ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 50 เรื่องบังเอิญล้วนลิขิต
จ้าวหนิงผนึกปราณเตรียมเร้นกายด้วยท่าเท้ากระจกวารี หวังถอยร่นก่อนกลุ่มอู๋จวิ้นจะบรรลุถึงตัว ทว่าเสียงกัมปนาทกึกก้องพลันปะทุขึ้นจากใจกลางค่ายพัก กระชากสติของเขาให้ตื่นตัวเต็มขั้น
เสียงตวาดกร้าวของหยางเจียนีแหวกอากาศมาแต่ไกล ด้วยระยะห่างระหว่างจุดซุ่มซ่อนกับค่าย ชายหนุ่มจึงสดับเพียงคลื่นเสียงขุ่นมัว ไม่อาจจับใจความได้ถนัดหู
กระนั้น เสียงโลหะปะทะดุเดือดที่ระเบิดตามมาติดๆ ผสานกับเสียงโห่ร้องก่นด่าของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร ก็เพียงพอให้เขาสรุปสถานการณ์ได้ทันที ขุมกำลังตระกูลขุนนางบู๊กำลังเผชิญการลอบจู่โจมเต็มรูปแบบจากยอดฝีมือ
ปฏิกิริยาแรกของจ้าวหนิงหาใช่การกระโจนออกไปสวมรอยถล่มค่าย หากแต่เป็นการหยุดประเมินสถานการณ์… ความวุ่นวายเบื้องหน้าคือหลุมพรางที่ซุนคังขุดไว้ล่อให้เขาเผยตัวหรือไม่
ความเป็นไปได้นี้ย่อมมีอยู่ ขุมกำลังตระกูลขุนนางบู๊ยามนี้ยิ่งใหญ่คับฟ้า หากไร้เหตุพลิกผัน จ้าวหนิงย่อมไม่มีช่องโหว่ให้แทรกซึม และเขาไม่มีทางโง่เขลาเผยตัวไปรนหาที่ตาย
หากซุนคังมีสติปัญญาเฉียบแหลมพอ ย่อมคาดเดาได้ว่าจ้าวหนิงต้องลอบมาสอดแนม การจัดฉากล่อเสือออกจากถ้ำเช่นนี้จึงนับว่าสมเหตุสมผลยิ่ง
กระทั่งเจตนายัดเนื้อย่างจนโก่งคอขย้อน เพื่อบีบให้ขุมกำลังแตกรังกระจัดกระจายออกไปนอกค่าย ก็อาจเป็นหมากตาหนึ่งที่จงใจสร้างภาพลวงตา ล่อลวงให้จ้าวหนิงหลงเชื่อว่าการลอบโจมตีจะสัมฤทธิ์ผล จนยอมเผยไพ่ในมือทั้งหมดออกมา
ห้วงความคิดเหล่านี้แล่นปลาบผ่านสมองเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่ชายหนุ่มจะปัดตกความเป็นไปได้นี้ทิ้งอย่างเด็ดขาด
หมากตานี้มีตัวแปรมากเกินควบคุม แทบไร้หนทางปฏิบัติจริง เอาเพียงจุดบอดตื้นเขิน หากยามนี้จ้าวหนิงไม่ได้ซุ่มซ่อนอยู่ละแวกนี้ การลงทุนลงแรงทั้งหมดของซุนคังย่อมสูญเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์กลางค่ายมีผู้บำเพ็ญเพียรรวมตัวกันนับร้อย ความได้เปรียบด้านกำลังรบทิ้งห่างจนเกินไป หากซุนคังหมายจะล่อจ้าวหนิงให้ติดกับจริงๆ ย่อมไม่มีทางกระจุกขุมกำลังทั้งหมดไว้แน่นหนาปานนี้
เช่นนั้นผู้ใดกันที่กล้าเหยียบหนวดเสือบุกค่ายขุนนางบู๊ยามวิกาล
จ้าวหนิงขบคิดอย่างหนัก ทว่านอกจากขั้วอำนาจขุนนางบุ๋นและขุมกำลังของเขาเอง ก็หลงเหลือเพียงคำตอบเดียวที่วิปลาสพอจะกระทำการเช่นนี้… หยางเจียนี
ใช้กำลังพลเพียงสิบกว่าชีวิตบุกทะลวงกองทัพนับร้อย หากเป็นฝีมือหยางเจียนีจริง จ้าวหนิงได้แต่ปรามาสว่าสตรีผู้นี้คงเสียสติไปแล้ว การกระทำอุกอาจปานนี้ไร้ซึ่งหนทางคว้าชัย ซ้ำยังปราศจากเหตุผลรองรับโดยสิ้นเชิง
ตัดภาพมากองกำลังกลุ่มอู๋จวิ้นที่กำลังมุ่งหน้าสู่พุ่มไม้ เมื่อแว่วเสียงปะทะเดือดจากค่ายพัก ต่างหันขวับกลับไปมองเป็นตาเดียว พอแน่ใจว่าเกิดการลอบจู่โจมขึ้นจริง ทั้งเจ็ดแปดชีวิตจึงชักอาวุธเร่งรุดหมายกลับไปตลบหลังศัตรู
จังหวะที่อีกฝ่ายเบนความสนใจ จ้าวหนิงพลันมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า กองหน้าทะลวงค่ายคือลูกหลานตระกูลหยาง
นามของหยางเจียนีหลุดลอยมาจากปากลูกหลานตระกูลที่กำลังแตกตื่น ชายหนุ่มอาศัยความมืดดีดตัวขึ้นยอดไม้ใหญ่ ทอดสายตามองลึกเข้าไปในสมรภูมิ ทันเห็นเงาร่างอรชรควงดาบม่อเตาเล่มยักษ์ สับสังหารตะลุยกลางค่ายดุจพายุคลั่งรื้อถอนขุนเขา
โอกาสทองหล่นทับ พลาดหนนี้ย่อมไร้หนหน้า! จ้าวหนิงตัดสินใจเด็ดขาดทันควัน หันไปสั่งการฟ่านอี้ให้นำคนตระกูลฟ่านแฝงตัวก่อความวินาศกรรมภายในค่ายให้พินาศที่สุด โดยห้ามเผยตัวตนเด็ดขาด ส่วนตัวเขากระชากพลุสัญญาณจากบั้นเอว จุดยิงทะลวงขึ้นสู่ผืนฟ้าราตรี
พริบตาถัดมา ชายหนุ่มเร่งเร้าท่าเท้ากระจกวารีจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานเข้าขย้ำกลุ่มอู๋จวิ้นทางด้านหลังดุจมัจจุราชไร้เงา
อู๋จวิ้นกำลังสับเท้าเร่งรุดกลับไปเสริมทัพ เฉกเช่นลูกหลานตระกูลใหญ่นอกค่ายคนอื่นๆ ทว่าเพิ่งทะยานร่างไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงพลุกัมปนาทพลันฉีกกระชากความเงียบงันจากเบื้องหลัง หัวใจของเขากระตุกวูบ สัมผัสวิกฤตแล่นปราดประดุจศรน้ำแข็งแทงทะลวงขั้วหัวใจ
ชั่วอึดใจที่สัมผัสได้ถึงคลื่นปราณอำมหิตบดขยี้มาจากด้านหลัง ใบหน้าของคุณชายตระกูลอู๋พลันซีดเผือดไร้สีเลือด ตระหนักได้ทันทีว่าตนกำลังเผชิญการลอบเร้นสังหาร เขาไม่แม้แต่จะเหลียวมอง ทิ้งตัวกลิ้งหลบคลุกฝุ่นคลุกดินตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด
น่าเสียดายที่มัจจุราชลงทัณฑ์รวดเร็วเกินไป ทันทีที่เขากดศีรษะลงต่ำ พลันรู้สึกคล้ายถูกขุนเขาทั้งลูกบดขยี้กลางแผ่นหลัง ร่างของเขากระแทกจมลงกับผืนดินอย่างรุนแรง ต่อให้มีเกราะปราณวิเศษคุ้มกาย ทว่าแรงอัดกระแทกยังซึมลึกจนอวัยวะภายในบอบช้ำ เจ็บปวดรวดร้าวเจียนสิ้นสติ
ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ ผลึกศิลาบนเกราะหน้าอกของอู๋จวิ้นสาดแสงสีแดงฉาน คมดาบที่สับกบาลลงมาเมื่อครู่ ต่อให้ไม่อาจผ่าร่างเขาเป็นสองซีก ก็ทรงพลังพอจะบดขยี้กระดูกสันหลังจนแหลกละเอียด หากเป็นสมรภูมิเลือด เขาคงถูกส่งลงนรกไปแล้ว
อู๋จวิ้นตวัดหน้ากลับมา นัยน์ตาเบิกถลนด้วยความเคียดแค้นคลุ้มคลั่ง ภาพที่สะท้อนเข้าตาคือจ้าวหนิงกำลังทะยานร่างเข้าเด็ดหัวผู้บำเพ็ญเพียรคนถัดไป โดยไม่ปรายตามองผู้พ่ายแพ้เช่นเขาแม้แต่ครึ่งหางตา
“จ้าวหนิง ภูเขาไม่เปลี่ยนทาง น้ำไม่เปลี่ยนสาย ชาตินี้ข้ากับเจ้าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!” อู๋จวิ้นแผดเสียงคำรามดุจเดรัจฉานบาดเจ็บ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวจนน่าสมเพช
ยามหน่วยสอดแนมในทีมถูกเชือดทิ้งเงียบๆ เขาปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือจ้าวหนิง ตอนนั้นทำได้เพียงหนีหัวซุกหัวซุนดั่งสุนัขจนตรอก บัดนี้อุตส่าห์บากหน้ามาสวามิภักดิ์ขุมกำลังขุนนางบู๊ หลงนึกว่าตนแคล้วคลาดปลอดภัย เตรียมวางหมากรอวันชำระแค้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าสุดท้ายต้องมาตายอนาถด้วยคมดาบของภูตผีจ้าวหนิงที่โผล่มาไร้ร่องรอย ความอัปยศนี้บีบคั้นจนเขาแทบกระอักเลือด
จ้าวหนิงหาได้นำพาคำผรุสวาทของอู๋จวิ้น เขาไม่ลดตัวไปเสียสมาธิกับ ‘คนตาย’ ให้เปลืองเวลา
ภายใต้ฉากมังกรซ่อนพยัคฆ์ของพงไพรที่บดบังทัศนวิสัย อานุภาพของท่าเท้ากระจกวารียิ่งทวีความเร้นลับถึงขีดสุด ชั่วอึดใจเดียวเขาสะบัดคมดาบจัดการผู้บำเพ็ญเพียรร่วงหล่นไปอีกสองคน และก่อนที่ขุมกำลังรอบด้านจะจัดขบวนโอบล้อม ชายหนุ่มพลันอาศัยความมืดดีดตัวเร้นกายกลืนหายไปกับป่าทึบอย่างหมดจด
“ตามไป สับมันเป็นหมื่นชิ้น!” ลูกหลานตระกูลที่รอดจากการถูกเชือดคอมีหรือจะยอมกลืนเลือด พวกเขาแผดเสียงก้องเรียกกำลังเสริมที่รุดมาสมทบ ให้ควบทะยานไล่กวดไปตามทิศทางที่จ้าวหนิงหลบหนี
ซุนคังสับเท้าหน้าดำคร่ำเครียดทะลวงกลับมาถึงหน้าค่าย ในมุมมองของเขา ผู้ใดก็ตามที่เหิมเกริมเปิดศึกตะลุยค่ายยามนี้ ล้วนแต่เอาสมองไปให้สุนัขกินเสียแล้ว
หากเป็นจ้าวหนิง ด้วยขุมกำลังหยิบมือ การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทว่าหากเป็นขั้วขุนนางบุ๋นทรยศฉีกสัญญา นั่นก็เท่ากับสร้างบันไดประเคนให้จ้าวหนิงปีนป่ายไปกอบโกยผลประโยชน์
กระทั่งยามสบตาเห็นหยางเจียนีกวัดแกว่งดาบดุจมัจจุราชเริงระบำกลางค่าย ประหนึ่งพญาหมาป่านำฝูงทะลวงขย้ำคอกแกะ ซุนคังถึงกับเบิกตาค้างตกตะลึงไปชั่วขณะ
“แม่นางหยาง นี่เจ้ากำลังทำบ้าอันใด” ซุนคังขบกรามกรอด กดข่มโทสะที่เดือดพล่าน
คุณชายตระกูลซุนยั้งมือมิได้บุกทะลวงทันที เพราะสมองยังไม่อาจประมวลผล เหตุใดตระกูลหยางที่เพิ่งทอดสะพานสานไมตรีกับตระกูลซุนไปหมาดๆ กระทั่งตัวหยางเจียนีที่เพิ่งเดินเคียงบ่าชมสุริยันรอนกับเขาเมื่อวันก่อน ไฉนวันนี้ถึงพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ยกพลมาถล่มค่ายเขาดื้อๆ
ตระกูลหยางเคียดแค้นตระกูลจ้าวเรื่องการลดทอนบรรดาศักดิ์ จึงสะบั้นไมตรีหมายมาพึ่งใบบุญตระกูลซุน ซ้ำยังส่งหยางเจียนีมาเป็นทูตสวาทเชื่อมสัมพันธ์กับทายาทสายตรงเช่นเขา แม้ซุนคังจะตระหนักเต็มอกว่านี่คือเกมการเมือง ทว่ายามต้องเผชิญหน้ากับโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเจียงจั่ว บุรุษใดเล่าจะห้ามใจมิให้สั่นคลอน
ช่วงที่ผ่านมา หยางเจียนีสงวนวาจาราวกับก้อนน้ำแข็งพันปี นางดูเย็นชาตัดขาดโลกภายนอก แต่ซุนคังหาได้ถือสา ถือเสียว่าเป็นความหยิ่งทะนงของบุปผางามบนยอดเขา หากทุ่มเทเวลาหลอมละลาย วันหน้านางย่อมต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
ผู้ใดจะคาดคิด จู่ๆ นางมารผู้นี้จะสติแตกก่อเรื่องบรรลัยเช่นนี้
ด้านหยางเจียนีที่กำลังเมามันกับการบดขยี้ศัตรู เมื่อแว่วเสียงเดือดดาลของซุนคัง นางจึงเจียดเวลาปรายหางตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่าเป้าหมายหลักของการฝ่าทะลวงค่าย คือการแย่งชิงของอร่อยต่างหากเล่า
ทั้งชีวิตนางหลงใหลคลั่งไคล้เพียงสองสิ่ง… อาหารโอชารสและการเข่นฆ่า เมื่อครู่มือไวสับคนเพลินไปหน่อย ถึงขั้นหลงลืมปณิธานเดิมเสียสนิท ขณะกำลังก่นด่าตัวเองในใจ พลันเห็นขุมกำลังศัตรูเริ่มแห่กันกลับมาปิดล้อม นางจึงเตรียมหอบเนื้อย่างแล้วทะยานหนีเต็มกำลัง
ส่วนวาจาของซุนคังนั้น นางปล่อยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไร้ซึ่งการบันทึกลงในเศษเสี้ยวความทรงจำ
ไม่ว่าจะเป็นบุรุษนามจ้าวหนิงหรือซุนคัง นางไม่เคยชายตาแลเก็บมาใส่ใจ มิใช่เพราะหยิ่งผยองจองหอง แต่สมองของนางถูกยัดทะนานด้วยเคล็ดวิชาสังหารและอาหารเลิศรสจนแทบล้นปริ่ม ไร้พื้นที่ว่างเศษเสี้ยวให้บรรจุเรื่องพรรณนาโวหารใดๆ
ไม่ว่ายามเยือนจวนเจิ้นกั๋วกงหรือเดินทอดน่องเยื้องย่างกับซุนคัง หากปากของนางไม่ได้กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ จิตประภัสสรย่อมกำลังจมดิ่งจำลองวิถีดาบอยู่ในหัว นางหาได้เหลียวแลบุรุษจืดชืดพวกนั้นแม้แต่น้อย
ซุนคังหลงละเมอไปเองว่านางเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แท้จริงแล้วในห้วงภวังค์ของนางกำลังมีเงาร่างสองสายฟาดฟันกันเอาเป็นเอาตาย นางมัวแต่เพ่งสมาธิถอดรหัสกระบวนท่า จนไม่ได้ยินวาจาไร้สาระของอีกฝ่ายแม้แต่ครึ่งคำ พอสัมผัสได้ว่ามีคนพ่นน้ำลายใส่ ถึงค่อยคราง “อืม” ตอบรับส่งๆ ไปอย่างนั้น ก่อนจะหันกลับไปบัญชาการเงาร่างในหัวให้สับสังหารกันต่อ
จังหวะที่หยางเจียนีเตรียมอ้าปากสั่งการ ให้คนตระกูลหยางฉวยจังหวะตีฝ่าวงล้อมหอบเตาเนื้อย่างเผ่นหนี รอบนอกค่ายพักพลันปรากฏคลื่นรังสีอำมหิตอีกระลอกบดขยี้เข้ามา
นั่นคือทัพผสมตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย ภายใต้การนำทัพทะลวงฟันของจ้าวหนิง
เนื่องด้วยลูกหลานตระกูลใหญ่ที่แตกฮือไปอาเจียนยังคงกระจายตัวสะเปะสะปะ บ้างเพิ่งเตาะแตะกลับเข้าค่าย ขุมกำลังทัพผสมที่สอดประสานกันดุจแขนขา ภายใต้การนำของจ้าวหนิงและเว่ยฉงซาน จึงระเบิดพลังสังหารไร้ปรานี บดขยี้ศัตรูที่จับกลุ่มกันหลวมๆ ริมค่ายให้พินาศย่อยยับไปตลอดทาง
ถึงจุดนี้ ซุนคังพลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ เหตุใดตระกูลหยางจึงกล้าเหิมเกริมบุกค่าย ที่แท้พวกมันรอจังหวะที่ขุมกำลังแตกฉานซ่านเซ็น ไร้การป้องกันรัดกุม สมคบคิดตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย จัดทัพตีขนาบประสานรุกรับทั้งในและนอก
“สวะบัดซบ!” ซุนคังขบกรามจนเลือดซิบ ใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอำมหิต
การหักหลังของหยางเจียนี ประกอบกับการหันไปจับมือจ้าวหนิง ทำให้เขารู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน ศักดิ์ศรีผู้สืบทอดถูกเหยียบย่ำจมดิน มาดคุณชายผู้สูงส่งจริยธรรมที่เพียรสร้าง บัดนี้พังทลายไม่เหลือซาก เขาแผดเสียงคำรามลั่นสะท้านขุนเขา “กวาดล้างพวกมัน สับคออย่าให้เหลือรอดแม้แต่สุนัขตัวเดียว!”
นัยน์ตาหยางเจียนีฉายแววงุนงงวูบหนึ่ง นางหาได้เข้าใจไม่ นางเพียงแวะมาปล้นเสบียง ไฉนเรื่องราวจึงลุกลามใหญ่โต กระทั่งจ้าวหนิงและเว่ยฉงซานต้องกรีธาทัพฝ่าทะลวงมาช่วยนางราวกับคนเสียสติ
กระนั้นยอดขุนพลหญิงหาใช่สตรีโง่งม ตรงกันข้ามกลับปราดเปรื่องล้ำลึก เพียงแต่คร้านขี้เกียจนำเรื่องจุกจิกมาเปลืองสมอง เมื่อสดับเสียงสั่งตายของซุนคัง นางตวัดดาบสั่งการขุมกำลังตระกูลหยางเฉียบขาด ให้ทะลวงฝ่าวงล้อมออกไปในทิศทางตรงข้ามกับทัพตระกูลจ้าว ไร้ซึ่งความคิดจะไปบรรจบสอดประสานแม้แต่นิดเดียว
หากสามกองทัพบรรจบรวมเป็นหนึ่ง ขุมกำลังย่อมเสียเปรียบด้านจำนวนอย่างกู่ไม่กลับ การตั้งป้อมยืดเยื้อ ณ สมรภูมิเดียว รังแต่จะเร่งรัดความตาย รอวันถูกทัพศัตรูปิดล้อมสามชั้นเจ็ดชั้นจนไร้ทางหนี
ทางรอดเดียวคือทลายกระบวนทัพ สู้พลางถอยพลาง เคลื่อนไหวพลิกแพลงดุจหมอกควันไร้รูป อาศัยภูมิประเทศป่าทึบที่อุปสรรคต่อการโอบล้อม ปั่นหัวข้าศึกให้วิ่งพล่านจนสิ้นเรี่ยวแรง ถึงจะดึงช่องโหว่ออกมาบดขยี้คว้าชัยได้
อุปสรรคชี้เป็นชี้ตายของกลยุทธ์นี้ คือศักยภาพการทะลวงฟันของทั้งสองทัพต้องแกร่งกร้าวเหนือมนุษย์ หาไม่แล้วย่อมถูกบดขยี้ล้างบางไปทีละกลุ่ม
หยางเจียนีทระนงในคมดาบตนเองเต็มสิบส่วน ส่วนจ้าวหนิงกับเว่ยฉงซานจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดหรือไม่ นางหาได้แยแส หากพวกมันกระจอกงอกง่อยถึงเพียงนั้น ต่อให้ใช้แผนเทพยดาก็รังแต่จะพ่ายแพ้ยับเยิน สู้รีบไสหัวไปตายแล้วเกิดใหม่เสียยังดีกว่า
ฝั่งจ้าวหนิงเมื่อเห็นหยางเจียนีไม่คิดเบนเข็มมาบรรจบ เขาก็อ่านกระดานหมากออกทะลุปรุโปร่ง สตรีบ้าเลือดผู้นี้ไม่คิดจะถอยหนีเอาตัวรอดเลยแม้แต่น้อย—อย่างน้อยก็ไม่คิดจะฝ่าวงล้อมออกไปยามนี้ ทว่าหมายมั่นจะสับสังหารศัตรูให้โลหิตนองแผ่นดิน!
ในทางกลับกัน หากนางเลือกถอยร่นมาบรรจบ ภายใต้ความเร็วดุจสายฟ้า กองทัพของซุนคังย่อมไม่อาจกระชับวงล้อมได้ทันการณ์
ทว่าเป้าหมายแท้จริงของการลงมือครั้งนี้ จ้าวหนิงก็เพื่อบดขยี้ศัตรูเช่นกัน กระนั้นชายหนุ่มหาได้ผยองว่าตนจะล้างบางอีกฝ่ายได้เบ็ดเสร็จ เขาเพียงหวังบั่นทอนกำลังรบตระกูลซุนให้ย่อยยับที่สุด ก่อนจะชิงถอนตัวยามสถานการณ์ยังไม่จวนตัว เพื่อปูทางสู่การชิงธงในวันรุ่งขึ้น
จ้าวหนิงนำทัพตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย ควบทะยานเป็นวงกว้างรอบนอกค่ายพัก ไม่เปิดช่องให้ศัตรูกางตาข่ายโอบล้อม ขณะเดียวกัน ทัพตระกูลหยางก็กำลังสับสังหารอย่างบ้าคลั่งอยู่ใจกลางค่าย
กองไฟถูกกระชากเตะสาดกระจาย พื้นดินเกลื่อนกลาดด้วยเศษซากความพินาศ ทะเลเพลิงลุกลามเลียไปทั่วทุกสารทิศ ซ้ำร้ายท่อนฟืนอาบไฟยังกระเด็นข้ามรัศมีค่าย ลามเลียติดพงหญ้าแห้งจนระเบิดเป็นอัคคีภัยวงกว้าง
“ดับไฟ รีบดับไฟเร็วเข้า! สวะเอ๊ย นี่แค่การซ้อมรบ ถึงขั้นวางเพลิงเผาภูเขาเลยรึ! หากลุกลามเป็นไฟป่า พวกเราได้กลายสภาพเป็นเถ้าถ่านกันหมดแน่!”
เดิมทีซุนคังหมายตาพุ่งทะยานไปบั่นคอจ้าวหนิง ทว่าเมื่อตระหนักว่าทะเลเพลิงกำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จำต้องฝืนใจแบ่งกำลังไปสกัดไฟป่า ยามนี้เขาไม่อาจเมินเฉยต่อความคลุ้มคลั่งของหยางเจียนี ชายหนุ่มกระชับศาสตราพุ่งทะยานหมายเด็ดหัวผู้บำรุงตระกูลหยางให้สิ้นซากเป็นลำดับแรก
ทว่าต้นเพลิงหาใช่ผลงานของลูกหลานตระกูลหยาง แต่เป็นฟ่านอี้ที่บัญชาการไส้ศึกตระกูลฟ่าน แสร้งชักดาบพัวพันกับกลุ่มคนที่กำลังรุมล้อมตระกูลหยาง อาศัยจังหวะชุลมุนเตะสะกิดท่อนฟืนออกนอกวงค่ายอย่างแนบเนียน เป้าหมายคือการตลบหลังสร้างความปั่นป่วน บดขยี้ขีดความสามารถรบของตระกูลซุนให้พินาศ
“สกัดพวกมัน ขวางอย่าให้ดับไฟได้!”
จ้าวหนิงกวาดตามองความวิบัติกลางลานกว้าง นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตเจิดจ้า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยวางหมากเพลิงเผาป่า เพราะตระหนักถึงความเสี่ยงที่ยากจะคุมคุม ไม่นึกเลยว่าสตรีอย่างฟ่านอี้จะลงมือได้เหี้ยมเกรียมเด็ดขาดปานนี้
กองทัพของซุนคังหนาแน่นราวมดปลวก หากทะเลเพลิงลุกลามบานปลาย ฝ่ายที่ย่อยยับจมกองเถ้าถ่านย่อมหนีไม่พ้นพวกมัน
ส่วนข้อกังขาว่าจะมีผู้ใดตายอนาถคากองไฟหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี การสิ้นสภาพในสมรภูมิจำลองย่อมเกิดขึ้นได้ แต่การทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้
ยอดฝีมือองครักษ์เสื้อแพรที่เร้นกายเฝ้าสังเกตการณ์ ย่อมทะยานออกมาช่วยเหลือผู้ที่พลาดท่าได้ทันท่วงที อาศัยเกราะปราณวิเศษคุ้มกาย ในชั่วอึดใจย่อมไม่ถูกเผาจนสาหัสสากรรจ์ ซ้ำผู้คนที่สู้รบล้วนเป็นทายาทตระกูลขุนนาง หากพ่ายแพ้ออกไปย่อมมีโอสถทิพย์รอประเคนรักษา ไร้กังวลว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นอัปลักษณ์ไว้ และพวกขันทีเฒ่าเหล่านั้น ย่อมไม่มีทางปล่อยให้พญามังกรเพลิงกลืนกินผืนป่าจนสร้างความวิบัติใหญ่หลวงแน่
“วางเพลิงเผาพวกมันให้สิ้นซาก!” จ้าวหนิงตวาดกร้าวสับคำสั่งเด็ดขาด