ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 45 เผชิญหน้า (1)
ตระกูลจ้าวกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทำเนียบเสนาธิการทหารมานานนับศตวรรษ อาศัยเพียงพลังบำเพ็ญและความแข็งแกร่งอันเป็นที่ประจักษ์ ยามนี้จ้าวเป่ยวั่งไร้หวังทะลวงสู่ระดับราชันย์ขั้นกลาง ซ้ำจ้าวหนิงยังมีเพียงชื่อเสียงอัจฉริยะกลวงเปล่า ซุนเหมิงจึงมองเห็นจังหวะทองที่ตระกูลซุนจะผงาดขึ้นแทนที่
ทว่าศึกประลองยุทธ์เพิ่งผ่านพ้น ซุนเหมิงพลันตระหนักว่าตระกูลจ้าวจงใจซ่อนคมเขี้ยวที่แท้จริงของจ้าวหนิงไว้ พลังบำเพ็ญและฝีมือเก่งกาจที่แสดงออกมาย่อมการันตีว่า เด็กหนุ่มผู้นี้จะสืบทอดอำนาจต่อจากจ้าวเสวียนจีได้อย่างไร้ข้อกังขา หนทางผงาดของตระกูลซุนพลันมืดมนลง
กระนั้น หากทำเนียบเสนาธิการทหารรื้อโครงสร้างใหม่กลายเป็น ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ด้วยบารมีตระกูลซุนยามนี้ ย่อมมีสิทธิ์คว้าเก้าอี้หนึ่งในห้าเสนาธิการใหญ่ นั่งเทียบชั้นเคียงบ่าตระกูลจ้าว นี่คือประกายไฟสายใหม่ที่จะจุดรุ่งโรจน์ให้ตระกูลซุนอีกครา
ซุนเหมิงข่มเพลิงทะเยอทะยานในอก แค่นเสียงถามสวีหมิงหล่างอย่างเยือกเย็น “ใต้เท้าสวีเสนอให้เปลี่ยนโครงสร้างทำเนียบเสนาธิการทหาร เกรงว่าเจตนาแท้จริงคงเพื่อเปิดทางให้ขุนนางบุ๋นและปัญญาชนแทรกซึมขุมกำลังทหารสินะ”
หลายปีมานี้ กลุ่มขุนนางบุ๋นลอบกัดกร่อนฐานอำนาจขุนนางบู๊อย่างต่อเนื่องจนเห็นผล ทว่ากลับมิอาจแตะต้องแกนกลางอย่างทำเนียบเสนาธิการทหารได้แม้แต่ปลายเล็บ
ทำเนียบเสนาธิการทหารกุมชะตากองทัพทั้งในและนอกราชธานี หากขุนนางบุ๋นปรารถนารวบอำนาจเบ็ดเสร็จ หวังใช้ ‘บุ๋นคุมบู๊’ ตามอุดมการณ์ ท้ายที่สุดย่อมต้องหาทางล้วงลูกทำเนียบเสนาธิการทหารอย่างเลี่ยงมิได้
สวีหมิงหล่างมิคิดปิดบัง เขาระบายยิ้มบาง “อำนาจมิควรผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ราชการทหารมิอาจปิดหูปิดตาเบื้องบน ในเมื่อกองทัพทั้งปวงต่างมีผู้ตรวจทัพคอยกำกับ ทำเนียบเสนาธิการทหารเองก็สมควรมีปัญญาชนรั้งตำแหน่งเสนาธิการใหญ่บ้าง ราชวงศ์แบ่งแยกบุ๋นบู๊ ทว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการสละชีพรับใช้ราชบัลลังก์ร่วมกันมิใช่หรือ”
ซุนเหมิงรุกไล่ “หนึ่งคน… หรือสองคน”
สวีหมิงหล่างตอบกลับด้วยสุ้มเสียงเรียบเรื่อยทว่าลึกล้ำ “หนึ่งคนน้อยไป สองคนก็ยังมิพอ”
ในบรรดาห้าเสนาธิการใหญ่ หากบัณฑิตครองเพียงเก้าอี้เดียว ย่อมโดนบีบคั้นโดดเดี่ยวจนไร้พิษสง ทว่าหากกวาดไปถึงสาม ขั้วอำนาจบุ๋นจะข่มบู๊มิดหัว ตระกูลขุนนางบู๊ย่อมไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
ซุนเหมิงสงวนท่าที “เจตนารมณ์แบ่งเบาภาระเบื้องบนของใต้เท้าสวี ข้าประจักษ์ใจเสมอมา เพียงแต่เรื่องนี้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ตระกูลจ้าวไม่มีทางยอมแน่”
สีหน้าสวีหมิงหล่างไม่เปลี่ยนซ้ำยังแย้มยิ้ม “ตระกูลจ้าวย่อมต่อต้าน แต่ทว่านี่คือโอกาสทองของขุนนางบู๊ตระกูลอื่น ตราบใดที่พวกท่านล้วนปรารถนา ตระกูลจ้าวจะกล้าทวนกระแสคนหมู่มากเชียวหรือ”
ซุนเหมิงนิ่งเงียบ
สวีหมิงหล่างทอดเวลารอครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเนิบนาบ “ท่านซุนคิดเห็นเช่นไร”
ซุนเหมิงรู้ซึ้งทันที จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้กำลังบีบให้เขาแสดงจุดยืน หากเขาเลือกสนับสนุน ย่อมต้องลากกลุ่มขุนนางบู๊ใต้อาณัติตระกูลซุนมาลงเรือลำเดียวกัน
หากทำเนียบเสนาธิการทหารถูกรื้อโครงสร้างจริง ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนสะท้านขุนนางบู๊ทั้งระบบ ขุมผลประโยชน์มหาศาลจะโดนรื้อแบ่งใหม่ การสับเปลี่ยนขั้วอำนาจและตัวบุคคลครานี้ ไม่ต่างอันใดกับการโยนตระกูลขุนนางบู๊ลงทอดในกระทะน้ำมันเดือด
ย่อมมีตระกูลบู๊บางสายเหยียบหัวผู้อื่นผงาดขึ้นรับผลประโยชน์ ในขณะที่บางตระกูลต้องถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนสถานะจมดิน
เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ ซุนเหมิงมิอาจแสดงจุดยืนพล่อยๆ ทว่าเนื้อชิ้นโตมาจ่อถึงปาก เขาย่อมไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ จึงแสร้งครุ่นคิดก่อนเอ่ย “เดิมพันนี้สะเทือนขุนนางบู๊ทั้งปวง ชั่วขณะนี้ข้ามิกล้ารับประกันว่าจะลุล่วงหรือไม่”
สวีหมิงหล่างมิได้ประหลาดใจ เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ดังนั้นข้าจึงให้เวลาท่านและขุนนางบู๊สายอื่นได้เตรียมตัว เพื่อให้พวกท่านแสดงจุดยืนชัดเจนในช่วงเวลาต่อจากนี้ จะได้ประเมินทิศทางลมและเลือกข้างได้อย่างสะดวก ทั้งยังเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้… นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้าบีบให้ทายาทตระกูลบัณฑิตเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบจริง”
นัยน์ตาซุนเหมิงวูบไหวด้วยความหวาดระแวง จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้เหลี่ยมจัดเกินหยั่งลึก เพื่อหั่นทอนขุมกำลังขุนนางบู๊และกดหัวกองทัพ มันถึงขั้นทำทุกวิถีทางอย่างอำมหิตไร้ขีดจำกัด
ศึกประลองยุทธ์เพิ่งจบลง จ้าวหนิงบดขยี้สวีจือหย่วนคว้าอันดับหนึ่ง เหยียบย่ำทายาทตระกูลบัณฑิตวัยสิบหกปีจนจมดิน ทว่าสวีหมิงหล่างกลับพลิกเกมเดินหมากตานี้ แฝงความแยบยลทั้งคุมกระดานจากมุมสูงและแผนชักฟืนใต้กระทะ
“วันนี้ใต้เท้าสวีเปิดอกคุยอย่างตรงไปตรงมา ข้าย่อมมิอาจนิ่งเฉย… เรื่องให้ทายาทตระกูลบัณฑิตเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบจริงของฝั่งขุนนางบู๊ ข้ายินยอม” ซุนเหมิงแสดงจุดยืนอย่างมีชั้นเชิง
“ดี ท่านซุนช่างเป็นคนรู้ความ” สวีหมิงหล่างพึงพอใจล้นเหลือ
อีกด้านหนึ่ง จ้าวเสวียนจีและเว่ยฉงซานนำพรรคพวกกลับมายังค่ายตระกูลจ้าว วงหารือดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด ข้อสันนิษฐานมากมายถูกหยิบยกขึ้นมา ทว่าสุดท้ายกลับไร้ข้อสรุปที่กระจ่างชัด จ้าวเสวียนจีจึงสั่งคนไปตามจ้าวหนิง ส่วนเว่ยฉงซานก็เรียกตัวเว่ยอู๋เซี่ยนมาเช่นกัน
ทันทีที่จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนก้าวเข้ากระโจมและรับฟังสถานการณ์จบ ทั้งสองสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“การลากทายาทตระกูลบัณฑิตมาร่วมวงฝึกซ้อมรบ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่” จ้าวหนิงวิเคราะห์ “ในมุมมองของหลาน ไม่ว่าพวกมันกำลังซ่อนแผนชั่วอันใด หากหวังบรรลุเป้าหมาย ย่อมต้องสร้างผลงานและชิงความชอบให้จงได้ในการฝึกซ้อมครั้งนี้”
ใบหน้าอวบอ้วนของเว่ยอู๋เซี่ยนยับย่นเป็นซาลาเปา เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเสนอ “พวกเราใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แค่บดขยี้พวกบัณฑิตให้ตกรอบไปตั้งแต่เนิ่นๆ ประจานความไร้น้ำยาให้ฝ่าบาททอดพระเนตร เท่านี้ก็น่าจะสิ้นเรื่อง”
ชายหนุ่มลูบคางเอ่ยต่อ “แต่หลานคิดว่า… ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้พวกมันแทรกเข้ามาได้เลยจะดีที่สุด”
จ้าวหนิงเห็นพ้องกับความคิดนี้ จึงสมทบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากมีขุนนางบู๊สายใดยินยอม และท้ายที่สุดพวกบัณฑิตได้เข้าร่วมจริง นั่นแปลว่ารอยร้าวภายในกลุ่มตระกูลบู๊ได้บังเกิดขึ้นแล้ว”
“เพื่ออุดช่องโหว่มิให้ลุกลามเป็นภัยร้ายในภายหลัง ฝ่ายเราต้องชิงอันดับหนึ่งในการฝึกซ้อมรบมาให้จงได้ หากกำชัยไว้ในมือ ไม่ว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปทิศทางใด ผู้ชนะย่อมเป็นผู้กำหนดเสียงส่วนใหญ่”
จ้าวเสวียนจีและเว่ยฉงซานพยักหน้า ข้อสรุปนี้ตรงกับที่พวกเขาหารือกันไว้ หากสกัดกั้นพวกบัณฑิตได้ย่อมประเสริฐสุด ทว่าหากขวางไม่อยู่ ก็ต้องผูกขาดอันดับหนึ่งไว้ให้ได้สถานเดียว
ทันทีที่ก้าวพ้นกระโจม เว่ยอู๋เซี่ยนก็ลากตัวจ้าวหนิงไปหลบมุม คาดคั้นเอาความว่าเหตุใดสหายถึงมีทักษะยุทธ์ดุดันปานนี้ แอบไปซุ่มซ้อมตั้งแต่เมื่อใด และไฉนจึงต้องปิดบังเขากับเฉินอันจือเสียมิดชิด
เว่ยอู๋เซี่ยนฮึดฮัดขุ่นเคือง ส่วนจ้าวหนิงได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างจนปัญญา
คำถามทำนองนี้ จ้าวชี่เยว่ จ้าวซิน รวมถึงคนอื่นๆ ในตระกูลต่างซักไซ้ไล่เลียงจนพรุนไปหมดแล้ว พวกเขาล้วนเป็นสายเลือดตระกูลจ้าว ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของจ้าวหนิงดีกว่าผู้ใด
หากอ้างว่าวิชาอย่าง ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ สามารถอาศัยวาสนารู้แจ้งทะลวงขั้นได้อย่างปาฏิหาริย์ ทว่าทักษะการต่อสู้จริงนั้นไม่อาจโกหกกันได้ มันต้องอาศัยหยาดเหงื่อและการนองเลือดขัดเกลาวันแล้ววันเล่า
ต่อหน้าจ้าวชี่เยว่และจ้าวซิน จ้าวหนิงโยนข้ออ้างทั้งหมดใส่หัวจ้าวยวี่เจี๋ย โดยปั้นน้ำเป็นตัวว่า หลายปีที่คลุกคลีอยู่ด้วยกันเช้าค่ำ แท้จริงแล้วมิได้มีเวลาพลอดรักชมจันทร์หวานแหวว ทว่าส่วนใหญ่ล้วนทุ่มเทให้กับการฝึกปรือฝีมือทั้งสิ้น
พรสวรรค์ของจ้าวยวี่เจี๋ยวิปริตเพียงใด คนตระกูลจ้าวย่อมประจักษ์แก่สายตา ฝึกปรือเพียงสองสามปีก็ทะยานสู่ระดับฝึกกายขั้นเก้ากระทั่งเหยียบย่างระดับคุมปราณ ความเร็วดุจปีศาจนี้อย่าว่าแต่อัจฉริยะทั่วไป แม้แต่จ้าวชี่เยว่ยังถูกทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
ประกอบกับจ้าวหนิงคืออัจฉริยะในรอบร้อยปี… ไม่สิ ในรอบห้าร้อยปีของตระกูลจ้าว เมื่อสัตว์ประหลาดสองตนร่วมมือกันขัดเกลาฝีมือ ผลลัพธ์ที่ดุดันจนผู้คนเบิกตาค้างย่อมไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
ก่อนหน้านี้ที่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ความร้ายกาจของเขา เป็นเพียงเพราะจ้าวหนิงไม่มีเวทีให้แสดงฝีมืออย่างเต็มกำลัง มิใช่เจตนาปิดบัง
“ก่อนศึกประลองยุทธ์ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะสู้เก่งกาจถึงเพียงนี้” จ้าวหนิงเคยตีหน้าตายเอ่ยกับพี่สาวเช่นนี้
ครานั้นจ้าวชี่เยว่กลอกตาจนแทบเห็นแต่ตาขาว พอได้ยินชื่อจ้าวยวี่เจี๋ย เพลิงโทสะนางก็พุ่งปรี๊ด ทว่าเมื่อเห็นจ้าวหนิงหน้าด้านปั้นเรื่องไหลลื่น นางกลับเชื่อไปแล้วเจ็ดแปดส่วน ท้ายที่สุดก็ไม่มีคำอธิบายอื่นที่สมเหตุสมผลไปกว่านี้ และผลลัพธ์ความแข็งแกร่งก็ประจักษ์ชัดอยู่ทนโท่
มาบัดนี้เมื่อถูกเว่ยอู๋เซี่ยนต้อนเข้ามุม จ้าวหนิงจึงจำใจต้องงัดข้ออ้างมาแก้ตัว เรื่องที่เขาแกล้งอ่อนหัดยามยกพวกตีกับกลุ่มลูกหลานเสเพลในอดีต ปล่อยให้สหายร่วมรบต้องโดนอัดจนหน้าตาปูดโปนบอบช้ำกันไปหลายระลอก
จ้าวหนิงทอดถอนใจยาว ปั้นหน้าระทมทุกข์พลางเอ่ย “กาลก่อน ข้ากับจ้าวยวี่เจี๋ยเค้นพลังฝึกซ้อมกันทั้งวันทั้งคืน สัมผัสได้เลยว่าฝีมือก้าวหน้าขึ้นทุกลมหายใจ ข้าเคยคันไม้คันมืออยากจะกวาดล้างพวกสวะในเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง ทว่านางกลับห้ามปราม สั่งให้ข้าเร้นกายซ่อนคม เพื่อรอคอยจังหวะระเบิดพลังในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทวัยสิบหกปี… หวังให้ข้าเหยียบทุกผู้คน สร้างความตื่นตะลึงเหนือใต้หล้า…”
เว่ยอู๋เซี่ยนชะงักงัน “เจ้าเชื่อลมปากนางจริงๆ งั้นรึ”
“แรกเริ่มทุกคนตราหน้าข้าว่าเป็นคุณชายเสเพลเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกอัจฉริยะจอมปลอมต่างเหยียดหยามข้า จ้าวยวี่เจี๋ยพร่ำบอกว่า… แทนที่จะมีฝีมือแค่หางอึ่งแล้วรีบอวดเบ่ง สู้รอให้อยู่ในจุดที่ทุกคนทอดถอนใจยอมรับสภาพ แล้วค่อยปลดปล่อยพลังตบหน้าพวกมันให้ฉาดใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ ให้พวกมันต้องเบิกตาค้าง กระทั่งยอมคุกเข่าศิโรราบ…”
จ้าวหนิงเงยหน้ามองจันทรา แสร้งทำทีปวดร้าวเกินหวนนึกถึงอดีต “ข้าเห็นว่าทำเช่นนั้นคงสง่างามไม่หยอก และเจ้าก็รู้… หลายปีมานี้ข้าหลงนางหัวปักหัวปำ นางสั่งซ้ายข้าย่อมมิกล้าไปขวา…”
“พี่หนิง เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจกระจ่างแจ้ง” เว่ยอู๋เซี่ยนเห็นอีกฝ่ายหน้าสลด ก็ทึกทักเอาเองว่าสหายกำลังเจ็บปวดปางตายจากการโดนนังงูพิษทรยศ จึงรีบเอ่ยตัดบทไม่ให้รื้อฟื้นแผลใจ
จ้าวหนิงแสร้งฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความขมขื่น เว่ยอู๋เซี่ยนจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องการฝึกซ้อมรบจริง เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร ไปเถอะ พวกเราไปร่ำสุราหารือกันดีกว่า”
เมื่อดึงสหายรักออกจากห้วงอดีตอันเลวร้ายได้ เว่ยอู๋เซี่ยนก็ลอบพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
ในใจเขาแอบก่นด่า จ้าวยวี่เจี๋ยนังแพศยานี่พรสวรรค์ล้ำเลิศวิปริตแท้ ถึงขนาดใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นคู่ซ้อมรีดเร้นศักยภาพพี่หนิงจนทะลวงฝีมือดุดันได้ปานนี้… นังนี่มันตัวหายนะของแท้ หากข้าพบนางเมื่อใด ต้องรีบบั่นคอนางทิ้งเสียบัดเดี๋ยวนี้!
หลายวันต่อมา ทายาทวัยสิบหกปีจากสิบแปดตระกูลขุนนางบู๊และสิบสามตระกูลบัณฑิต ต่างมารวมพลกันที่ลานกว้างภายในค่ายทหาร เพื่อเตรียมตบเท้าเข้าสู่การฝึกซ้อมรบจริง
ทั่วลานตลบอบอวลด้วยรังสีฆ่าฟัน ทุกผู้ล้วนสวมเกราะเต็มยศ สะพายเกาทัณฑ์เหน็บดาบคมกริบ สัมภาระอัดแน่นด้วยเสบียงกรังและน้ำดื่ม รูปลักษณ์องอาจดุดันไม่ต่างจากทหารกล้าเตรียมกรีธาทัพ
ท้ายที่สุด… พวกทายาทตระกูลบัณฑิตก็แทรกซึมเข้าสู่สมรภูมิจำลองนี้ได้สำเร็จ
จ้าวหนิงทอดสายตามองแนวป่าเขารกทึบลึกเข้าไปราวสิบลี้เบื้องหน้า ในที่สุดนัยน์ตาเยียบเย็นก็หยุดลงตรงยอดเขาสูงตระหง่านใจกลางดงดิบ แม้ระยะห่างจะไกลลิบ ทว่าเขายังคงมองเห็นธงรบสีเหลืองผืนใหญ่โบกสะบัดท้าลมหยิ่งผยองอยู่บนยอดเขา
นับจากวินาทีนี้ ขบวนรบทั้งสามสิบเอ็ดทีมที่ประกอบด้วยทายาทวัยสิบหกปี จะต้องแยกย้ายบุกตะลุยเข้าสู่ป่าเขา เข่นฆ่าประชันฝีมือกันเป็นเวลาสองวันสองคืนเต็ม ผู้ใดกระชากธงเหลืองบนยอดเขามาได้ ผู้นั้นคือราชันย์แห่งสมรภูมินี้
กฎเกณฑ์การซ้อมรบจำลองครานี้ ขบวนของแต่ละตระกูลล้วนเป็นเอกเทศ เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ดงดิบ อีกสามสิบทีมที่เหลือคือศัตรูคู่อาฆาต เกียรติยศจากการชิงธงเหลือง จะตกลงสู่เงื้อมมือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์บีบคั้น หากปราถนาจะเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายยืนหยัดบนจุดสูงสุด ย่อมต้องงัดสารพัดกลยุทธ์อำมหิตมาห้ำหั่น ดั่งคำกล่าว ‘สุดยอดการศึกคือพิชิตด้วยอุบาย รองลงมาคือพิชิตด้วยการทูต’ ลูกหลานแต่ละตระกูลซึมซับตำราพิชัยสงครามมาลึกซึ้งเพียงใด ย่อมได้เปลื้องเปลือกพิสูจน์ธาตุแท้กันในครานี้
“ศึกประลองยุทธ์เจ้าคว้าชัยมาแล้ว ผลงานโดดเด่นสะเทือนฟ้าไร้ผู้ต่อกร หากครานี้กระชากธงมาได้อีก ย่อมผูกขาดอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา หลังจากนี้ยามเข้ารับราชการ ตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดสายหลักต้องตกเป็นของเจ้าแน่” จ้าวชี่เยว่เอ่ยให้กำลังใจผู้เป็นน้องชาย
เว่ยอู๋เซี่ยนปรายตามองกลุ่มบัณฑิต ลูบคางครุ่นคิด “ผู้มาเยือนล้วนซ่อนดาบในรอยยิ้ม มิรู้ว่าพวกลูกเต่าตระกูลบัณฑิตพวกนี้พอเข้าป่าไปแล้วจะขยับตัวเช่นไร… จะแอบจับมือเป็นพันธมิตรกันหรือไม่”
ระหว่างที่วงสนทนากำลังดำเนินไป ซุนคังพลันนำขบวนลูกหลานตระกูลซุนเดินผ่านเข้ามาใกล้ เขาหยุดฝีเท้าเบื้องหน้าจ้าวหนิง แย้มยิ้มทักทายด้วยจริตมารยาทงดงามทว่าแฝงรังสีคุกคาม
“คุณชายจ้าว…”