ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 39: ฝีมือสะท้านลานประลอง (3)
ต้นสายปลายเหตุการเดิมพันระหว่างเว่ยฉงซานและหลิวมู่จือล้วนมาจากจ้าวหนิง จ้าวเสวียนจีย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย ชายชราปลดศาสตราปราณคู่กายวางกระแทกลงบนโต๊ะ… ดาบพกเล่มนี้คือศาสตราปราณขั้นหนึ่งอย่างแท้จริง
สิ้นเสียงกระแทกดาบ จ้าวเสวียนจีเบนสายตาจ้องมองอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่าง “จ้าวหนิงคือหลานชายคนโตแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง ในเมื่อมันหาญกล้าเลือกวิถียืนท้าประลอง ข้าย่อมไร้เหตุผลที่จะคลางแคลง ข้าขอวางเดิมพัน… จ้าวหนิงจะหยัดยืนเป็นคนสุดท้าย ท่านอัครเสนาบดีสวี สนใจร่วมวงหรือไม่”
สิ้นคำท้าทาย บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงทั่วพลับพลา รวมถึงเว่ยฉงซานและซุนเหมิง พากันกลั้นลมหายใจ หันขวับไปจับจ้องสวีหมิงหล่างเป็นตาเดียว
ยามที่เสาหลักอันดับหนึ่งแห่งกองทัพงัดศาสตราปราณขั้นหนึ่งออกมาเดิมพันว่าจ้าวหนิงจะกวาดล้างศัตรูจนหมดสิ้น ซ้ำยังพุ่งเป้าท้าทายผู้นำฝั่งบุ๋นโดยตรง การพนันขันต่อย่อมลุกลามเกินขอบเขต
นี่คือสมรภูมิเดือดระหว่างฝ่ายบุ๋นและบู๊
การห้ำหั่นที่วัดกันด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และเหนือสิ่งอื่นใด… ขวัญกำลังใจของสองขั้วอำนาจ
สวีหมิงหล่างลูบเคราหัวเราะเสียงเย็น “จ้าวกงเปี่ยมความมั่นใจถึงเพียงนี้ ข้าสวีหมิงหล่างมีหรือจะขัดศรัทธา” ว่าแล้วก็หันไปทูลขอประทานอภัยจากจักรพรรดิ ก่อนรุดไปนำกระบี่คู่กายซึ่งเป็นศาสตราปราณขั้นหนึ่งเช่นกัน กลับมาวางตระหง่านบนโต๊ะ
หากจ้าวเสวียนจีเดิมพันเพียงยี่สิบรอบ สวีหมิงหล่างอาจลอบระแวง ด้วยรากฐานตระกูลจ้าวลึกล้ำ อาจแอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับสุดยอดให้หลานชาย ทว่าการยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย… จ้าวหนิงต้องบดขยี้คู่ต่อสู้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยชีวิต
เรื่องพรรค์นี้ไร้ทางเป็นไปได้โดยเด็ดขาด
สิ้นเสียงกระบี่กระทบโต๊ะ บรรยากาศบนพลับพลาพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง แม้สองขั้วอำนาจจะมิได้สบตากัน ทำเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างสงบ ทว่าขุนนางรอบข้างกลับแว่วเสียงศาสตราเหล็กกล้าปะทะกันดังกึกก้องในโสตประสาท
ทุกผู้คนเงียบกริบดุจจักจั่นฤดูหนาว ไร้ผู้ใดกล้าปริปาก ซ้ำยังระแวดระวังทุกท่วงท่าไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
จักรพรรดิซ่งจื้อทรงทำลายม่านความตึงเครียด แย้มพระสรวลตรัสขึ้น “เทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทร้างราผู้กล้ายืนท้าประลองมาถึงหกสิบปี นับเป็นเรื่องน่าเสียดายนัก ยามนี้ราชวงศ์บังเกิดยอดอัจฉริยะองอาจปรากฏตัว เจิ้นมีหรือจะตระหนี่รางวัล”
ตรัสจบ ทรงโบกพระหัตถ์สั่งขันทีชราข้างกาย “ไปนำ ‘เช่อเตียว’ มา”
นาม ‘เช่อเตียว’ หลุดจากพระโอษฐ์ ขุนนางทั้งพลับพลาเบิกตาตื่นตะลึง แม้แต่จ้าวเสวียนจีและสวีหมิงหล่างยังสูญเสียความเยือกเย็น
สองเสาหลักงัดศาสตราปราณขั้นหนึ่งเป็นเดิมพัน องค์เหนือหัวร่วมวงย่อมต้องเกทับด้วยของวิเศษล้ำค่ากว่า เกาทัณฑ์ยาว ‘เช่อเตียว’ แม้มิใช่ศาสตราพิสดาร ทว่าชื่อเสียงเกรียงไกรสะท้านแผ่นดิน ทิ้งห่างศาสตราปราณขั้นหนึ่งทั่วไปจนไม่เห็นฝุ่น
ศาสตราปราณขั้นหนึ่งในต้าฉีแม้หายากแต่ก็พอมีอยู่หลายสิบชิ้น ทว่า ‘เช่อเตียว’ รั้งตำแหน่งสามอันดับแรกอย่างสมภาคภูมิ มูลค่าล้ำหน้าดาบพกจ้าวเสวียนจีและกระบี่ของสวีหมิงหล่างไปไกลลิบ
ชั่วจิบชา ขันทีชราประคองกล่องหยกสี่เหลี่ยมยาวออกมาวางเบื้องพระพักตร์ จักรพรรดิซ่งจื้อชี้พระหัตถ์ไปยังกล่องสลักลายมังกรผงาด ตรัสกับจ้าวเสวียนจี “หากจ้าวหนิงยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย เจิ้นจะประทาน ‘เช่อเตียว’ ให้เขาสืบทอด”
จ้าวเสวียนจีผุดลุกขึ้น คุกเข่าถวายบังคมขอบพระทัยด้วยความปีติล้นพ้น
คล้อยหลังจ้าวเสวียนจีกลับเข้าที่นั่ง สวีหมิงหล่างพลันเอ่ยเสียงเรียบ “จ้าวกงด่วนดีใจเกินไปกระมัง ขอบพระทัยยามนี้ออกจะเร็วไปสักนิด หากจ้าวหนิงตกตายกลางคัน สมบัติล้ำค่าระดับเช่อเตียวย่อมไม่มีทางตกถึงมือมัน”
จ้าวเสวียนจีแค่นเสียงหยัน “ท่านอัครเสนาบดีก็อย่าเพิ่งรีบพ่นวาจาสุนัข เราท่านเบิกตาดูผลลัพธ์กันต่อไปก็พอ”
นัยน์ตาของเซียวเยี่ยนกวาดผ่านกล่องหยกที่ปิดสนิท ใบหน้างดงามไร้ระลอกคลื่น ทว่าในใจลอบเหยียดหยาม ‘เพียงการละเล่นของพวกรดับคุมปราณ จักรพรรดิราชวงศ์แดนใต้ถึงขั้นงัดสมบัติวิเศษอย่างเช่อเตียวออกมาเชียวรึ’
‘ตาเฒ่านี่จงใจแสดงละครให้ข้าดู หวังประกาศว่าราชวงศ์แดนใต้ยังเชิดชูยอดนักรบ ไม่ยินยอมให้ชนต่างชาติเหยียบย่ำดูแคลน’
นางปรายตามองจ้าวเสวียนจีและสวีหมิงหล่างอย่างแนบเนียน มุมปากกระตุกยิ้ม ‘ศึกสายเลือดระหว่างบุ๋นบู๊ของพวกมัน ฉีกหน้ากากฟาดฟันกันโจ่งแจ้ง แม้แต่ต่อหน้าทูตต่างแคว้นอย่างข้าก็ไม่คิดปิดบัง จักรพรรดิไร้น้ำยาจะสยบรอยร้าว ทำได้เพียงใช้เช่อเตียวมาเป็นกาวใจโง่ๆ’
ความคิดแล่นถึงจุดนี้ เซียวเยี่ยนลอบหัวเราะเยือกเย็น
ต้าฉียิ่งเน่าเฟะ จักรพรรดิยิ่งไร้น้ำยา ย่อมปูทางสะดวกให้ราชสำนักเทียนหยวน
สตรีเผ่าหูเริ่มถักทอแผนการร้ายในหัว หาวิธีสาดน้ำมันเข้ากองไฟ โหมกระพือความแตกแยกของต้าฉีให้ลุกโชน บีบให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางโง่งมมัวแต่กัดกันเองจนลืมเลือนภัยคุกคามจากม่อเป่ย
ราชสำนักเทียนหยวนของนาง… ต้องการเวลาฟูมฟักอีกเพียงสามปีเท่านั้น
ตัดกลับสู่ลานประลอง สวี่ตงเซิงรีดเค้นปราณตั้งรับสุดกำลัง หดหัวในกระดองดุจเต่าขี้ขลาด จ้าวหนิงกำทวนยาวพุ่งทะยานทะลวงอากาศ ดุดันปานพยัคฆ์หลุดกรง ทันทีที่ฝ่าเท้ากระแทกพื้นศิลาลานประลองจนปริร้าว ปลายทวนก็พุ่งทะลวงดุจมังกรผงาด ซัดกระหน่ำกระแทกโล่กลมอย่างจัง
สวี่ตงเซิงกัดฟันกรอด ไม่สะทกสะท้านต่อหอกทะลวง มันกระทั่งลอบภาวนาให้จ้าวหนิงโหมกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่านี้ หวังผลาญปราณแท้ของอีกฝ่ายให้เหือดแห้ง เพื่อฉวยโอกาสตลบหลังยามจ้าวหนิงสิ้นเรี่ยวแรง
จุดที่ปลายทวนปะทะ ปราณแท้ระเบิดกึกก้องสะท้านสะเทือน คลื่นพลังกระแทกแผ่ขยายออกทุกทิศทาง ม่านพลังป้องกันดั่งขุนเขาที่เคยแข็งแกร่ง บัดนี้กลับเปราะบางดุจผืนดินแห้งแล้ง รอยร้าวแตกระแหงลามเลียจากปลายคมทวนราวกับใยแมงมุม สวี่ตงเซิงที่เคยมั่นใจเต็มสูบ ใบหน้าพลันซีดเผือดไร้สีเลือด
ทรวงอกของมันเจ็บแปลบราวกับโดนกระทิงเหล็กพุ่งชน อวัยวะภายในบิดเบี้ยวเลื่อนลั่น ร่างผงะหงายเสียหลัก ไม่เปิดโอกาสให้ทรงตัว ทวนยาวในมือจ้าวหนิงตวัดพลิกแพลง งัดช้อนเข้าใต้ฐานโล่กลมอย่างอำมหิต
ท่อนแขนทั้งสองของสวี่ตงเซิงด้านชา โล่เหล็กแทบหลุดกระเด็นจากง่ามมือ ความเจ็บปวดแล่นพล่านทะลวงกระดูก ในใจกรีดร้องตื่นตระหนก ‘กระบวนทวนของมันไฉนจึงทรงพลังปานนี้’ มันกัดฟันรีดเร้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กดโล่ต้านแรงงัดหมายเอาชีวิตรอด
ทว่าชั่วพริบตานั้น จ้าวหนิงรั้งทวนชูขึ้นเหนือศีรษะ ร่างกายแอ่นโค้งดุจคันศรง้างสุดสาย ก่อนฟาดทวนฟันลงมาปานอสนีบาตถล่ม
สวี่ตงเซิงที่ทิ้งน้ำหนักกดต่ำเพื่อต้านทาน ถูกแรงฟาดบดขยี้จนร่างทรุดฮวบ หน้าคะมำจมพื้นศิลาไปพร้อมกับโล่คู่กาย อกสั่นสะท้านตีบตัน โลหิตอุ่นวาบท้นคอหอย พุ่งพรวดออกจากปากคำโต
“นี่มัน… ทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว” สวี่ตงเซิงเพิ่งเงยหน้าขึ้น ก็ต้องตาพร่ามัวกับแสงตะวันสะท้อนวาววับ ปลายทวนเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจ่อชะงักห่างจากหว่างคิ้วเพียงชุ่นเดียว
“เจ้าแพ้แล้ว”
น้ำเสียงราบเรียบดุจยมทูตพิพากษาดังแว่วเข้าหู
สวี่ตงเซิงกลืนเลือดรสขมฝาดลงคอพยักหน้ารับสภาพ
ต่างจากหลิวซินเฉิง… มันถูกบดขยี้พ่ายแพ้อย่างหมดจด ไร้ข้อกังขา
แม้ ‘เคล็ดวิชาขุนเขา’ และ ‘ทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าว’ จะเป็นยอดวิชาประจำตระกูลระดับสูง ทว่าตระกูลจ้าวผงาดเหนือฝ่ายทหารทั้งปวง อานุภาพเคล็ดวิชาย่อมเหลื่อมล้ำกว่าขั้นหนึ่ง กระนั้นหากผู้ฝึกปรือมีระดับพลังทัดเทียม เคล็ดขุนเขาก็มากพอจะป้องกันตัว
ทว่าความแตกฉานในทวนทะลวงค่ายของจ้าวหนิง บรรลุถึงจุดสูงสุดที่สวี่ตงเซิงไม่อาจเอื้อม นี่คือเหตุผลที่กระบวนทวนของเขาแฝงพลังทำลายล้างเบ็ดเสร็จ บดขยี้ปราการเหล็กกล้าแตกพ่ายในสามกระบวนท่า
ขุนนางผู้ตัดสินแม้วางตัวเป็นกลาง ทว่าก็อดเบิกตาค้างมิได้ จ้าวหนิงฟาดทวนสามจังหวะ แท้จริงแล้วคือหนึ่งกระบวนท่าทิ้งทวนต่อเนื่อง สวี่ตงเซิงตั้งกระดองแน่นหนาตั้งแต่เริ่ม กลับถูกฉีกทึ้งพ่ายแพ้ในชั่วอึดใจ
“จ้าวหนิง เป็นผู้ชนะ”
หนนี้ขุนนางผู้ตัดสินประกาศผลชี้ขาดอย่างฉับไว
“ไอ้สวะนี่… ชนะด้วยกระบวนท่าเดียวอีกแล้วรึ” สวีจือหย่วนที่ยืนเฝ้ามองแต่ไกล ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์จนแทบทนดูไม่ได้
“สะใจโว้ย” เฉินอันจือหน้าแดงก่ำ เลือดลมสูบฉีดฮึกเหิมราวกับเป็นผู้คว้าชัยเสียเอง
“พี่หนิงซ่อนคมได้ลึกถึงเพียงนี้เชียว” เว่ยอู๋เซี่ยนลูบคางสองชั้น ลอบเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
“ท่านพี่ ทวนทะลวงค่ายของเสี่ยวหนิงจื่อดุดันไร้ที่ติ เขาแอบซุ่มฝึกวิชาจนแตกฉานปานนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” จ้าวซินเบิกตาถามจ้าวชี่เยว่
จ้าวชี่เยว่ส่ายหน้าช้าๆ “เจ้านี่… หลายปีมานี้ไม่รู้หลั่งหยาดเหงื่อโลหิตไปมากเท่าใด”
ด้านซุนคังที่เอนกายเด็ดองุ่นกินอย่างเกียจคร้านมาตลอด บัดนี้ผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นัยน์ตาจับจ้องทุกกระบวนท่าของจ้าวหนิงอย่างระแวดระวัง
เหยื่อรายที่สามก้าวขึ้นเวที คือสายเลือดตระกูลทหารระดับคุมปราณขั้นต้น
เด็กหนุ่มร่างเล็กสิวเขรอะเต็มหน้าเดินขึ้นสังเวียนพลางยักไหล่ เอ่ยกับจ้าวหนิงอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ระดับขั้นกลางยังโดนเจ้าตบคว่ำ ข้าอยู่แค่ขั้นต้นย่อมหมดสิทธิ์ชนะ แต่ในเมื่อเกิดเป็นสายเลือดทหาร ไม่มีธรรมเนียมยอมคุกเข่าศิโรราบโดยไม่ชักดาบ พี่จ้าว… รบกวนท่านเบามือหน่อยก็แล้วกัน”
ตามกฎกติกา เมื่อมีผู้เลือกยืนท้าประลอง ผู้ท้าชิงที่เหลือจะต้องจับฉลากสุ่มลำดับขึ้นสังเวียนใหม่ทั้งหมด
สิ้นคำตลกร้าย ไอ้หนุ่มร่างเล็กก็แผดเสียงคำราม ชูหมัดพุ่งทะยานเข้าใส่จ้าวหนิงด้วยท่วงท่าเหี้ยมหาญ
จ้าวหนิงแย้มยิ้มบางเบา ตวัดเท้าเตะส่งร่างอีกฝ่ายลอยละลิ่วปลิวตกลานประลอง ลูกเตะนี้แฝงชั้นเชิงลึกล้ำ มิได้สร้างความบอบช้ำแก่ศัตรูแม้แต่น้อย ไอ้หนุ่มร่างเล็กถึงขั้นตีลังกากลางอากาศ ร่อนลงพื้นอย่างนิ่มนวล
“ขอบคุณพี่จ้าวที่เมตตา” เด็กหนุ่มประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
รอบลานประลองไร้เสียงโห่ฮาเยาะเย้ย พลังอำนาจที่จ้าวหนิงสำแดงออกสยบทุกผู้คนจนหมดสิ้น ย่อมไม่มีผู้ใดมองว่าการยอมแพ้ของเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นเรื่องน่าอับอาย
สิ้นสุดรอบที่สาม จ้าวหนิงยังคงยืนตระหง่านไม่ร้องขอเวลาพัก โอสถเผยหยวนล้ำค่าแม้แต่ครึ่งเม็ดก็ไม่เหลือบแล
ผู้ท้าชิงรายที่สี่ก้าวขึ้นสังเวียน มันคือดาวรุ่งจากตระกูลอู๋แห่งจินหลิง ผู้ถูกยกย่องเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแถบเจียงโย่ว และเป็นความหวังสูงสุดของชนรุ่นเยาว์ตระกูลอู๋
“สรรพวิชาในใต้หล้าย่อมมีดาวข่ม ตระกูลอู๋ของข้าแม้ถือเพียงบรรดาศักดิ์โหว ทว่า ‘ดาบเก้าห่วงวัฏจักร’ ของบรรพชน คือขุนเขาที่สะกดทวนทะลวงค่ายตระกูลจ้าวให้หมอบราบ จ้าวหนิง… วันนี้ข้าจะสับเจ้า ทวงความยุติธรรมให้ตระกูลอู๋!”
อู๋จวิ้นกระชับดาบสันหนาในมือ นัยน์ตาถลึงกร้าวประหนึ่งเคียดแค้นจ้าวหนิงมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ก้าวขึ้นเวทีก็จ้องเขม็งหมายกินเลือดกินเนื้อ
จ้าวหนิงขมวดคิ้วเย็นชา “ตระกูลอู๋ถูกริบบรรดาศักดิ์ ต้นเหตุมาจากพวกเจ้าละเมิดกฎหมาย ยกพวกฆ่าฟันกันเองจนคนตายเป็นเบือ ฝูงสุนัขที่กัดไม่ปล่อยคือพวกขุนนางบุ๋นในราชสำนัก การที่พวกเจ้าโยนอุจจาระมาให้ตระกูลจ้าว มันมีตรรกะสุนัขข้อใดรองรับ”
อู๋จวิ้นถูกด่ากราดจนหน้าดำหน้าแดง ทว่าพริบตาเดียวก็เชิดหน้าคอตั้ง เอ่ยด้วยท่าทีองอาจจอมปลอม “พล่ามไร้สาระ! จ้าวหนิง หรือว่าเจ้าเริ่มปอดแหกขี้หดแล้ว เพราะสวะที่ตายตกไปก่อนหน้านี้ ไม่มีอัจฉริยะตัวจริงเลยสักคน”
ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งตระกูลอู๋และตัวอู๋จวิ้น ไม่มีวันก้มหน้ารับความผิดของตนเอง… หากมนุษย์รู้จักส่องคันฉ่องมองสันดาน โลกหล้าคงสงบสุขไปนานแล้ว
เหตุผลแก่นแท้ที่ตระกูลอู๋จงเกลียดจงชังตระกูลจ้าว ก็เพราะพวกมันมองว่าการเล่นงานขุนนางบู๊ย่อมง่ายดายกว่าการต่อกรกับฝูงอสรพิษบุ๋น… พวกมันกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลจ้าว ทว่า ‘ขี้ขลาด’ เกินกว่าจะลูบคมขุนนางบุ๋น
หากประเมินจากทิศทางลมในราชสำนักต้าฉียามนี้ การเลือกเหยียบย่ำตระกูลจ้าว นับเป็นวิถีสุนัขรับใช้ที่ฉลาดล้ำเลิศ
ส่วนข้ออ้างเรื่องยอดอัจฉริยะของมันก็ใช่จะไร้น้ำหนัก สวี่ตงเซิงเป็นเพียงขยะที่ฝึกเคล็ดขุนเขาได้ห่วยแตก หากเทียบในระดับคุมปราณขั้นกลาง อู๋จวิ้นย่อมมีเขี้ยวเล็บแข็งแกร่งกว่ามาก
ทว่าในสายตาของจ้าวหนิง… ชายผู้ซึ่งชาติปางก่อนรากฐานปราณแหลกสลาย ทว่ายังตะเกียกตะกายเหยียบระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายได้ก่อนวัยสามสิบ ซ้ำยังเป็นยอดคนผู้หวนคืนจากความตาย… ในใต้หล้านี้ อัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่คู่ควรให้เขาปรายตามอง มีเพียงท่านข่านแห่งราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหู ผู้เหยียบระดับราชันย์ตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบปีผู้นั้นเท่านั้น
จ้าวหนิงแค่นเสียงเยาะ “ในเมื่อเจ้าหลงงมงายว่า ‘ดาบเก้าห่วงวัฏจักร’ ข่มทวนทะลวงค่ายได้ ก็ดาหน้าเข้ามา ข้าจะเบิกกะโหลกให้มึงตระหนักว่า ต่อให้สรรพวิชามีความแพ้ทางข่มกันเอง… ทว่าตัวชี้วัดความเป็นตาย คือผู้ถือศาสตราต่างหาก”
จังหวะที่อู๋จวิ้นแผดเสียงคำรามพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่น สวีจือหย่วนก็ลอบกวักมือเรียกฝูงผู้ท้าชิงรายต่อไปมารวมหัว ก่อนลงมือสับเปลี่ยนไม้ติ้วลำดับ ‘หก’ ของตน กับผู้ที่จับได้ลำดับรั้งท้ายสุดอย่างหน้าด้านๆ
สวีจือหย่วนปั้นหน้าอำมหิต เค้นเสียงเหี้ยมเกรียมสั่งการฝูงสุนัขรับใช้ที่หวังประจบตระกูลสวี “เมื่อพวกเจ้าก้าวขึ้นเวที ไม่ต้องเสี่ยงตายเอาชนะ ขอเพียงทิ้งรอยแผลกระชากเลือดจ้าวหนิงให้ได้ก็พอ… หากทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จงผลาญปราณแท้ของมันให้เหือดแห้งที่สุด”
ความแข็งแกร่งของจ้าวหนิงฉีกกระชากการคาดการณ์ของมันจนหมดสิ้น บีบให้สวีจือหย่วนลอบหนาวสะท้านถึงขั้วกระดูก
มันวางหมากมาอย่างแยบยล หากต้องการเหยียบหัวจ้าวหนิงคว้าชัยอย่างไร้ข้อกังขา จำต้องบั่นทอนพลังรบของอีกฝ่ายให้อ่อนโทรมปางตาย ก่อนที่ตนจะก้าวขึ้นไปปลิดชีพมันบนเวที!