ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 5 ความแค้นพัวพัน
“ท่านพี่หนิง วันนี้บาดเจ็บหรือเหนื่อยล้าตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ”
น้ำเสียงร้อนรนดังมาจากนอกประตู นัยน์ตาฉ่ำน้ำของหญิงสาวเอ่อล้นด้วยความห่วงใย ราวกับว่าหากจ้าวหนิงเอ่ยปากว่าเจ็บแม้เพียงครึ่งคำ นางก็พร้อมจะโผเข้าซบอกและปล่อยโฮออกมาทันที
“ข้าไม่เป็นไร” จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบเฉย
หญิงสาวเบื้องหน้าผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยก คิ้วเรียวโก่ง นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ ความงามของนางโดดเด่นสะกดสายตา หากวัดกันเพียงรูปโฉม อย่าว่าแต่ในตระกูลจ้าวเลย ทั่วทั้งเมืองหลวงต้าฉีคงหาผู้ใดเทียบเคียงนางได้ยากยิ่ง
สิ้นคำตอบนั้น รอยยิ้มโล่งใจก็ผุดขึ้นบนใบหน้างาม ชวนให้ผู้พบเห็นสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากก้นบึ้งหัวใจ ราวกับว่าจ้าวหนิงคือโลกทั้งใบของนาง
วีรบุรุษมักพ่ายด่านหญิงงาม… จ้าวหนิงในชาติก่อนก็เช่นกัน
จ้าวยวี่เจี๋ยมิใช่สายเลือดตระกูลจ้าวแต่กำเนิด นางเป็นเพียงทายาทของสหายเก่าที่สิ้นชีพในสนามรบ ซึ่งสายรองที่สามรับมาอุปการะ ต่อหน้าคนในตระกูล นางมักสวมบทบาทสตรีหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยแก่งแย่งชิงดี สงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เสมอ คนตระกูลจ้าวที่เปี่ยมเมตตาจึงพากันเอ็นดูและคอยดูแลนางเป็นอย่างดี
ตระกูลจ้าวหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน เป็นตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นมานับพันปี เหตุผลที่ยืนยงความรุ่งโรจน์มาได้ ล้วนเป็นเพราะกฎระเบียบอันเข้มงวด คนในตระกูลกลมเกลียว ผู้อาวุโสเมตตา ลูกหลานกตัญญู พี่น้องรักใคร่ปรองดอง แม้แต่ละสายจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง ทว่าล้วนอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ ไม่เคยมีผู้ใดใช้แผนสกปรกลอบกัดกันเองจนเกิดเรื่องอัปยศ
หลังจ้าวยวี่เจี๋ยเข้ามาอยู่ในตระกูลได้ไม่นาน นางก็ดึงดูดความสนใจของจ้าวหนิงเข้าอย่างจัง เขาสงสารชะตากรรมของนาง เห็นนางอ่อนแอไร้ที่พึ่งทว่ากลับรู้ความ ความรู้สึกอยากปกป้องจึงเอ่อท้นจนยากจะหักห้ามใจ เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อในวันวานถึงขั้นแอบหมั้นหมายกับนางเป็นการส่วนตัว สาบานจะครองคู่ตราบจนแก่เฒ่า มอบความจริงใจให้จนหมดสิ้น เมื่อตระกูลทราบเรื่องก็มิได้ออกหน้าคัดค้าน
ตลอดสองปีที่ผ่านมา จ้าวหนิงตามใจจ้าวยวี่เจี๋ยทุกประการ ในฐานะทายาทผู้นำตระกูลเพียงหนึ่งเดียว เขามีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด จ้าวยวี่เจี๋ยย่อมกอบโกยผลประโยชน์ไปได้มากเท่านั้น
ทว่าจ้าวหนิงหารู้ไม่… จ้าวยวี่เจี๋ยมิใช่คู่ชีวิตแสนดี นางคือฝันร้ายของเขา ซ้ำยังเป็นดั่งฝันร้ายที่กลืนกินตระกูลจ้าวทั้งตระกูล
“น้องได้ยินว่าพอกลับมาท่านพี่ก็เอาแต่ฝึกวิชา คงยังไม่ได้กินข้าวเย็น น้องจึงเข้าครัวทำกับข้าวมาให้สองสามอย่าง มีแต่ของโปรดท่านพี่ทั้งนั้นเลยนะเจ้าคะ”
จ้าวยวี่เจี๋ยหันไปสั่งสาวใช้สองคนด้านหลังให้นำสุราอาหารเข้าไปจัดวางในห้อง ส่วนตนเองก็ก้าวเข้ามาควงแขนจ้าวหนิงอย่างสนิทสนม หมายจะออดอ้อนดึงตัวเขาเข้าไปร่วมโต๊ะ
จ้าวหนิงเหยียดยิ้มบาง ดึงแขนตนเองออกจากอ้อมอกของหญิงสาวอย่างเนิบนาบ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้ประจำเรือน “เซี่ยเหอ ไปตามผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดในจวน ให้รีบไปรวมตัวกันที่เรือนคุมขังพวกมือสังหารเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำสั่ง เขาก็ปรายตามองจ้าวยวี่เจี๋ย “ข้าวจะกินเมื่อใดก็ย่อมได้ ทว่าพวกมือสังหารนั่นต้องเค้นคอสอบสวนทันที กล้าดักปล้นขบวนรถม้าตระกูลจ้าว ข้าล่ะอยากรู้นักว่าผู้ใดมันขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้… เจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
ตั้งแต่ต้นจนจบ จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะชายตามองอาหารเลิศรสเหล่านั้น ต่อให้กระเพาะจะประท้วงด้วยความหิวโหยก็ตาม
จ้าวยวี่เจี๋ยมีฝีมือปลายจวัก ข้อนี้เขารู้ดี ตอนแรกที่เขาหวั่นไหวก็เพราะเสน่ห์ปลายจวักของนาง ทว่ามาถึงตอนนี้นางแทบไม่ได้เหยียบย่างเข้าครัวมาเนิ่นนานแล้ว คำว่า ‘ลงมือทำเอง’ ที่หลุดจากปาก ก็เป็นเพียงข้ออ้างจอมปลอมเพื่อแสดงความห่วงใยและตีสนิท
“กินข้าวก่อนค่อยไปไม่ได้หรือเจ้าคะ เสียเวลาเพียงครู่เดียว มีลุงผิงคอยเฝ้าอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดนี่นา”
จ้าวยวี่เจี๋ยก้มหน้าลงเล็กน้อย แสร้งทำทีน้อยอกน้อยใจ “สองสามวันมาร่างกายน้องไม่ค่อยสู้ดี ท่านพี่ก็ทราบ กับข้าวพวกนี้น้องอุตส่าห์ลงมือทำเอง หากท่านพี่ไปสอบสวนนักโทษแล้วค่อยกลับมา มันคงเย็นชืดจนหมดอร่อยพอดี”
แท้จริงแล้วนางเพียงต้องการถ่วงเวลาจ้าวหนิงไว้ เพื่อเปิดช่องว่างให้สามพี่น้องตระกูลลู่ลงมือ
“เรื่องสำคัญต้องมาก่อน ใครจะรู้ว่าเหตุไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นเมื่อใด” จ้าวหนิงหมุนตัวกลับเข้าห้องไปคว้าดาบเชียนจวิน ก่อนก้าวฉับๆ ออกจากประตูเรือนไปโดยไม่รั้งรอ
ภารกิจคุ้มกันเสบียงบำเพ็ญเพียรของตระกูลมุ่งหน้าสู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนรอบนี้ เดิมทีจ้าวยวี่เจี๋ยร่วมเดินทางมาด้วย ทว่าเมื่อถึงเมืองไต้โจวเมื่อวาน นางกลับอ้างว่าถึงรอบเดือน ร่างกายอ่อนเพลีย จ้าวหนิงจึงให้นางพักรักษาตัวอยู่ที่นี่
ก่อนจะถูกดักซุ่มโจมตี เขาไม่เคยระแคะระคายเลยว่าเรื่องนี้มีจุดน่าสงสัย
ในอดีตชาติ จ้าวหนิงบาดเจ็บสาหัสในวันนี้ อย่าว่าแต่เสบียงล้ำค่าที่ถูกปล้นชิงไป เพียงแค่รักษาตัวเขาก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ช่วงเวลานั้น กิจการของตระกูลที่เขาเคยดูแล ล้วนตกไปอยู่ในมือจ้าวยวี่เจี๋ยภายใต้ข้ออ้าง ‘ช่วยดูแลแทน’
จวบจนกระทั่งสามปีให้หลัง สงครามที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของชาวต้าฉีทุกคนก็ปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน
จ้าวยวี่เจี๋ยจ้องมองแผ่นหลังของจ้าวหนิงพลางเม้มริมฝีปาก หัวใจกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ นางไม่เข้าใจเลยสักนิด จ้าวหนิงที่เคยโอนอ่อนผ่อนตามนางมาตลอด เหตุใดจู่ๆ จึงเมินเฉยต่อความรู้สึกของนางถึงเพียงนี้
ทว่าไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนัก นางจำต้องรีบสาวเท้าตามไป
นางลอบคำนวณในใจ ต่อให้จ้าวหนิงไปถึงก็เปลี่ยนอันใดไม่ได้อยู่ดี ผู้บำเพ็ญเพียรในจวนแม้นจะมีมาก แต่หากไม่นับลุงผิง ที่เหลือก็ล้วนเป็นแค่ระดับฝึกกาย ไม่มีผู้ใดรับมือสามพี่น้องตระกูลลู่ได้หรอก
ระหว่างสาวเท้าผ่านระเบียงทางเดิน จ้าวหนิงที่เดินนำหน้าก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ใต้หล้านี้มียอดคนปรากฏตัวไม่ขาดสาย ยอดคนมักใหญ่ใฝ่สูงหลายคนก่อนจะผงาดขึ้นมา ก็ดูเป็นเพียงสามัญชน ใช้ชีวิตกลมกลืนอยู่ตามตรอกซอกซอยทั่วไป”
“ก่อนยุคราชวงศ์ของเรา แผ่นดินนี้เคยมีทั้งอัครเสนาบดีหญิงและจักรพรรดินี บ้างพึ่งพาบารมีตระกูลสยบยอดคน บ้างใช้สติปัญญาไต่เต้าขึ้นมาจากชนชั้นล่าง ตอนที่พวกนางยังไร้ชื่อเสียง ใครเล่าจะคาดคิดว่าวันหนึ่งพวกนางจะได้ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของใต้หล้า”
จ้าวยวี่เจี๋ยงุนงงกับวาจาของจ้าวหนิงยิ่งนัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อถึงสิ่งใด แต่นางเป็นคนช่างระแวง จึงเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขาจากท่าทีผิดปกติในวันนี้
“เหตุใดจู่ๆ ท่านพี่จึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าเจ้าคะ” จ้าวยวี่เจี๋ยตีหน้าซื่อตาใส แสร้งถามอย่างไม่รู้ประสีประสา
จ้าวหนิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ทั้งยังไม่คิดจะตอบคำถาม
ในอดีตชาติ เขาเคยเห็นสตรีที่เก่งกาจและงดงามสะท้านแผ่นดินเช่นนั้นมากับตาตนเอง
สิบสามปีให้หลัง ยามที่เมืองหลวงของราชวงศ์ต้าฉีถูกตีแตก สตรีผู้มีภูมิหลังแสนธรรมดาผู้นั้น คือยอดผู้บำเพ็ญเพียรชาวต้าฉีเพียงหนึ่งเดียวที่บรรลุถึงระดับราชันย์ขั้นปลาย และเอาชีวิตรอดจากไฟสงครามมาได้
เวลานั้น จ้าวหนิงที่มีพลังเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย ก่อนจะสิ้นลมหายใจท่ามกลางควันไฟคละคลุ้ง เขาเห็นสตรีในชุดอาภรณ์สีเขียวถือดาบ ทะยานร่างฟาดฟันอยู่กลางวงล้อมศัตรู สังหารยอดฝีมือของต้าฉีทิ้งราวกับเกี่ยวหญ้า ท้ายที่สุด นางก็ก้าวขึ้นไปยืนหยัดบนกำแพงวังหลวงเคียงข้างแม่ทัพผู้ตีเมืองแตก ร่ำสุราร่วมกันอย่างชื่นมื่น
สตรีผู้นั้น… ก็คือจ้าวยวี่เจี๋ย
ครู่ต่อมา กลุ่มของจ้าวหนิงก็เดินมาถึงหน้าเรือนอันเงียบสงัด มือสังหารที่จับตัวมาได้ในวันนี้ ถูกจ้าวตงผิงคุมขังเอาไว้ที่นี่
เมื่อเห็นจ้าวหนิงกับจ้าวยวี่เจี๋ยเดินเคียงคู่กันมา จ้าวตงผิงก็ประหลาดใจยิ่งนัก รีบสาวเท้าเข้ามาหา “คุณชายกับคุณหนูยวี่เจี๋ย เหตุใดจึงมาที่นี่ในยามนี้เล่าขอรับ”
วาจานี้คล้ายเอ่ยถามจ้าวหนิง ทว่าสายตาจับผิดกลับลอบมองไปทางจ้าวยวี่เจี๋ยอย่างจงใจ ตามแผนที่วางไว้ เวลานี้จ้าวหนิงควรจะร่วมโต๊ะอาหารอยู่กับจ้าวยวี่เจี๋ยมิใช่หรือ ทว่าตอนนี้อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญเพียรในจวนจะแห่กันมาจนหมด แม้แต่ตัวจ้าวหนิงเองก็ยังโผล่มาด้วย
จ้าวยวี่เจี๋ยส่ายหน้าอย่างแนบเนียน พร้อมส่งสายตาปรามให้จ้าวตงผิงใจเย็น อย่าเพิ่งลนลาน และรอดูสถานการณ์ไปก่อน
จ้าวหนิงกวาดสายตามองรอบลานเรือน ก่อนออกคำสั่งกับผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวที่มารวมตัวกัน “ข้าจะเค้นคอเชลย พวกเจ้าจงคุ้มกันให้แน่นหนา หากเห็นผู้ใดลอบเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ ไม่ต้องถาม… สังหารทิ้งทันที”
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ตามมา ส่วนหนึ่งคือทหารสวมเกราะที่เพิ่งกลับจากนอกเมืองและไร้รอยขีดข่วน อีกส่วนคือผู้คุ้มกันประจำจวน แม้ทั้งหมดจะอยู่เพียงระดับฝึกกาย ทว่าเมื่อรวมกันแล้วก็มีมากกว่าสามสิบคน
“รับทราบ” ทุกคนประสานมือรับคำสั่ง คำบัญชาของจ้าวหนิงคือสิทธิ์ขาดที่พวกเขาต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข
“พวกเชลยนั่นเป็นอย่างไรบ้าง คงไม่มีใครจู่ๆ ขาดใจตายไปหรอกนะ” จ้าวหนิงเอ่ยถามขณะก้าวข้ามธรณีประตู
“เอ่อ… แน่นอนว่าไม่มีขอรับ” จ้าวตงผิงรีบตอบรับ
เมื่อก้าวเข้าสู่ด้านใน จ้าวหนิงก็ปรายตามองกลุ่มมือสังหารที่ถูกมัดโยนกองไว้บนพื้น เมื่อแน่ใจว่าทั้งหมดยังมีลมหายใจ เขาก็พยักหน้า หมุนตัวเดินกลับออกมายังลานเรือน สะบัดชายเสื้อคลุมยาว แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้หินใต้ต้นไหวยักษ์
เขาสั่งบ่าวรับใช้ให้ไปยกสุราอาหารมา ก่อนหันไปเหยียดยิ้มให้จ้าวยวี่เจี๋ยกับจ้าวตงผิง “คืนนี้แสงจันทร์งดงามนัก พวกเรามาดื่มสุราร่ายกวี ไปพร้อมๆ กับลากไส้พวกสวะนี่ดีหรือไม่”
จ้าวยวี่เจี๋ยขมวดคิ้ว ความรู้สึกสั่นผวาในใจยิ่งรุนแรงขึ้น
นางรีบประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าจะไม่มีตัวแปรอื่นโผล่มาแทรกแซง จึงค่อยวางใจลงได้เปลาะหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินแล้วส่งยิ้มบาง “ท่านพี่ช่างสุนทรีย์นัก ในเมื่อท่านพี่อยากสำราญ ยวี่เจี๋ยก็พร้อมอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะ”
จ้าวหนิงพยักหน้า
เขาต้องรออีกสักพัก
รอให้หมาป่าในเงามืดคืบคลานเข้ามา… แล้วเผยตัว
ห้วงความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว ในอดีตชาติ จ้าวยวี่เจี๋ยในเวลานี้ได้อาศัยสถานะของเขา กอบโกยทรัพยากรและความมั่งคั่งจากตระกูลจ้าวไปมหาศาล นางแอบชุบเลี้ยงผู้บำเพ็ญเพียรในยุทธภพไว้ภายนอกอย่างลับๆ เพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตนเอง
จากเหตุการณ์ดักปล้นในวันนี้ จ้าวยวี่เจี๋ยได้เสบียงล้ำค่าที่เขาคุ้มกันมาไปครอบครอง ขุมกำลังของนางจึงพองโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในช่วงครึ่งปีหลังจากนั้น นางก็รวบอำนาจฮุบกิจการตระกูลที่เขาเคยดูแล ส่วนตัวเขากลับเอาแต่หมกมุ่นกับการบำเพ็ญเพียรหลังบาดแผลหายดี ปล่อยปละละเลยไม่ยอมลงไปจัดการทรัพย์สินตระกูลด้วยตนเอง ภายในเวลาเพียงสามปี จ้าวยวี่เจี๋ยแอบยักยอกทรัพย์สินส่วนรวมเข้ากระเป๋าตนเอง โกยผลประโยชน์ไปมหาศาล
สามปีให้หลัง ตระกูลเริ่มระแคะระคายพฤติกรรมของจ้าวยวี่เจี๋ย ทว่ายังไม่ทันได้สืบสวนให้กระจ่าง ไฟสงครามก็ปะทุขึ้นกะทันหัน
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวมุ่งหน้าสู่สมรภูมิ เดิมทีคิดว่าจะบดขยี้ศัตรูลงได้อย่างราบคาบ ใครเล่าจะรู้ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิด ผนวกกับผลกระทบจากการดักปล้นในครั้งนี้ ทำให้ขุมกำลังของตระกูลจ้าวอ่อนแอลงอย่างหนัก พวกเขาจึงพ่ายแพ้ยับเยินคาสนามรบครั้งแล้วครั้งเล่า คนในตระกูลล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
เวลานั้นเอง จ้าวยวี่เจี๋ยที่รู้ตัวว่าหางกำลังจะโผล่ ก็ลอบสมคบคิดกับตระกูลศัตรู ปลอมตัวเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในยุทธภพ บุกปล้นคลังสมบัติของตระกูลจ้าวในเมืองหลวงจนเกลี้ยงคลัง
คนตระกูลจ้าวมากมายที่ถอยร่นกลับมาจากสนามรบ หวังพึ่งพาทรัพยากรในคลังสมบัติเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ กลับไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจนต้องขาดใจตายอย่างน่าอนาถ
ตลอดสิบปีแห่งไฟสงครามหลังจากนั้น ตระกูลจ้าวที่สูญเสียทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ศาสตราปราณ และโอสถล้ำค่า พลังรบก็ถูกกดทับจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ พวกเขาไม่อาจตั้งหลักได้อีกเลย… จวบจนกระทั่งตระกูลล่มสลาย สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
ตระกูลจ้าวชุบเลี้ยงจ้าวยวี่เจี๋ยมา แต่นางกลับเนรคุณ แว้งกัดทำลายล้างตระกูลจ้าวทั้งตระกูล
หลังเหตุการณ์ปล้นคลังสมบัติ จ้าวยวี่เจี๋ยอาศัยทรัพยากรมหาศาลเหล่านั้น ดันระดับพลังบำเพ็ญของตนเองให้ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด หนำซ้ำขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรใต้สังกัดนาง ยังเติบโตอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นที่พวกตระกูลขุนนางบู๊ยังไม่กล้าแตะต้อง
ยามที่จ้าวหนิงนึกถึงเรื่องนี้ สุราและอาหารก็ถูกยกมาจัดวางบนโต๊ะพอดี
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
จ้าวยวี่เจี๋ยรินสุราให้จ้าวหนิง เขาหยิบจอกสุราขึ้นมาแกว่งเล่น พิจารณามันอยู่เงียบๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะกระดกเข้าปากเลยแม้แต่น้อย
ภายในลานเรือนมีผู้บำเพ็ญเพียรยืนประจำการอยู่หลายนาย นอกกำแพงประตูรูปพระจันทร์ก็มีเวรยามเดินลาดตระเวนไปมา ไม่มีผู้ใดปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ท่ามกลางความเงียบสงัดอันชวนอึดอัดนี้ มีเพียงเสียงลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้ดังสวบสาบ แสงจันทร์คืนนี้สว่างไสว เงาของต้นไหวยักษ์ทาบทับลงบนพื้นอาบแสงจันทร์ กลายเป็นเงามืดทะมึนก้อนใหญ่
จ้าวหนิงมีจอกสุราอยู่ในมือ ทว่ากลับถือค้างไว้ไม่ยอมดื่ม
นัยน์ตากลมโตใสแจ๋วของจ้าวยวี่เจี๋ยจ้องเขม็งไปยังจ้าวหนิง
จ้าวตงผิงยืนประสานมืออยู่ด้านข้าง ร่างของเขาไร้ซึ่งเงา เพราะตัวเขากลืนหายเข้าไปในเงามืดของต้นไหว เขามองเห็นจ้าวหนิง ทว่าจ้าวหนิงกลับมองไม่เห็นเขา… เพราะเขายืนเยื้องไปทางด้านหลังของจ้าวหนิง