ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 34 ยั่วยุ
จากเมืองเยี่ยนผิงถึงภูเขาฝูหยุนใช้เวลาเดินทางสองวัน ยามพลบค่ำ ขบวนเดินทางหยุดพักแรม ณ จุดพักม้ากลางทาง ทว่าผู้มีสิทธิ์พำนักในอาคารรับรองมีเพียงโอรสสวรรค์
ขบวนตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติและชาติตระกูลใหญ่จำต้องตั้งค่ายพักแรมอยู่รอบนอก
จ้าวหนิงยามนี้ว่างเว้นไร้ธุระ สายตาทอดมองแม่น้ำสายเล็กทอดตัวอยู่ไม่ไกล ผิวน้ำใสกระจ่างสะท้อนแสงสายัณห์เป็นประกายระยิบระยับ มัจฉาตัวน้อยแหวกว่ายฮุบเหยื่อ หยอกล้อใบไม้สีส้มแดงที่ร่วงหล่น ทิวทัศน์เงียบสงบเปี่ยมชีวิตชีวา ชวนให้เขาเกิดความคิดใคร่จับปลามาเคี่ยวน้ำแกง
เขาร้องเรียกจ้าวชี่เยว่ จ้าวซิน และผู้ติดตามมุ่งหน้าสู่ริมตลิ่งลาดเท จ้าวหนิงถลกขากางเกงขึ้นหมายจะก้าวลงน้ำ ทว่าผิวน้ำที่เคยสงบพลัน ‘ระเบิด’ ออก หยาดวารีสาดกระจายเกือบปะทะใบหน้า
ศิลาแบนเรียบหลายก้อนกระดอนแหวกผิวน้ำประดุจแมลงปอแตะคลื่น พุ่งตรงเข้ามาเป็นระลอก ซ้ำยังแฝงเจตนายั่วยุชัดเจน เสียงหัวเราะเย้ยหยันโอหังดังแว่วมาจากด้านข้าง
จ้าวหนิงยืดตัวขึ้น นัยน์ตาเย็นเยียบตวัดมองตามเสียง… เป็นดั่งคาด ใบหน้ายโสโอหังของสวีจือหย่วนปรากฏสู่สายตา
อีกฝ่ายยืนหยัดท่ามกลางกลุ่มคุณชายเสเพล ระดมซัดก้อนหินใส่ผิวน้ำเบื้องหน้าจ้าวหนิงไม่หยุดหย่อน ผู้อื่นยังรักษามารยาทปาให้กระดอนน้ำเพื่อตบตา ทว่าสวีจือหย่วนกลับจงใจคว้าหินก้อนเขื่อง ทุ่มกระแทกผิวน้ำตรงหน้าจ้าวหนิงอย่างกำเริบเสิบสาน
“รนหาที่ตายหรือ” จ้าวหนิงยังไม่ทันเอื้อนเอ่ย จ้าวซินผู้เป็นพี่ชายก็ก้าวพรวดออกไป ใบหน้าถมึงทึงแผ่รังสีคุกคาม ออกโรงปกป้องผู้เป็นน้อง
เมื่อเห็นพวกจ้าวหนิงตวัดสายตามอง สวีจือหย่วนกลับไร้ซึ่งความยำเกรง แค่นเสียงหัวเราะหยัน เอ่ยกลั้วความเหยียดหยาม “แม่น้ำสายนี้สลักแซ่จ้าวเอาไว้หรือไร ถึงอนุญาตให้พวกเจ้าจับปลาได้ฝ่ายเดียว ผู้อื่นขว้างหินชมจันทร์บ้างไม่ได้หรือ”
สิ้นคำ คุณชายเตี้ยม้อต้อด้านหลังก็ส่งเสียงรับลูกทันควัน “พวกทหารหยาบช้า พอเห็นมัจฉาก็คิดแต่จะยัดลงท้อง ทิวทัศน์งดงามปานนี้กลับไร้ซึ่งสุนทรียภาพ ช่างเสียของนัก หยาบกระด้างป่าเถื่อนปานนี้ ต่างอันใดกับพวกคนเถื่อนเผ่าหู”
คุณชายเสเพลผู้นี้จ้าวหนิงเคยเผชิญหน้ามาแล้วที่หอเยี่ยนไหล เป็นมันผู้นี้เองที่โดนเขางัดโต๊ะอาหารฟาดใส่จนยับเยิน หลิวซินเฉิง บุตรชายภรรยาเอกของรองอัครเสนาบดีหลิวมู่จือ
ยามหลิวซินเฉิงชี้หน้าด่าทอจ้าวหนิงอย่างชอบธรรม ย่อมไม่หวนดูพฤติกรรมทรามของตนเมื่อครู่ ว่าหาได้มีความ ‘สุนทรีย์’ เจือปนแม้แต่น้อย
“รนหาเรื่องเจ็บตัว” จ้าวชี่เยว่หรี่นัยน์ตาเย็นเยียบ เตรียมทะยานร่างเข้าใส่ ทายาทสายทหารหาญไม่นิยมต่อล้อต่อเถียง ถนัดเจรจาด้วยกำลังมากกว่า
“โอรสสวรรค์ประทับอยู่เบื้องหน้า พวกเจ้ากล้าลงมือหรือ” หลิวซินเฉิงแผดเสียงร้อง แม้วาจาจะอวดดี ทว่าเมื่อปะทะเข้ากับแรงกดดันมหาศาลของจ้าวชี่เยว่ ร่างกายกลับถดถอยไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
บารมีของจ้าวชี่เยว่เป็นสิ่งที่สวีจือหย่วนไม่กล้างัดข้อ เมื่อเห็นว่าบรรลุเป้าหมายยั่วโทสะจ้าวหนิงแล้ว เพื่อรักษาชีวิตตน มันจึงตัดสินใจล่าถอยอย่างรู้จังหวะ
“จ้าวหนิง หากแน่จริงก็อย่าเอาแต่หดหัวอยู่หลังพี่ชายพี่สาว ถึงลานล่าสัตว์เมื่อใด ขึ้นประลองกับข้าสักตั้ง ข้าจะอัดเจ้าให้คลานกลับไปฟ้องพ่อเลยเชียว”
ทิ้งคำท้าทาย สวีจือหย่วนไม่ลืมยกมือตวัดปาดคอส่งสัญญาณมาดร้าย ก่อนสะบัดแขนเสื้ออย่างโอหังแล้วหันหลังเดินจากไป
อาศัยโอสถหานหยวน มันจึงทะลวงสู่ระดับคุมปราณขั้นกลางได้สำเร็จ ทั้งยังใช้เวลาหล่อเลี้ยงฐานพลังมาพักใหญ่ ยามนี้จึงเปี่ยมด้วยความมั่นใจล้นปรี่ คาดหวังจะได้เหยียบย่ำจ้าวหนิงที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ระดับคุมปราณขั้นต้น เพื่อล้างอายจากความอัปยศ ณ หอเยี่ยนไหล
จ้าวชี่เยว่และจ้าวซินระงับโทสะไม่ตามไปสั่งสอน ขบวนเสด็จของฮ่องเต้อยู่ใกล้เพียงเอื้อม ลงมือยามนี้มีแต่จะตกเป็นรอง
เห็นทั้งสองอารมณ์ขุ่นมัว จ้าวหนิงจึงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกท่านวางใจ ถึงลานล่าสัตว์เมื่อใด หากข้าทุบมันจนหาฟันในปากไม่เจอ ข้าก็ไม่ขอใช้แซ่จ้าวอีก”
“ใจสู้ใช้ได้”
“แต่มันผู้นี้ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด เจ้าระวังตัวไว้บ้าง”
จ้าวชี่เยว่และจ้าวซินหมดอารมณ์จับปลาโดยสิ้นเชิง ทั้งสองลากจ้าวหนิงกลับเต็นท์ หมายมั่นจะชี้แนะวิชาต่อสู้ให้เขาอย่างเร่งด่วน
จังหวะที่พวกเขาก้าวพ้นริมตลิ่ง บนหอคอยของจุดพักม้าไม่ไกลนัก ปรากฏเงาร่างชายวัยกลางคนและชายชราในชุดขุนนางบู๊หลายนาย กำลังทอดสายตามองลงมาพลางสนทนากัน
บุคคลเหล่านี้ลมหายใจลึกล้ำยาวนาน แม้เพียงยืนสงบนิ่งก็แผ่กลิ่นอายองอาจน่าเกรงขามประดุจขุนเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายจนเคยชิน
ชุดคลุมของพวกเขากางเกลียวลวดลายสัตว์อสูรคู่ มีทั้งกิเลน พยัคฆ์คลั่ง อินทรีเวหา และเสือดาว บ่งบอกสถานะขุนพลตระกูลขุนนางทหารชั้นสูงสุด
อาภรณ์เหล่านี้มีอีกนามหนึ่งว่า ‘ชุดคลุมจารึกอักษร’ บริเวณรอบลวดลายสัตว์อสูร สลักอักษรทองคำสิบหกคำเอาไว้ ‘การเมืองสว่างไสว หน้าที่เที่ยงธรรม ซื่อสัตย์ภักดี ขวนขวายรุ่งโรจน์’
“ราชวงศ์เราก่อตั้งมาร้อยยี่สิบปี ทายาทตระกูลจ้าวทุกรุ่น อย่างน้อยต้องมีผู้บรรลุระดับราชันย์ขั้นกลางหนึ่งคนไม่เคยขาด นี่คือรากฐานอันแข็งแกร่งที่ส่งให้พวกเขานั่งแท่นตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติอันดับหนึ่ง และผูกขาดตำแหน่งเสนาธิการใหญ่แห่งทำเนียบเสนาธิการทหารไว้ในกำมือ”
ซุนเหมิง ผู้นำตระกูลซุน หนึ่งในเสาหลักตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติ ผู้สวมชุดคลุมลายกิเลน ทอดสายตามองแผ่นหลังพวกจ้าวหนิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เขากล่าวสืบไป “ทว่าสองรุ่นให้หลังมานี้ อำนาจบารมีตระกูลจ้าวกลับตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด จ้าวเป่ยวั่งอายุจวนสี่สิบ ยังคงติดหล่มอยู่ที่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ชาตินี้ต่อให้วาสนาดีได้เหยียบย่างเข้าสู่ระดับราชันย์ ก็คงหยุดอยู่เพียงขั้นต้นเป็นแน่แท้”
“ส่วนจ้าวหนิงผู้นั้น จ้าวเสวียนจียกยอว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูล ทว่าอายุครบสิบหกกลับไม่อาจทะลวงระดับคุมปราณ ยืดเยื้อมาอีกหลายเดือน จนเพิ่งจะมาบรรลุขั้นต้นที่เมืองไต้โจวเพราะความบังเอิญเมื่อไม่นานมานี้”
เอ่ยถึงจุดนี้ นัยน์ตาของซุนเหมิงพาดผ่านรอยเย้ยหยัน
ตระกูลซุนรั้งหน้าที่พิทักษ์ด่านซานไห่กวน ปราการเหล็กทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้าฉีมาหลายชั่วอายุคน ประหนึ่งกำแพงเหล็กพิทักษ์ทิศเหนือของเมืองเยี่ยนผิงคู่กับด่านเยี่ยนเหมินกวนทางตะวันตก ขุมกำลังของตระกูลซุนแข็งแกร่งมหาศาล รั้งหนึ่งในสามอันดับแรกของทำเนียบตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติอย่างมั่นคง
แม้เป็นตระกูลขุนพลที่ปกป้องพรมแดนเหนือเฉกเช่นเดียวกัน ทว่าตระกูลซุนกลับไม่ได้รับอภิสิทธิ์ผูกขาดการดูแลด่านเพียงตระกูลเดียวดังเช่นตระกูลจ้าว เพราะ ณ ด่านซานไห่กวน ยังมีกองกำลังของตระกูลสือร่วมประจำการคานอำนาจอยู่
“ข้าได้ยินมาว่า ทายาทตระกูลจ้าวผู้นี้ทะนงในพรสวรรค์จนไม่เห็นหัวผู้ใด วันๆ เอาแต่เสเพลหาความสำราญ สองปีมานี้ถึงขั้นลุ่มหลงลูกบุญธรรมตระกูลตนเองจนยอมทิ้งการบำเพ็ญเพียร เหลวไหลสิ้นดี! คนพรรค์นี้ ต่อให้พรสวรรค์เลิศล้ำปานใด จะก้าวไปได้ไกลสักแค่ไหน”
ผู้เอ่ยปากคือ อู๋ซู่ ผู้นำตระกูลอู๋แห่งจินหลิง
เทียบกับซุนเหมิงที่ซ่อนอารมณ์มิดชิด ความเหยียดหยามและอาฆาตบนใบหน้าอู๋ซู่กลับฉายชัด “ที่น่าขันคือ นังลูกบุญธรรมนั่นดันหักหลังมันเข้าเสียได้! เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นสันดานอันน่ารังเกียจของจ้าวหนิง หากมันไม่ใช่สวะที่ไร้ค่าจนหาดีไม่ได้ จะเกิดเรื่องบัดซบเช่นนี้ขึ้นหรือ”
“ยิ่งตอนนี้มันเพิ่งก้าวสู่ระดับคุมปราณขั้นต้น ระดับพลังนับว่าตามหลังผู้อื่นไปไกลลิบ”
ซุนเหมิงแย้มยิ้มบาง เอ่ยเนิบนาบ “งานล่าสัตว์ฤดูสารทครานี้ คือสมรภูมิของเหล่าทายาทตระกูลใหญ่ ชี้ชะตาอนาคตในราชสำนัก ไม่มีผู้ใดกล้าหย่อนยาน ต่อให้จ้าวหนิงลงแข่งในกลุ่มรุ่นเยาว์อายุสิบหกที่ยังไร้ยอดฝีมือ ทว่าระดับคุมปราณขั้นต้นของเขา… มองอย่างไรก็ไม่อาจเอาตัวรอด”
อู๋ซู่นัยน์ตาวาวโรจน์ ฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่ง “หรือไอ้เด็กจ้าวหนิง จะขี้ขลาดไม่กล้าลงแข่งในปีนี้”
สิ้นคำ เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดตนเอง
แม้มีลูกหลานตระกูลใหญ่ไม่น้อย เลือกเลื่อนเวลาเข้ารับราชการ เพื่อมุ่งมั่นฝึกเพียรหวังยกระดับพลังในช่วง ‘สี่ปีทอง’ โดยไร้พันธะ ทว่าในฐานะทายาทผู้นำตระกูล ไม่ว่าจ้าวหนิงจะเข้ารับราชการหรือไม่ การที่อายุครบสิบหกแล้วหลีกหนีลานประลอง ย่อมเท่ากับประกาศให้ทั่วหล้าล่วงรู้ว่าตนเองอ่อนหัดไร้ความสามารถ
สำหรับตระกูลขุนนาง ลูกหลานสายรองอ่อนแอยังพอรับได้ แต่ทายาทอันดับหนึ่งผู้เป็นตัวแทนพรสวรรค์และว่าที่เสาหลัก จะแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้น ย่อมเท่ากับประกาศจุดจบของตระกูลตนเอง
“ในหมู่คนรุ่นเยาว์ตระกูลจ้าว มีเพียงจ้าวชี่เยว่ที่โดดเด่น อายุสิบเก้าก็บรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลาง ได้รับการขนานนามเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยาก น่าเสียดาย… นางเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของจ้าวเป่ยวั่ง ชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องเข้าวังหลัง”
เอ่ยถึงจุดนี้ แม้เป็นคนลึกล้ำอย่างซุนเหมิงยังอดหลุดเสียงหัวเราะหยันไม่ได้ นัยน์ตาสาดประกายสาแก่ใจ เอ่ยอย่างโจ่งแจ้ง “ตระกูลจ้าวผยองเดชมาเป็นร้อยปี มาถึงวันนี้… ในที่สุดก็เผยความเน่าเฟะออกมาแล้ว”
เจตนาแฝงในวาจา ผู้ฟังล้วนกระจ่างแจ้งแก่ใจ
ด้วยขั้วอำนาจขัดแย้ง ตระกูลซุนและตระกูลจ้าวล้วนปีนเกลียวกันมาหลายชั่วอายุคน ฟาดฟันกันนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่นใด เพียงตำแหน่งเสนาธิการใหญ่แห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร ตระกูลซุนก็จ้องตะครุบตาเป็นมันมาเนิ่นนาน
การผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จนับศตวรรษย่อมดึงดูดความริษยา ทว่าในอดีต ฝีมือผู้นำตระกูลจ้าวเป็นที่ประจักษ์ รั้งอันดับหนึ่งในหมู่ขุนนางทหาร กอปรกับได้รับความไว้วางใจจากโอรสสวรรค์ ต่อให้ตระกูลซุนและขั้วอำนาจอื่นเพียรเพ็ดทูลยุแยงเพียงใด แต่ด้วยกำลังพลที่ด้อยกว่า จึงไม่เคยมีวาสนาแตะต้องเก้าอี้นี้แม้แต่ปลายก้อย
ทว่าวันนี้… ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว
ปัจจุบันแม้ซุนเหมิงรั้งเพียงระดับราชันย์ขั้นต้น ทว่าเขามีสิทธิ์ทะลวงสู่ขั้นกลางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ในหมู่บุตรสายตรงของเขายังมียอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นต้นอีกหนึ่งคน! อีกฝ่ายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจ้าวเป่ยวั่ง ในอนาคตอาจทะลวงระดับราชันย์ขั้นกลางได้เร็วกว่าซุนเหมิงเสียอีก นับเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
นอกเหนือจากนี้ ในหมู่คนรุ่นเยาว์ตระกูลซุนยังมากด้วยยอดฝีมือ เพียงหลานสายตรงของซุนเหมิง ก็มีผู้ทรงพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าจ้าวชี่เยว่ ซ้ำยังมีมากกว่าหนึ่งคน!
เค้าลางความล่มสลายของตระกูลจ้าวปรากฏชัด ส่วนความรุ่งโรจน์ของตระกูลซุนเจิดจรัสราวสุริยันยามรุ่งสาง พุ่งทะยานจนไม่อาจฉุดรั้ง
ตระกูลซุนหมายมั่นก้าวขึ้นเหยียบศพตระกูลจ้าว ผงาดเป็นตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี เพื่อรวบอำนาจทำเนียบเสนาธิการทหาร ย่อมใช้เวลาอีกไม่นาน หากไร้เหตุพลิกผัน ยามใดที่จ้าวเสวียนจีสิ้นลมหายใจ… นั่นย่อมเป็นโอกาสทองของพวกมัน
ภายใต้หมากกระดานนี้ ศึกสายเลือดภายในกลุ่มตระกูลขุนนางทหารทรงเกียรติ โดยมีตระกูลจ้าวและตระกูลซุนเป็นแกนกลาง ย่อมปะทุและทวีความดุเดือดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตระกูลทหารหาญหลายสาย ยามนี้ถึงขั้นต้องเริ่มพิจารณาเลือกข้างแล้ว
“พวกเราล้วนประจักษ์ถึงวี่แววพินาศของตระกูลจ้าว จ้าวเสวียนจีย่อมกระจ่างแก่ใจ มันไม่มีทางงอมืองอเท้าแน่ ช่วงก่อนองค์หญิงเป่ยหูลักลอบเข้าเมืองไต้โจว ช่างประจวบเหมาะเป็นหมากชั้นเลิศให้ตระกูลจ้าวใช้พลิกกระดาน”
ใบหน้าอู๋ซู่แห่งจินหลิงดำทะมึน พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ มันก็ขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น “จ้าวเสวียนจีจับตัวผู้คุ้มกันระดับราชันย์ขององค์หญิงเป่ยหูได้ ก็ตามกัดไม่ปล่อย ยัดข้อหาว่าเป่ยหูเตรียมรุกรานต้าฉี ซ้ำยังฉวยโอกาสทูลขอโอรสสวรรค์เสริมกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน บัดซบสิ้นดี!”
“ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับทำสำเร็จ! ด่านเยี่ยนเหมินกวนไม่เพียงได้รี้พลเพิ่มสามหมื่นนาย แต่ศาสตราปราณและโอสถวิเศษที่ราชสำนักจัดสรรยังเพิ่มขึ้นถึงสองส่วน เมื่อได้ขุมกำลังเหล่านี้ อำนาจตระกูลจ้าวก็ยิ่งหยั่งรากลึกขึ้นไปอีกก้าว!”
“แล้วเหตุใดมันถึงทำสำเร็จเล่า”
“ตระกูลอู๋แห่งจินหลิงของข้า เป็นถึงขุนพลเบิกแผ่นดิน บรรดาศักดิ์โหวที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน กลับถูกจ้าวเสวียนจีโยนเป็นหมากสังเวยเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์! บรรดาศักดิ์กวนเน่ยโหวของตระกูลอู๋ส่งทอดมาร้อยกว่าปี มาบัดนี้กลับถูกริบริดรอนเหลือเพียงบรรดาศักดิ์ปั๋ว!”
เอ่ยถึงจุดนี้ อู๋ซู่หอบหายใจหนักหน่วง ต้องสะกดกลั้นอารมณ์อย่างยิ่งยวดกว่าจะสงบสติลงได้
จากนั้นมันจึงหันไปมองชายชราท่าทางสุขุมข้างกายที่เอาแต่เงียบงัน “โหวหยาง บรรดาศักดิ์โหวของตระกูลข้า ถูกจ้าวเสวียนจีโยนเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับพวกขุนนางบุ๋นเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว ข้ายังพอทน เพราะตระกูลอู๋กับตระกูลจ้าวหาได้มีสายใยผูกพัน ทว่าตระกูลหยางแห่งกว่างหลิงของท่านมันต่างออกไป พวกท่านกับตระกูลจ้าวเกี่ยวดองสายเลือดกันมาหลายชั่วอายุคน!”
“จ้าวเสวียนจีเหยียบย่ำทุกสิ่งเพื่อผลประโยชน์ตระกูลมัน… มันเคยเห็นหัวพวกท่านบ้างหรือไม่เล่า”