ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 38: ฝีมือสะท้านลานประลอง (2)
“ไอ้หนูจ้าวหนิงเด็ดหัวยอดฝีมือระดับคุมปราณขั้นกลางด้วยกระบวนท่าเดียว นับว่าแข็งแกร่งหาตัวจับยาก ทว่านั่นเป็นเพราะอาศัยความพลิกแพลงของท่าเท้ากระจกวารี”
“ท่าเท้ากระจกวารีแม้นเป็นเคล็ดวิชาสุดยอดแห่งราชวงศ์ต้าฉี ทว่าสรรพวิชาในใต้หล้าล้วนมีดาวข่ม ย่อมไม่ไร้วิชาที่สามารถสะกดมันให้หมอบราบ” ฝั่งซ้ายของพลับพลาประทับ นัยน์ตาของหยางเหยียนกว่าง ผู้นำตระกูลหยางแห่งกว่างหลิงทอประกายคมกริบ
ภาพจ้าวหนิงบดขยี้ศัตรูในพริบตา ซ้ำยังระเบิดพลังระดับคุมปราณขั้นกลาง ทำให้หยางเหยียนกว่างลอบสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
ก่อนหน้านี้จ้าวหนิงชักช้าอยู่เพียงระดับฝึกกาย ไม่อาจเทียบชั้นยอดอัจฉริยะตระกูลใหญ่ ยามนั้นหยางเหยียนกว่างย่อมคลางแคลงในสายเลือดเจิ้นกั๋วกง ทว่าบัดนี้ เด็กหนุ่มได้ตบหน้าผู้คนทั้งเมืองหลวง พิสูจน์พรสวรรค์สมฉายายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลขุนนางบู๊
ทว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศมิใช่ตั๋วผ่านทางสารพัดนึก อุปนิสัยการตัดสินใจต่างหากคือตัวชี้วัดความเป็นตาย จ้าวหนิงคว้าชัยเพียงหนึ่งสนามกลับริอ่าน ‘ยืนท้าประลอง’ ในสายตาหยางเหยียนกว่าง พฤติกรรมเช่นนี้ช่างจองหองจนเกินเยียวยา
มนุษย์ล้วนมีจุดบอด ทว่าต้องมิใช่ความมืดบอดที่หลงลืมกำพืดตนเอง พอได้ชัยเพียงหยิบมือก็ลำพองหลงผิดคิดว่าตนไร้เทียมทาน คนพรรค์นี้ต่อให้พรสวรรค์เทียมฟ้า ก็เป็นได้เพียงหินรองเท้าให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ
“เขากำลังสร้างบารมี… การเลือกยืนท้าประลอง ก็เพื่อประกาศให้คนทั้งใต้หล้าประจักษ์ว่า ตระกูลจ้าวอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายทหาร มีขุมพลังอำนาจที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดลบหลู่” เสียงใสกระจ่างดังขึ้นด้านข้าง
หยางเหยียนกว่างหันขวับไปมองหลานสาว ขมวดคิ้วแน่น “ตระกูลจ้าวผงาดเหนือขุนนางบู๊ทั้งแผ่นดินอยู่แล้ว ยังต้องสร้างบารมีอันใดให้วุ่นวาย”
ใบหน้าของหยางเจียนีเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น “หากเรื่องลอบสังหารที่เมืองไต้โจว เป็นความจริงดั่งที่ตระกูลจ้าวป่าวประกาศเล่า”
หยางเหยียนกว่างหัวใจกระตุกวูบ
หากตระกูลฟ่านสมคบคิดเผ่าเป่ยหู หมายเด็ดหัวยอดฝีมือตระกูลจ้าวเพื่อทะลวงด่านเยี่ยนเหมินกวนจริง ย่อมหมายความว่าบัลลังก์อันดับหนึ่งของตระกูลจ้าว กำลังกลายเป็นเป้านิ่งที่รอวันถูกบดขยี้ ทั้งในที่แจ้งและมุมมืดล้วนมีฝูงหมาป่าจ้องขย้ำคอหอย
เบื้องหน้าพลังอำนาจสัมบูรณ์ เล่ห์กลอันใดล้วนเป็นเพียงปาหี่ไร้ราคา หากตระกูลจ้าวแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ย่อมไม่มีสุนัขตัวใดกล้าวางอุบายลอบกัด ทว่ายามนี้… ตระกูลจ้าวยังแข็งแกร่งพอให้เกรงกลัวอยู่อีกหรือ
เสาหลักที่ค้ำจุนขุนเขาบรรพตมีเพียงจ้าวเสวียนจี ฝืนนับเพิ่มก็มีแค่จ้าวชี่เยว่อีกคน ทว่าจ้าวเสวียนจีก้าวสู่วัยชรา ส่วนจ้าวชี่เยว่ก็ถูกกำหนดให้ต้องตบแต่งเข้าวังหลวง ภายภาคหน้าผู้ใดจะแบกรับชะตากรรมของตระกูลจ้าว
จ้าวเป่ยวั่งติดแหง็กอยู่เพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย สวนทางกับบุตรชายคนโตของซุนเหมิงที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ทว่าทะลวงสู่ระดับราชันย์ขั้นต้นไปเนิ่นนาน ด้านจ้าวหนิงก็มีแต่ข่าวคาวหยิบโหย่งรักสบาย ลุ่มหลงสตรีจนถอนตัวไม่ขึ้น กอดป้ายชื่อยอดอัจฉริยะจอมปลอมแต่กลับทะลวงระดับคุมปราณไม่ได้เสียที
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากจ้าวเป่ยวั่งบรรลุระดับราชันย์ เผ่าเป่ยหูยังจะกล้ายื่นมือสกปรกเข้ามาลอบกัดในเมืองไต้โจวอยู่อีกหรือ
หากตระกูลจ้าวครอบครองยอดฝีมือระดับราชันย์สักสองสามคน ซุนเหมิงยังจะกล้ากำเริบเสิบสานแย่งชิงอำนาจอยู่อีกหรือ
หากตระกูลจ้าวมีทายาทสืบทอดที่แข็งแกร่งพอ ผู้นำตระกูลรุ่นถัดไปการันตีตำแหน่งยอดฝีมือไร้เทียมทานแห่งแผ่นดิน ผู้ใดยังจะกล้าเคลือบแคลง ผู้ใดยังจะกล้าลูบคมพยัคฆ์หลับเยี่ยงตระกูลจ้าว
ทว่าความเป็นจริงยามนี้ช่างโหดร้าย พรสวรรค์ของจ้าวเป่ยวั่งตีบตัน ส่วนวีรกรรมก่อนหน้าของจ้าวหนิงก็เหลวแหลกเกินเยียวยา… หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ลำพังแค่เรื่องถอดยศ หยางเหยียนกว่างย่อมไม่มีทางกล้าหักหน้า ปฏิเสธเทียบเชิญงานเลี้ยงของเจิ้นกั๋วกงเด็ดขาด
ขุนนางบุ๋นหมายหัวเหยียบย่ำตระกูลจ้าวเพื่อเด็ดหัวฝ่ายทหารทั้งกระดาน ตระกูลซุนทะเยอทะยานหมายโค่นล้มตระกูลจ้าวเพื่อฮุบทำเนียบเสนาธิการทหาร ส่วนตระกูลหยาง… ยามนี้ก็เริ่มเอนเอียงตามคำยุแยงของตระกูลซุนแล้ว
ตระกูลจ้าวตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมศึกในภัยนอก ในฐานะทายาทสายตรง หากจ้าวหนิงไม่ประกาศศักดาในยามนี้ ไม่สำแดงพลังอำมหิตสยบฝูงชน ไม่กระชากคอให้คนทั้งใต้หล้าเบิกตาดูความเกรียงไกรของขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง… แล้วจะให้รอจนตระกูลล่มสลายหรืออย่างไร
“หากเป็นดั่งเจ้าว่า จ้าวหนิงคิดจะใช้บ่าสองข้างของตน แบกรับชะตากรรมของตระกูลจ้าวทั้งตระกูลไว้เชียวหรือ” แววตาของหยางเหยียนกว่างวูบไหว “ไอ้หนูนี่ช่างใจเด็ด กล้าบ้าบิ่นผิดมนุษย์”
“เขาคือผู้นำตระกูลจ้าวรุ่นถัดไป หากเขาไม่แบกรับ แล้วผู้ใดจะแบกรับ” หยางเจียนีสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หยางเหยียนกว่างชะงักงัน “หรือวิกฤติที่เมืองไต้โจว จะเป็นความจริงดั่งที่ตระกูลจ้าวอ้าง แต่เผ่าเป่ยหูก็ก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อต้าฉีมานับร้อยปีแล้ว…”
“ยากจะหยั่งถึงใจคน” หยางเจียนีตอบกลับเด็ดขาด
เห็นหลานสาวมีนัยน์ตาแน่วแน่ดุจศิลา เยือกเย็นยิ่งกว่าคนผ่านโลกมามากอย่างตน หยางเหยียนกว่างก็ไร้คำจะเอ่ย ในใจลอบทอดถอนใจเงียบงัน
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลจ้าวคือสตรีอย่างจ้าวชี่เยว่ ตระกูลหยางกับตระกูลจ้าวก็คงตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ผู้ที่ล้ำเลิศที่สุดในตระกูลล้วนตกเป็นของสตรี
ซ้ำพรสวรรค์ของหยางเจียนียังสูงลิบ วุฒิภาวะล้ำลึกเกินวัย ทิ้งห่างสายเลือดตระกูลหยางคนอื่นๆ จนมองไม่เห็นฝุ่น ลำพังคำว่าโดดเด่นเหนือฝูงชนยังไม่คู่ควรจะบรรยายนางด้วยซ้ำ
ตระกูลหยางถือครองเพียงบรรดาศักดิ์โหว รั้งท้ายขบวนตระกูลขุนนางบู๊ ไร้ซึ่งขุมกำลังจะไปทาบรัศมีตระกูลยักษ์ใหญ่อย่างจ้าว ซุน หรือเว่ย ทว่าวิสัยทัศน์และความคิดอ่านของหยางเจียนี กลับไม่ด้อยไปกว่าจ้าวชี่เยว่แม้แต่กระเบียดนิ้ว
เคราะห์ร้ายนัก นางเกิดเป็นเพียงสตรี มีชะตาต้องตบแต่งออกเรือนเป็นสมบัติของผู้อื่น
“หลานคิดว่าไอ้หนูจ้าวหนิง จะฝ่าด่านนรกไปจนถึงท้ายที่สุดได้หรือไม่” หยางเหยียนกว่างหลุดปากถาม
“ไม่” หยางเจียนีตัดบทเฉียบขาด
“ไม่รึ”
น้ำเสียงของหยางเจียนีเย็นเยียบลงสองส่วน “เขาจะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ”
หยางเหยียนกว่างพยักหน้ารับ ไม่เอ่ยสิ่งใดประเมินค่าอีก
ย่อมเป็นเช่นนั้น ต่อให้จ้าวหนิงมีพรสวรรค์ปานปีศาจ ใช้เวลาเพียงสองเดือนผงาดสู่ระดับคุมปราณขั้นกลาง ไร้ผู้ใดเทียบเคียงในต้าฉี แต่หากวัดกันตามจริง ก็แค่บรรลุก่อนพวกหลิวซินเฉิงหรือสวีจือหย่วนเพียงก้าวเดียว มิได้ทิ้งห่างจนเห็นความต่างชั้น ซ้ำยังเป็นเพียงระดับคุมปราณอันคับแคบ
ศึกสายเลือดที่ต้องห้ำหั่นต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ เขาจะเอาเรี่ยวแรงและปราณแท้ที่ไหนไปยืนหยัดจนวินาทีสุดท้าย
หกสิบปีที่ไร้ผู้ใดกล้าแตะต้องวิถี ‘ยืนท้าประลอง’ ย่อมมีเหตุผล หกสิบปีก่อน ยอดอัจฉริยะที่หาญกล้าเลือกเส้นทางนี้ ล้วนถูกคลื่นมนุษย์รุมทึ้งจนกระอักเลือดหมอบราบมิใช่หรือ
รู้ว่าพินาศก็ยังดึงดัน ถือเป็นความกล้าบ้าบิ่น ทว่าหากโดนตบคว่ำตั้งแต่เริ่มกระดาน นั่นคือการรนหาที่ตายเปล่า หยางเหยียนกว่างรำพึงในใจ พลางปรายตามองหลานสาวที่ตนภาคภูมิใจที่สุดอีกครา
บนลานประลอง ขุนนางผู้ตัดสินจ้องมองจ้าวหนิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมสุดขีด อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามย้ำ “คุณชายจ้าว ท่านจะเลือกวิถี ‘ยืนท้าประลอง’ แน่หรือ”
จ้าวหนิงยืนตระหง่านดั่งขุนเขา “ใช่”
ขุนนางผู้ตัดสินพยักหน้าหนักแน่น นัยน์ตาทอประกายเลื่อมใสลึกซึ้ง เขาเองก็เป็นคนของสายทหาร เผชิญหน้ากับความองอาจห้าวหาญเยี่ยงนี้ ย่อมยากจะสะกดกลั้นความเลือดร้อนในกายมิให้พลุ่งพล่าน
“คุณชายตระกูลจ้าว จ้าวหนิง… เลือกยืนท้าประลอง” ขุนนางหันกลับ โค้งคำนับพลับพลาประทับ ก่อนรีดเค้นปราณแท้จากตันเถียน ตวาดก้องกังวาน
ระดับพลังวิญญาณต้นกำเนิดของเขา ขับขานสุรเสียงสะท้านสะเทือนไปทั่วสารทิศดุจฟ้าคำราม
คลื่นเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่รอบลานประลองชะงักงันชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงโห่ร้องกึกก้องปานแผ่นดินถล่ม มีทั้งเสียงตะโกนให้กำลังใจอย่างบ้าคลั่ง… และเสียงแค่นหัวเราะเยาะเย้ยรอชมความพินาศผสมปนเป
“ท่านพี่ พี่หนิงจะยืนหยัดได้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ หรือ” บนอัฒจันทร์ตระกูลจ้าว จ้าวซินเอ่ยถามจ้าวชี่เยว่ด้วยใบหน้าซีดเผือด
“นี่คือเส้นทางที่เขาเลือก หน้าที่ของเรามีเพียงเฝ้ามองความยิ่งใหญ่ของเขา” จ้าวชี่เยว่ตอบเสียงเรียบ ซุกซ่อนคลื่นความกังวลในแววตาไว้มิดชิด
“พี่หนิงคิดจะเอาชีวิตเข้าแลกเดิมพันขุมใหญ่เสียแล้ว” กลางกลุ่มตระกูลเว่ย เว่ยอู๋เซี่ยนแหงนมองแผ่นหลังบนลานประลอง ทอดถอนลมหายใจหนักหน่วง
“ชายชาตรีเกิดมาต้องทะยานฟ้าเช่นนี้สิวะ” ฝั่งตระกูลเฉิน เฉินอันจือกำหมัดแน่นประดุจเหล็กกล้า นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยจิตวิญญาณนักรบ แทบอยากจะกระโจนขึ้นไปร่วมวงสังหารเสียเดี๋ยวนี้
ลานประลองทั้งสี่ทิศ เดิมทีการต่อสู้ของเด็กรุ่นอายุสิบหกปีหาได้สลักสำคัญอันใด ทว่ายามนี้ เมื่อจ้าวหนิงผงาดขึ้นเหยียบวิถียืนท้าประลอง สายตาทุกคู่รอบอัฒจันทร์ล้วนถูกสูบวิญญาณมากระจุกรวมอยู่ที่เวทีแห่งนี้เพียงจุดเดียว
ท่ามกลางทะเลสายตาที่แฝงทั้งความหวั่นเกรงและเจตนาร้ายรุมทึ้ง ภาพของจ้าวหนิงหยัดยืนตระหง่านดุจเทพมาร กลายเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง
ทุกท่วงท่าสังหารนับจากนี้ ทุกหยาดโลหิตที่สาดกระเซ็น ล้วนกุมชะตาความรู้สึกของผู้คนทั้งหมื่น ไม่ว่าจะเป็นความปีติ เลื่อมใส คลุ้มคลั่ง หรือริษยาชิงชัง… วินาทีนี้ จ้าวหนิงคือผู้บงการจิตใจของพวกมันทั้งหมด
ทหารสวมเกราะหนักนายหนึ่งวิ่งเหยาะขึ้นเวที ประคองขวดหยกใบเล็กประณีตส่งให้ขุนนางผู้ตัดสิน อีกฝ่ายรับมาส่งต่อให้จ้าวหนิง “ตามกฎการยืนท้าประลอง หลังจบศึกแต่ละรอบ ผู้ยืนท้าประลองมีสิทธิ์พักหายใจสองเค่อ พร้อมรับโอสถเผยหยวนหนึ่งเม็ด หากคุณชายจ้าวพร้อมเมื่อใด จงเอ่ยปาก ข้าจะเรียกผู้ท้าชิงรายต่อไปขึ้นมาสังเวย”
ภายในขวดหยกคือ ‘โอสถเผยหยวน’ ยาครอบจักรวาลชั้นเลิศที่สุดแห่งต้าฉีในการฟื้นฟูปราณแท้อย่างฉับพลัน ทุกเม็ดประเมินค่ามิได้ แม้แต่ในจวนขุนนางใหญ่ยังมีเพียงหยิบมือ นี่คือเครื่องบรรณาการเชิดชูเกียรติแด่ผู้บ้าบิ่นที่เลือกวิถีท้าประลอง
จ้าวหนิงรับขวดหยกมาเก็บ ทว่าแววตาไร้ซึ่งเจตนาจะพักรบ “เรียกตัวต่อไปขึ้นมา”
ขุนนางผู้ตัดสินลอบพยักหน้า ย่อมรู้ดีว่าจ้าวหนิงยังไม่เสียปราณแท้แม้แต่หยดเดียว ลำพังสวะอย่างหลิวซินเฉิงถูกเด็ดหัวในกระบวนท่าเดียว ย่อมไม่ระคายเคืองกระดูก
ผู้ท้าชิงรายที่สองก้าวขึ้นเวที เป็นหมากจากฝั่งบุ๋นระดับคุมปราณขั้นกลางเช่นกัน จ้าวหนิงปรายตามองก็จำหน้าได้ทันที… สวี่ตงเซิง ทายาทตระกูลสวี่แห่งลั่วหยาง
สวี่ตงเซิงคือลิ่วล้อที่มักเดินตามหลังสวีจือหย่วน แม้วันที่หอเยี่ยนไหลมันจะไม่ได้โผล่หัวไปเสนอหน้า แต่เมื่อสองวันก่อนที่ริมฝั่งแม่น้ำ มันคือหนึ่งในสุนัขรับใช้ที่ยืนเห่าหอนอยู่ด้านหลัง
“จ้าวหนิง ดาหน้าเข้ามา ข้าอยากเห็นเป็นบุญตานักว่าเจ้าจะแน่สักแค่ไหน”
สวี่ตงเซิงถือโล่กลมกระโดดขึ้นเวที น้ำเสียงผยองพองขน ทว่าร่างกายกลับหดเกร็งย่อเข่ารัดกุม ยกโล่กลมขึ้นกำบังเบื้องหน้า ปากตวาดกร้าว “ขุนเขา”
‘เคล็ดวิชาขุนเขา’ คือไม้ตายก้นหีบตระกูลสวี่ เลื่องชื่อลือนามด้านการป้องกันกำแพงเหล็ก เป็นรากฐานค้ำจุนตระกูลไม่ให้ล่มสลาย
สิ้นคำราม อักขระอาคมบนโล่โลหะสว่างวาบขึ้นทีละอักขระ ชายเสื้อของสวี่ตงเซิงปลิวไสวพองโต ปราณแท้ขยายตัวแผ่พุ่งออกนอกร่างร่วมสามชุ่น ผสานเป็นเนื้อเดียวกับโล่กลม ก่อตัวเป็นปราการไร้สภาพห่อหุ้มกาย มองจากที่ไกลประหนึ่งขุนเขาศิลาตั้งตระหง่าน กลิ่นอายกดดันหนักหน่วงยากจะสั่นคลอน
จ้าวหนิงอ่านเจตนาสุนัขขี้ขลาดออกทะลุปรุโปร่ง มันเห็นจุดจบของหลิวซินเฉิงกับตา รู้ตัวว่าไม่มีปัญญาต้านทานความเร็วของท่าเท้ากระจกวารี จึงยอมสละกระบวนท่าโจมตี หดหัวอยู่ในกระดองตั้งรับเต็มสูบ หวังเพียงว่าหากจ้าวหนิงเจาะปราการขุนเขาไม่แตก มันย่อมมีโอกาสสวนกลับตอนเขาหมดแรง
จ้าวหนิงสาวเท้าไปริมเวที กระชากทวนยาวมาตรฐานจากชั้นวางศัสตราวุธ สะบัดข้อมือเพียงวูบ อักขระอาคมบนด้ามทวนถูกปลุกให้ตื่น ลุกลามจากด้ามจรดปลายราวกับไฟลามทุ่ง ระเบิดประกายเพลิงสีชาดพวยพุ่งที่ปลายคมหอกยาวสามชุ่น
ชายหนุ่มไม่ปริปากให้เปลืองน้ำลาย ดีดตัวพุ่งทะยานดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง… ในเมื่อสวี่ตงเซิงริอ่านตั้งรับ จ้าวหนิงก็จะบดขยี้มันให้แหลกลาญ!
บนพลับพลาประทับ หลิวมู่จือเพิ่งสูญเสียหยกพกคู่กายที่ฟูมฟักมาหลายสิบปี กำลังกลืนเลือดลงคอด้วยความคับแค้น ทว่าพอเห็นจ้าวหนิงโง่งมเลือกวิถียืนท้าประลอง ในใจพลันสว่างวาบดุจเห็นแสงตะวันเบิกฟ้า รีบฉวยโอกาสตอกกลับเว่ยฉงซานทันควัน “ลู่กั๋วกงคาดว่า คุณชายจ้าวจะยืนกระดิกหางไปได้สักกี่น้ำ”
เว่ยฉงซานปรายตามองเหยียด รู้ทันสันดานจิ้งจอกเฒ่าทะลุปรุโปร่ง จึงแค่นเสียงเย้ยหยัน “ใจแคบประดุจรูเข็ม อยากได้หยกพกคืนจนตัวสั่นเลยรึ ข้าจะให้ทานเจ้าก็แล้วกัน… สิบ... ไม่สิ ยี่สิบรอบ หลิวกงกล้าวางเดิมพันหรือไม่”
หลิวมู่จือเนื้อเต้นด้วยความปีติ แทบจะหลุดระเบิดเสียงหัวเราะ รีบหันไปทูลขอประทานอภัยจากองค์จักรพรรดิ ขออนุญาตลงไปหยิบศาสตราปราณ… เนื่องจากกฎเหล็กห้ามพกพาศาสตราปราณเข้าใกล้พลับพลาประทับ
ทันทีที่จักรพรรดิพยักพระพักตร์ หลิวมู่จือก็รีบรุดนำกริชโบราณเล่มหนึ่งกลับมา วางกระแทกลงบนโต๊ะ นัยน์ตาวาวโรจน์ท้าทายเว่ยฉงซาน “กริชเล่มนี้นามว่า ‘ชิวเยว่’ แม้มิใช่ศาสตราพิสดาร ทว่าถูกจัดให้อยู่ในทำเนียบ ‘ศาสตราปราณขั้นสอง’ ลู่กั๋วกงพึงพอใจหรือไม่”
ทำเนียบศาสตราปราณในใต้หล้าถูกแบ่งออกเป็นสิบระดับ ไล่เรียงจากขั้นเก้าไปจนถึงขั้นหนึ่ง และเหนือล้ำยิ่งกว่านั้นคือระดับตำนาน... ‘ศาสตราพิสดาร’
ดาบเชียนจวินของตระกูลจ้าว ล้วนจัดอยู่ในระดับตำนานนี้ ศาสตราพิสดารมีจำนวนหยิบมือ ทั่วทั้งแผ่นดินต้าฉีมีครอบครองไม่เกินสิบชิ้น ขนานนามว่า ‘สิบสุดยอดศาสตราพิสดาร’ สิบแปดตระกูลขุนนางบู๊ สิบสามตระกูลขุนนางบุ๋น ยังไม่นับรวมราชวงศ์ ถัวเฉลี่ยแล้วสามตระกูลยักษ์ใหญ่จึงจะมีวาสนาครอบครองสักหนึ่งชิ้น
ขั้วอำนาจใดที่ได้ครอบครองศาสตราพิสดาร ล้วนประดิษฐานมันไว้ดุจเทพศาสตราวุธประจำตระกูล
ศาสตราพิสดารนั้นยากจะพบพานละไว้ฐานที่เข้าใจ ทว่าแม้แต่ศาสตราปราณขั้นหนึ่ง ในหมู่ขุนนางบู๊และบุ๋นก็มีผู้ครอบครองเพียงน้อยนิด อย่างเช่นตระกูลหยาง ตระกูลอู๋ และตระกูลเฉินที่รั้งท้ายขบวน ศาสตราปราณขั้นหนึ่งก็ถือเป็นสมบัติล้ำค่าก้นหีบที่ไม่มีวันนำออกมาอวดอ้างสุ่มสี่สุ่มห้า
ภายใต้เงื่อนไขขาดแคลนเช่นนี้ ศาสตราปราณขั้นสองย่อมถูกจัดเป็นสมบัติล้ำค่าระดับสะเทือนแผ่นดิน
การที่หลิวมู่จือยอมงัดศาสตราปราณขั้นสองออกมาเดิมพันกับการละเล่นของเด็กรุ่นหลัง ต่อให้ตระกูลหลิวจะนั่งแท่นแนวหน้าในหมู่สิบสามขุนนางบุ๋น และตัวมันจะมีบรรดาศักดิ์ระดับกั๋วกง นั่นก็ถือเป็นการเทหมดหน้าตักอย่างบ้าคลั่ง
การเดิมพันด้วยสมบัติล้ำค่าปานนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันความมืดบอดของหลิวมู่จือ มันเชื่อฝังหัวว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย จ้าวหนิงก็ไม่มีทางลากสังขารรอดพ้นยี่สิบรอบไปได้ หยกพกชิ้นนั้นย่อมต้องหวนคืนสู่กระเป๋ามันอย่างแน่นอน!