ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 44 เช่อเตียว
การยืนหยัดท้าประลองจนบรรลุผลนับเป็นมหาปรากฏการณ์ที่ห่างหายไปนานถึงหกสิบปี ทันทีที่ขุนนางคุมกฎประกาศผลตัดสิน องค์ฮ่องเต้ซ่งจื้อพลันนำทัพขุนนางบุ๋นบู๊ขั้วอำนาจก้าวพ้นกระโจมประทับ หยัดตระหง่านเหนืออัฒจันทร์
พระเนตรทอดมองจ้าวหนิงผู้หยัดยืนรอคอยเบื้องล่าง แฝงประกายชื่นชมล้ำลึก “หนึ่งเจี่ยจื่อที่ล่วงเลย ลานประลองงานล่าสัตว์ฤดูสารทมิเคยมีผู้ใดต้านทานคลื่นผู้ท้าชิงได้สำเร็จ ยามนี้คุณชายหนิงแห่งตระกูลจ้าวผงาดขึ้นเป็นเอก นำพาภาพความยิ่งใหญ่หวนคืนสู่ต้าฉีในรอบหกสิบปี นี่คือศุภนิมิตแห่งความเรืองรองของราชวงศ์เรา”
สิ้นสุรเสียง ภายใต้สายตานับหมื่นคู่ ซ่งจื้อตวัดพระหัตถ์ ขันทีชราประคองกล่องหยกสลักก้าวล่วงมาเบื้องหน้า พระองค์ชี้ไปยังกล่องล้ำค่า ประกาศก้องกังวาน “เจิ้นขอพระราชทานเกาทัณฑ์ ‘เช่อเตียว’ เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าราชวงศ์เราเทิดทูนยอดคนเยี่ยงไร”
ขันทีชราสืบเท้าลงจากอัฒจันทร์ ส่งมอบกล่องหยกแก่จ้าวหนิงด้วยความนอบน้อม ชายหนุ่มประคองรับด้วยสองมือ คุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัยหนักแน่น ลั่นวาจาจะไม่ให้บารมีแห่งเช่อเตียวต้องแปดเปื้อน จะใช้ศัสตรานี้พิทักษ์แผ่นดินต้าฉีตราบลมหายใจสุดท้าย
นาม “เช่อเตียว” จุดชนวนให้ฝูงชนเดือดพล่าน เสียงฮือฮาดังกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน
บารมีเกรียงไกรของเช่อเตียว ไร้ซึ่งยอดฝีมือต้าฉีผู้ใดไม่เคยได้ยิน การที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานศัสตราคู่บ้านคู่เมืองแก่จ้าวหนิง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเบื้องบนทรงโปรดปรานเขา และให้ความสำคัญแก่ตระกูลจ้าวล้นพ้นเพียงใด ฐานะของจ้าวหนิงในสายตาผู้คนพลันทะยานสู่จุดสูงสุดโดยพลัน
“ศาสตราปราณระดับหนึ่งที่รั้งอันดับหนึ่งในสาม… เช่อเตียว พี่หนิงครานี้ผงาดง้ำไร้ผู้ทัดเทียม ชาตินี้ข้าจะมีวาสนาได้รับของล้ำค่าเช่นนี้บ้างหรือไม่” เฉินอันจือทอดถอนใจ นัยน์ตาทอประกายริษยาระคนเลื่อมใส
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นหัวเราะ ตบไหล่สหายสวิงสวาย “รอให้ปีหน้าเจ้าก้าวขึ้นไปยืนตระหง่านบนลานประลองให้ได้ก่อนเถิด หากรอดมาได้ก็อาจมีลุ้น”
วาจาหยอกเย้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงกระตุ้นชั้นเลิศ เฉินอันจือเป็นพวกเด็ดขาด พยักหน้ารับคำหนักแน่น ลอบปฏิญาณในใจว่านับแต่นี้จะเคี่ยวกรำตนเองบำเพ็ญเพียรเพิ่มเป็นทวีคูณ
“เช่อเตียวคือสมบัติคู่บ้านคู่เมือง องค์ฮ่องเต้ถึงขั้นพระราชทานแก่เด็กหนุ่มรุ่นเยาว์… ความไว้วางใจที่ราชวงศ์มอบให้ตระกูลจ้าว ตระกูลใหญ่หน้าไหนก็มิอาจทาบรัศมี” หยางเหยียนกว่างทอดสายตามอง พลันตัดสินใจเด็ดขาด คืนนี้ต้องบากหน้าไปสมานรอยร้าวกับจ้าวเสวียนจีให้จงได้
ยามหวนคืนสู่กระโจมประทับ หลังจ้าวเสวียนจีถวายบังคมขอบพระทัยซ่งจื้ออีกครา ชายชราปรายตามองสวีหมิงหล่าง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นมุมปาก “สวีกง… เดิมพันของท่านยังนับเป็นผลหรือไม่”
“ย่อมต้องเป็นผล” สวีหมิงหล่างตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก มีเพียงหางตาที่กระตุกวาบ บ่งบอกถึงความอัปยศที่ถูกซุกซ่อนไว้
ยามนี้ทุกผู้คนล้วนกระจ่าง สวีจือหย่วนแกว่งปากหาเสี้ยน ท้าทายจ้าวหนิงครั้งแล้วครั้งเล่า หากมิใช่อวดดีจนลืมตัว มีหรือจะถูกชี้หน้าหยามเกียรติเรียกขึ้นลานประลองกลางธารกำนัล สภาพที่ถูกบดขยี้จนหน้าบวมปูดดุจสวะ นับว่ารนหาที่ตาย อัปยศอดสูจนไร้ที่ซุกหัว
สวีหมิงหล่างมิเพียงถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ยังต้องสูญเสียศาสตราปราณระดับหนึ่งไปอีกชิ้น ความสูญเสียนี้กรีดลึกถึงกระดูก ต่อให้เป็นอัครเสนาบดี ศาสตราปราณระดับหนึ่งในครอบครองก็มีไม่เกินฝ่ามือข้างเดียว
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าผู้เฒ่าก็ไม่ขอเกรงใจ” จ้าวเสวียนจีฉวยกระบี่ประจำกายของสวีหมิงหล่างมาอย่างหน้าตาเฉย ไร้ซึ่งความนอบน้อมจอมปลอมแม้แต่กระผีกริ้น
สวีหมิงหล่างหลับตาลงช้าๆ ซ่อนเร้นรังสีฆ่าฟันเพื่อไม่ให้รกสายตา
เมื่อประคองกล่องหยกกลับถึงค่ายตระกูลจ้าว จ้าวหนิงพลันถูกคลื่นคนในตระกูลรุมล้อมด้วยความปีติ เสียงไต่ถามและคำยินดีดังเซ็งแซ่ บางรายถึงขั้นร้อนรนจะแหวกเสื้อผ้าตรวจดูบาดแผลให้ ชายหนุ่มแทบถูกมวลชนดันพรวดเข้าไปในกระโจม
เช่อเตียวคือศาสตราระดับชาติ คำกล่าวนี้หาได้เกินจริง ยามจ้าวหนิงอัญเชิญมันออกจากกล่องหยก คันเกาทัณฑ์โปร่งแสงสะท้อนประกายเย็นเยียบ อักขระอาคมเร้นลับจนแทบกลืนไปกับเนื้อวัสดุ ทว่าเส้นสายสีโลหิตที่คดเคี้ยวอยู่ภายในกลับเด่นชัด ประดุจมังกรจำศีลซ่อนกาย
กระทั่งจ้าวชี่เยว่ยังอดไม่ได้ที่จะลูบไล้มันอยู่นาน น่าเสียดายที่เรือนร่างของนางบอบบางเกินไป อย่าว่าง้างสายให้ตึงเต็มเหนี่ยว เพียงยกคันศัสตราขึ้น ปลายอีกด้านก็จรดพื้นดินแล้ว ต่อให้ประทานเกาทัณฑ์มฤตยูนี้แก่นาง ย่อมไร้ประโยชน์
“ตำนานกล่าวว่าเช่อเตียวหลอมจากผลึกนิลมังกรชือหลง กักเก็บวิญญาณมังกรไว้ภายใน ไร้ความจำเป็นต้องใช้ศรจริง เพียงง้างสายแล้วผสานปราณแท้กระตุ้นอักขระอาคม ปลุกเร้าปราณมังกรให้ควบแน่นเป็นศรสังหารโดยธรรมชาติ ระยะทะลวงไกลถึงหกร้อยก้าว”
จ้าวชี่เยว่ส่งเช่อเตียวคืน ความล้มเหลวในการลองจับเมื่อครู่ทำเอานางหมดอารมณ์ใคร่รู้ ทว่าการที่น้องชายได้ครอบครองมัน กลับทำให้นางปีติจนอธิบายสรรพคุณไม่หยุดปาก
นางเอ่ยต่อ “ก่อนรวบรวมต้าฉีเป็นปึกแผ่น ปฐมกษัตริย์เคยถือเช่อเตียวกวาดล้างสี่ทิศ เคยใช้มันปลิดชีพยอดฝีมือระดับราชันย์มาแล้ว”
จ้าวหนิงลูบไล้เช่อเตียว สัมผัสเย็นเยียบซึมซาบเข้าสู่ฝ่ามือ ทว่าหาได้แข็งกระด้าง กลับนุ่มนวลคล้ายกุมหยกอุ่น ให้ความรู้สึกผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าประหลาด
ทว่าอันที่จริง… เขารู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของเช่อเตียวยิ่งกว่านางเสียอีก ยาม ‘ง้างสายขึ้นศร’ อักขระบนคันเกาทัณฑ์จะไร้ซึ่งแสงสว่างสะดุดตา และศรปราณแท้ที่ไร้รูปลักษณ์จะแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต ก็ต่อเมื่อมันทะยานพ้นคันเกาทัณฑ์ไปแล้วเท่านั้น นี่คือสุดยอดศัสตราแห่งการลอบสังหารระยะไกลอย่างแท้จริง
กระนั้น ด้วยพลังบำเพ็ญเพียงระดับคุมปราณขั้นกลางของเขาในยามนี้ ขีดจำกัดสูงสุดคือง้างยิงติดต่อกันได้เพียงสามศร ปราณแท้ในร่างย่อมเหือดแห้งจนหยดสุดท้าย
การได้ครอบครองเช่อเตียวนับเป็นลาภลอยที่อยู่นอกเหนือการคำนวณ ต่อให้เขารู้ซึ้งว่าซ่งจื้อไว้วางพระทัยตระกูลจ้าว ทว่าการประทานศัสตรามรณะระดับนี้อย่างง่ายดาย ยังคงแฝงกลิ่นอายทะแม่งๆ อยู่บ้าง ทว่าในเมื่อของล้ำค่าหล่นใส่มือ เขาย่อมน้อมรับไว้ด้วยความยินดี
พลบค่ำ จ้าวหนิงและจ้าวชี่เยว่นั่งย่างเนื้อสัตว์ป่าหน้ากองไฟ จ้าวเสวียนจีก้าวเข้ามาพร้อมผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ สนทนากันอย่างออกรส ในหมู่คนเหล่านั้นปรากฏร่างหยางเหยียนกว่าง ผู้นำตระกูลหยางรวมอยู่ด้วย
รอยยิ้มประดับบนใบหน้าหยางเหยียนกว่างไม่คลาย บางจังหวะถึงขั้นประสานเสียงหัวเราะร่วนกับจ้าวเสวียนจี ท่าทีสนิทสนมประหนึ่งรอยร้าวก่อนหน้าไม่เคยดำรงอยู่ สายสัมพันธ์ราวกับหวนคืนสู่จุดเดิมก่อนตระกูลหยางถูกริบบรรดาศักดิ์
“หยางโหวต้องจงใจเป็นแน่” จ้าวชี่เยว่ส่งเนื้อย่างให้จ้าวหนิง ปรายตามองแผ่นหลังหยางเหยียนกว่างด้วยแววตาขุ่นเคือง “ก่อนหน้าที่ปล่อยให้หยางเจียนีควงคู่กับซุนคังเย้ยหยันพวกเรา ก็เพื่อหยั่งเชิงท่าที หากตระกูลเราไร้น้ำยา เขาคงเบนหัวเรือไปซบตระกูลซุน ทว่าพอเห็นเจ้ารุ่งโรจน์ จึงยอมกลืนก้อนเลือดเรื่องถูกริบบรรดาศักดิ์ แล้วหวนกลับมาเกาะขาตระกูลเราต่อ”
ความหมายของจ้าวชี่เยว่ชัดเจน การที่จ้าวหนิงบดขยี้ยอดฝีมือจนราบคาบ เป็นเครื่องพิสูจน์ขุมพลังที่คู่ควรแก่ตำแหน่งผู้นำ ตระกูลหยางตระหนักว่าอนาคตตระกูลจ้าวแข็งแกร่งกว่าตระกูลซุนหลายขุม จึงรีบรุดมาตอกย้ำจุดยืน
จ้าวหนิงเฉยชากับเรื่องนี้ ทุกสิ่งล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ตระกูลหยางหาใช่ตระกูลเว่ย รากฐานเดิมก็ห่างชั้นจากตระกูลจ้าวไม่น้อย ความสัมพันธ์ย่อมไม่อาจทัดเทียม เมื่อไร้ซึ่งความทัดเทียม ย่อมปราศจากมิตรภาพอันลึกซึ้งจริงใจ
จัดการเนื้อกระต่ายย่างจนเกลี้ยง จ้าวหนิงคว้าป้านสุราองุ่น เอนกายพิงกองไฟอย่างผ่อนคลาย กรำศึกอาบเลือดมาทั้งวัน ร่างกายและปราณแท้ถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด ย่อมต้องฟื้นฟู สองวันนี้ไร้ภารกิจ ต้องรอจนกว่าการประลองยุทธ์ทุกกลุ่มจะสิ้นสุด งานล่าสัตว์ถึงจะก้าวสู่สมรภูมิถัดไป… การประลองยุทธวิธีจำลองศึก ถึงยามนั้นเขาจึงจะลุกขึ้นมากวาดล้างอีกครา
จ้าวชี่เยว่ตวัดเท้าเตะจ้าวซินเบาๆ พยักพเยิดให้ผู้เป็นน้องชายไปนวดเฟ้นคลายกล้ามเนื้อให้จ้าวหนิง ถือเป็นรางวัลที่ช่วยกู้หน้าให้ตระกูลจ้าว
จ้าวซินหน้ามุ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ ทว่าพอเห็นพี่สาวคนโตหรี่ตาสาดประกายอำมหิต ก็ถึงกับขนหัวลุก รีบกระโจนไปซ้อนหลังจ้าวหนิง ลงมือนวดไหล่กดจุดอย่างกระตือรือร้น พร้อมฉีกยิ้มประจบประแจง เป็นนัยว่าตนพร้อมปรนนิบัติอย่างดี ไม่ต้องลำบากพี่สาวมา ‘ชี้แนะ’ วรยุทธ์ให้เจ็บตัว
จ้าวชี่เยว่ถือสิทธิ์ผู้ย่างเนื้อ ถือคติว่าจ้าวซินจะมานั่งกินเปล่าๆ ปลี้ๆ มิได้ ในฐานะพี่สาวคนโต ย่อมต้องดัดสันดานเกียจคร้านของน้องชายให้เข้ารูปเข้ารอย
อนิจจา แม้จ้าวซินจะดูขะมักเขม้น ทว่าวิชานวดเฟ้นกลับห่วยแตกบัดซบ นวดได้ไม่กี่เค่อ จ้าวหนิงก็เริ่มหน้าเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด ถึงขั้นงมหาพวยป้านสุราไม่เจอ หกรดอกเสื้อจนชุ่ม จ้าวชี่เยว่เห็นดังนั้นก็หมดความอดทน ลุกพรวดขึ้นมาถีบจ้าวซินกระเด็นพ้นทาง แล้วลงมือบีบนวดด้วยตนเอง จ้าวหนิงถึงค่อยสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลาย
ในช่วงเวลาสองวันที่จ้าวหนิงพักฟื้นปราณแท้ ภายในกระโจมประทับของฮ่องเต้กลับปะทุข้อพิพาทอันดุเดือด
“พวกหนอนตำราอย่างพวกเจ้า ไม่รู้จักก้มหน้าสอบวิเคราะห์บ้านเมือง ร่ายกวีพร่ำเพ้อไป จะมาแส่หาเรื่องอันใดกับการประลองยุทธวิธีทหารของฝั่งบู๊” เว่ยฉงซานถลึงตาถมึงทึงใส่หลิวมู่จือ
ก่อนหน้านี้ หลิวมู่จือเพิ่งทูลเสนอให้ทายาทขุนนางบุ๋นเข้าร่วมการประลองยุทธวิธีจำลองศึก ซึ่งแต่เดิมสงวนสิทธิ์ขาดเฉพาะทายาทฝั่งบู๊ ข้อเสนอนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางบุ๋นระดับสูงอย่างพร้อมเพรียง
เว่ยฉงซานมองออกทะลุปรุโปร่ง หลิวมู่จือเพียงผูกใจเจ็บที่สูญเสียหยกประดับและศาสตราปราณ จึงจงใจหาเรื่องระรานให้ระคายเคือง เขาจึงคัดค้านหัวชนฝา
ทว่าจ้าวเสวียนจีกลับสูดกลิ่นอายวิกฤตเร้นลับได้ ชายชราขมวดคิ้วแย้งเสียงแข็ง “การแบ่งแยกบุ๋นบู๊คือกฎมณเฑียรบาล ทายาทบู๊สอบยุทธวิธี ทายาทบุ๋นวิเคราะห์สถานการณ์ ธรรมเนียมปฏิบัตินี้หยั่งรากลึกสืบมา จะพลิกแพลงเปลี่ยนกฎตามอำเภอใจได้อย่างไร”
องค์ฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์ ยังคงปิดพระโอษฐ์เงียบงัน ไร้ซึ่งสุรเสียงชี้ขาด
สวีหมิงหล่างแค่นหัวเราะ “จ้าวกงตื่นตูมเกินไป นี่เป็นเพียงการละเล่นประลองปัญญาของคนหนุ่มสาว ไฉนต้องโยงเข้ายุ่งเกี่ยวกับกฎมณเฑียรบาล ทายาทฝั่งบุ๋นบางคนในภายหน้าอาจรั้งตำแหน่งผู้ตรวจทัพ ย่อมต้องรู้ซึ้งถึงค่ายกลและยุทธวิธี อาศัยเวทีนี้ให้พวกเขาร่ำเรียนจากทายาทฝั่งบู๊ ย่อมเป็นผลดีต่อการคุมทัพในอนาคต”
“สวีหมิงหล่าง เจ้าอย่ามาตลบตะแลง” เว่ยฉงซานเดือดดาล ชี้หน้าด่ากราด “ตำแหน่งผู้ตรวจทัพแต่เดิมก็เป็นหูดิ่งไร้ประโยชน์ ยามนี้พวกเจ้ายังคิดจะสอดมือเข้ามาล้วงลูกในกองทัพอีกหรือ ฝันไปเถอะ”
“เว่ยกง สำรวมวาจาด้วย” สวีหมิงหล่างปั้นหน้าเคร่งขรึม รู้ดีถึงสันดานดิบเถื่อนของเว่ยฉงซาน จึงคร้านจะต่อปากต่อคำ หันเหสายตาไปยังผู้นำตระกูลซุน “ซุนกงเล่า มีความเห็นเช่นไร”
นัยน์ตาของซุนเหมิงวูบไหว ไร้คำตอบรับในทันที สัญชาตญาณตะโกนก้องว่าการที่สวีหมิงหล่างงัดแผนนี้ขึ้นมาย่อมแฝงคมมีดในรอยยิ้ม ในฐานะขุนนางบู๊ เขาย่อมเดียดฉันท์การก้าวก่ายของพวกจับพู่กัน ทว่าในฐานะผู้นำตระกูลซุน เขากลับมองเห็นลู่ทางบางประการ
“เรื่องนี้สุดแท้แต่ฝ่าบาทจะทรงวินิจฉัยพ่ะย่ะค่ะ” ซุนเหมิงประสานมือคารวะ ปัดสวะพ้นตัว
ซ่งจื้อกวาดพระเนตร “เหล่าอ้ายชิงมีความเห็นเช่นไร”
ขุนนางบุ๋นย่อมสนับสนุนเต็มกำลัง ส่วนขุนนางบู๊ดาหน้าคัดค้านหัวชนฝา สองขั้วอำนาจปะทะคารมเดือดดาล หาข้อสรุปมิได้
“ในเมื่อยังหาข้อยุติไม่ได้ เอาไว้ถกกันต่อในวันพรุ่ง” ซ่งจื้อตวัดพระหัตถ์ปิดการประชุม
ทันทีที่พ้นกระโจม จ้าวเสวียนจียิ่งขบคิดยิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมฤตยู จึงเร่งรุดลากเว่ยฉงซานและเหล่าแม่ทัพพันธมิตร กลับไปวางแผนรับมือที่ค่ายพัก
ฝ่ายซุนเหมิง ทันทีที่เหยียบย่างเข้าค่ายพักตระกูล ก็ได้รับเทียบเชิญด่วนจากสวีหมิงหล่าง ขอเชิญร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์
“จิ้งจอกเฒ่าแซ่สวีวางแผนการใดอยู่” ด้วยความคลางแคลง ซุนเหมิงตัดสินใจมุ่งหน้าไปหยั่งเชิง
เมื่อล่วงเข้ากระโจมตระกูลสวี อาหารเลิศรสและสุราชั้นยอดถูกจัดเตรียมไว้บริบูรณ์ประหนึ่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว
สวีหมิงหล่างหยัดกายต้อนรับ แย้มยิ้มเชื้อเชิญซุนเหมิงร่วมโต๊ะ ท่าทีนอบน้อม วาจาเป็นกันเอง สลัดคราบอัครเสนาบดีผู้ดุดันกลางท้องพระโรงจนสิ้นคราบ
ชนจอกสุราแลกเปลี่ยนเพียงสองครา ซุนเหมิงพลันวกเข้าประเด็น เอ่ยถามถึงเจตนาเร้นลับเบื้องหลังเทียบเชิญ
สวีหมิงหล่างยิ้มมุมปาก “ในเมื่อซุนกงตรงไปตรงมา ข้าผู้เฒ่าก็จะไม่โยกโย้”
“ระยะนี้ตระกูลซุนมียอดฝีมือผงาดขึ้นไม่ขาดสาย ท่ามกลางสิบแปดตระกูลบู๊และสิบสามตระกูลบุ๋น ยามนี้มีเพียงตระกูลซุนที่ครอบครองยอดฝีมือระดับราชันย์ถึงสองคน ด้วยขุมกำลังมหาศาลปานนี้ ซุนกงไม่อยากจะขยายบารมี… แบ่งเบาภาระของราชวงศ์เพิ่มอีกสักหน่อยหรือ”
ซุนเหมิงคิ้วกระตุก “สวีกงหมายความว่าอย่างไร”
สวีหมิงหล่างแค่นหัวเราะ เอ่ยเชื่องช้าทว่าหนักแน่น “เก้าอี้แม่ทัพใหญ่แห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร ถูกตระกูลจ้าวผูกขาดมายาวนานนับศตวรรษ นั่นเพราะในอดีตพวกเขายกทัพเหยียบย่ำแผ่นดิน ทว่าข้ามองว่า… ยามนี้ตระกูลซุนต่างหาก ที่คู่ควรจะก้าวขึ้นเป็นเจ้ากระทรวงทหารอย่างแท้จริง”
ซุนเหมิงแค่นยิ้มเย็นเยียบ “หากสวีกงตั้งใจมายุแยงให้ตระกูลซุนกับตระกูลจ้าวแตกคอกัน ข้าก็คงต้องขอตัว”
แม้ความทะเยอทะยานจะเปี่ยมล้น หมายกระชากตระกูลจ้าวลงจากบัลลังก์อำนาจ ทว่าเขาไม่มีวันยอมเกลือกกลั้วกับขุนนางบุ๋น หากรับข้อเสนอ ท่ามกลางรอยร้าวระหว่างขั้วอำนาจในปัจจุบัน ตระกูลซุนย่อมตกเป็นเป้าสังหารของสิบแปดตระกูลบู๊ทันที
“ซุนกงอย่าเพิ่งด่วนสรุป ข้าจะไปยุยงให้พวกท่านห้ำหั่นกันเพื่อการใด ข้าเพียงมองว่ากองทัพนับล้านของต้าฉี หากปล่อยให้จอมทัพเพียงผู้เดียวกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ย่อมสุ่มเสี่ยงและหนักหนาเกินไป ทั้งยังปิดกั้นหนทางของตระกูลบู๊อื่นๆ ในการสยายปีก”
สวีหมิงหล่างทอดเสียงลึก แววตามั่นใจเต็มเปี่ยม “ซุนกงลองคิดดูเถิด หากรื้อระบบทำเนียบเสนาธิการทหาร… แปรเปลี่ยนเป็น ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ จะไม่เป็นผลดีต่อราชวงศ์ยิ่งกว่าหรือ”
“ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ?” ซุนเหมิงชะงักงัน
“ทำเนียบห้าเหล่าทัพ… ย่อมต้องมีแม่ทัพใหญ่กุมอำนาจถึงห้าคน” สวีหมิงหล่างเอ่ยย้ำเสียงหนักแน่น
สิ้นวาจานี้ พายุแห่งความทะเยอทะยานในใจซุนเหมิงพลันโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง