ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 57 ทุกจวนล้วนมีแผนการของตน (2)
ภายในห้องศิลาของเซียวเยี่ยนไร้ซึ่งของวิเศษพิสดาร มีเพียงผนังด้านหน้าอันโอ่อ่าตระหง่านตระการตา งานแกะสลักนูนต่ำบนนั้นวิจิตรบรรจงประดุจมีชีวิต มองดูคล้ายแผนที่อาณาเขตต้าฉีอีกผืนหนึ่ง
ทว่าแผนที่ผืนนี้แฝงความพิสดาร ขนาดของเมืองใหญ่น้อยถูกขยายสัดส่วนจนใหญ่โต เมื่อรวมกันแล้วกลับกลืนกินพื้นที่เกือบครึ่งของภาพแกะสลัก บรรดาหัวเมืองอุดร โดยเฉพาะด่านชายแดนล้วนโอ่อ่ากว่าแดนใต้หลายส่วน ทว่าเมืองหลวงเยี่ยนผิงกลับแผ่ไพศาลกินพื้นที่ถึงครึ่งจั้งอย่างน่าตื่นตะลึง
บนผังเมืองเยี่ยนผิงที่ทอดตัวกว้างยาวราวครึ่งจั้งดุจกระดานหมากรุก จวนตระกูลใหญ่แต่ละสายตั้งตระหง่านประดุจหมากเม็ดมหึมา แผนผังจวนบางแห่งถูกแกะสลักละเอียดยิบ ซ้ำยังฝังไข่มุกราตรีสุกสกาวขนาดเท่าไข่นกพิราบประดับไว้กึ่งกลาง
นอกเหนือจากนี้ สถานที่อย่างหอเฟยเสวี่ยในย่านผิงคัง อันเป็นหอนางโลมที่นางพำนักซ่อนเร้น ล้วนถูกทำเครื่องหมายด้วยอัญมณี หินโมราสีเขียวมรกตเหล่านั้นทอประกายตัดกับไข่มุกบนจวนตระกูลใหญ่อย่างชัดเจน
อาคารที่ประดับด้วยหินโมราสีเขียวมีตั้งแต่หอนางโลม ร้านค้า โรงเตี๊ยม จวบจนโรงหมอ หลากหลายจนสุดคณานับ นอกเหนือจากไข่มุกและหินโมรา ตามจวนและอาคารบางแห่งยังถูกฝังด้วยหินกรวดสีทมิฬอัดแน่นละลานตา จำนวนมหาศาลสุดหยั่งคาด
ไข่มุกและอัญมณีในหัวเมืองอื่นบนแผนที่ มีจำนวนเบาบางกว่าเมืองเยี่ยนผิงลิบลับ แดนใต้ยิ่งรกร้างว่างเปล่า บางเมืองปรากฏเพียงธงผืนเล็กไร้อักษรปักรั้งกำแพงเมืองไว้เท่านั้น
เซียวเยี่ยนแบมือออก เฒ่าคิ้วดำรีบประคองไข่มุกกลิ้งจานเม็ดเขื่องส่งมอบให้นางทันที หญิงสาวใช้สองมือบรรจงฝังไข่มุกลงในรอยบุ๋มตรงตำแหน่ง ‘จวนอัครเสนาบดี’ รอยบุ๋มที่ถูกเว้นว่างเพื่อเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน
“องค์หญิง นังผู้ทรยศตระกูลจ้าวเพิ่งแฝงตัวอยู่ข้างกายสวีหมิงหล่างได้ไม่นาน บัดนี้ยังมิได้รับความไว้วางใจและอำนาจเบ็ดเสร็จ การฝังไข่มุกจองตัวนางในเวลานี้ จะไม่ผลีผลามเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” เฒ่าคิ้วดำเอ่ยถามอย่างลังเล
เซียวเยี่ยนแย้มยิ้มบางเบา “ไม่เร็วหรอก สิ่งที่นางสมควรได้รับ อีกไม่ช้าย่อมตกอยู่ในมือนาง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป สายข่าวรอบนอกของนาง ต้องเตรียมพร้อมรับคำสั่งทุกชั่วยาม”
“พ่ะย่ะค่ะ”
นัยน์ตาหงส์จับจ้องแผนที่ศิลา รอยยิ้มของเซียวเยี่ยนมิเคยเหือดหาย นางทุ่มเทขบคิด วาดฝัน วางหมากมานับไม่ถ้วน ทั้งยังคอยทบทวนตนเองเพื่ออุดช่องโหว่อย่างไร้ที่ติเสมอมา
นางคือองค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวนเผ่าเป่ยหู แฝงตัวเร้นกายในต้าฉีนานหลายปี ด้วยศรัทธาสุดหัวใจว่าเทียนหยวนจะต้องผงาดครองใต้หล้า นางสละสิ้นทั้งแรงกายแรงใจ วิ่งเต้นวางหมากเพื่อมหาภารกิจกรีธาทัพลงใต้ของราชสำนักอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย
ห้องศิลาแห่งนี้ จึงเปรียบดั่งโลกทั้งใบของนาง
“องค์หญิง ฉื่อปี่แห่งหออี้ผิ่นส่งคนมารายงานตัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฒ่าคิ้วขาวก้าวเข้ามาในห้องศิลา
“ในที่สุดมันก็ยอมศิโรราบแล้วงั้นรึ” รอยยิ้มของเซียวเยี่ยนยิ่งฉายแววลึกล้ำ
นางคือชาวหู ขุมกำลังใต้หล้าล้วนเป็นชาวหู การแฝงตัวแทรกซึมในต้าฉีเพื่อคัดลอกแผนที่ภูมิประเทศ สำรวจเส้นทางน้ำ รวบรวมข่าวกรองสารพัด และชอนไชเข้าสู่กลไกราชการทุกระดับ ล้วนเผชิญความยากลำบากแสนสาหัสอย่างมิต้องสงสัย
นางจำต้องหลอกใช้ชาวฉี ทว่าชาวฉีธรรมดาที่ไร้ความสามารถย่อมไร้ค่า ดังนั้นบรรดาพ่อค้า โจรป่า อันธพาลข้างถนน ขุมอำนาจในยุทธภพ ไปจนถึงบัณฑิตยากไร้ที่ปราดเปรื่องระดับจิ้นซื่อ ล้วนตกเป็นเป้าหมายที่นางต้องกว้านซื้อ ซื้อใจ ล่อลวง และรีดเค้นผลประโยชน์ให้จงได้
สุนัขรับใช้เหล่านี้ ควบคุมบงการได้ง่ายดายกว่าพวกตระกูลใหญ่อันสูงศักดิ์เป็นไหนๆ
การผลักดันแผนการนี้ให้สัมฤทธิ์ผลนั้นยากเข็ญ การบงการกระดานหมากรุกมหึมายิ่งยากเย็นแสนสาหัส จำต้องผลาญทรัพยากรมหาศาล ทว่าเซียวเยี่ยนหาได้ขาดแคลนทรัพย์สิน หาได้ขาดแคลนผู้บำเพ็ญเพียรชั้นยอด และยิ่งไม่เคยขาดแคลนเล่ห์เหลี่ยมกลอุบาย โดยเฉพาะเมื่อนางสบช่องลากตระกูลใหญ่บางสายมาเป็น ‘พยัคฆ์บังหน้า’ ได้สำเร็จ เส้นทางเบื้องหน้าก็ยิ่งกรุยทางสะดวก หลายปีแห่งความวิริยะ บัดนี้นางถักทอตาข่ายมฤตยูครอบคลุมทั่วอาณาเขตต้าฉีเสร็จสมบูรณ์ และตัวนางเอง ก็คือแมงมุมพิษเพียงตัวเดียวที่ชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง
……
สวีหมิงหล่างก้าวเข้าสู่ห้องศิลาลับใต้ดินลึกสุดของจวนเพียงลำพัง เขาลงมือจุดตะเกียงน้ำมันทีละดวงด้วยตนเอง ก่อนจะทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้าโต๊ะศิลากว้างขวางกลางห้อง
เบื้องหน้าเขาคือกระดานหมากรุกมหึมา ตัวหมากขาวดำตัดกันชัดแจ้ง แบ่งแยกมิตรและศัตรูเด็ดขาด หมากแต่ละตัวล้วนสลักอักขระระบุนาม บ้างเป็นตระกูลใหญ่อย่าง ‘สวี’ ‘จ้าว’ ‘หลิว’ ‘ซุน’ บ้างเป็นตำแหน่งขุนนางอย่าง ‘ผู้ตรวจทัพ’ ‘เสนาบดี’ หรือ ‘รองเสนาบดี’
กระดานหมากรุกนี้มีเส้นตารางตัดขวางสลับซับซ้อน อัดแน่นด้วยตัวหมาก ทว่าหาใช่หมากรุกล้อม ซ้ำยังขีดเส้นแบ่งแม่น้ำฉู่และพรมแดนฮั่นแยกสองกองทัพเด็ดขาด ทว่ากลับไม่ใช่หมากรุกจีน
นี่คือกระดานหมากรุกสุดพิสดาร ที่จำลองขุนนางบุ๋นบู๊แห่งต้าฉีมาเป็นสมรภูมิเลือด และใช้ตระกูลมหาอำนาจกับตำแหน่งขุนนางเป็นตัวหมาก
บัดนี้ หมากฝั่งขุนนางบุ๋นยาตราทัพข้ามพรมแดน บุกทะลวงเข้าสู่อาณาเขตขุนนางบู๊อย่างดุดัน ช่วงชิงความได้เปรียบมาไว้ในกำมือจนหมดสิ้น
หมากฝั่งขุนนางบู๊บางตัว ถูกพลิกจากดำเป็นขาวเฉกเช่นตระกูลฟ่าน ที่กลายสภาพเป็นสุนัขรับใช้ของเขา หมากบางตัวแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม บ่งชี้ว่าสามารถบงการเพื่อบ่อนทำลายขั้วอำนาจบู๊จากภายในดั่งตระกูลซุน
และยังมีบางตัวที่กำลังซีดจางเป็นสีเทาอ่อน คล้อยตามสีขาวไปทุกขณะ บ่งบอกว่าใกล้ร่วงหล่นเป็นเครื่องมือของเขาเต็มทน ดั่งเช่นหมากของตระกูลอู๋
ส่วนหมากที่สลักคำว่า ‘จ้าว’… ล้วนดำทะมึนจนขึ้นเงา ดื้อรั้นขัดขืนไม่ยอมจำนน
สวีหมิงหล่างตวัดพู่กันขึ้นมา เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ทว่าท้ายที่สุดก็ตัดสินใจสาดหมึกดำป้ายทับหมากอักษร ‘หยาง’ ที่เคยเป็นสีเทาเข้ม ให้กลับกลายเป็นสีดำทมิฬตามเดิม
หลังครุ่นคิดตริตรอง เขาก็ปัดหมาก ‘หยาง’ และ ‘อู๋’ ออกจากกระดานไปหลายตัว… พวกมันถูกปลดเปลื้องบรรดาศักดิ์จากโหวร่วงหล่นสู่ปั๋ว อำนาจบารมีหดหายมิอาจสร้างแรงกระเพื่อมได้อีกต่อไป
นัยน์ตาของสวีหมิงหล่างเคลื่อนไปหยุดยังหมากบางตัวในค่ายหลังของตนเอง เมื่อเทียบกับกองทัพหมากขุนนางบุ๋นที่กำลังรุกคืบอย่างเหิมเกริม หมากเหล่านี้กลับถูกทิ้งรั้งท้ายอย่างน่าสมเพช บางตัวถึงขั้นล้าหลังจนก้าวตามคลื่นลมไม่ทันเสียแล้ว
“สวะโง่เขลาที่ไม่รู้จักชั่งน้ำหนักสถานการณ์”
แววตาของสวีหมิงหล่างแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบยะเยือก ท่ามกลางสายธารขุนนางบุ๋น ยังมีก้างขวางคอที่ไม่ยอมศิโรราบ ไม่ยอมโอนอ่อนตามการบงการของเขา ซึ่งหมากอักษร ‘เฉิน’ มีจำนวนมหาศาลที่สุด รองลงมาคือพวกขุนนางจากตระกูลยากไร้
สวีหมิงหล่างกระแทกพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก เขาจดจ้องกระดานหมากรุกอย่างบ้าคลั่ง หวังเจาะทะลวงเส้นทางให้หมากฝ่ายตนรุกคืบกลืนกินต่อไป
เมื่อใดที่หมากขาวกลืนกินกระดานจนสิ้นซาก ไร้เงาหมากดำหลงเหลือแม้แต่ตัวเดียว เมื่อนั้นปณิธานของเขาย่อมบรรลุผล… วันที่ขุนนางบุ๋นรวบอำนาจทหารเบ็ดเสร็จ และเหยียบย่ำขุนนางบู๊ไว้ใต้ฝ่าเท้าอย่างเด็ดขาด
ข้างมือเขามีหมากตัวใหม่วางเตรียมพร้อมอยู่หลายตัว บนนั้นสลักอักษร ‘หน้า หลัง ซ้าย ขวา กลาง’ ห้าคำชัดเจน นั่นคือตัวแทนของ ‘ทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ’ น่าเสียดายที่บัดนี้ยังไม่อาจวางลงบนกระดาน ไม่รู้จะได้ทิ้งไพ่ตายนี้เมื่อใด ซ้ำยังลังเลว่าควรชโลมสีใดให้พวกมัน
ท้ายที่สุด สายตาอำมหิตของสวีหมิงหล่างก็เคลื่อนกลับไปที่หมากตัว ‘เฉิน’
ในเมื่อบัดนี้ไม่อาจบุกขย้ำชิงดินแดนขุนนางบู๊ได้ชั่วคราว เช่นนั้นการกวาดล้างจัดระเบียบคนในบ้าน เพื่อบีบให้หมากบุ๋นทุกตัวก้าวเดินเป็นจังหวะเดียวกัน ย่อมกลายเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน
เมื่อถึงเวลานั้น คลื่นพายุของฝ่ายเขาย่อมโหมกระหน่ำรุนแรง ไร้ความขัดแย้ง และทรงพลานุภาพยิ่งขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบช่องทางกระชากกระดานทลายทางตันในที่สุด
“ตระกูลเฉินงั้นรึ หึ” สวีหมิงหล่างตัดสินใจแน่วแน่ เขาจะใช้กริชบั่นคอพวกมันเพื่อเซ่นไหว้ธงรบเป็นรายแรก
……
แสงอรุณสาดส่องเจิดจ้า อาบย้อมทุกตรอกซอกซอยของเมืองเยี่ยนผิง อากาศบริสุทธิ์ยามเฉินช่วยชะล้างความขุ่นมัวให้จ้าวหนิงรู้สึกเบิกบานใจ กระเบื้องหลังคาเรียงรายสะท้อนประกายทอง ผู้คนขวักไขว่ด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉง ล้วนจุดประกายความหวังของวันใหม่ให้ผู้พบเห็นเสมอ
จ้าวหนิงยังก้าวไม่ทันถึงกองบัญชาการลาดตระเวนเมือง กลิ่นหอมสดชื่นยามเช้าก็ถูกกลบด้วยกลิ่นอาหารสารพัดริมทางจนสูญสิ้น ชวนให้เขานึกรำคาญความวุ่นวายของย่านการค้าอันคึกคัก และหวนคะนึงถึงความสงบเงียบยะเยือกของชนบท
ทว่าจิตใจอันหลุดพ้นย่อมไม่อาจต้านทานการประท้วงของร่างกายกะเพาะอาหารที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องโครกคราก จ้าวหนิงจำต้องกลืนน้ำลาย ยอมจำนนก้าวเข้าสู่ร้านอาหารที่เพิ่งสบถด่าในใจเมื่อครู่ เขาเคาะโต๊ะ เร่งเร้าให้เสี่ยวเอ้อยกเสี่ยวหลงเปากับโจ๊กมาเสิร์ฟอย่างเหลืออด
เสี่ยวหลงเปาร้อนฉ่าเพิ่งวางกระแทกโต๊ะ จ้าวหนิงยังไม่ทันถกแขนเสื้อคีบตะเกียบ มืออวบอ้วนเยิ้มมันประดุจขาหมูข้างหนึ่งก็พุ่งโฉบฉกซาลาเปาขาวอวบไปสองลูกปานสายฟ้าแลบ ท่ามกลางสายตาขุ่นเคืองปวดใจของเขา เจ้าของมือยัดมันเข้าปากสวาปามจนหมดจดในสองคำ
“เสี่ยวเอ้อ เสี่ยวหลงเปาอีกสองเข่ง โจ๊กเปล่าอีกสองชาม” ร่างมหึมาดุจหมีควายของเว่ยอู๋เซี่ยนทรุดกายลงนั่ง บดบังแสงตะวันไปกว่าครึ่ง จ้าวหนิงรู้สึกประหนึ่งท้องฟ้ามืดทะมึนลงฉับพลัน ใบหน้าเขาดำคร่ำเครียด สบถด่า “เจ้าจำเป็นต้องใช้มือตะครุบของกิน…”
ถ้อยคำผรุสวาทเพิ่งหลุดจากปากเพียงครึ่ง จ้าวหนิงก็ต้องชะงักงันประดุจเป็ดถูกบีบคอ เมื่อมือเยิ้มมันของเว่ยอู๋เซี่ยนพุ่งโฉบตัดหน้าไปอีกครา เสี่ยวหลงเปาอันตรธานไปอีกหลายลูก ซ้ำร้ายเจ้าหมีควายที่กำลังยัดทะนานมูมมามยังปั้นหน้าซื่อตาใสจ้องมองกลับ ราวกับจะท้าทายด้วยสายตาว่า ‘มีอะไรจะพูดก็ว่ามาสิ’
จ้าวหนิงกระแทกตะเกียบลง จำใจผลักเสี่ยวหลงเปาทั้งเข่งไปตรงหน้าสหาย ส่วนตนเองได้แต่นั่งรอเข่งใหม่ หากขืนฝืนกินซาลาเปาเข่งนี้ต่อ เขาคงพะอืดพะอมประหนึ่งกำลังเคี้ยวขาหมูอ้วนมันของเว่ยอู๋เซี่ยนเข้าปากเป็นแน่
“นี่เจ้าอดข้าวมาสามวันเจ็ดวันหรืออย่างไร” จ้าวหนิงซดโจ๊กพลางเอ่ยถาม
เว่ยอู๋เซี่ยนมัวแต่เปิดศึกฟาดฟันกับซาลาเปาจนไร้เวลาตอบคำถาม รอจนสวาปามเกลี้ยงเข่ง เขาจึงพ่นลมหายใจยาว โอดครวญเสียงหลง “หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ข้ามัวแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียร แม้แต่ส้วมก็ไม่มีเวลาเข้า เมื่อเช้าหากสาวใช้ไม่มาปลุก ข้าคงเข้าเวรสายไปแล้ว”
นับแต่สิ้นสุดเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท เว่ยอู๋เซี่ยนก็เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง อย่าว่าแต่ยามอยู่จวนเลย แม้แต่ตอนรับราชการในที่ทำการ หากสบช่องว่างเพียงจิบชา เขาก็จะทิ้งตัวลงนั่งสมาธิเดินลมปราณทันที
หลังจัดการมื้อเช้าเกลี้ยงเกลา ทั้งสองก้าวเข้าสู่กองบัญชาการลาดตระเวนเมืองพร้อมกัน ที่ทำการแห่งนี้กว้างขวางโอ่อ่า ทว่าสภาพกลับทรุดโทรม สีสันลอกร่อนไร้การบูรณะ ร่องรอยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความรุ่งโรจน์และอำนาจล้นฟ้าในอดีตกาล ทว่าบัดนี้กลับตกต่ำฝืดเคืองจนไร้แม้แต่เบี้ยอัฐมาซ่อมแซมจวน
“คารวะใต้เท้าจ้าว”
“คารวะใต้เท้าเว่ย”
ระหว่างสืบเท้าลัดเลาะระเบียงมุ่งหน้าสู่ห้องทำงาน บรรดาขุนนางและเจ้าหน้าที่ที่เดินสวนทางล้วนหยุดยืนโค้งคารวะพวกเขาก่อน ท่วงท่าเปี่ยมด้วยความนอบน้อมยำเกรง
กองบัญชาการแห่งนี้ถูกรวบอำนาจโดยผู้บัญชาการหนึ่งนาย รั้งตำแหน่งขุนนางขั้นห้าชั้นเอก มีสมุห์บัญชีเป็นรองผู้บัญชาการ รั้งขุนนางขั้นหกชั้นเอก ถัดลงมาคือตำแหน่ง ‘จงฉี’ สามนาย ซึ่งจ้าวหนิงคือหนึ่งในผู้กุมอำนาจนั้น
หลังเทศกาลล่าสัตว์ เว่ยอู๋เซี่ยนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางขั้นเจ็ดชั้นรอง ในเมื่อจำต้องก้าวสู่เส้นทางสายราชการ การไปประจำการที่ใดย่อมไร้ความต่าง สู้เกาะติดสหายร่วมเป็นร่วมตายยังประเสริฐกว่า เขาจึงโอนย้ายมาสังกัดกองบัญชาการแห่งนี้ ทว่าด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ที่ลดหลั่น เขาจึงรั้งเพียงตำแหน่งทหารใต้บังคับบัญชาของจ้าวหนิง
ทั้งสองเข้ารับตำแหน่งกว่าแรมเดือนจนคุ้นชินกับสายงานและบุคลากร จ้าวหนิงเองก็ขัดเกลาคมดาบพร้อมสับสังหารขุมกำลังเป่ยหูที่แฝงตัวเร้นกายในเมืองเยี่ยนผิงอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
“ใต้เท้าจ้าว ท่านผู้บัญชาการเรียกตัวขอรับ แจ้งว่ามีราชกิจด่วน” จ้าวหนิงเพิ่งทิ้งตัวลงนั่ง เสมียนนายหนึ่งก็เร่งรุดเข้ารายงาน
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ผู้บัญชาการสือชง เป็นทายาทตระกูลสือสายขุนนางบู๊ ตระกูลสือและตระกูลซุนกอดคอร่วมรักษาด่านซานไห่กวน ความสัมพันธ์กับตระกูลจ้าวมิได้กลมเกลียว แต่ก็หาได้บาดหมาง
“สือชงผู้นี้ซ่อนดาบในรอยยิ้ม เดาทางได้ยากยิ่ง การที่มันเรียกตัวเจ้าด่วนเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เจ้าจงระวังตัวให้จงหนัก” เว่ยอู๋เซี่ยนลดเสียงเอ่ยเตือน
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ ก่อนหยัดกายลุกขึ้นสาวเท้าออกจากห้อง มุ่งหน้าเผชิญพายุที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้าทันที