ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 49 สิ่งยั่วยวน
จ้าวหนิงไม่คิดรั้งรอให้ฟ้าสาง พอแผนการก่อตัวในหัวเขาก็ลงมือทันที เว่ยฉงซานเพิ่งเอ่ยปากว่าก่อนหน้านี้พบเห็นขบวนคนตระกูลฟ่านอยู่ลิบๆ ทว่ายามนั้นติดพันศึกในหุบเขา จึงไร้เวลาใส่ใจ
ชายหนุ่มคำนวณทิศทาง คาดการณ์ว่าคนตระกูลฟ่านมีโอกาสมุ่งหน้าไปยังสันเขาต้นปั๋วสูงยิ่ง การเร้นกายลอบติดต่อยามวิกาล ย่อมรัดกุมกว่ากลางวันอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาสั่งการให้เว่ยฉงซานนำกำลังเร้นกายตามติดเป็นทัพหลัง หากขุมกำลังที่สันเขาต้นปั๋วมีไม่มาก และตระกูลฟ่านปะปนอยู่ในนั้น การอาศัยความมืดตลบหลังผสานรุกรับทั้งในและนอก ย่อมกวาดล้างศัตรูได้อย่างงดงาม
ตัดภาพมายังค่ายพัก ซุนคังนั่งจับเจ่าอยู่หน้ากองไฟ ฉีกทึ้งเนื้อไก่ป่าย่างเข้าปากด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คุณชายผู้คุ้นชินกับอาหารเลิศรส หากได้ลิ้มลองของป่าสักคราย่อมถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ทว่าฝีมือย่างเนื้อของลูกหลานตระกูลซุนช่างบัดซบเกินทน คอไก่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก แต่อกไก่กลับแดงเถือกชุ่มเลือด หนังไก่หงิกงอดำปี๋ซ้ำยังมีตอขนติดเป็นหย่อม แค่ปรายตามองก็ชวนสะอิดสะเอียน ไม่ต้องเอ่ยถึงเกลือที่โรยสะเปะสะปะ บางคำเค็มปี๋จนลิ้นชา บางคำจืดชืดคาวคลุ้งบาดคอ
การฝืนกลืนก้อนเนื้อสวะพรรค์นี้ลงคอ สำหรับซุนคังไม่ต่างจากการทรมานตนเอง แต่เมื่อรอนแรมกลางป่าเขาจำต้องปรับตัว เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะถือการกลืนกินสิ่งโสโครกนี้เป็นการขัดเกลาจิตใจ ยึดถือเรื่องเล็กน้อยในชีวิตมาเป็นเครื่องบ่มเพาะตบะดังเช่นที่เคยทำมา
อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลซุนปั้นหน้าเรียบเฉย ฝืนกัดกินซากไก่ย่างอย่างเคร่งขรึม ปณิธานของเขาหนักแน่นดั่งศิลา ชายหนุ่มค่อยๆ ฉีกเนื้อทีละคำเล็กๆ แล้วกลืนลงคอทั้งอย่างนั้น หวังเพียงจะก้าวข้ามอุปสรรคทางใจดั่งเช่นอดีต
ทว่าเรื่องราวกลับตาลปัตร ทันทีที่กัดโดนก้นไก่ ปลายลิ้นพลันสัมผัสรสชาติบัดซบสุดพรรณนา กลิ่นสาบสางตีกลับขึ้นจมูก ท้องไส้ปั่นป่วนราวกับคลื่นคลั่ง
ซุนคังไม่อาจสะกดกลั้นตบะได้อีกต่อไป เขาอ้าปากกว้าง ขย้อนของเก่าพรวดออกมาในคราวเดียว
เมื่อตบะแตกพ่าย สัมผัสรับรสที่เคยกดข่มไว้พลันพังทลายดั่งทำนบแตก บังคับให้คุณชายตระกูลซุนต้องหมอบคลานกับพื้น โก่งคออาเจียนรวดร้าว อย่าว่าแต่ก้อนเนื้อที่เพิ่งฝืนกลืน กระทั่งน้ำย่อยในกระเพาะยังขย้อนออกมาจนหมดไส้หมดพุง
เสียงขย้อนของเขาลุกลามประดุจโรคระบาด ชั่วพริบตาเดียวลูกหลานตระกูลใหญ่ทั้งค่ายก็พากันโก่งคออาเจียนระงม หลายคนหมอบคลานเกลือกกลิ้งกับพื้น เสียงโอ้กอ้ากดังสลับซับซ้อนชวนให้หนังหัวพองสยองเกล้า
ซุนคังที่เพิ่งล้วงผ้าเช็ดหน้าดิ้นทองออกมาซับปาก พลันได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยคละคลุ้ง จำต้องมุดหน้ากลับไปร่วมวงขย้อนอีกระลอก
เขาเบิกตาแดงก่ำ กำหมัดทุบพื้นโครมใหญ่ ก่อนจะพุ่งพรวดหนีออกจากค่าย วิ่งเตลิดเข้าป่าทิ้งห่างจากฝูงชนไปไกลลิบ กระทั่งเสียงอุจาดตานั้นจางหายจึงยอมหยุดฝีเท้า ชายหนุ่มน้ำตาเล็ด สูดอากาศเย็นเยียบกลางป่าเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการพะอืดพะอมถึงค่อยทุเลาลง
ความจริงขบวนของพวกเขาล้วนพกเสบียงแห้งติดตัว ทั้งเนื้อตากแห้งและผลไม้แช่อิ่มมีพร้อมสรรพ เดิมทีนึกว่าการย่างสัตว์ป่าจะเป็นความสำราญ ยามอยู่จวนตระกูลได้ลิ้มรสเนื้อแกะย่างฝีมือพ่อครัวล้วนโอชารส ใครเล่าจะคาดคิดว่าเมื่อคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อต้องลงมือเอง ผลลัพธ์จะออกมาย่อยยับปานนี้
แน่นอนว่าซุนคังย่อมไม่ปริปากบอกผู้ใด เจตนาที่เขาสั่งย่างเนื้อสัตว์ป่า แท้จริงแล้วเป็นเหตุผลเดียวกับการตั้งค่ายอย่างโอ่อ่าและจุดกองไฟสว่างไสว ข้างกายเขายามนี้รวบรวมขุมกำลังตระกูลขุนนางบู๊ไว้เกินครึ่ง กองทัพแข็งแกร่งไร้เทียมทาน นึกอยากทำสิ่งใดย่อมกระทำได้ตามใจปรารถนา ตรงข้ามกับจ้าวหนิงที่มีคนเพียงหยิบมือ ย่อมต้องหลบซ่อนตัวราวกบจำศีล หากกล้าจุดไฟเผยตำแหน่ง ย่อมดึงดูดหายนะมาเยือนจนสิ้นชื่อ
ภาพจินตนาการที่จ้าวหนิงต้องซุกหัวแทะเสบียงแห้งอย่างหวาดระแวง ในขณะที่ตนได้นั่งผิงไฟลิ้มรสเนื้อย่างอย่างสง่างาม ทำให้ซุนคังเสพติดความรู้สึกเหนือกว่าอย่างล้นเหลือ สิ่งเดียวที่เขาสะเพร่าประเมินพลาด คือการย่างเนื้อหาได้ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ มิใช่สิ่งที่ลูกคุณหนูผู้ใช้ชีวิตสุขสบายบนกองเงินกองทองจะจัดการได้
“มีเสบียงดีๆ ไม่กิน กลับมารนหาที่ทรมานตัวเองพรรค์นี้ พอที… หากงวดหน้าไม่มีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ ข้าจะไม่มีวันแตะต้องเรื่องพรรค์นี้อีกเด็ดขาด”
เขาพรูลมหายใจยาว ข่มอวัยวะภายในให้สงบนิ่ง ทว่าความขยะแขยงยังคงฝังลึกในกมลสันดาน ยามที่เขาวิ่งเตลิดออกมา ลูกหลานตระกูลใหญ่จำนวนไม่น้อยก็แตกฮือไปคนละทิศละทาง หลายคนวิ่งกระเจิงไปขย้อนไปจนกลิ่นเหม็นคลุ้ง ทุกคนจึงต่างรังเกียจและพยายามทิ้งระยะห่างจากกัน
ผู้ที่ตามมาทีหลังยิ่งต้องพุ่งทะยานให้ไกลกว่าเดิม เพื่อเลี่ยงการสูดดมกลิ่นโสมม
ฟ่านอี้เงยหน้ามองผืนฟ้าประดับดารา นางลูบหน้าอกกดข่มความพะอืดพะอม ความจริงนางหาได้แตะต้องเนื้อนรกพวกนั้นแม้แต่น้อย เพียงนั่งแทะเสบียงแห้งอย่างสงบเสงี่ยม ทว่าภาพผู้คนนับร้อยล้มกลิ้งโก่งคอขย้อนพร้อมกันช่างสยดสยองเกินรับไหว จิตใจของนางจึงได้รับความกระทบกระเทือนอย่างเลี่ยงไม่ได้
เดิมทีกองกำลังตระกูลฟ่านหมายมุ่งไปสมทบกับขั้วอำนาจขุนนางบุ๋น ทว่าจุดที่พวกนางเข้าสู่ป่าลึกกลับอยู่คนละทิศ จึงจำใจต้องติดสอยห้อยตามทัพของซุนคังไปพลางก่อน นับว่าโชคดีที่ก่อนการประลองจะเริ่ม สวีหมิงหล่างได้บรรลุข้อตกลงลับกับซุนเหมิง ว่าตราบใดที่ยังกวาดล้างตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย และตระกูลหยางไม่สิ้นซาก ทั้งสองฝ่ายจะไม่เปิดศึกสายเลือด เพื่อสงวนกำลังรบและอุดช่องโหว่มิให้จ้าวหนิงฉวยโอกาสหยิบชิ้นปลามัน
ด้วยเหตุนี้ ฟ่านอี้จึงมิได้ร้อนใจกับสถานการณ์ของตนนัก
นางปลดถุงน้ำข้างเอวกระดกดื่มรวดเดียวหลายอึก ทว่าพริบตาที่พรูลมหายใจ สัมผัสอันตรายพลันแล่นปลาบเข้าจับขั้วหัวใจ! เงาเลือนรางสายหนึ่งวูบผ่านเบื้องหน้ารวดเร็วดุจอสนีบาต เมื่อเพ่งมองให้ชัด กลับปรากฏร่างของบุรุษปริศนายืนประชิด นิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ปิดปากเงียบ
แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าผู้มาเยือน ฟ่านอี้เบิกตากว้าง รีบสะกดรั้งสัญชาตญาณโจมตีกลับลงไปทันควัน บุรุษเบื้องหน้ามิใช่ใครอื่น แต่คือจ้าวหนิงที่ใช้วิชาเร้นลับ ‘ท่าเท้ากระจกวารี’ เข้าประชิดตัวถึงถิ่น
จ้าวหนิงเร้นกายซุ่มดูอยู่รอบนอกค่ายมาพักใหญ่แล้ว เขากวาดสายตาสำรวจความเคลื่อนไหวจนกระทั่งกำหนดเป้าหมายที่ฟ่านอี้ ทว่าการจะลอบเข้าประชิดตัวนางโดยไร้ร่องรอยท่ามกลางดงศัตรูนั้นแสนเข็ญ จ้าวหนิงขบคิดหาหนทางรัดกุมอยู่นานก็ยังตีโจทย์ไม่แตก
จังหวะที่กำลังกลัดกลุ้ม เสียงขย้อนสะท้านโลกของซุนคังก็จุดชนวนความโกลาหลขึ้นพอดี ลูกหลานตระกูลใหญ่แตกฮือเตลิดออกมาราวกับผึ้งแตกรัง จ้าวหนิงจึงฉวยจังหวะชุลมุนเข้าประชิดตัวฟ่านอี้ได้อย่างหมดจด เขารั้งตัวนางเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ทึบ ย่อตัวลงต่ำแล้วซักถามเค้นข้อมูลสำคัญจากปากนางรวดเดียว
สดับคำอธิบายจนจบ จ้าวหนิงนัยน์ตาวูบไหว ขบคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเปิดศึกตัดกำลังตระกูลซุนทิ้งเสียที่นี่
ทว่าสุดท้ายต้องสลัดความคิดทิ้ง ต่อให้มีไส้ศึกอย่างคนตระกูลฟ่านคอยชักใยอยู่ภายใน แต่ขุมกำลังตระกูลขุนนางบู๊ที่รวมตัวกันถึงสิบสองกลุ่มนั้นมหาศาลเกินต้านทาน หากฟ่านอี้ด่วนเผยตัวตนตั้งแต่เนิ่นๆ รังแต่จะพังกระดานหมากให้ย่อยยับ
“พรุ่งนี้เมื่อเจ้ารวมกลุ่มกับขั้วขุนนางบุ๋น จงหาจังหวะเข้าหาเฉินอันจือ ลองโยนหินถามทางเพื่อหยั่งเชิงดู”
จ้าวหนิงออกคำสั่ง แม้เขากับเฉินอันจือจะมีไมตรีลึกล้ำ แต่การจะยืมดาบตระกูลเฉินมาเชือดเฉือนขุนนางบุ๋นด้วยกันเอง ย่อมเป็นการบีบให้เฉินอันจือต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
จ้าวหนิงไม่คิดบีบบังคับสหาย นอกเสียจากเฉินอันจือจะเอ่ยปากตกลงด้วยความสมัครใจ เขาถึงจะยอมเดินหมากตานี้
ต่อมาทั้งสองได้ตกลงรหัสลับสำหรับส่งข่าวในวันข้างหน้า เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่พลิกผัน ยามที่นางต้องแฝงตัวอยู่กลางดงศัตรู การลอบพบปะย่อมยากดั่งงมเข็มในมหาสมุทร โอกาสทองประทานค่ำคืนนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำสอง
ขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนร้าย กลับไม่ล่วงรู้เลยว่ามีผู้บุกรุกกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ก่อนหน้านี้อู๋จวิ้นก็นั่งแทะกระต่ายย่างอยู่ในค่าย แม้ฝีมือย่างจะห่วยแตก แต่ยังไม่ถึงขั้นกลืนแล้วคลื่นเหียน หากซุนคังไม่เป็นตัวการแพร่เชื้อโกลาหล เขาก็คงไม่ต้องวิ่งโก่งคอตามรอยอีกฝ่าย
หลังยืนสงบสติอยู่นอกค่ายพักใหญ่ อู๋จวิ้นเห็นแสงจันทร์กระจ่างตา จึงนึกอยากไปชำระกายที่ลำธารใกล้ๆ เพื่อล้างกลิ่นอัปมงคลทิ้ง ระหว่างทางเขาบังเอิญพบคู่หูคุณชายตระกูลใหญ่หลายคน พอพวกนั้นได้ยินจุดหมายของเขา ก็พลอยเกิดความคิดบรรเจิดตรงกัน ยามนี้ในค่ายเต็มไปด้วยอ้วกเกลื่อนกลาดและกลิ่นโสมม ไม่มีใครหน้าไหนอยากรีบกลับไปสูดดมมลพิษเร็วเกินไปนัก
การได้ล้างเนื้อล้างตัวยามวิกาลนับเป็นทางเลือกที่ไม่เลว คนทั้งเจ็ดแปดชีวิตเดินหยอกล้อกันมาตามทาง โดยหารู้ไม่ว่ากำลังมุ่งตรงไปยังจุดที่จ้าวหนิงกับฟ่านอี้เร้นกายอยู่ ระยะห่างระหว่างพวกเขากระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะจิต
จ้าวหนิงหูผึ่งรับเสียงฝีเท้า ค่อยๆ ช้อนตามองฝ่าความมืดอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นกลุ่มคนกำลังเดินตรงมา คิ้วของเขาพลันขมวดมุ่น ศัตรูมากันไม่น้อย ทว่าพุ่มไม้เร้นกายกลับเล็กเกินกว่าจะซ่อนตัวสองคน หากปล่อยให้อีกฝ่ายเดินมาถึงเบื้องหน้า ร่องรอยของพวกเขาย่อมถูกเปิดเผยอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้คนในค่ายจะแตกฮือกระจายไปคนละทิศ แต่ด้วยจำนวนคนที่มากโข พื้นที่ละแวกนี้จึงยังมีศัตรูป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมด หากจ้าวหนิงพลาดถูกพบตัวจนเกิดการปะทะ ย่อมไม่แคล้วโดนรุมกินโต๊ะ เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เขามีสามเศียรหกกร ก็คงไร้หนทางหนีขึ้นฟ้าหรือมุดลงดิน
ทว่าสิ่งที่จ้าวหนิงคาดไม่ถึง คือยังมีขุมกำลังอีกกลุ่มหนึ่งซุ่มซ่อนราวมัจจุราชท่ามกลางพงไพร มุ่งหน้าคืบคลานเข้าประชิดค่ายทหารอย่างเงียบกริบ
หัวหน้าทัพจดจ้องไปยังทิศทางของค่าย นัยน์ตาเบิกโพลงทอประกายเจิดจ้าดุจดาวหมาป่าสวรรค์ แววตาคู่นั้นมิเพียงดุดัน แต่ยังเปี่ยมด้วยความหิวกระหายถึงขีดสุด ประหนึ่งคนใกล้ตายกลางทะเลทรายที่พานพบโอเอซิส
“ท่านพี่… พวกเราจะบุกจริงๆ หรือ?” ผู้บำเพ็ญเพียรข้างกายเอ่ยถามด้วยความลังเล
“มีเหตุใดให้ถอยเล่า! นี่คือสมรภูมิชั้นยอดสำหรับขัดเกลากลยุทธ์ลอบจู่โจมยามวิกาลเชียวนะ”
“แต่ว่าท่านพี่… ขุมกำลังพวกมันมหาศาลนัก!”
“การลอบโจมตีคือสิ่งใด ต้องลงมือยามใด ย่อมเป็นยามที่กำลังรบฝ่ายเราเสียเปรียบ ไม่อาจกำชัยด้วยการปะทะซึ่งหน้า จึงต้องอาศัยกลยุทธ์พลิกแพลงเพื่อเด็ดหัวศัตรู! การลอบจู่โจมย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มากกว่าหลายเท่าตัว… อีกอย่าง เมื่อครู่หน่วยสอดแนมก็รายงานแล้วว่าคนในค่ายเหลือเพียงหยิบมือ ส่วนใหญ่เตลิดออกไปข้างนอกหมดแล้ว!”
หยางเจียนีกล่าวจบก็สูดปากฟืดใหญ่ กลืนน้ำลายที่แทบจะไหลย้อยลงคอ กลิ่นหอมฟุ้งที่ลอยมาตามลมช่างยั่วยวนกระเพาะอาหารนางจนแทบคลั่ง
ปลายจมูกของนางสามารถแยกแยะได้ทะลุปรุโปร่ง ว่าซากเนื้อที่กำลังย่างอยู่บนกองไฟมีสิ่งใดบ้าง ไก่ย่าง กระต่ายย่าง ปลาย่าง… กระทั่งเนื้อกวางย่างก็ยังมี หากมิใช่เพราะกลิ่นโอชารสโชยไปไกลจนเตะจมูก มีหรือที่นางจะยอมเปลี่ยนเส้นทางแวะมาที่นี่
ยามที่ยาตราทัพมาถึง หน่วยสอดแนมรายงานว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งรับอยู่ในค่าย นี่มันเป็นโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้ประเคนถึงปาก หยางเจียนีจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะบุกทะลวงสายฟ้าแลบ แน่นอนว่าสายลับของนางไม่ได้เข้าใกล้จนเกินไป ซ้ำแสงไฟยังสลัว จึงไม่มีใครล่วงรู้ถึงเศษซากอ้วกโสมมที่เจิ่งนองเต็มพื้น
นางจ้องเขม็งฝ่าแสงไฟไปยังเนื้อย่างสารพัดชนิดที่วางเรียงรายอยู่บนตะแกรง มือเรียวลอบลูบท้องแฟบแบนของตนเอง แววตาสาดประกายหิวโหยปานจะลุกไหม้ไปทั้งผืนป่า
“พวกสวะนี่คงสวาปามจนพุงกาง ถึงได้พากันออกไปเดินย่อย ทิ้งขว้างของเลิศรสไว้เยี่ยงนี้… ถือเป็นการเหยียบย่ำของประทานจากสวรรค์แท้ๆ”
เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผสมความปีติก็ฉีกกว้างบนใบหน้านาง
กฎเหล็กของการซ้อมรบคือทุกคนจะได้รับเสบียงแห้งจำกัด ปริมาณเพียงหยิบมือนั้นอาจพอประทังชีวิตผู้อื่น แต่สำหรับยอดขุนพลหญิงอย่างหยางเจียนี มันไม่พอแม้อุดซอกฟัน นางสวาปามเสบียงทั้งหมดลงกระเพาะเกลี้ยงไปตั้งแต่เนิ่นๆ หากไม่ได้เด็ดผลไม้ป่ากินประทังหิวระหว่างทาง ป่านนี้นางคงหน้ามืดล้มพับไปแล้ว บัดนี้เมื่อมีกองทัพของโอชารสมากองล่อตาล่อใจตรงหน้า มีหรือที่นางจะทนทานไหว
ยิ่งไปกว่านั้น การบุกปล้นเสบียงยังถือเป็นโอกาสลับคมดาบกลยุทธ์ลอบโจมตีของลูกหลานตระกูลหยาง ยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้นกสองตัว วิถีแห่งการบำเพ็ญตบะคือการเอาความอ่อนแอปะทะความแข็งแกร่ง ถึงจะรีดเร้นศักยภาพทะลวงผ่านขีดจำกัดได้รวดเร็ว ที่นี่ไม่ใช่สมรภูมิเลือด ไม่ต้องหวั่นเกรงความตาย หากปล่อยโอกาสหลุดมือ ยามต้องลงสนามรบจริง ผลลัพธ์ของความอ่อนหัดคือหัวหลุดจากบ่า
ในที่สุดเมื่อคืบคลานมาถึงขอบค่าย หยางเจียนีก็ตบะแตกทะลัก นางระเบิดพลังทะยานร่างออกจากพุ่มไม้ดุจพายุคลั่ง สองมือกำดาบม่อเตาเล่มยักษ์พุ่งเข้าทะลวงค่ายศัตรูเบื้องหน้า พร้อมแผดเสียงคำรามกึกก้องสะท้านขุนเขาหวังข่มขวัญศัตรู
“หยางเจียนีแห่งตระกูลหยางจากกว่างหลิงอยู่ที่นี่แล้ว จงส่งอาหา… ผู้ใดกล้าประลองดาบกับข้าบ้าง!”