้นชีวิต
จ้าวหนิงปรายตามองเพียงปราดเดียวก็ทะลุถึงแก่น บัณฑิตทั้งสองล้วนครอบครองตบะ ‘ระดับคุมปราณ’ ทว่าสุนัขรับใช้ร่างยักษ์ทั้งสองกลับอยู่เพียง ‘ระดับฝึกกาย’ หากสองบัณฑิตคิดจะโต้กลับ ย่อมบดขยี้พวกมันได้ดุจบี้มด ทว่าดูจากท่าทีสิ้นหวังและยอมจำนนแล้ว… พวกมันกลับไร้ความกล้าที่จะตอบโต้โดยสิ้นเชิง