ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 41 เจตนาซ่อนเร้น
ทันทีที่ทายาทระดับคุมปราณขั้นต้นอีกผู้หนึ่งถอดใจยอมแพ้ จ้าวหนิงก็ได้ต้อนรับคู่ประลองคนใหม่… ฟ่านอี้
ฟ่านอี้คือบุตรีแห่งตระกูลฟ่าน รูปลักษณ์ล้วนสามัญไร้จุดเด่น ทว่าสิ้นเสียงสัญญาณเริ่มประลอง ร่างที่ถือมีดสั้นคู่กลับพุ่งทะยานเข้าใส่จ้าวหนิงปานสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ท่วงท่าปราดเปรียวอำมหิต นางละทิ้งการตั้งรับโดยสิ้นเชิง เปิดช่องโหว่เพื่อแลกกับการบุกทะลวง
“ข้าจะล้างแค้นให้ท่านพี่” ฟ่านอี้แค่นเสียงกร้าว นัยน์ตาวูบไหวด้วยเพลิงแค้นชิงชัง
จ้าวหนิงแทงทวนสวนกลับ นางเพียงพลิกมีดสั้นปัดป้องปลายทวนให้เบี่ยงวิถี ยอมสละเนื้อหนังบนหัวไหล่ให้คมทวนกรีดผ่านจนโลหิตสาดกระเซ็น อาศัยจังหวะนั้นทะยานประชิดตัว มีดสั้นในมือขวากรีดวาดเป็นวงโค้งมฤตยู หมายบั่นลำคอจ้าวหนิงให้ขาดสะบั้นในคราเดียว
จ้าวหนิงรั้งทวนกลับไม่ทันกาล ทว่าสองเท้ากลับหยัดมั่นไม่ถอยร่น ชายหนุ่มเอนท่อนบนหลบคมมีดพลิ้วไหว มือซ้ายตะปบเข้าที่ข้อมือขวาของอีกฝ่าย ออกแรงกระชากร่างนางเข้าหาตัวอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมอัดเข่าสวนขึ้นไปเต็มแรง
เสี้ยววินาทีที่ใบหน้าแนบชิด เพลิงแค้นจอมปลอมบนใบหน้าฟ่านอี้พลันมลายสิ้น นางกระซิบเสียงเร่งร้อน “สวีจือหย่วนรวบรวมทายาทตระกูลขุนนางกว่าครึ่ง สั่งให้พวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อทิ้งบาดแผลไว้บนร่างเจ้าให้จงได้”
นัยน์ตาจ้าวหนิงทอประกายเย็นเยียบ เขากระซิบตอบรับสั้นๆ ก่อนผนึกปราณกระแทกร่างนางกระเด็นออกไป มือข้างหนึ่งตวัดรั้งทวนยาว รวบจับสองมือฟาดเปรี้ยงเข้าที่หัวไหล่อีกฝ่าย ส่งร่างฟ่านอี้ปลิวละลิ่วร่วงหล่นจากลานประลอง
“จ้าวหนิง ชนะ”
จ้าวหนิงปรายตามองค่ายพักตระกูลสวี
สวีหมิงหล่างรั้งตำแหน่งอัครเสนาบดี เป็นถึงผู้นำขุนนางบุ๋นทั้งมวล แม้เหล่าขุนนางจะมิได้กลมเกลียว ทว่าย่อมต้องไว้หน้าเขาสักหลายส่วน สวีจือหย่วนสามารถบงการทายาทกว่าครึ่งให้มาสละเลือดสร้างบาดแผลแก่เขา ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ
การต่อสู้เบื้องหน้าย่อมนองเลือดขึ้นทุกขณะ จ้าวหนิงตระหนักข้อนี้ดี
ทว่านี่คือลานประลองเบื้องหน้าพระพักตร์ เล่ห์ทรามต่ำช้าหลายประการไม่อาจงัดออกมาใช้ เขาจึงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
หลังกวาดล้างทายาทขุนนางบู๊ไปได้อีกสองราย จางเหยี่ยนก็ถือกระบี่ก้าวขึ้นลานประลอง
จ้าวหนิงคุ้นหน้าอีกฝ่ายอยู่บ้าง จางเหยี่ยนไม่มีจุดเด่นใดนอกจากวัยที่จวนจะสิบเจ็ดปี ล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาทองแห่งการบำเพ็ญเพียรมาแล้วหนึ่งปีเต็ม แม้ยังไม่บรรลุระดับคุมปราณขั้นปลาย ทว่าก็ห่างเพียงก้าวเดียว ปราณแท้ในร่างหนาแน่นล้ำหน้าผู้คน ทั้งยังบรรลุแก่นแท้เคล็ดวิชาประจำตระกูล
“คุณชายจ้าว ข้าย่อมรู้ตัวว่ามิอาจเทียบเคียงท่านได้” จางเหยี่ยนประสานมือคารวะรอยยิ้มอาบหน้า “กล่าวตามตรง ข้าเลื่อมใสท่านยิ่งนัก ที่ก้าวขึ้นมาเพียงหวังขอรับคำชี้แนะสักกระบวนท่า หวังว่าคุณชายจ้าวจะเมตตายั้งมือ อย่าให้ข้าต้องอับอายจนเกินงาม”
ท่วงท่าของจางเหยี่ยนสง่างามไร้ที่ติประดุจวิญญูชน ไร้รังสีฆ่าฟันแม้แต่น้อย ราวกับประสงค์เพียงประลองฝีมือฉันมิตร
ทว่าสิ่งที่ตอบสนองวาจานั้น… กลับเป็นคมทวนของจ้าวหนิงที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ ดุดันเกรี้ยวกราดปานอสนีพิโรธ
ล่วงรู้แผนทรามของสวีจือหย่วนแก่ใจ จ้าวหนิงย่อมไร้ความปรานี
จางเหยี่ยนที่หมายใช้ความนอบน้อมหลอกล่อให้ศัตรูลดการป้องกัน เพื่อหาจังหวะลอบกัด ถึงกับหนังตากระตุกกึกเมื่อเผชิญประกายทวนอำมหิตที่พุ่งทะลวงกะทันหัน ต้องรีบชักกระบี่ต้านรับอย่างทุลักทุเล
อนิจจา ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือสัญชาตญาณสังหาร เขาก็ล้วนห่างชั้นจากจ้าวหนิงราวฟ้ากับเหว ซ้ำยังเสียเปรียบตั้งแต่ก้าวแรก ต้านทานได้ไม่ถึงสามกระบวนท่า ด้ามทวนของจ้าวหนิงก็ตวัดฟาดเปรี้ยงเข้าแสกหน้า ฟันหลายซี่ร่วงกราว ร่างของจางเหยี่ยนล้มกลิ้งไปกองกับพื้นในสภาพมึนงง
“เขาลอบกัด…” จางเหยี่ยนสำรอกโลหิตปนเศษฟัน ตะโกนฟ้องอย่างเคียดแค้น
ขุนนางคุมลานประลองเพียงปรายตามองเย็นชา “สัญญาณเริ่มประลองดังไปแล้ว เป็นเจ้าที่มัวพร่ำเพ้อไร้สาระ โทษผู้ใดได้ จ้าวหนิง ชนะ”
สิ้นสุดรอบของจางเหยี่ยน จ้าวหนิงก็ต้องเผชิญกับคลื่นมนุษย์ที่ดาหน้าเข้ามาดุจพายุเลือด
สัญชาตญาณที่ถูกหล่อหลอมจากไฟสงครามนับสิบปีในอดีตชาติ ทำให้การรับมือกับทายาทผู้ลากมากดีเหล่านี้ ไม่ต่างอันใดกับขุนพลบดขยี้ชาวนา ยิ่งพวกมันก้าวขึ้นมาทีละคน ชัยชนะย่อมอยู่ในกำมือ
ทว่าตระกูลใหญ่ล้วนมีรากฐานลึกล้ำ เคล็ดวิชาและไพ่ตายก้นหีบถูกงัดออกมาใช้อย่างพลิกแพลง ทายาทระดับแนวหน้าล้วนมีวิชาลับซุกซ่อน
หากประลองอย่างยุติธรรม พวกมันย่อมมิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้จ้าวหนิง แต่ภายใต้การบีบคั้นของสวีจือหย่วน ประกอบกับรู้ดีว่าตนไม่มีวันตายบนลานประลองแห่งนี้ ทุกคนจึงยอมสละเลือดเนื้อดาหน้าเข้าสู้แบบกล้าตาย ทำเอาจ้าวหนิงตกอยู่ในวงล้อมอันตราย
จ้าวหนิงเริ่มตระหนักถึงแรงกดดันที่พุ่งทะยาน แม้เรือนร่างยังไร้รอยแผล ทว่าเสื้อผ้ากลับปริขาดเพิ่มขึ้นทุกขณะ สภาพเริ่มทุลักทุเล
รอยขาดแต่ละรอยคือเส้นแบ่งความเป็นตาย หากปราศจากสัญชาตญาณกรำศึกนับทศวรรษ ป่านนี้ร่างของเขาคงอาบย้อมไปด้วยโลหิต
ทายาทตระกูลขุนนางเหล่านั้นถูกสวีจือหย่วนบีบคั้นจนไร้ทางถอย กระบวนท่าที่ใช้จึงยิ่งทวีความอำมหิต บางรายที่มาจากตระกูลชั้นรองถึงขั้นลงมืออย่างบ้าคลั่งเสียสติ
จิตสังหารในใจจ้าวหนิงเริ่มคุกรุ่น
ขณะเดียวกัน ผู้ชมรอบลานประลอง ไม่ว่าจะเป็นทายาทรุ่นเยาว์หรือขั้วอำนาจระดับสูง ตราบใดที่สายตาจับจ้องไปยังจ้าวหนิง ล้วนตกตะลึงจนเบิกตาค้าง
“นี่คนที่ห้าสิบหกแล้วกระมัง”
ภายในกระโจมประทับ สุรเสียงแหบพร่าของผู้ใดผู้หนึ่งดังขึ้น ท่ามกลางภาพจ้าวหนิงที่ตวัดทวนกระแทกทายาทตระกูลขุนนางอีกรายล้มกลิ้งไปกับพื้น
บรรยากาศในกระโจมเงียบสงัดราวกับป่าช้ามาเนิ่นนาน ทุกผู้คนถูกภาพการสังหารของจ้าวหนิงตรึงสายตาไว้จนสิ้น แม้แต่เซียวเยี่ยนก็ไม่มีข้อยกเว้น ไร้ผู้ใดแตะจอกสุรา ไร้ผู้ใดปริปาก กระทั่งความเงียบถูกทำลาย หลายคนจึงเพิ่งรู้ตัวและลอบผ่อนลมหายใจดึงสติกลับมา
ซ่งจื้อหันพระพักตร์ไปทางขันทีชรา อีกฝ่ายค้อมศีรษะตอบรับนอบน้อม “ทูลฝ่าบาท คนที่ห้าสิบหกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ฮ่องเต้แห่งต้าฉีลอบสูดลมหายใจเข้าลึก
ไม่ว่าจะเป็นพระองค์ หลิวมู่จือ สวีหมิงหล่าง หรือซุนเหมิง ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าจ้าวหนิงจะยืนหยัดทะลวงฟันมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ซ้ำยังบดขยี้คู่ต่อสู้แต่ละรายด้วยความเร็วปานพายุคลั่ง
ฝีมือที่จ้าวหนิงสำแดงออกมานั้น ก้าวข้ามขอบเขตสามัญสำนึกไปไกลลิบ ราวกับอสุรกายจำแลงกายก็ไม่ปาน
“ทักษะยุทธ์ของเสี่ยวหนิงช่างเหนือชั้นนัก อย่าว่าแต่ทายาทตระกูลใหญ่ที่วันๆ เอาแต่เสวยสุข ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดในกองทัพทหาร หากร้างลากลิ่นคาวเลือดมานาน ก็ยังยากจะหาผู้ใดต่อกรกับเขาได้”
เว่ยฉงซานกระดกสุรารวดเดียวหมดจอก ทว่าไม่อาจข่มความสั่นสะท้านในแววตา เขาหันขวับไปหาจ้าวเสวียนจี “พี่จ้าว ท่านเคี่ยวกรำหนิงน้อยด้วยวิธีใดกัน หากไม่ผ่านการฝึกนรกอาบเลือดหามรุ่งหามค่ำนับสิบปี สัญชาตญาณสังหารของเขาไม่มีทางแหลมคมถึงขั้นนี้แน่”
ซุนเหมิง ผู้นำตระกูลซุนได้ยินดังนั้นก็เบนสายตาจ้องจ้าวเสวียนจีเขม็งเช่นกัน
เพียงจินตนาการว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา จ้าวหนิงต้องเผชิญการฝึกซ้อมดุจสนามรบจริงทุกวี่วัน ปล่อยให้ร่างกายนองเลือดบาดเจ็บปางตาย กระดูกแตกหักนับครั้งไม่ถ้วน ต้องทนแช่น้ำยาสมุนไพรและกลืนกินโอสถวิเศษมหาศาลเพื่อฟื้นฟูร่างกายนับครั้งไม่ถ้วน… ซุนเหมิงก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง
นี่ใช่การฟูมฟักทายาทผู้นำตระกูลในยุคบ้านเมืองสงบสุขที่ใดกัน ต่อให้ย้อนกลับไปในยุคปลายราชวงศ์ก่อนที่แผ่นดินลุกเป็นไฟนานกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด ก็ยังแทบไม่มีตระกูลใหญ่ใดเคี่ยวกรำสายเลือดแท้ๆ ของตนอำมหิตปานนี้
นี่มันคือวิถีการสร้างเครื่องจักรสังหาร บ่มเพาะทหารกล้าตายประจำตระกูลชัดๆ ยามที่จ้าวหนิงเริ่มรับการฝึกนรกนี้ คงอายุเพียงห้าหกหนาวกระมัง เด็กตัวแค่นั้นต้องกลืนกินหยาดโลหิตและน้ำตาไปมากเท่าใด
ตาเฒ่าจ้าวเสวียนจีผู้นี้ ช่างมีใจคอเหี้ยมเกรียม เล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำสุดหยั่ง เพื่อให้ตระกูลจ้าวรุ่งเรืองสืบไป ถึงกับกล้าลงมืออำมหิตถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ช้าก่อน... เหตุใดจ้าวเสวียนจีต้องเคี่ยวกรำทายาทผู้นำตระกูลจ้าวหนักหน่วงปานนี้
จริงสิ แม้จ้าวเป่ยวั่งจะมีลุ้นทะลวงสู่ระดับราชันย์ แต่ในสายตาจ้าวเสวียนจีย่อมถือว่ายังไม่เพียงพอ ประกอบกับจ้าวเป่ยวั่งมีนิสัยรักอิสระ ยากจะแบกรับภาระผู้นำตระกูล จ้าวเสวียนจีจึงต้องลงมือขั้นเด็ดขาดกับหลานชายแท้ๆ เพื่อรับประกันอนาคตของตระกูลจ้าว
ร้ายกาจนักจ้าวเสวียนจี ซ่อนเขี้ยวเล็บไอ้หนูจ้าวหนิงไว้ลึกเสียจริง ชื่อเสียงคุณชายเสเพลของจ้าวหนิงตลอดหลายปีมานี้ เกรงว่าคงเป็นหมากที่เจ้าจงใจปล่อยข่าวลือเพื่อลวงตาผู้คน เจ้าทำทุกวิถีทางให้ทุกคนประมาทเขา เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่
ทันใดนั้นซุนเหมิงก็สะดุ้งเฮือกในใจ นัยน์ตาวูบไหวอย่างรุนแรง
เป้าหมายที่จ้าวเสวียนจีทำเช่นนี้ มีเพียงความเป็นไปได้เดียว… นั่นคือลวงให้ผู้คนหลงคิดว่าอำนาจตระกูลจ้าวกำลังเสื่อมถอย เพื่อล่อให้ตระกูลใหญ่ที่หมายตากระชากตำแหน่งขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง หรือกระทั่งตำแหน่งเสนาธิการทหาร เผยหางโผล่หัวออกมา
ทันทีที่มีคนเผยธาตุแท้ ตระกูลจ้าวก็จะได้เป้าหมายสำหรับเชือดไก่ให้ลิงดู
นั่นมิใช่อนาคตตระกูลซุนของข้าหรอกหรือ
ช้าก่อน... หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจ้าวเสวียนจีถึงปล่อยให้จ้าวหนิงมาสำแดงอำนาจบาตรใหญ่บนลานประลองในเวลานี้เล่า
นี่คือสัญญาณเตือน… ตระกูลจ้าวรู้ตัวศัตรูในเงามืดแล้ว พวกเขาจะไม่ซ่อนคมดาบอีกต่อไป และจะเริ่มเปิดฉากกวาดล้างนับแต่วินาทีนี้
ซุนเหมิงรู้สึกเพียงความหนาวเหน็บแล่นปราดกัดกินไขสันหลัง
เมื่อได้ยินคำถามของเว่ยฉงซาน ประกอบกับสายตาเคลือบแคลงของทุกคน จ้าวเสวียนจีเพียงแค่นยิ้มขื่น “ข้าผู้เฒ่าหาได้เคี่ยวกรำเสี่ยวหนิงไม่ นี่ล้วนเป็นผลจากความอุตสาหะหมั่นเพียรของเขาเองทั้งสิ้น”
ทันทีที่วาจานี้หลุดออกจากปาก สายตาของทุกคนก็แปรเปลี่ยนเป็นดูแคลน แฝงความหมายว่ารู้อยู่แล้วว่าต้องมาไม้นี้
เชื่อคำตอแหลของเจ้าก็ผีหลอกแล้ว ตาเฒ่าจ้าวเสวียนจี เจ้านี่มันจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก ซุนเหมิงสบถด่าในใจ เขารู้ดีว่าจ้าวเสวียนจีไม่มีทางยอมรับ และไม่อาจยอมรับได้ มิฉะนั้นย่อมต้องอธิบายเหตุผลเบื้องหลัง เจตนาซ่อนเร้นอันดุดันเช่นนี้ จะงัดมาแผ่หลาใต้แสงตะวันได้อย่างไร
ขนาดทายาทสายเลือดแท้ๆ จ้าวเสวียนจียังเคี่ยวกรำได้ถึงเพียงนี้ หากบอกว่าตระกูลจ้าวไม่ได้ซุกซ่อนยอดฝีมือลับไว้อีก ข้าไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
ซุนเหมิงคาดเดาไปไกล ยิ่งคิดความเหน็บหนาวในใจก็ยิ่งเกาะกุม หลายปีมานี้ตระกูลจ้าวแอบซ่องสุมขุมกำลังไว้มากเพียงใดกันแน่ ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลจ้าว นอกจากจ้าวชี่เยว่กับจ้าวหนิงแล้ว ยังซ่อนอยู่อีกกี่คน พวกเขามีทักษะสังหารเป็นเลิศทัดเทียมกันหรือไม่
ซุนเหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับสติตนเองให้เยือกเย็นลง
ไม่ว่าอย่างไร การตัดสินใจก่อนหน้านี้ของตนที่มองว่าตระกูลจ้าวกำลังจะล่มสลาย และตระกูลซุนสามารถผงาดขึ้นแทนที่ได้นั้น นับว่าผิดมหันต์
จิ้งจอกเฒ่าจ้าวเสวียนจี ป่านนี้คงระแคะระคายแล้วว่าตระกูลซุนเตรียมตั้งตนเป็นศัตรู ข้าสมควรชะลอแผนการไว้ก่อนดีหรือไม่… ขอดูทิศทางลมไปก่อนแล้วกัน ต้องรัดกุมให้มากที่สุด
ก่อนหน้านี้ข้าประเมินจ้าวเสวียนจีตื้นเขินเกินไป ชายชราผู้นี้มิใช่ขุนพลสมองทึบ เล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำปานนี้รับมือไม่ง่าย ข้าต้องระวังตัวให้จงหนัก เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของตระกูล จะก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมิได้
ทันใดนั้น เว่ยฉงซานก็ระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้องกังวาน เขาเพียงตวัดมือคราเดียว กริชศาสตราปราณระดับสองบนโต๊ะของหลิวมู่จือก็ลอยลิ่วเข้าสู่มือเขาทันที
“เมื่อครู่ข้าผู้เฒ่ามัวแต่ห่วงเสี่ยวหนิงจนลืมเรื่องเดิมพันไปเสียสนิท ใต้เท้าหลิว กริชเล่มนี้ข้ารับไว้ล่ะนะ ขอบใจมาก... ฮ่าๆๆ”
ใบหน้าของหลิวมู่จือเขียวคล้ำถึงขีดสุด มุมปากกระตุกยิกไม่หยุดหย่อน
“ในมุมมองของข้า หากไม่มีระดับพลังบำเพ็ญที่ข่มทับได้ การจะเอาชนะจ้าวหนิงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย”
เว่ยฉงซานที่กำลังอารมณ์ดีสุดขีดเอ่ยทัศนะต่อ “ทว่าการจะทะลวงถึงระดับคุมปราณขั้นปลายก่อนอายุสิบเจ็ดปีนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ทายาทรุ่นนี้ที่มีพรสวรรค์ระดับนั้นแทบนับหัวได้ ยิ่งเด็กหนุ่มอายุสิบหกที่บรรลุระดับคุมปราณขั้นปลายได้แล้ว ยิ่งไร้เงาผู้ใด ข้าเชื่อว่าเสี่ยวหนิงมีโอกาสยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายสูงยิ่ง”
คำพูดของเขาเรียกเสียงสนับสนุนจากผู้คนรอบข้างได้ไม่น้อย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง… เสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่นก็ดังลั่นมาจากริมขอบสนาม ราวกับมีวิกฤตการณ์สีเลือดอุบัติขึ้นบนลานประลอง