ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 46 เผชิญหน้า (2)
“คุณชายจ้าว วรยุทธ์เจ้าร้ายกาจก็จริง ทว่าสมรภูมินี้มิใช่วัดกันที่ฝีมือเดี่ยว จงระวังหัวไว้ให้ดี ครานี้ข้ามิมีวันหลบเลี่ยงการปะทะเด็ดขาด” ซุนคังยังคงประดับรอยยิ้มเจิดจ้าเช่นเคย
สีหน้าจ้าวหนิงราบเรียบดุจผิวน้ำ ทว่าจ้าวซินกลับขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น
การซ้อมรบแบ่งเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มวัยสิบหกปีคือกลุ่มรั้งท้าย ส่วนกลุ่มวัยสิบแปดปีของจ้าวซินนั้นกรีธาทัพบุกเข้าป่าลึกไปก่อนหน้าแล้ว
กองกำลังขุนนางบู๊ตระกูลจ้าวภายใต้การนำของจ้าวซิน แม้จะหยัดยืนสู้จนหยดสุดท้าย ทว่ากลับพลาดท่าชิงธงเหลืองไม่สำเร็จ พวกเขาโดนตระกูลซุนตลบหลัง จับมือกับขุนนางบู๊สายอื่นซุ่มดักสังหารอย่างเหี้ยมโหด จนทัพแตกพ่ายยับเยิน
ธงรบสีเหลืองจึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือตระกูลซุน
ยามจ้าวซินซมซานกลับมา สภาพเกราะขาดวิ่น ทั่วร่างอาบย้อมด้วยโลหิต ตามคำบอกเล่า ก่อนจะตีฝ่าขึ้นยอดเขาลูกสุดท้าย ทายาทตระกูลซุนยื่นข้อเสนอให้ตระกูลจ้าวร่วมจับมือ กวาดล้างพวกบัณฑิตให้พ้นทางเสียก่อน
จ้าวซินย่อมปรารถนาจะเด็ดหัวพวกบัณฑิตเป็นทุนเดิม จึงตอบรับเงื่อนไข ใครเล่าจะคาดคิดว่าระหว่างเจรจา กองกำลังพันธมิตรของตระกูลซุนกลับฉวยจังหวะตีโอบล้อม แล้วเปิดฉากสังหารหมู่ฉับพลันจนตระกูลจ้าวพ่ายหมดรูป
นอกเหนือจากสนามของจ้าวซินที่ตระกูลซุนชิงธงไปได้ อีกสองสมรภูมิที่เหลือ ตำแหน่งผู้ชนะเลิศล้วนตกเป็นของทายาทตระกูลบัณฑิตทั้งสิ้น ซ้ำร้ายสนามประลองวัยสิบเจ็ดปี ผู้ที่กระชากธงเหลืองมาครองยังเป็นกองกำลังของตระกูลสวี
“สามสมรภูมิก่อนหน้า กองกำลังมากมายแห่แหนไปสวามิภักดิ์ตระกูลซุน นอกเหนือจากตระกูลเว่ยและหยางแล้ว ไร้ผู้ใดเหลียวแลตระกูลเรา มิรู้ว่าตระกูลซุนลอบยื่นผลประโยชน์อันใดให้ขุนนางบู๊สายอื่น หรือมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนเร้น พวกมันถึงได้พร้อมใจหันหลังให้ตระกูลจ้าวเช่นนี้”
ใบหน้างดงามของจ้าวชี่เยว่เคร่งเครียดหนัก เอ่ยกำชับน้องชายให้ระวังตัวทุกฝีก้าว
สถานะของนางค่อนข้างพิเศษจึงถูกสั่งห้ามร่วมซ้อมรบ มิเช่นนั้นด้วยพลังฝีมือระดับนาง กองทัพตระกูลจ้าวย่อมไม่มีทางถูกเหยียบย่ำพ่ายแพ้ติดกันถึงสามสนามเยี่ยงนี้
“วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าต้องรับมือเยี่ยงไร” จ้าวหนิงตระหนักดีว่าสมรภูมินี้มิอาจกำชัยด้วยความมุทะลุ ที่นี่ไม่ใช่ลานประลอง ระดับพลังบำเพ็ญของทุกผู้ไร้ช่องว่าง โอกาสงัดวรยุทธ์ส่วนตัวมาพลิกกระดานจึงตีบตันลง
จุดปล่อยตัวเข้าสู่ดงดิบของแต่ละทัพล้วนแตกต่างกัน ทุกขบวนต้องจับฉลาก จากนั้นจะมีขุนนางนำทางไปยังจุดที่กำหนดและส่งสัญญาณบุกพร้อมกัน เพื่อสกัดกั้นการแอบตั้งป้อมรวมกลุ่มตั้งแต่ตีนเขา
จ้าวหนิงนำทัพลูกหลานตระกูลจ้าวทั้งเก้าชีวิตก้าวตามขุนนางเข้าสู่ป่าลึก สวีหมิงหล่างและหลิวมู่จือยืนตระหง่านเคียงคู่ ทอดสายตามองนักรบกว่าสามร้อยชีวิตที่กลืนหายเข้าไปในดงดิบรัศมีหลายสิบลี้
“ฝ่ายบัณฑิตกำชัยมาแล้วสองสมรภูมิ หากกวาดสนามนี้ไปได้อีกย่อมถือเป็นเสียงข้างมาก ถึงยามนั้นย่อมประจักษ์แก่สายพระเนตร ว่าสายเลือดบัณฑิตเหนือชั้นกว่าพวกลูกหลานบู๊ หากดันปัญญาชนเข้าคุมทำเนียบเสนาธิการทหาร ย่อมไร้ข้ออ้างใดให้พวกมันคัดค้าน” สวีหมิงหล่างแค่นหัวเราะ “ท้ายที่สุด กองทัพของขุนนางบู๊ ก็ยังต้องพึ่งพาตระกูลบัณฑิตเข้าไปจัดระเบียบอยู่ดี”
หลิวมู่จือเอ่ยสำทับอย่างลำพอง “จ้าวเสวียนจีกับเว่ยฉงซานได้ศาสตราปราณไปไม่กี่ชิ้นก็ทำเป็นผยอง หาตระหนักไม่ว่าหากเทียบกับอำนาจในทำเนียบเสนาธิการทหารแล้ว ของพรรค์นั้นมันจะนับเป็นตัวอันใดได้”
ขณะจิ้งจอกเฒ่าทั้งสองกำลังสนทนา ซุนเหมิงก็กำลังหารือลับกับอู๋ซู่ ผู้นำตระกูลอู๋อยู่อีกด้านหนึ่ง
“ศึกประลองยุทธ์วัดกันที่ฝีมือปัจเจก ทว่าการศึกบนสมรภูมิต้องอาศัยขุมกำลังโดยรวม หากตระกูลจ้าวไร้ผลงานประจักษ์ในการซ้อมรบครานี้ กระทั่งธงเหลืองสักผืนยังคว้ามามิได้ ความแข็งแกร่งของตระกูลจ้าวย่อมถูกตั้งคำถาม”
ซุนเหมิงเหยียดยิ้มเย็นชา “ตระกูลซุนของเราอุดมด้วยยอดคน ตราบใดที่ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นความเก่งกาจ มีหรือจะมิเรียกใช้ และหากตาเฒ่าอย่างข้าเหยียบย่างเข้าสู่ทำเนียบเสนาธิการทหารได้สำเร็จ เหมืองผลึกขาวใกล้จินหลิงของข้า ย่อมตกเป็นของตระกูลอู๋ทันที”
อู๋ซู่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม เขารู้ตัวดีว่าต่อให้โครงสร้างทำเนียบเปลี่ยนเป็น ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ ตนก็ไร้บารมีพอจะเบียดขึ้นเป็นหนึ่งในห้าเสนาธิการใหญ่ ดังนั้นการหนุนหลังตระกูลซุนเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มหาศาล จึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
หลังจากจ้าวหนิงนำทัพแทรกซึมเข้าสู่ป่าดิบชื้น เขากลับมิได้มุ่งหน้าทะลวงเข้าสู่ใจกลางสมรภูมิในทันที
บทเรียนจากสามสนามรบชี้ชัดว่า ตระกูลจ้าวกลายเป็นเป้าสังหารของทุกฝักฝ่าย การที่พวกลูกเต่าบัณฑิตหมายหัวตระกูลจ้าว เขาพอเข้าใจได้ ทว่าการที่ขุนนางบู๊สายอื่นก็ดักลอบกัดเขี่ยพวกเขาให้พ้นทาง เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมต้องมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่
เขาขุดคุ้ยความทรงจำชาติก่อนอย่างละเอียด ทว่ากลับหาจุดเชื่อมโยงมิพบ จนกระทั่งวันนี้… เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนเกิดมหาสงครามนองเลือดในชาติอดีต เคยมีข่าวลือเรื่องรื้อโครงสร้างทำเนียบเสนาธิการทหารเป็น ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ แพร่งพรายออกมา
ในกาลนั้น ผู้นำตระกูลจ้าวมิได้รั้งตำแหน่งเสนาธิการใหญ่อีกต่อไป ผู้ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จคือซุนเหมิง ชาติก่อนเขาเย่อหยิ่งเกินกว่าจะใส่ใจการเมือง ประกอบกับท้ายที่สุดแผนการนี้ก็พังทลาย เมื่อกองทัพเป่ยหูเหยียบพรมแดนอย่างอุกอาจ ทำเนียบเสนาธิการทหารจึงกลับมามั่นคงดุจขุนเขาดังเดิม
สาเหตุที่เหล่าขุนนางบู๊พร้อมใจกันรุมทึ้งตระกูลจ้าว ดูท่าคงหนีไม่พ้นเรื่องโครงสร้างห้าเหล่าทัพ จู่ๆ มีเก้าอี้เสนาธิการใหญ่เพิ่มขึ้นมาเป็นกระตั้ก หมาป่าตัวใดบ้างจะไม่อยากกระโจนเข้าฉีกทึ้งเนื้อชิ้นมัน อีกทั้งท่านปู่ย่อมต้องขัดขวางหัวชนฝา ตระกูลจ้าวถึงได้ถูกถีบไปยืนฝั่งตรงข้ามกับคนทั้งโลก
เมื่อปริศนากระจ่างแจ้ง จ้าวหนิงก็สามารถอ่านกระดานหมากตรงหน้าได้ทะลุปรุโปร่ง
หลับตาเดายังรู้ ผู้นำขุนนางบู๊ที่กล้าพยักหน้ารับเงื่อนไขให้พวกบัณฑิตแทรกซึมเข้าสมรภูมิต่อหน้าพระพักตร์ ล้วนต้องได้กลิ่นคาวเลือดของเก้าอี้เสนาธิการใหม่ไม่มากก็น้อย ในหมู่สุนัขลอบกัดเหล่านี้ ตระกูลซุนบารมีล้นฟ้าสุด ย่อมหนีไม่พ้นเป็นแกนนำชักใยอยู่หลังม่าน
ลำคอของจ้าวหนิงพลันตีบตัน ความกดดันมหาศาลกดทับลงกลางอก
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แทบไร้เงาขุนนางบู๊สายใดยินดีหยัดยืนเคียงข้างตระกูลจ้าวอีกต่อไป แผนการรวบรวมขุมกำลังพันธมิตรในป่าดิบชื้นแห่งนี้ ย่อมกลายเป็นเพียงฝันกลางวันอันน่าขัน
ทางรอดเดียวคือต้องควานหากองกำลังตระกูลเว่ยกับตระกูลหยางให้พบ นี่คือพันธมิตรตายแทนสองกลุ่มสุดท้ายที่ตระกูลจ้าวเหลืออยู่ นอกเหนือจากนั้นก็คือตระกูลฟ่าน... ต้องดูว่าจะสามารถหลอกใช้พวกมันเพื่อปูทางสู่ชัยชนะได้หรือไม่
สมรภูมินี้มีหมาป่าซุ่มซ่อนถึงสามสิบเอ็ดฝูง จ้าวหนิงมิได้หยิ่งผยองจนคิดว่า เพียงลำพังเขากับกองกำลังตระกูลจ้าวจะสามารถฝ่าวงล้อมมรณะนี้ไปได้
อีกสามปีให้หลัง ทัพเป่ยหูจะจุดไฟสงครามล้างแผ่นดิน หากบัดนี้ขุนนางบู๊ต้าฉีมัวแต่เข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิงเศษเนื้อจากทำเนียบห้าเหล่าทัพ ยามกองทัพม้าเหล็กเป่ยหูบุกทะลวงกำแพงเมือง ต้าฉีย่อมต้องซ้ำรอยหายนะนองเลือดเป็นแน่แท้
ข้าต้องเด็ดหัวความวุ่นวายนี้ตั้งแต่ในมุ้ง เรื่องอื่นช่างหัวมันก่อน ทว่าธงเหลืองบนยอดเขานั่น ข้าต้องกระชากมันมาให้จงได้ จะปล่อยให้พวกหนอนตำราคว้าไปมิได้เด็ดขาด!
นัยน์ตาจ้าวหนิงวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร
ความขัดแย้งของตระกูลขุนนางบู๊ยามนี้ ยังถูกจำกัดขอบเขตไว้เพียงเทศกาลล่าสัตว์ และเกี่ยวพันแค่สายเลือดรุ่นเยาว์ ยังไม่ลุกลามกัดกินถึงรากฐาน ตราบใดที่สกัดกั้นไม่ให้ขุนนางบุ๋นใช้เป็นข้ออ้าง และแผนรื้อโครงสร้างห้าเหล่าทัพถูกปัดตกรั้วราชสำนัก มหันตภัยที่ขุนนางบู๊จะแตกหักฆ่าฟันกันเองย่อมมลายสิ้น
จ้าวหนิงจดจำทิศทางที่ขบวนตระกูลเว่ยบุกทะลวงเข้าป่าได้แม่นยำ เขานำกำลังพลเร้นกายลัดเลาะไปตามเส้นทางนั้นทันที มิได้เร่งรุดเอาเป็นเอาตาย ทว่าเน้นลบประกายร่องรอยมิให้ศัตรูหน้าไหนจับสัมผัสได้
เขาตวัดเกาทัณฑ์สะพายหลัง รับหน้าที่พลสอดแนมด้วยตนเอง ร่างโปร่งค้อมต่ำทะยานนำหน้าสุด บางคราพลิ้วกายดุจเงาขึ้นยอดไม้สูง บางคราซุ่มหมอบบนเนินดินเพื่อกวาดสายตาจับสัมผัสความเคลื่อนไหวโดยรอบ
นอกเหนือจากเกาทัณฑ์มฤตยูและดาบเหล็กกล้า จ้าวหนิงยังสวมเกราะหนังห่อหุ้มกายมิดชิด ยามดึงหน้ากากลงปิดบังใบหน้า จะหลงเหลือเพียงนัยน์ตาดุดันเยือกเย็นดุจหมาป่า
นี่คือเกราะหนังอาคมสั่งทำพิเศษ ภายในฝังผลึกม่วงผสานค่ายกลอักขระลี้ลับ มันสามารถประเมินระดับความเสียหายจากแรงปะทะของคมดาบวิถีศร โดยจะเปล่งแสงเตือนภัยออกมาสองระดับคือสีส้มและสีแดงฉาน
หากผลึกหินกลางอกอาบย้อมด้วยแสงสีแดงเมื่อใด ย่อมถือว่านักรบผู้นั้น ‘ตายตกในหน้าที่’ ห้ามเอื้อนเอ่ยหรือขยับเขยื้อนสิ่งใด ทำได้เพียงทิ้งตัวนอนรอคนหามศพออกจากสมรภูมิ
ทั่วทั้งผืนป่าแห่งนี้อัดแน่นด้วยเงาขันทีวังหลวง พวกมันคือยอดฝีมือระดับสูงที่เร้นกายซุ่มซ่อนตามจุดยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่จับตาทุกความเคลื่อนไหวเพื่อผดุงความยุติธรรม และสกัดกั้นภยันตรายนอกลู่นอกทาง
ด้วยสัญชาตญาณเพชฌฆาตที่ถูกขัดเกลามาจากกองซากศพในชาติก่อน จ้าวหนิงจับสัมผัสร่องรอยของขบวนทัพหนึ่งที่เพิ่งเคลื่อนผ่านไปได้ แม้อีกฝ่ายจะพยายามลบรอยเท้าอย่างแนบเนียน ทว่ามิอาจเล็ดลอดสายตาพญาเหยี่ยวของเขาไปได้
สะกดรอยตามล่าไปมิถึงห้าลี้ เบื้องหน้าพลันปรากฏขบวนทัพตระกูลบัณฑิตกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งหย่อนใจกัดกินเสบียงกรังและจิบน้ำอยู่ริมธารอย่างย่ามใจ
รูปแบบเกราะหนังของพวกบัณฑิตแตกต่างจากขุนนางบู๊ชัดเจน จ้าวหนิงจึงแยกแยะพวกมันออกตั้งแต่ปราดแรกที่เห็น
ในเมื่อสวรรค์ประทานพวกหนอนตำรามาส่งถึงปากกระบอกศร ย่อมไร้เหตุผลที่จะปล่อยให้รอดชีวิต ที่นี่มีเพียงผู้ล่ากับผู้ถูกล่าเท่านั้น
ทว่าจ้าวหนิงมิได้ผลีผลามกระโจนเข้าใส่ เขาส่งสัญญาณมือเรียกขุมกำลังมาซุ่มซ่อนตัวหลังโขดหิน สั่งให้พักฟื้นลมปราณเงียบๆ ส่วนตนเองเร้นกายออกไปสำรวจลาดเลารัศมีโดยรอบ เมื่อหมาป่าหนุ่มมั่นใจว่าไร้เงาศัตรูกลุ่มอื่นซุ่มตลบหลัง จึงทะยานกลับมา
“สิบสาม สิบสี่ พวกเจ้าแทรกซึมไปหลังหินเขียวฝั่งซ้าย สิบหก ปีนขึ้นไปซุ่มบนยอดไทรฝั่งขวา รอสัญญาณข้าแล้วค่อยเปิดฉากสังหาร” จ้าวหนิงออกคำสั่งเฉียบขาดผ่านลำดับพี่น้องตระกูล “สิบสอง สิบห้า ลอบไปสกัดเส้นทางลงเขาฝั่งตะวันออก ทันทีที่พวกมันแตกทัพหนีตาย จงทะยานออกไปบั่นคอให้สิ้น อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
ยอดฝีมือตระกูลจ้าวรับคำสั่งจนขึ้นใจ ก่อนค้อมกายลงต่ำ พวกเขากัดกิ่งไม้ไว้ในปากเพื่อปิดกั้นเสียงลมหายใจ จากนั้นส่งสัญญาณมือแล้วกลืนร่างหายเข้าไปในเงามืด แยกย้ายประจำจุดซุ่มโจมตีอย่างรวดเร็ว
กองกำลังหนึ่งหน่วยมีสิบชีวิต จ้าวหนิงตวัดมือสั่งการสี่สหายที่เหลือ ระบุตำแหน่งให้พวกเขาลอบคลานรุกคืบเข้าไปให้ใกล้ที่สุดก่อนง้างสายศร การหดระยะลอบสังหารเช่นนี้ นอกจากจะรีดเค้นพลังทำลายล้างของเกาทัณฑ์จนถึงขีดสุด ยังกรุยทางให้พุ่งทะยานเข้าประจัญบานประชิดตัวได้ในเสี้ยวลมหายใจ
เมื่อตาข่ายมฤตยูกางพร้อมสรรพ จ้าวหนิงพลันทะยานร่างออกจากพุ่มไม้ ยืนตระหง่านท้าทายกลางแจ้ง เขากระชากสายเกาทัณฑ์ปราณจนโค้งงอดุจจันทร์เสี้ยว น้าวศรเล็งเป้าเจาะกะโหลกทายาทตระกูลบัณฑิตผู้หนึ่ง ก่อนปลดปล่อยมัจจุราชออกจากปลายนิ้วอย่างเหี้ยมโหด
ในชั่วพริบตาเดียวกันนั้น สายศรทะลวงวิญญาณอีกเก้าดอกก็ถูกปลดปล่อยจากเงามืด พุ่งแหวกอากาศเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมเพรียง!
หลิวซินเฉิงเพิ่งกลืนเนื้อแห้งลงคอ กำลังกระดกถุงน้ำดับกระหาย ทว่ายามแหงนหน้าขึ้น ประกายแสงค่ายกลอักขระพลันสว่างวาบจากเงามืดเบื้องหน้า หัวใจของมันกระตุกวูบตกลงไปถึงตาตุ่ม คำว่า ‘ระวังลอบโจมตี’ ยังมิทันหลุดพ้นลำคอ เสียงสายศรกระชากวิญญาณก็กรีดร้องแหวกอากาศ พร้อมลำแสงมฤตยูที่พุ่งแหวกขยายใหญ่เต็มสองตา
ระยะที่ได้ยินเสียงสายเกาทัณฑ์ลั่นชัดเจนปานนี้ ย่อมชี้ชัดว่ามัจจุราชมายืนจ่ออยู่ปลายจมูกแล้ว!
หลิวซินเฉิงตื่นตระหนกทิ้งตัวกลิ้งหลบ ทว่าเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าว ความเจ็บปวดร้าวลึกดุจถูกอสรพิษฉกก็แล่นพล่านจากแขนซ้าย แม้หัวศรซ้อมรบจะถูกทื่อคมจนเจาะเกราะมิเข้า ทว่าพลังอัดกระแทกของมันกลับหนักหน่วงดุจขุนเขากระแทกทับ
หางตาตวัดมองเกล็ดเกราะแขนซ้ายที่บัดนี้อาบย้อมด้วยแสงสีแดงฉาน หลิวซินเฉิงขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น แสงสีเลือดนี้คือคำพิพากษาว่าแขนข้างนั้นขาดสะบั้น ไร้สภาพจะจับดาบต่อกรได้อีก
มันกัดฟันกลิ้งหลบอีกตลบ ชักดาบออกจากฝักหมายทะยานหนีเข้าพงไพรด้านข้าง ศัตรูยึดชัยภูมิเหนือกว่า ซ้ำยังสาดห่าธนูกดดัน หากไร้ที่กำบัง มันย่อมถูกสับเปลี่ยนเป็นเป้าซ้อมยิงธนูอาบเลือดแน่นอน
ทันทีที่แทรกตัวหลบหลังต้นไม้ใหญ่ มันเอี้ยวคอมองสภาพสนามรบเบื้องหลัง เลือดในกายพลันเย็นเฉียบ สหายร่วมรบสามชีวิตผลึกเกราะอกสว่างวาบเป็นสีแดง ถูกมัจจุราชพิพากษาตายตกไปแล้ว ส่วนรอดชีวิตที่เหลือล้วนบาดเจ็บสาหัสกระจัดกระจาย
“สุนัขลอบกัดตัวใดกล้าลอบจู่โจมคุณชายอย่างข้า!” หลิวซินเฉิงแผดเสียงตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด
“ปู่จ้าวของเจ้ากระมัง”
จ้าวหนิงร่นระยะเข้ามาประชิดหลิวซินเฉิงในเสี้ยวลมหายใจ ทันทีที่ศรพ้นแล่ง เขาสลัดคันธนูทิ้ง ชักดาบเหล็กกล้าพุ่งทะยานดุจวิหคโฉบเหยื่อ เหยียบก้าวข้ามโขดหินเพียงสามก้าว ก็ตวัดคมดาบเข้าประชิดสีข้างหลิวซินเฉิง
นัยน์ตาหลิวซินเฉิงเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาเมื่อประจักษ์ใบหน้าผู้มาเยือน มันฝืนตวัดดาบแขนเดียวเข้าปะทะ พร้อมแผดเสียงสั่งเสียคนในตระกูล “หนีไปซะ!”
หากปะทะตัวต่อตัว ในสมรภูมินี้ย่อมไร้ผู้ใดทัดเทียมเพลงดาบจ้าวหนิง ยามนี้ทัพหลิวสูญเสียกำลังรบไปถึงสาม หากยังปรารถนาจะรอดชีวิตไปซ้อมรบต่อ ทำได้เพียงสละทัพแยกย้ายหนีตาย
“สายไปแล้ว” จ้าวหนิงเหยียดยิ้มอำมหิต เพลงดาบตวัดฟาดฟันดุจพายุคลั่งเพียงสามกระบวนท่า เกราะหนังของหลิวซินเฉิงพลันระเบิดแสงสีแดงฉานอาบทั้งร่าง จ้าวหนิงซัดฝ่าเท้ากระแทกอกมันกระเด็นลงไปกองกับพื้น ก่อนทะยานร่างไล่ล่าเหยื่อรายต่อไปโดยมิปรายตามอง
นอกเหนือจากผู้ซุ่มสกัดกั้น ลูกหลานตระกูลจ้าวแนวหน้าล้วนปฏิบัติตามแผนเกาทัณฑ์เบิกทาง ทันทีที่ศรพ้นแล่ง พวกเขาก็ชักดาบพุ่งเข้าประจัญบานระยะประชิดอย่างดุดัน
ขบวนทัพตระกูลหลิวถูกกระชากวิญญาณฉับพลันจนค่ายกลแตกพ่ายยับเยิน พอสิ้นเสียงสั่งเสียของหลิวซินเฉิง พวกมันต่างทิ้งดาบเตรียมวิ่งหนี ทว่ากลับโดนหมาป่าตระกูลจ้าวที่ดักซุ่มจากทุกทิศพุ่งประกบสับสังหารแบบตัวต่อตัว เส้นทางหนีรอดเพียงหนึ่งเดียวถูกปิดตายสิ้น ในชั่วอึดใจ หากไม่ถูกบั่นคอล้มกลิ้ง ก็ถูกห่าศรเสียบทะลุเกราะ ‘ตายตก’ จนหมดจด
“สมรภูมิเลือดมิใช่สนามเด็กเล่นให้พวกหนอนตำราอย่างพวกเจ้ามาเดินเล่นหรอกนะ แค่หยุดพักยังไร้เงายามระวังภัย พอโดนซุ่มโจมตีก็วิ่งหางจุกตูดดุจหมาแตกรัง สภาพทุเรศเยี่ยงนี้ยังริอ่านกำแหงจะสร้างผลงานรึ ช่างเป็นฝูงสวะชั้นดีเสียจริง”
สิบเจ็ดกระชากป้ายหยกประจำตัวของหลิวซินเฉิงออกมา ก่อนพ่นคำผรุสวาทเหยียดหยามเหยื่อใต้ฝ่าเท้า
ธงรบยอดเขามีเพียงหนึ่ง ทว่านอกเหนือจากการแย่งชิงธงแล้ว การ ‘เด็ดหัว’ ลูกหลานตระกูลคู่แข่งและกวาดป้ายหยกมาเชยชม เมื่อจบการประเมินย่อมถูกนับเป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อชี้วัดอันดับกองทัพบนกระดาน
แม้เกราะหนังจะรองรับคมดาบ ทว่าแรงอัดกระแทกจากเพลงดาบจ้าวหนิงทำเอาหลิวซินเฉิงเจ็บร้าวลึกจนมุมปากกระตุก ยิ่งโดนคำหยามเหยียดจากสิบเจ็ด เพลิงโทสะยิ่งสุมอกจนแทบกระอักเลือด ทว่ามันทำได้เพียงนอนเบิกตาจ้องมองศัตรูริบของบรรณาการไปต่อหน้าต่อตา
ศึกกวาดล้างครานี้ ลูกหลานจ้าวมีผู้บาดเจ็บเพียงสามนาย ซ้ำยังเป็นเพียงรอยถลอกที่ขับประกายเกราะเป็นเพียงสีส้มจางๆ
หากอ้างอิงตามสรรพคุณโอสถวิเศษในสมรภูมิรบจริง แสงสีส้มระดับนี้ ทิ้งไว้เพียงไม่กี่ชั่วยามก็จะเลือนหายรักษาตนเอง
หลังเหยียบย่ำทัพตระกูลหลิวจนจมดิน จ้าวหนิงและพรรคพวกก็กวาดต้อนป้ายหยก เสบียงกรัง และถุงน้ำมาเป็นของตนโดยมิรอช้า ทันทีที่ปล้นสะดมเสร็จสิ้น ฝูงหมาป่าตระกูลจ้าวก็เร้นกายสลายหายเข้าไปในดงดิบไร้ร่องรอยราวกับภูตผี