ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 33 บะหมี่
ควันกำยานมังกรขดลอยอวลจากกระถาง กลิ่นหอมลึกล้ำซึมซาบทะลวงถึงปอดและหัวใจ จ้าวหนิงหลับตานิ่งสนิท ชักนำปราณแท้โคจรผ่านเสี่ยวโจวเทียนรอบแล้วรอบเล่า บรรจบครบเก้ารอบนับเป็นหนึ่งต้าโจวเทียน
ทุกคราที่ทะลวงผ่านหนึ่งต้าโจวเทียน ทะเลปราณย่อมเติมเต็มขึ้นอีกส่วน ปราณแท้ควบแน่นหนักอึ้ง รอคอยเวลาบีบอัดจนถึงขีดสุดเพื่อทะลวงคอขวด
ทะเลปราณยามนี้เปรียบดั่งแอ่งน้ำตื้นเขิน หากเบิกคอขวดสำเร็จย่อมขยายกว้างดั่งสระลึก ความหนาแน่นของปราณแท้ถึงจุดนั้น ย่อมบรรลุเงื่อนไขปลดปล่อยปราณก่อรูปสังหารนอกร่าง
หากไร้กำยานมังกรขดหนุนนำ เพียงโคจรครบเก้าต้าโจวเทียนจ้าวหนิงย่อมยุติการบำเพ็ญเพียร หากขืนดึงดัน เส้นลมปราณและทะเลปราณย่อมปริแตกเกินรับไหว
ทว่ายามนี้ เส้นลมปราณกลับแกร่งกร้าว ปราณแท้ไหลทะลักดุดัน ทะเลปราณตั้งตระหง่านมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน จ้าวหนิงบีบอัดปราณแท้ควบแน่นเป็นเกลียวคลื่น ซัดกระหน่ำเข้าชนคอขวดอย่างเกรี้ยวกราด
หนึ่งครา สองครา สามครา… เกลียวคลื่นลูกที่หกกระแทกกำแพงคอขวดจนสะท้อนกลับ ปราณแท้สิ้นกำลัง ร่วงหล่นจมดิ่งคืนสู่ทะเลปราณ
จ้าวหนิงหาได้ไหวติง รวบรวมสมาธิเริ่มต้นใหม่ ชักนำปราณแท้ทะลวงเสี่ยวโจวเทียน บรรจบต้าโจวเทียน ก่อนควบแน่นสภาวะเกลียวคลื่น ซัดกระหน่ำกำแพงขอบเขตที่จับต้องได้นั้นอีกระลอก
ครานี้เกลียวคลื่นก่อตัวและแตกซ่านถึงเจ็ดหน เขาเค้นพลังฝืนทนวัฏจักรนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งเกลียวคลื่นลูกที่เก้าควบแน่นสำเร็จ จ้าวหนิงพลันสะกดจิตวิญญาณให้สงบนิ่ง ทุ่มเทพลังใจทั้งมวลรวมเป็นหนึ่ง
คลื่นลูกที่เก้าปรากฏ หากไร้เหตุพลิกผันย่อมทะลวงคอขวดแตกฉาน นี่คือสัญชาตญาณจากชาติปางก่อน ผู้ฝึกตนทั่วไปย่อมต้องใช้คลื่นลูกที่เก้ากระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสำหรับจ้าวหนิง… หาจำเป็นไม่ พรสวรรค์ของเขาอยู่เหนือสวะเหล่านั้นมาแต่กำเนิด
ตูม
เสียงกึกก้องดั่งอสนีบาตคำรามซ้อนทับเสียงแตกร้าว ทะเลปราณสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ปราณแท้ทะลักทลายทำนบกั้น พุ่งทะยานขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด
ระดับคุมปราณขั้นกลาง
จ้าวหนิงลอบยินดีเงียบๆ รู้ดีว่าบนเส้นทางสายเลือดสายมรรคา ตนได้ก้าวล่วงไปอีกขั้นใหญ่
เพิ่งทะลวงสู่ระดับคุมปราณขั้นต้นได้เพียงสองเดือน บัดนี้กลับเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลาง ความเร็วรุดหน้านี้รวดเร็วจนน่าตระหนก ชาติก่อน... เขาต้องสูญเสียเวลาไปถึงสี่เดือนเต็ม
ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กำยานมังกรขด ผนวกกับเคล็ดวิชาชิงยวินฉบับปรับปรุงที่ช่วยหนุนเสริม อีกทั้งการทะลวงระดับเดิมซ้ำเป็นหนที่สอง ความคุ้นชินย่อมเป็นไพ่ตายสำคัญ
งานล่าสัตว์ฤดูสารทจะเปิดฉากในอีกสามวัน จ้าวหนิงหาได้ชะล่าใจ เมื่อเห็นว่ากำยานมังกรขดยังเผาไหม้ไม่สิ้น และเวลายังเช้าตรู่ จึงหลับตาลงดึงทอดปราณแท้เพื่อหล่อเลี้ยงรากฐานให้มั่นคงดั่งศิลา
……
วันงานล่าสัตว์ฤดูสารทมาถึง จ้าวหนิงตื่นลืมตาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เซี่ยเหอเข้ามาปรนนิบัติล้างหน้าบ้วนปากดั่งเช่นทุกวัน
อดีตเรือนพักแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยบ่าวไพร่สาวใช้ ยามคุณชายใหญ่ออกล่าสัตว์ เลี้ยงวิหค เบื้องหลังย่อมมีลูกสมุนเดินตามเป็นพรวน ทว่าหลังผ่านความตายหวนคืนชีพ สันดานเย่อหยิ่งจองหองวัยเยาว์มลายสิ้น การวางตัวเผชิญโลกเปลี่ยนเป็นลึกล้ำยากหยั่งถึง คนรับใช้รอบกายจึงถูกปลดออกจนเหลือเพียงหยิบมือ
จ้าวหนิงชำระล้างเสร็จสิ้น เซี่ยเหอยกอ่างน้ำสาดทิ้งก่อนสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ประคองถาดอาหารเช้ากลับมา ปราดเปรียวดุจกระรอกน้อย
โจ๊กข้าวฟ่างและซาลาเปาในถาดอัดแน่นเต็มพิกัด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสัดส่วนสำหรับสองคน หลังจัดแจงถ้วยชามและตักโจ๊กให้ผู้เป็นนาย นัยน์ตากลมโตของเซี่ยเหอก็จ้องจ้าวหนิงตาไม่กะพริบ แฝงแววคาดหวังและยินดีลึกๆ
จ้าวหนิงย่อมมองทะลุความคิดนาง ดูท่านังหนูนี่ตื่นมาคงไม่ได้สวาปามของกินลงกระเพาะจนพุงกางเหมือนเก่า ทว่าอดกลั้นความตะกละรอคอยมาจนบัดนี้ เพียงเพื่อหวังร่วมโต๊ะมื้อเช้ากับเขา หรืออีกนัยหนึ่ง… คงขยาดที่มักโดนเขาแกล้งยัดซาลาเปาใส่มือจนต้องฝืนยัดทะนานเข้าปากจนหมด ในที่สุดก็รู้จักหลาบจำ
เขาเคาะตะเกียบเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต เซี่ยเหอที่รอคอยสัญญาณนี้อยู่แล้วรีบทิ้งตัวลงนั่งปานสายฟ้าแลบ ไม่ลืมฉีกยิ้มกว้างประจบประแจงไร้สุ้มเสียง
“กินกันเร็วนักเชียว” จ้าวหนิงเพิ่งกัดซาลาเปาคำแรก จ้าวชี่เยว่ก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา สองมือประคองถาดไม้ที่มีชามบะหมี่ใบเขื่องวางอยู่ ควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมของต้นหอมและกระเทียมเตะจมูก
ชามบะหมี่นั้นใหญ่โตยิ่งกว่าศีรษะคน เมื่อประคองถาดทั้งสองใบจึงบดบังใบหน้าและครึ่งท่อนบนของจ้าวชี่เยว่จนมิด ไม่รู้ว่านางคลำทางเดินมาได้อย่างไร จ้าวหนิงรีบลุกขึ้นรับชามบะหมี่ พลางปรายตามองพี่สาวด้วยความประหลาดใจ
“วันนี้เจ้าต้องเข้าลานล่าสัตว์ นี่คือบะหมี่ขวัญกำลังใจ ขออวยพรให้เจ้าคว้าชัย ติดหนึ่งในสามอันดับแรก” จ้าวชี่เยว่ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนมือ “ข้าอุตส่าห์รีบมาแต่เช้าตรู่ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะชิงลงมือกินไปเสียก่อน”
วัยเยาว์จ้าวหนิงโปรดปรานบะหมี่ จ้าวชี่เยว่มักลงครัวทำให้เขากินเสมอ ทว่าล่วงเข้าวัยสิบสอง เขากลับหมดสิ้นความสนใจในเส้นแป้งพวกนี้ไปดื้อๆ สาเหตุหลักคือรสมือของจ้าวชี่เยว่นั้นย่ำแย่เกินทน อาหารหน้าตาดูดี กลิ่นหอมฉุย แต่รสชาติกลับพินาศสุดบรรยาย… หากนำไปเทียบกับจ้าวยวี่เจี๋ย ย่อมเป็นฟ้ากับเหว
หลังหวนคืนสู่เมืองหลวง นอกเหนือจากเวลาบำเพ็ญเพียร จ้าวหนิงเคยลงครัวอยู่บ้าง ทำเนื้อแกะย่างให้จ้าวชี่เยว่ลิ้มรสไปหลายมื้อ ภายหลังนางออกคำสั่งเฉียบขาดให้เขามุ่งเน้นบำเพ็ญเพียร เขาจึงยอมรามือ
นึกไม่ถึงว่าวันนี้จ้าวชี่เยว่จะยกบะหมี่ปรุงเองมาให้ ทั้งยังมาเช้าตรู่ปานนี้ คาดว่าคงขลุกอยู่ในครัวตั้งแต่ฟ้ามืด แม้รสมือจะไม่ได้เรื่อง ทว่าความตั้งใจกลับเปี่ยมล้น นางย่อมไม่ใช้เส้นบะหมี่สำเร็จรูป แต่ลงมือนวดแป้งเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุด เวลาที่สูญเสียไปย่อมไม่ใช่น้อยๆ
จ้าวหนิงดันชามโจ๊กและซาลาเปาออกห่าง ยกชามบะหมี่ขึ้นซด ทว่าเขากลับพบเรื่องประหลาด… รสชาติหาได้บัดซบอย่างในความทรงจำ กลับกลมกล่อมเอร็ดอร่อยจนน่าทึ่ง เขาถึงกับอดชูนิ้วโป้งและเอ่ยปากชมเชยยกใหญ่ไม่ได้
จ้าวชี่เยว่คีบเส้นเข้าปากทีละคำ กิริยาสำรวมดั่งกุลสตรี สายตาลอบสังเกตปฏิกิริยาของจ้าวหนิงเป็นระยะ กระทั่งได้ยินคำชม คิ้วเรียวพลันเลิกขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางเบา แม้ไร้เสียงหัวเราะ ทว่าท่าทีการกินกลับเบิกบานสำราญใจขึ้นอักโข
สองพี่น้องซดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย ปล่อยให้เซี่ยเหอนั่งซดโจ๊กเคี้ยวซาลาเปาอยู่ฝ่ายเดียว ดูโดดเดี่ยวน่าสงสารจับใจ ทว่าบะหมี่สองชามนี้จ้าวชี่เยว่ลงมือทำเอง ส่วนโจ๊กกับซาลาเปานั้นนางไปยกมาจากโรงครัว จะอย่างไรสาวใช้อย่างนางก็ไร้สิทธิ์ตัดพ้อน้อยใจ
หลังมื้อเช้า จ้าวชี่เยว่ซ้อนถาดเดินนำออกไป ดูจากท่าทางคงเตรียมไปล้างจานชามด้วยตนเอง จ้าวหนิงหาได้แปลกใจ นี่คือสันดานเฉพาะตัวของจ้าวชี่เยว่ หากขี้เกียจก็แล้วไป แต่หากนึกคึกเข้าครัวเมื่อใด นางต้องลงมือทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ อย่าว่าแต่ล้างจานชาม กระทั่งเตาไฟหรือพื้นเรือน นางก็ต้องขัดถูจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ยามจ้าวหนิงก้าวพ้นประตูจวน ดวงตะวันลอยโด่ง สายลมเดือนเก้าพัดโชย แสงแดดสาดส่องอบอุ่น ขบวนรถม้าและองครักษ์ของจ้าวเสวียนจีจัดทัพตั้งแถวรออยู่หน้าจวนอย่างเป็นระเบียบ กองกำลังกว่าร้อยชีวิตแผ่กลิ่นอายองอาจน่าเกรงขาม
งานล่าสัตว์ฤดูสารทคืองานราชพิธีใหญ่หลวง ต้องค้างแรม ณ อุทยานหลวงหลายราตรี บรรดาทายาทตระกูลจ้าวที่อายุถึงเกณฑ์ล้วนตบเท้าเข้าร่วมขบวน เครือญาติที่สวมหมวกขุนนางในเมืองหลวงต่างแต่งกายเต็มยศ จับกลุ่มสนทนาพาทีกันอย่างครึกครื้น
จ้าวหนิงเดินไปประจำตำแหน่ง เพิ่งตวัดกายขึ้นหลังม้า จ้าวชี่เยว่ก็ควบม้าเข้ามาร่วมทัพ นางหมายใจจะไปเปิดหูเปิดตาและถือโอกาสสังเกตการณ์ฝีมือน้องชาย เมื่อเห็นกำลังพลพร้อมพรั่ง จ้าวเสวียนจีพลันออกคำสั่ง ขบวนตระกูลจ้าวเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ถนนจูเชวี่ย ตลอดเส้นทางพานพบขบวนของตระกูลอื่นขวักไขว่ บ้างเป็นตระกูลขุนพลทรงเกียรติ บ้างเป็นทายาทขุนนางบุ๋น ขบวนใหญ่เล็กสลับกันไป
ล่วงเข้าถนนจูเชวี่ย จ้าวเสวียนจีแยกตัวมุ่งหน้าสู่เขตพระราชฐานเพื่อสมทบกับขบวนเสด็จของโอรสสวรรค์ ขบวนตระกูลจ้าวเปลี่ยนผู้ทำหน้าที่นำทัพ ก่อนล่วงหน้าไปรอคอยที่นอกกำแพงเมือง
นอกกำแพงเมืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มารออยู่ก่อนหน้า ฝูงชนยืนขนาบสองฟากถนน ทว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าสองจุดที่ชิดกำแพงเมืองที่สุดกลับว่างเปล่า ไร้ผู้ใดกล้าย่างกราย… นั่นคือจุดยืนประจำตำแหน่งของตระกูลจ้าวและตระกูลสวีแห่งซีสุ่ย
ถัดจากตระกูลจ้าวไปคือขบวนของตระกูลเว่ยแห่งเหอซี… ตระกูลของลู่กั๋วกง คล้อยหลังขบวนตระกูลจ้าวจัดแถวเสร็จสิ้น เว่ยอู๋เซี่ยนก็เดินทอดน่องเข้ามาสนทนาสัพเพเหระกับจ้าวหนิง ส่วนขบวนตระกูลเฉินนั้นรั้งอยู่ในแถวขุนนางบุ๋นฝั่งตรงข้าม ซ้ำยังทิ้งห่างจากกำแพงเมืองไปไกลลิบ ดูท่าเฉินอันจือคงไม่บากหน้าข้ามฝั่งมา
รอคอยอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่ของโอรสสวรรค์ก็เคลื่อนพ้นกำแพงเมืองผ่านถนนจูเชวี่ย ผู้คนนับพันนอกกำแพงเมืองค้อมกายถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
ดวงตะวันลอยเท้งเต้งกลางกระหม่อม ทว่าธงทิวและป้ายเกียรติยศตระการตาในขบวนเสด็จ กลับแผ่ร่มเงาบดบังแสงแดดให้จ้าวหนิงได้เสพสุขอยู่ถึงสองเค่อ ทว่าความรื่นรมย์นั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อล้อรถม้าบดขยี้พื้นดินจนฝุ่นผงคลุ้งกระจายสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์ อารมณ์สุนทรีย์ของทุกคนก็มอดดับลงทันควัน
คล้อยหลังขบวนเสด็จอันยาวเหยียดเคลื่อนผ่านประตูจูเชวี่ยจนสุดสายตา ขบวนของตระกูลจ้าวก็เคลื่อนทัพตามติดเป็นลำดับแรก ถัดมาคือตระกูลสวีแห่งซีสุ่ย สิบแปดตระกูลขุนพลทรงเกียรติและสิบสามตระกูลบัณฑิตต่างเคลื่อนตัวตามลำดับยศศักดิ์ ตระกูลเว่ยแห่งเหอซีย่อมรั้งอยู่แถวหน้า ส่วนตระกูลเฉินแห่งชิงโจวถูกบีบให้รั้งท้ายขบวนอยู่ไกลลิบ
ขบวนผู้คนนับหมื่น ภายใต้การอารักขาของราชองครักษ์หยวนฉงสามหมื่นนาย เคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ภูเขาฝูหยุนอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
……
หลังพ้นกำแพงเมือง นัยน์ตาของจ้าวหนิงทอประกายครุ่นคิดลึกล้ำ
เมื่อครู่… ท่ามกลางขบวนเสด็จของฮ่องเต้ เขาปะทะสายตากับตัวตนที่แปลกประหลาดและอยู่นอกเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง
นึกไม่ถึงว่า ‘นาง’ จะกล้ามาปรากฏตัวถึงที่นี่… ขบวนเกียรติยศขององค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหู!
ยามอยู่เมืองไต้โจว จ้าวหนิงหาได้เผชิญหน้ากับเซียวเยี่ยนโดยตรง ที่ผ่านมาเขาเคยเห็นนางเพียงผิวเผินจากระยะไกลไม่กี่ครา ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่ขบวนทูตเผ่าเป่ยหูเดินทางมาถวายเครื่องบรรณาการ
เวลานี้หาใช่ฤดูกาลส่งเครื่องบรรณาการ หลังก่อวินาศกรรมที่เมืองไต้โจว เซียวเยี่ยนกลับกล้าปรากฏตัวต่อหน้าธารกำนัลอย่างโอ่อ่าผ่าเผย ซ้ำยังได้รับสิทธิ์ติดตามโอรสสวรรค์สู่อุทยานหลวงเขาฝูหยุน จ้าวหนิงย่อมต้องหรี่ตาขบคิดถึงหมากกระดานลึกซึ้งที่แฝงอยู่เบื้องหลัง
“เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ องค์หญิงเผ่าเป่ยหูเพิ่งเดินทางถึงเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน อ้างว่าตั้งใจมาสวามิภักดิ์ขอขมาเรื่องลักลอบเข้าเมืองไต้โจวคราวก่อนโดยเฉพาะ ซ้ำยังขนของกำนัลล้ำค่ามหาศาลมาไถ่โทษ ว่ากันว่าทรัพย์สมบัติเหล่านั้นทำเอาพวกขุนนางกรมการทูตถึงกับตาค้าง”
ผู้กล่าวหาใช่จ้าวชี่เยว่ ทว่าเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาหล่อเหลาองอาจวัยไล่เลี่ยกับนาง “องค์หญิงเป่ยหูผู้นี้วางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนถึงขีดสุด ยอมคุกเข่ารับผิดต่อหน้าธารกำนัลด้วยความสัตย์ซื่อหลายต่อหลายครา จนซื้อใจและคำชื่นชมจากเหล่าขุนนางใหญ่ไปได้ไม่น้อย”
เอ่ยถึงจุดนี้ จ้าวซินพลันเบ้ปากเหยียดหยัน “นังองค์หญิงเป่ยหูผู้นี้อายุยังน้อย แต่มารยาเล่ห์เหลี่ยมกลับลึกล้ำสุดหยั่ง อัครเสนาบดีสวีไม่รู้ว่ารับส่วยจากนางไปเท่าใด ถึงขั้นกล้าออกหน้าเจรจาแทนให้… แก่ป่านนี้ยังไม่รู้จักลงโลง ช่างเป็นโจรเฒ่าบัดซบเสียจริง”
ฟังคำบริภาษของจ้าวซินผู้เป็นญาติผู้พี่จบ จ้าวหนิงก็กระจ่างแจ้งถึงต้นสายปลายเหตุ เขาเบือนสายตามองตรงไปเบื้องหน้า…
เพื่อตบตาซุกซ่อนเจตนารุกรานแดนใต้ และล่อลวงให้ต้าฉีคลายความระแวดระวัง เพื่อปูทางสู่การเปิดฉากสงครามสายฟ้าแลบ หลายปีมานี้เผ่าเป่ยหูทุ่มเทแรงกายและเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อเวลา
วินาศกรรมที่ไต้โจวทำให้ฮ่องเต้เริ่มระแวงเผ่าเป่ยหู เซียวเยี่ยนจึงชิงลงมือจัดขบวนมหึมาเพื่อสวามิภักดิ์ขอขมาทันควัน หมากตานี้ไม่เพียงล้างมลทินว่าเผ่าเป่ยหูไร้เจตนาทรยศต้าฉี แต่ยังแสดงความสยบยอมขั้นสุดยอด การที่โอรสสวรรค์อนุญาตให้นางเข้าร่วมงานล่าสัตว์ฤดูสารท ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ทรงหลงเชื่อและยอมรับคำขอขมานั้นไปกว่าครึ่งแล้ว
หากเป็นวิญญูชนทั่วไป ยามนี้สมควรต้องหวาดหวั่นและกังวลใจ ทว่าจ้าวหนิงหาได้แยแสไม่
ตราบใดที่งานล่าสัตว์ฤดูสารทจบสิ้นลง ขอเพียงเขาได้เหยียบย่างเข้ารับตำแหน่งในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเมื่อใด…
สิ่งแรกที่เขาจะบดขยี้ให้แหลกคามือ คือเครือข่ายอิทธิพลและเส้นสายสวะทั้งมวล ที่เซียวเยี่ยนเพาะเลี้ยง ติดสินบน และฝังรากลึกไว้ในแผ่นดินต้าฉี!