ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 42 ไร้ผู้กล้าขึ้นประลอง
จ้าวหนิงหลั่งเลือดแล้ว
ยามเผชิญคลื่นมนุษย์ที่ดาหน้าบุกทะลวงอย่างไร้สติ ต่อให้สัญชาตญาณกรำศึกแหลมคมเพียงใด ท้ายที่สุดย่อมมีจังหวะพลาดพลั้ง
บาดแผลหาได้สาหัส เป็นเพียงรอยปริแตกยาวไม่ถึงสามชุ่นบริเวณท่อนแขน ทว่าทันทีที่โลหิตอุ่นซึมย้อมอาภรณ์ นัยน์ตาของจ้าวหนิงพลันดำมืดดุจห้วงเหว ทายาทขุนนางบุ๋นผู้ฝากรอยแผลนั้น จึงแลกมาด้วยซี่โครงที่แหลกละเอียดไปสามซี่จากการถูกด้ามทวนฟาดเปรี้ยง
นี่คือคู่ประลองรายที่ห้าสิบเจ็ด
จ้าวหนิงพักรบเพียงหนึ่งเค่อ กลืนโอสถเผยหยวนลงคอ แล้วก้าวขึ้นลานประลองอีกครา
ทุกสิ่งล้วนอยู่ในจังหวะก้าวที่คำนวณไว้ ทันทีที่กลิ่นคาวเลือดของเขาโชยแตะจมูก เหล่าสุนัขลอบกัดที่เห็นรำไรแห่งความหวัง ยิ่งบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งไม่เสียดายชีวิต
นับแต่วินาทีนี้ กระบวนทวนของจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชทวงวิญญาณ มุ่งเป้าทะลวงเพียงจุดตาย ไร้ซึ่งความปรานีหรือการรั้งมือเพื่อรักษาชีวิตผู้ใดอีกต่อไป
เหยื่อบนลานประลองล้วนจบลงด้วยกระดูกแหลกเหลวและเสียงครวญครางโหยหวนปานหมูถูกเชือด หากขุนนางคุมลานประลองมิได้สอดมือเข้าแทรกแซงทันท่วงที ปลายทวนของเขาคงดื่มด่ำโลหิตปลิดชีพคนไปนับไม่ถ้วน
ศัตรูยังเหลืออีกมาก หนำซ้ำหมากตัวฉกาจอย่างสวีจือหย่วนและซุนคังยังคงซุ่มซ่อนเงา หากรอยแผลกระตุ้นให้พละกำลังถดถอย การบดขยี้สองคนนั้นย่อมทวีความยากลำบาก
นอกลานประลอง เว่ยอู๋เซี่ยนผละจากค่ายพักตระกูลเว่ย พุ่งทะยานเหงื่อโทรมกายมาหาเฉินอันจือ กระซิบเสียงเครียด “ท่าไม่ดีแล้ว ทายาทตระกูลบุ๋นพวกนั้นเสียสติไปหมด สู้ตายหมายแลกเลือดกับพี่หนิง เบื้องหลังย่อมเป็นสวีจือหย่วนชักใยแน่”
เฉินอันจือชะงักงัน ก่อนหน้านี้เขายังกังขาว่าเหตุใดพวกหนอนตำราถึงได้เหิมเกริมกล้าตายนัก ยามนี้เมื่อได้ฟังวาจาของเว่ยอู๋เซี่ยน ม่านหมอกแห่งแผนทรามพลันกระจ่างชัด
“ข้าจะไปกระซวกไส้ไอ้สุนัขสวีจือหย่วน” เฉินอันจือเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปน หมุนตัวเตรียมพุ่งทะยาน
ในเมื่อจ้าวหนิงเลือกเส้นทางราชันย์ไร้พ่าย พวกเขาทั้งสองจึงไร้เจตนาขึ้นประลองแต่แรก แม้การได้ยลเพลงทวนสะท้านฟ้าของจ้าวหนิงจะทำเอาคนบ้าวิชาอย่างเฉินอันจือคันไม้คันมือ ทว่าลานล่าสัตว์ฤดูสารทย่อมมิใช่สถานที่อันควร
“หยุดความคิดตื้นเขินของเจ้าเสีย หากบุกไปอาละวาด ย่อมถูกขุนนางคุมกฎจับกุมตัวทันที” เว่ยอู๋เซี่ยนคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น
เฉินอันจือถลึงตาถมึงทึง “เช่นนั้นจะให้ทำอย่างไร ข้าทนดูพี่หนิงถูกรุมทึ้งเช่นนี้ไม่ได้”
เว่ยอู๋เซี่ยนสบถลอดไรฟัน “พี่หนิงเลือกประกาศศักดา ย่อมต้องเหยียบย่ำศัตรูสู่จุดสูงสุดอย่างองอาจ หากพวกเราใช้เล่ห์เหลี่ยมบั่นทอนกำลังศัตรูก่อนขึ้นลาน ต่อให้พี่หนิงคว้าชัยได้ ผู้คนย่อมครหาว่าไร้ความชอบธรรม”
เฉินอันจือกระจ่างแก่ใจ สหายผู้นี้คงคิดแผนมารไว้รับมือพวกตระกูลบุ๋นนับสิบวิธี ทว่าภายใต้สายตานับหมื่นคู่ ไร้ซึ่งหนทางใดที่สามารถนำมาใช้จริง
“ลอบสังหารไม่ได้ เช่นนั้นใช้เงินฟาดหัวพวกมันเล่า”
สิ้นประโยค เฉินอันจือก็ตระหนักถึงความโง่เขลาของตน ต่อให้พวกเขาทุ่มทรัพย์สมบัติทั้งตระกูล อีกฝ่ายย่อมไม่มีวันชายตามอง บารมีของอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างกดทับแผ่นดิน ทางเลือกของทายาทตระกูลบุ๋นเกี่ยวพันถึงความรุ่งโรจน์ของตระกูล มิใช่เศษเงินตราจะซื้อหาได้
“ในเมื่อแทรกแซงพวกตระกูลบุ๋นไม่ได้ หนทางเดียวคือรวมพลังทายาทตระกูลบู๊ บีบให้พวกเขาสละสิทธิ์ขึ้นประลอง” เว่ยอู๋เซี่ยนเอ่ยแผนการสุดท้าย
เฉินอันจือมองหน้าสหายประดุจเห็นคนบ้า “กฎเหล็กของตระกูลบู๊คือห้ามยอมจำนนก่อนชักดาบ พี่หนิงตระหง่านอยู่บนลาน หากพวกเขายังขี้ขลาดตาขาว ศักดิ์ศรีจะเอาไปทิ้งไว้ที่ใด อีกประการ... ตระกูลบู๊หาได้กลมเกลียว บางตระกูลถึงขั้นปรารถนาจะเห็นพี่หนิงพินาศ อย่างมากพวกเราก็เกลี้ยกล่อมได้เพียงคนของตระกูลตนเอง”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นยิ้มเย็นเยียบ ใบหน้าทอประกายเจ้าเล่ห์ดุจอสรพิษซ่อนพิษ “ตราบใดที่คุณชายจากตระกูลบุ๋นเช่นเจ้า… ยอมสละหน้าตาตนเองสักเล็กน้อย ข้าย่อมมีวิธีพลิกกระดาน”
เฉินอันจือตวัดมืออย่างเด็ดเดี่ยว “เพื่อสหายร่วมเป็นร่วมตาย ต่อให้ต้องบุกป่าดาบลุยดงเพลิง ข้าเฉินอันจือย่อมไม่ถอย”
“ประเสริฐ”
เว่ยอู๋เซี่ยนขยับกระซิบข้างใบหู ครั้นฟังจบ นัยน์ตาของเฉินอันจือพลันลุกวาว ก่อนจะตบเข่าฉาดใหญ่ “ตามแผนนี้”
สิ้นคำ ชายหนุ่มก็พุ่งทะยานไปหาสวีจือหย่วน แฝงกายเข้าสู่ดงทายาทตระกูลบุ๋นอย่างแนบเนียน
ตัดกลับมาที่เวที นัยน์ตาของจ้าวหนิงยิ่งมายิ่งหนาวเหน็บ
การเลือกเส้นทางราชันย์รับคำท้า ย่อมผสานด้วยความมั่นใจล้นเปี่ยมว่าจะเหยียบย่ำผู้คนคว้าชัยในท้ายที่สุด
ทว่าการที่สวีจือหย่วนหดหัวเป็นเต่า ยืมบารมีอัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างบีบคั้นทายาทขุนนางให้สละแพ้ชนะ เพียงเพื่อทิ้งรอยแผลไว้บนร่างเขา… นับว่าสร้างความรำคาญใจได้ไม่น้อย
กระนั้นความระคายเคืองเพียงแค่นี้ หาได้กระเทือนถึงอารมณ์ของชายหนุ่ม หากรับมือกับลูกไม้ตื้นเขินแค่นี้ไม่ได้ เขาก็ไร้คุณสมบัติที่จะยืนหยัดเป็นผู้อยู่รอดคนสุดท้าย
กระบวนทวนของจ้าวหนิงยิ่งทวีความอำมหิตบ้าเลือด
“เจ้า… เจ้าคิดจะปลิดชีพข้าเชียวหรือ”
ทายาทขุนนางผู้หนึ่งกุมบาดแผลเหวอะหวะที่หน้าอก หากขุนนางคุมกฎไม่ออกหมัดแทรกแซง ปลายทวนคงทะลวงขั้วหัวใจแหลกเหลวเป็นชิ้นไปแล้ว มันตวาดถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านระคนเคียดแค้น
“กลัวตายก็จงไสหัวลงไป” จ้าวหนิงแค่นเสียงหยัน ปลายทวนอาบโลหิตชี้กราดไปเบื้องหน้า “จะสู้ต่อ… หรือจะคลานลงไป”
จับจ้องหยาดโลหิตที่ไหลรินจากปลายทวน ทายาทขุนนางผู้นั้นลอบกลืนน้ำลายฝืดคอ มันตวัดสายตามองสวีจือหย่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกลืนน้ำลายตัวเองยอมศิโรราบ
หากเป็นไปได้ มันย่อมอยากกัดฟันสู้ต่อ ทว่าเสี้ยววินาทีที่มัจจุราชเฉียดผ่านเนื้อหนัง วิญญาณมันแทบหลุดลอยออกจากร่าง ต่อให้ขุนนางคุมกฎจะรั้งชีวิตไว้ได้ แต่ความหวาดกลัวได้กรีดลึกถึงกระดูกดำ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะเผชิญหน้ากับอสุรกายผู้นี้อีก หากขุนนางลงมือช้าเพียงครึ่งก้าว ศีรษะมันคงหลุดจากบ่าไปแล้ว
จ้าวหนิงยังคงรักษาท่วงท่าสังหารเกรี้ยวกราด ไม่ว่าเศษสวะหน้าไหนก้าวขึ้นมา ทวนยาวในมือย่อมตวัดคว้านเนื้อหนังเปิดปากแผลฉกรรจ์อย่างไร้ความปรานี
ทันทีที่เขากระซวกทะลวงต้นขาทายาทตระกูลขุนนางอีกราย งัดร่างกระเด็นลอยร่วงจากลานประลอง เสียงฮือฮาเซ็งแซ่ก็ระเบิดก้องไปทั่วบริเวณ เสียงกรีดร้องโหยหวนปานถูกลอกคราบ ผสานกับสายเลือดที่สาดกระเซ็นเป็นทางยาว ทำเอาผู้ชมขวัญอ่อนถึงกับหนังหัวชาหนึบ
“จ้าวหนิงผู้นี้ลงมืออำมหิตเกินมนุษย์ไปแล้ว”
“เขามิได้รั้งมือเลยแม้แต่ครึ่งส่วน”
“สิบกว่าคนที่ก้าวขึ้นไปก่อนหน้า มีผู้ใดบ้างไม่อาบเลือดกลับลงมา”
“เจ้านี่มันอสุรกายชัดๆ พวกเราเกิดในตระกูลปัญญาชน จะให้บากหน้าไปสู้ตายกับคนเถื่อนบ้าเลือดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร”
“ลงมือถึงเพียงนี้มิถือว่าละเมิดกฎประลองหรือ”
“ตราบใดที่ไม่สังหารหรือทำลายรากฐานบำเพ็ญ ย่อมไม่ผิดกฎ… การพิทักษ์ชีวิตเป็นหน้าที่ของขุนนางคุมลานประลอง”
“ข้าว่าจ้าวหนิงคลุ้มคลั่งตาแดงก่ำไปแล้ว พวกเราระวังตัวไว้เป็นดี”
“ข้าไม่ขอเอาชีวิตไปทิ้ง ถึงอย่างไรก็สู้ไม่ได้ จะหาเรื่องเจ็บตัวไปไย”
“ข้าก็ไม่เอา จ้าวหนิงแข็งแกร่งเกินขอบเขตสามัญ เจ้าดูรังสีฆ่าฟันบนใบหน้านั่นสิ ราวกับจะฉีกกระชากผู้คนกินทั้งเป็น”
“นี่แค่การประลองฝีมือ มิใช่สมรภูมิเดือด เหตุใดต้องเอาชีวิตไปแลก”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นทายาทบุ๋นหรือบู๊ ยามนี้ล้วนถูกรังสีอำมหิตและทักษะสังหารล้ำเลิศของจ้าวหนิงสะกดจนขวัญผวา หลายคนล้มเลิกเจตนาที่จะก้าวขึ้นลานประลองโดยสิ้นเชิง
วินาทีที่จ้าวหนิงบดขยี้คู่ต่อสู้รายที่เจ็ดสิบแปดลงไปกองกับพื้น บรรยากาศรอบลานพลันตกอยู่ในความเงียบงัน… ไร้เงาผู้ใดกล้าก้าวเท้าขึ้นท้าประลองอีก
สวีจือหย่วนเพิ่งตระหนักว่ารอบกายว่างเปล่า เหล่าทายาทบุ๋นที่ถูกบีบบังคับให้เตรียมสละเลือด ต่างเร้นกายหลบฉากหนีหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ ภาพนี้ทำเอาสวีจือหย่วนทั้งตื่นตระหนกทั้งเดือดดาลจนแทบกระอักเลือด มันตวาดลั่นอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับไร้ผู้ใดชายตามอง
บุคคลเดียวที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างสวีจือหย่วน คือเฉินอันจือ
เฉินอันจือทอดสายตามองขุนพลผู้ตระหง่านง้ำอยู่กลางลานประลอง แม้ห่างไกลถึงร้อยก้าว ทว่ารังสีสังหารดุจห้วงอเวจียังคงแผ่ซ่านมาถึงจนใจสะท้าน
ราวกับบุรุษเบื้องหน้าหาใช่คุณชายเสเพลผู้เตร็ดเตร่ตามตรอกโลกีย์ ทว่าคือขุนพลไร้พ่ายผู้อาบย้อมโลหิตกรำศึกนับครั้งไม่ถ้วน ย่างกรายเหนือภูเขาซากศพและทะเลเลือด
กลิ่นอายความตายนั้นทำเอาเขาลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
กล่าวตามจริง ทายาทตระกูลใหญ่ในวัยสิบหกหนาว ไม่เคยมีผู้ใดพานพบการเข่นฆ่าเอาชีวิตมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณหรือสภาพจิตใจ ล้วนอ่อนหัดเป็นเพียงทารกแรกเกิด
ขุนนางคุมลานขานนามผู้ท้าชิง ทว่ากลับไร้สุรเสียงตอบรับ เปลี่ยนรายนามไปแล้วหลายสิบคน เบื้องหน้าจ้าวหนิงก็ยังคงว่างเปล่า ไร้เงาผู้ท้าทาย
เฉินอันจือเบิกตาค้าง กวาดสายตามองความว่างเปล่ารอบกายด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เดิมทีตกลงกับเว่ยอู๋เซี่ยนไว้เป็นมั่นเหมาะ ว่าจะยอมโอนอ่อนรับบัญชาสวีจือหย่วนก้าวขึ้นลานประลอง จากนั้นอาศัยจังหวะปะทะกับจ้าวหนิง ฉวยโอกาสป่าวประกาศแผนโสมมที่สวีจือหย่วนต้อนลูกหลานตระกูลขุนนางเป็นหมูในอวยให้ทุกคนรับรู้
ซ้ำยังเตรียมสาดโคลน เติมเชื้อไฟว่าสวีจือหย่วนสถาปนาตนเป็นผู้นำขุนนางบุ๋น หมายหัวโค่นล้มจ้าวหนิงผู้เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลบู๊ เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีขุนนางฝ่ายบู๊ให้จมดิน
ตัวเขาที่รั้งฐานะทายาทตระกูลบุ๋น หากลั่นวาจาเหล่านี้น้ำหนักย่อมหนักแน่นดุจขุนเขา ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนจะรับบทก่นด่าตอบโต้จากเบื้องล่าง อาศัยการปะทะฝีปากสบประมาทตระกูลบู๊อย่างเหิมเกริม เพื่อยั่วยุให้ทายาทฝั่งบู๊เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า และผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว
ท้ายที่สุด เว่ยอู๋เซี่ยนจะออกหน้าปลุกระดมตระกูลบู๊ให้สมานฉันท์ ซึ่งย่อมบีบให้ลูกหลานตระกูลบู๊ยอมสละสิทธิ์ ละทิ้งการท้าประลองกับจ้าวหนิงโดยสมัครใจ
เฉินอันจือเตรียมตัวงัดฝีปากอยู่รอมร่อ ผู้ใดจะคาดคิดว่าจ้าวหนิงจะเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งบ้าเลือด อาศัยความเหี้ยมเกรียมกระซวกศัตรูทีละราย จนบัดนี้… มิต้องเปลืองน้ำลายสักครึ่งคำ ก็ไร้สวะตัวใดกล้าเสนอหน้าขึ้นลานประลองอีก
“พี่หนิงช่างห้าวหาญเทียมฟ้า”
เฉินอันจือทอดมองแผ่นหลังของบุรุษบนเวที จู่ๆ ก็พลันรู้สึกว่าร่างนั้นตระหง่านง้ำทะลวงฟ้า องอาจดุดันไร้ผู้ต่อกร
โลหิตในกายหนุ่มพลันเดือดพล่าน ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสาบานเป็นสหาย ทั้งยังลอบปฏิญาณกร้าวในใจ… นับแต่นี้จะต้องเคี่ยวกรำตนเองบำเพ็ญเพียร เพื่อสักวันจะได้ยืนหยัดเป็นที่ประจักษ์แก่สายตานับหมื่นดั่งเช่นจ้าวหนิง
เว่ยอู๋เซี่ยนที่เฝ้ามองอยู่เบื้องล่าง ย่อมมีความคิดไม่ต่างกัน
ขุนนางคุมลานกู่ร้องอยู่นานทว่าไร้เสียงตอบ จึงตัดสินใจม้วนพับบัญชีรายนามในมือ ตะโกนก้องกังวาน “ลานประลองอักษรเจี่ย… ยังมีผู้ใดหาญกล้าท้าประลองอีกหรือไม่”
สวีจือหย่วนเพิ่งอ้าปากเตรียมสั่งการเฉินอันจือให้ก้าวขึ้นไป ฝ่ายหลังกลับชิงเร้นกายใช้วิชาตัวเบาหลบฉากหนีหายไปในพริบตา ทำเอาใบหน้าของมันสลับเขียวคล้ำและซีดเผือด
ยามเงยหน้าสบตากับจ้าวหนิง ฟันแทบถูกขบกัดจนแหลกละเอียดด้วยความเคียดแค้น
ใจหนึ่งปรารถนาจะพุ่งทะยานขึ้นไปดับความเหิมเกริมนั้น ทว่าเมื่อตระหนักถึงฝีมือที่ห่างชั้น ความกล้าพลันมลายสิ้น มันหาใช่คนโง่งม เฝ้าดูการบดขยี้มาเจ็ดสิบกว่ารอบ มีหรือจะไม่รู้ซึ้ง… ว่าตนเองมิใช่คู่ต่อกรของจ้าวหนิงโดยสิ้นเชิง
“ไอ้เดรัจฉานนี่มันทะลวงขีดจำกัดถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ซ้ำยังซ่อนคมมาเนิ่นนาน... ยามนี้… ยามนี้ข้าควรทำเช่นไร”
สวีจือหย่วนรู้อยู่เต็มอก อัครเสนาบดีสวีหมิงหล่างวางศาสตราปราณระดับหนึ่งเป็นเดิมพัน พนันว่าจ้าวหนิงไม่มีวันยืนหยัดรอดพ้นไปได้
ท่ามกลางความกระวนกระวายไร้ทางออก มันพลันเห็นร่างตระหง่านง้ำบนลานประลอง ตวัดปลายทวนอาบเลือดชี้ตรงดิ่งมายังตำแหน่งของมัน
สุรเสียงของจ้าวหนิงกังวานดุจระฆังเหล็กสั่นสะเทือนแก้วหู “สวีจือหย่วน... เจ้าเคยแกว่งปากท้าทายข้าต่อหน้าผู้คนนับไม่ถ้วน พร่ำวาจาโอหังว่าจะเหยียบย่ำข้าให้ร้องขอชีวิตบนลานประลอง… ไฉนยามหอกดาบจ่อคอหอย กลับหดหัวมุดกระดอง ไม่กล้าก้าวขึ้นมาเสียเล่า”
สิ้นวาจา สายตานับหมื่นคู่ตวัดฉับมาเพ่งเล็งเป็นจุดเดียว ใบหน้าของสวีจือหย่วนพลันแดงฉานด้วยความอัปยศอดสูถึงขีดสุด