ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 60 หออี้ผิ่น (กลาง)
จ้าวหนิงเคยมาเยือนโรงน้ำชาแห่งนี้พร้อมเว่ยอู๋เซี่ยนและเฉินอันจือมาก่อน เขาพบพานซูเยี่ยชิงมาแล้วหลายหน ทว่ายามนั้นกลับจดจำแม่นางชงชาตัวน้อยผู้นี้ได้เพียงเลือนราง อย่างมากก็แค่รู้สึกว่านางหน้าตาสะสวยหมดจด ท่าทีขี้อายและสะเทิ้นอายง่ายก็เท่านั้น
ทว่าวันนี้… ทุกสิ่งหาใช่วันวาน
ชาติก่อนเมื่อมหาสงครามกับเป่ยหูปะทุขึ้น เมืองเยี่ยนผิงตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไม่ถึงพันลี้ หลังจากด่านเยี่ยนเหมินกวนและซานไห่กวนแตกพ่าย ทัพม้าเหล็กเป่ยหูที่รุกคืบดุจไฟลามทุ่งก็บุกทะลวงประชิดใต้กำแพงเมืองเยี่ยนผิงอย่างรวดเร็ว ก่อนโอรสสวรรค์จะลี้ภัยลงใต้ ได้ทิ้งราชโองการเลือด ระดมผู้กล้าทั่วหล้ากอบกู้ราชบัลลังก์
ยามเผชิญศึกต่างเผ่าพันธุ์ ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนทั่วอาณาเขตต้าฉี กระทั่งกองโจรที่ซ่องสุมกำลังตามป่าเขา เหล่าวีรบุรุษชาวยุทธ์ล้วนตอบรับราชโองการเข้าร่วมทัพหลวง อาบเลือดห้ำหั่นทัพม้าเหล็กเป่ยหู ร่วมเป็นร่วมตายกับบ้านเมือง
หออี้ผิ่น... คือหนึ่งในขุมกำลังที่โดดเด่นที่สุดในสมรภูมิครานั้น
ผิดกับขุมกำลังยุทธภพทั่วไป หออี้ผิ่นทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดที่มี ไม่ว่ากำลังคนหรือทรัพยากรล้วนไร้การเก็บงำ ยอม ‘สละสิ้นเพื่อกู้ชาติ’ นับเป็นธงนำอันสง่างามแห่งยุทธภพอย่างแท้จริง
ห้วงเวลาสิบปีแห่งมหาสงคราม จ้าวหนิงและซูเยี่ยชิงเคียงบ่าเคียงไหล่อาบเลือดร่วมกันมาหลายครา คราหนึ่ง จ้าวหนิงพร้อมคนในตระกูลหลายสิบชีวิตตกอยู่ในวงล้อมผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูนับร้อยกลางป่าลึก หากไม่ได้ซูเยี่ยชิงนำยอดฝีมือหออี้ผิ่นบุกทะลวงวงล้อมเข้ามาช่วยชีวิตทันท่วงที จ้าวหนิงคงกลายเป็นซากศพไร้ชื่อไปแล้ว
หลังบดขยี้ศัตรูและบั่นคอแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม สองสหายศึกผู้รอดพ้นความตายทิ้งตัวลงบนซากกำแพงเมือง หิ้วไหสุรากรอกดื่มอย่างบ้าคลั่งตลอดคืน เผชิญหน้าจันทร์เสี้ยวเว้าแหว่ง ท่ามกลางลมราตรีบาดกระดูกจวบจนรุ่งสาง
จ้าวหนิงผู้เป็นถึงคุณชายตระกูลขุนนางทรงเกียรติ กับซูเยี่ยชิงดรุณีที่ดิ้นรนในยุทธภพ จึงกลายมาเป็นสหายรู้ใจนับแต่นั้น
ทว่าน่าเสียดาย ชาติก่อนยามสงครามยังไม่ปะทุ หออี้ผิ่นพ่ายแพ้ในการชิงอำนาจกับสมาคมชุดขาวในเมืองเยี่ยนผิง ซ้ำร้ายสมาคมชุดขาวยังจับมือพรรคเหยี่ยวครามฉวยโอกาสบุกถล่มซ้ำเติม ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเหลือรอดเพียงหยิบมือ ขุมอำนาจและผลประโยชน์ในเยี่ยนผิงถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น บีบคั้นให้หออี้ผิ่นต้องถอนรากถอนโคนหนีออกจากเมืองหลวง
หากมิเป็นเช่นนั้น ด้วยปณิธานพลีชีพเพื่อชาติของหออี้ผิ่น ย่อมสลักคุณูปการในมหาสงครามและเด็ดหัวผู้บำเพ็ญเพียรเป่ยหูได้มากกว่านั้นมหาศาล
ส่วนซูเยี่ยชิง… นับจากราตรีนั้นจ้าวหนิงก็ไม่ได้พบพานนางอีก หนึ่งปีให้หลังถึงเพิ่งได้ข่าวคราวว่านางพลีชีพกลางสมรภูมิด่านหว่าเฉียว ว่ากันว่า… แหลกเหลวไร้ร่างให้ฝังกลบ
ผู้ที่พลีชีพเคียงข้างนาง มียอดฝีมือหลักร้อยที่เคยบุกทะลวงวงล้อมเข้าช่วยชีวิตเขา รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรหออี้ผิ่นอีกหลายร้อยชีวิตที่ปักหลักรักษารอยต่อกำแพงเมืองแห่งนั้น
ส่วนสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามที่สูบเลือดสูบเนื้อหออี้ผิ่นไป อย่าว่าแต่กู้ชาติบ้านเมือง พวกมันกลับหลงกลเซียวเยี่ยน ยอมลดตัวเป็นสุนัขรับใช้เบิกทางให้ทัพเป่ยหูเหยียบย่ำแผ่นดินเสียด้วยซ้ำ
ยามทอดสายตามองซูเยี่ยชิงอีกครา นัยน์ตาจ้าวหนิงย่อมแปรเปลี่ยน เขาต้องขบกรามสะกดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อท้นขึ้นกลางอก เพื่อไม่ให้เผยพิรุธใดออกไป
ชาตินี้เขาต้องบดขยี้ทัพเป่ยหู ปกป้องต้าฉี ขณะเดียวกันก็ต้องกวาดล้างพวกทรยศและเหลือบไรในราชสำนัก เขาจำต้องรวบรวมและเกื้อหนุนขุมกำลังที่มีประโยชน์ต่อสงครามให้ถึงขีดสุด
“คุณชายจ้าวกับคุณชายเว่ยไม่ได้มาเยือนเสียนาน ผู้น้อยนึกว่า… นึกว่าหออี้ผิ่นจะสิ้นวาสนาต้อนรับท่านทั้งสองเสียแล้วเจ้าค่ะ”
ซูเยี่ยชิงสั่งเด็กรับใช้นำชุดเครื่องชาเข้ามา นางคุกเข่าลงชงชาให้ทั้งคู่ พร้อมกำชับนักเล่านิทานให้เตรียมขึ้นเวทีทันที ทั้งที่ยามนี้เพิ่งรุ่งสาง ผิดวิสัยที่นักเล่านิทานจะเริ่มงาน
“ที่มาวันนี้ เพื่อเรื่องคดีฆาตกรรมใกล้หอเฟยเสวี่ยเมื่อคืน” จ้าวหนิงตัดบทเข้าประเด็น ผู้อื่นอาจไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของหอเฟยเสวี่ย แต่เขารู้กระจ่างแก่ใจ
สิ้นคำ นัยน์ตาของซูเยี่ยชิงพลันหม่นแสง ยามเห็นชุดขุนนางกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองบนร่างจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนเมื่อครู่ นางก็พอเดาทางได้ว่าอีกฝ่ายคงมาเพื่อราชการ
ทว่าลึกๆ ยังแอบหวังลมๆ แล้งๆ หออี้ผิ่นกับตรอกผิงคังตั้งอยู่ห่างไกล ไม่น่าจะโยงใยถึงกันได้ ซูเยี่ยชิงไม่คิดว่าจ้าวหนิงจะล่วงรู้กระดานลับของหออี้ผิ่นในยุทธภพ
“คุณชายอยากทราบสิ่งใดหรือเจ้าคะ โรงน้ำชาแม้นข่าวสารฉับไว แต่ยามนี้แขกเหรื่อบางตา ยังไร้วี่แววเบาะแสคดีเมื่อคืนเลยเจ้าค่ะ” ซูเยี่ยชิงก้มหน้าเอ่ยเสียงแผ่ว ท่วงท่าชงชาแม้นคล่องแคล่ว ทว่ากลับแข็งเกร็ง สูญสิ้นสุนทรียภาพไปจนหมดสิ้น
นางเคยคิดว่าตนพอจะคุ้นเคยกับจ้าวหนิงอยู่บ้าง ต่อให้ไม่สนิทชิดเชื้อ อย่างน้อยก็ถือเป็นคนคุ้นหน้า ลึกๆ ยังแอบหวังจะพึ่งพาบารมีเขา ซื้อหาโอสถวิเศษของตระกูลใหญ่ เพื่อยื้อชีวิตพี่สามที่บาดเจ็บสาหัสร่อแร่
ทว่าจ้าวหนิงกลับเอ่ยปากเพียงเรื่องราชการ... ที่แท้ทั้งหมดเป็นเพียงความเพ้อฝันฝ่ายเดียว อีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายสายตรงผู้สูงศักดิ์ ส่วนนางเป็นแค่แม่นางชงชาต่ำต้อยริมถนน เขาจะลดตัวลงมามองนางได้อย่างไร
ดรุณีแรกแย้มเช่นซูเยี่ยชิงสัมผัสได้ว่าภาพฝันอันไร้เดียงสากำลังแตกร้าว แหลกสลายร่วงหล่นเต็มพื้น แม้มองไม่เห็นดวงตาตนเอง แต่นางรู้ดีว่าขอบตาคงแดงก่ำไปแล้ว นางขบกรามแน่น สะกดกลั้นไม่ให้น้ำตารินไหลเด็ดขาด
จ้าวหนิงวางป้ายหยกชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันอ่อนโยน “นี่คือป้ายคำสั่งทายาทตระกูลจ้าว ถือสิ่งนี้ไปหอสมบัติ สามารถเบิกจ่ายทรัพยากรมูลค่าไม่เกินหนึ่งแสนตำลึงทองได้ในคราวเดียว”
“แต่ข้าขอแนะนำให้เจ้าเบิก ‘โอสถวารีชำระล้าง’ มามากหน่อย มันมีสรรพคุณล้ำเลิศในการรักษาผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิด กล่าวได้ว่า… โอสถหนึ่งขวด แลกหนึ่งชีวิต”
ไหล่บอบบางของซูเยี่ยชิงสั่นสะท้าน นางเงยหน้าจ้องมองจ้าวหนิงอย่างตะลึงงัน นัยน์ตากลมโตฉ่ำน้ำเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ แทบคิดว่าตนเองหูแว่ว
คุณชายจ้าวจะมอบโอสถวิเศษมูลค่าแสนตำลึงทองให้นางจริงหรือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ นางยังไม่ได้ปริปากร้องขอแม้แต่ครึ่งคำ ไฉนเขาจึงเป็นฝ่ายประทานของกำนัลล้ำค่าปานนี้
โอสถวารีชำระล้าง… ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่ามันคือสุดยอดโอสถที่ตระกูลจ้าวสกัดขึ้น อย่าว่าแต่มูลค่ามหาศาล ปริมาณที่หลุดออกสู่ตลาดยังน้อยนิด ต่อให้เป็นตระกูลขุนนางทรงเกียรติ ยามปกติยังกว้านซื้อได้เพียงหยิบมือ แต่ท่าทีของคุณชายจ้าว กลับดูเหมือนตั้งใจจะโยนให้นางเปล่าๆ หลายขวด
หากมีสิ่งนี้ อาการบาดเจ็บของพี่สามและสหายย่อมไร้กังวล นี่นับเป็นการส่งถ่านกลางพายุหิมะโดยแท้ แต่… คุณชายจ้าวล่วงรู้ความต้องการนี้ได้อย่างไร หรือเขาดูออกแล้วว่าคดีสีเลือดที่หอเฟยเสวี่ยเมื่อคืนเป็นฝีมือพวกนาง ไม่… ไม่มีทาง ที่เกิดเหตุไร้ร่องรอยหลักฐานโดยสิ้นเชิง
“คุณชายจ้าว ท…ทำไมหรือเจ้าคะ” ซูเยี่ยชิงรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ ทว่าเมื่อนึกถึงลมหายใจรวยรินของพี่สาม นางกลับไร้ความกล้าที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ
จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจ ทำไมน่ะหรือ… ก็เพื่อทดแทนบุญคุณที่เจ้าเคยสละชีพช่วยข้าในชาติก่อน เพื่อชดใช้ความรู้สึกผิดที่ข้าไม่อาจบุกฝ่าวงล้อมไปช่วยเจ้ายามตกอยู่ในอันตราย และเพื่อคารวะจิตวิญญาณแห่งการสละสิ้นเพื่อกู้ชาติของหออี้ผิ่นอย่างไรเล่า
“ช่วงก่อนตอนอยู่เมืองไต้โจว ข้าเคยเผชิญวิกฤตคอขาดบาดตาย ยามนั้นได้อาศัยเครือข่ายหออี้ผิ่นส่งข่าวถึงท่านปู่ทันท่วงที จึงรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้”
จ้าวหนิงส่งยิ้มบาง “ว่ากันตามจริง หออี้ผิ่นมีบุญคุณต่อข้า ยามนี้พวกเจ้าตกที่นั่งลำบาก ข้าย่อมต้องทดแทน”
ซูเยี่ยชิงไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้ ทว่าในใจกลับรู้สึกผ่อนคลายลง ท้ายที่สุดเรื่องราวก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอันใด “ที่แท้คุณชายจ้าวก็รู้จักหออี้ผิ่นมาแต่แรก... แต่ตามกฎของพวกเรา รับเงินทำงาน ถือเป็นอันสิ้นสุด คุณชายไม่ได้ติดค้างพวกเราเลย อีกอย่าง… โอสถวารีชำระล้างนั้นล้ำค่าเกินไปจริงๆ”
นางหาใช่คนโลภ ลึกๆ ยังมีเส้นแบ่งมโนธรรม แม้ความหวังที่จะยื้อชีวิตคนในครอบครัวอยู่ตรงหน้า นางก็ไม่อาจโน้มน้าวให้ตนเองละทิ้งหลักการได้ลงคอ
จ้าวหนิงโบกมือปัด “ช่วยคนสำคัญกว่า ชักช้าไปเพียงจิบชา ญาติมิตรเจ้าก็ยิ่งอันตราย หลังจากนี้ข้ายังมีเรื่องต้องไหว้วานหออี้ผิ่น หากเชื่อใจข้า ก็ไปเบิกโอสถมาก่อนเถอะ”
กล่าวจบ เขาก็ยัดป้ายคำสั่งใส่มือนางโดยไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ ก่อนเรียกผู้ติดตามตระกูลจ้าวเข้ามา สั่งให้นำทางซูเยี่ยชิงไปเบิกโอสถที่หอสมบัติ
สมองของซูเยี่ยชิงยังคงเต็มไปด้วยข้อกังขา โดยเฉพาะเรื่องที่จ้าวหนิงล่วงรู้อาการบาดเจ็บของพี่สาม ทว่าเมื่อเผชิญท่าทีเด็ดขาดของเขา นางกลับไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ร่างบางก้าวเดินงุนงงสับสนออกจากห้อง ลึกๆ กลับก่อเกิดความเชื่อใจบุรุษผู้นี้อย่างประหลาด ราวกับเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ายอดฝีมือที่หลบหนีจากหอเฟยเสวี่ยเมื่อคืนคือคนของหออี้ผิ่น” ชายังชงไม่ทันเสร็จ เว่ยอู๋เซี่ยนก็โยนถั่วลิสงเข้าปากพลางเอ่ยถาม
“ข้ารู้แค่ว่าหอเฟยเสวี่ยเป็นถิ่นพรรคเหยี่ยวคราม และพรรคเหยี่ยวครามก็สวามิภักดิ์สมาคมชุดขาว ดังนั้นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดที่จะบุกไปเหยียบหอเฟยเสวี่ยได้… ความเป็นไปได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นหออี้ผิ่นหรือสำนักกระบี่ซานชิง” จ้าวหนิงเอ่ยเรียบๆ
เว่ยอู๋เซี่ยนร้องอ้อ ไม่ได้ประหลาดใจกับความคิดนี้แม้แต่น้อย เพียงพริบตาเขาก็มองทะลุปรุโปร่ง “ที่แท้เมื่อครู่เจ้าก็แค่โยนหินถามทางแม่นางซู มีเพียงฝ่ายตนบาดเจ็บสาหัสถึงจะต้องการโอสถวารีชำระล้างอย่างเร่งด่วน ท่าทีของนางเมื่อครู่เปิดโปงความจริงจนหมดเปลือก”
“ดูท่าพวกเราจะดวงดีไม่เบา ไม่ต้องถ่อไปเยียบสำนักกระบี่ซานชิงเพื่อหลอกถามให้เสียเวลา”
จ้าวหนิงเพียงยิ้มรับ ไม่เอ่ยกระไรให้มากความ
ยามซูเยี่ยชิงปรากฏตัวอีกครั้ง แม้ขอบตาจะยังดำคล้ำอิดโรย ทว่าใบหน้ากลับเปล่งปลั่งเปี่ยมชีวิตชีวา ทันทีที่ก้าวพ้นประตู นางก็ทิ้งตัวคุกเข่าโขกศีรษะคำนับอย่างหนักแน่น เพื่อขอบคุณบุญคุณช่วยชีวิตพี่ชาย ดูท่าโอสถวารีชำระล้างคงถูกส่งถึงมือแล้ว
จ้าวหนิงหวนนึกถึงความทรงจำชาติก่อน หัวใจพลันเจ็บแปลบราวถูกบีบรัด เกือบจะทรุดตัวลงคำนับตอบ เพื่อบอกว่านางไม่จำเป็นต้องขอบคุณถึงเพียงนี้
ทว่าเมื่อเห็นซูเยี่ยชิงเปี่ยมสุข ในใจเขาย่อมเบิกบานขึ้นเป็นกอบเป็นกำ
จังหวะที่ซูเยี่ยชิงหยัดกายลุกขึ้น ร่างของผู้หนึ่งพลันก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา “บุญคุณที่คุณชายจ้าวมีต่อหออี้ผิ่น พวกเราจะสลักไว้กลางใจ เพียงแต่ไม่ทราบว่า… การที่คุณชายมือเติบถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วต้องการให้หออี้ผิ่นรับใช้สิ่งใด คุณชายโปรดวางใจ ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตความสามารถ ย่อมไม่มีวันเอ่ยปฏิเสธ”
ผู้มาเยือนคือสตรีวัยสะพรั่งเปี่ยมเสน่ห์ยั่วยวน อายุอานามราวสามสิบปี ทุกย่างก้าวเยื้องย่างดุจนางพญา เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกอวบอิ่มโยกย้ายอย่างมีจริต รูปร่างสูงโปร่งเผยให้เห็นเรียวขายาวสลวยงดงามจนสะกดลมหายใจ ทุกจังหวะการลงน้ำหนักราวกับจะเหยียบย่ำลงกลางใจบุรุษ
จ้าวหนิงเบือนหน้าไปมอง เห็นเพียงรอยยิ้มเย้ายวนบนใบหน้างาม ริมฝีปากแดงสดดั่งเปลวเพลิงยกโค้งชวนลุ่มหลง ทุกท่วงท่าล้วนแผ่ซ่านเสน่ห์ร้อยเล่มเกวียน
เคร้ง!
เสียงจานกระเบื้องตกแตกดังกังวาน เว่ยอู๋เซี่ยนอ้าปากค้างตาเบิกโพลง ไม่รู้ว่ามือไม้เป็นตะคริวหรืออย่างไรถึงขั้นปัดจานข้างตัวจนคว่ำ ที่สำคัญคือเจ้าตัวยังไม่รู้ประสีประสา เอาแต่จ้องมองสตรีเบื้องหน้าตาค้างอย่างโง่งม