ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 59 หออี้ผิ่น (ต้น)
สิ้นคำ จ้าวหนิงปรายตามองเว่ยอู๋เซี่ยนด้วยแววตาระอา “เจ้าเลิกชะเง้อคอเสียที ลำพังก็ไร้คออยู่แล้ว ยิ่งทำท่าเช่นนี้ยิ่งดูคล้ายคางคก พิลึกกึกกือจนข้าอยากจะหัวเราะ”
กล่าวจบเขาก็หลุดหัวเราะร่วนออกมาจริงๆ เป็นการตอกย้ำถ้อยคำหยามเหยียดของตน
“บัดซบ! ข้าไร้คอแล้วมันน่าภาคภูมิใจนักหรือ! เจ้ามีคอแล้วเหตุใดไม่แบ่งข้าสักครึ่งเล่า” เว่ยอู๋เซี่ยนหดคอที่ไม่มีอยู่แล้วกลับไป ใบหน้าอวบอูมถมึงทึงด้วยความขุ่นเคือง รู้สึกว่าสหายช่างแล้งน้ำใจ ด่าทอเขาเป็นคางคกโดยไม่รักษาน้ำใจแม้แต่น้อย
ทั้งสองหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะก้าวพ้นห้องทำงานสู่ลานกว้าง เบื้องหน้ามีคนกว่าสิบชีวิตตั้งแถวรอรับคำสั่งอย่างเป็นระเบียบ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณ รั้งตำแหน่งหัวหน้าน้อยใหญ่ในกองบัญชาการ
กองบัญชาการลาดตระเวนเมืองกุมอำนาจพิทักษ์ความสงบในเมืองหลวง มีขุมกำลังประจำการกว่าพันนาย จ้าวหนิงในฐานะ ‘จงฉี’ กุมอำนาจสั่งการทหารสามร้อยกว่าชีวิต ภายใต้การนำของผู้บังคับกองสามนายซึ่งรวมถึงเว่ยอู๋เซี่ยน ถัดลงไปคือหัวหน้าหมวดที่คุมกำลังย่อยยี่สิบนาย โครงสร้างนี้ถอดแบบมาจากระบบกองทัพต้าฉีทุกกระเบียดนิ้ว
ท่ามกลางนายทหารระดับหัวกะทิ ย่อมมีสายเลือดตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยแฝงตัวอยู่ นี่คือขุมกำลังที่ทั้งสองตระกูลจงใจส่งมาปูทางให้จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยน การจะกร่างสั่งการรี้พลให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ย่อมต้องมีเครือข่ายคนของตนเป็นกระดูกสันหลัง ในเมื่อเป็นทายาทสายตรงที่ตระกูลตั้งความหวังสูงสุด การสละทรัพยากรหนุนหลังเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
จ้าวหนิงแจกจ่ายคำสั่งเด็ดขาด สั่งการผู้บังคับกองจากตระกูลจ้าวและเว่ยแยกย้ายนำกำลังปูพรมค้นหาตามแหล่งมั่วสุมของกลุ่มอันธพาล—แม้อ่านหมากออกว่าไร้ประโยชน์ ทว่าจำต้องสร้างภาพลวงตาบังหน้า ส่วนตัวเขากลับนำเว่ยอู๋เซี่ยนและผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณอีกสองสามนาย มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริง
ก่อนรุดออกจากกองบัญชาการ จ้าวหนิงตั้งใจจะเจรจาแบ่งพื้นที่ค้นหากับจงฉีจางเสียหน่อย เมืองเยี่ยนผิงกว้างใหญ่ไพศาล แยกกันปูพรมย่อมประหยัดเวลา ผู้ใดจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับสะบัดก้นจากไปเนิ่นนานแล้ว
เขามั่นใจว่าตนระดมพลรวดเร็วแล้ว อีกฝ่ายกลับเคลื่อนไหวไวกว่า จ้าวหนิงลอบประหลาดใจ ยามอยู่ในโถงบัญชาการ จงฉีจางผู้นั้นปั้นหน้าเกียจคร้านประดุจคนเมาค้าง นึกไม่ถึงว่าจะซ่อนคมงำประกาย เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง
ทว่าเมื่อเว่ยอู๋เซี่ยนสืบสาวราวเรื่อง จ้าวหนิงถึงประจักษ์แจ้งว่าตนประเมินพลาดไปถนัดตา จงฉีจางผู้นั้นเพียงหนีบผู้ติดตามสองนายออกไป ไม่เพียงทิ้งโต๊ะทำงาน ยามก้าวพ้นประตู มือยังหิ้วน้ำเต้าสุราใบเขื่องติดตัวไปด้วย
หวนนึกถึงท่าทีสะลึมสะลือเมามายในโถงบัญชาการ ผนวกกับท่าทีที่สือชงปฏิบัติต่ออีกฝ่าย จ้าวหนิงก็ส่ายหน้าหลุดขำ ดูท่าจงฉีจางผู้นี้หาใช่ปราชญ์เร้นกายผู้หลุดพ้น แต่เป็นเพียงขยะเมาหยำเปที่ใช้ชีวิตเช้าชามเย็นชามไปวันๆ
จากที่จ้าวหนิงลอบสังเกต อีกฝ่ายล่วงเข้าสู่วัยสี่สิบ ขมับสองข้างปรากฏเส้นผมสีดอกเลา อายุอานามล้ำหน้าสือชงเสียด้วยซ้ำ เผลอๆ อาจจะฝังรากในกองบัญชาการแห่งนี้มาก่อน ปัจจุบันกลับจมปลักอยู่เพียงตำแหน่งจงฉี ไม่ว่าจะเป็นบารมีอำนาจหรือสง่าราศี ล้วนตกต่ำน่าสมเพช
จ้าวหนิงคร้านจะลดตัวไปใส่ใจผีสุราที่รอวันลงโลง สวะพรรค์นี้มีเกลื่อนกลาดทุกหัวระแหง เขาจึงรวบรวมสมาธิ นำทัพเว่ยอู๋เซี่ยนก้าวพ้นประตูใหญ่กองบัญชาการลาดตระเวนเมือง
“เจ้ารู้จักตัวใหญ่ในกลุ่มใต้ดินงั้นรึ หรือมีสายข่าววงในของพวกอันธพาล หรือว่าตระกูลจ้าวมีหมากซ่อนเร้นในโลกมืดที่พวกเราบงการอยู่”
ขณะควบอาชาไปตามท้องถนนที่คลาคล่ำด้วยฝูงชน ความเร็วย่อมถูกจำกัด เว่ยอู๋เซี่ยนขบคิดจนหัวแทบแตก ก็ไม่อาจหยั่งรู้เจตนาที่จ้าวหนิงทิ้งเบาะแสสำคัญอย่างหอเฟยเสวี่ย แล้วมาเสียเวลากับเศษสวะอันธพาล ท้ายที่สุดจึงคาดเดาความเป็นไปได้ออกมาสองสามประการ
เขาปรายตามองจ้าวหนิงอย่างฉงน ก่อนเอ่ยสำทับ “หรือจะบอกว่า เจ้ารู้ซึ้งแก่ใจว่าแย่งชิงความดีความชอบสู้อู๋เซ่าเชินไม่ได้ จึงจำใจทิ้งหอเฟยเสวี่ย แล้วมาเดินเตะฝุ่นเสี่ยงดวงตามถนน”
การร่วมงานกับพวกพลิกแพลงเก่งก็เป็นเช่นนี้ สมองของพวกเขามักหมุนวนเป็นพายุ บางคราวกระชากทางออกได้เฉียบขาด ทว่าบางคราวก็พ่นคำถาม ‘ทำไม’ ออกมาเป็นกระบุงในอึดใจเดียว
จ้าวหนิงหาได้มีความคิดปิดบังต่อหน้าสหายร่วมรบ “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าในเมืองเยี่ยนผิงซุกซ่อนขุมกำลังอันธพาลและชาวยุทธ์อยู่มากน้อยเพียงใด”
เว่ยอู๋เซี่ยนส่ายหน้าดิก สายตาทอประกายใคร่รู้เร่งเร้าให้จ้าวหนิงเฉลย เขาคือคุณชายสายตรงแห่งตระกูลมหาอำนาจ หาใช่พ่อค้าเร่ข้างถนน ผู้คนที่รายล้อมล้วนเป็นขุนนางใหญ่และผู้สูงศักดิ์ ย่อมมืดแปดด้านกับวิถีชนชั้นล่างและโลกใต้ดิน
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ควบม้าตามหลังล้วนเป็นคนสายเลือดเดียวกัน จ้าวหนิงจึงเอ่ยปากอย่างเปิดเผย “เท่าที่ข้ากุมเบาะแส ขุมกำลังใต้ดินในเยี่ยนผิงมีหยุมหยิมนับสิบกลุ่ม ทว่าส่วนใหญ่เป็นเพียงสวะปลายแถวจำพวกนักเลงคุมบ่อน หอนางโลมซอมซ่อ หรือกลุ่มกรรมกรแบกหามท่าเรือที่รวมหัวกันตั้งกลุ่ม”
“ทว่าขุมกำลังที่หยัดยืนในยุทธภพได้อย่างแท้จริงนั้นมีเพียงหยิบมือ และในบรรดานั้น มีสี่ขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ทรงพลานุภาพถึงขั้นมีมนุษย์ระดับวิญญาณต้นกำเนิดคอยคุ้มกะลาหัว สี่เสาหลักแห่งโลกมืดนี้ ได้แก่ พรรคเหยี่ยวคราม สำนักกระบี่ซานชิง สมาคมชุดขาว และ… หออี้ผิ่น”
ทีแรกเว่ยอู๋เซี่ยนยังตั้งใจฟังอย่างออกรส ทว่าเมื่อได้ยินนามสุดท้าย เขากลับเบิกตาค้างหลุดอุทานเสียงหลง “หออี้ผิ่น? นั่นมันโรงน้ำชาธรรมดาไม่ใช่รึ”
“หออี้ผิ่นหาใช่โรงน้ำชาธรรมดาไม่ มันประกาศกร้าวว่ามีเครือข่ายรากแก้วชอนไชไปทั่วทุกแคว้น สาขาผุดขึ้นราวดอกเห็ด หออี้ผิ่นที่เมืองไต้โจวก็เป็นถึงหอสุราเลื่องชื่อ” ขณะที่จ้าวหนิงเอื้อนเอ่ย พวกเขาก็ชักม้าหยุดลงเบื้องหน้าจุดหมายพอดี
เมื่อทิ้งตัวลงจากหลังอาชาและเงยหน้ามองป้ายอักษร ‘หออี้ผิ่น’ เบื้องหน้า สีหน้าของเว่ยอู๋เซี่ยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ช่วงก่อนเขาแวะเวียนมาเหยียบโรงน้ำชาแห่งนี้เป็นประจำ เบื้องหลังบานประตูนี้มีปรมาจารย์ศิลปะแห่งชานามว่า ‘ซูเยี่ยชิง’ สตรีที่สลักรอยประทับในใจเขาจนต้องดั้นด้นมาอุดหนุนฟังนิทานอยู่เนืองนิตย์ หากมิใช่เพราะเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทกระตุ้นปณิธานบำเพ็ญเพียรให้ลุกโชน เกรงว่าเขาคงยังสลัดเงาร่างของแม่นางน้อยผู้ชงชาผู้นั้นไม่หลุดเป็นแน่
น่าเวทนาที่ยามเว่ยอู๋เซี่ยนมาเยือนคราก่อน ซูเยี่ยชิงกลับเมินเฉยต่อสายตาหวานหยดย้อยของเขา ซ้ำยังเป็นฝ่ายเปิดปากไถ่ถามถึงจ้าวหนิง พร่ำรำพันว่าจ้าวหนิงโปรดปรานสิ่งใด นางย่อมยินดีจะขวนขวายเรียนรู้… เว่ยอู๋เซี่ยนลอบทอดถอนใจ ช่างเป็นเวรกรรมเสียจริง
ตัดสลับไปยังภายในหออี้ผิ่น สืบเนื่องจากวิกฤตเมื่อคืนที่ลากยาวจนฟ้าสาง ซูเยี่ยชิงจึงขอบตาดำคล้ำดุจหมีแพนด้า นางใช้สองนิ้วถ่างเปลือกตาจดจ้องเงาสะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองอยู่นาน สรุปสุดท้ายก็โยนผ้าซับหน้าทิ้งอย่างยอมจำนน วันนี้นางจะแขวนป้ายงดต้อนรับแขก
อย่างไรเสียยามเช้าตรู่เช่นนี้โรงน้ำชาย่อมเงียบเหงา นางหมายมั่นจะชำระกายด้วยน้ำอุ่นแล้วทิ้งตัวลงนอน แม้เตียงนุ่มจะเย้ายวนเพียงใด ทว่าวันนี้นางคงไม่อาจข่มตาหลับ เผลอๆ วิกฤตนี้อาจลากยาวจนนางไม่ได้พักผ่อนไปอีกหลายวัน
‘บ้าน’ ถูกโจมตีหนักหน่วงถึงเพียงนี้ บัดนี้ทุกชีวิตล้วนเข้าสู่สภาวะประกาศศึกเฝ้าระวังขั้นสูงสุด จะกล่าวว่านอนกอดศัสตราวุธรอฟ้าสางก็หาได้เกินจริงไม่ ไร้เวลาให้นางมาเสวยสุขจิบชาสบายใจเฉิบอีกต่อไป
ทันทีที่หวนนึกถึงเลือดที่สาดกระเซ็นเมื่อคืน นัยน์ตาของซูเยี่ยชิงก็ลุกโชนด้วยเพลิงแค้น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนกรอด
เดรัจฉานพวกนั้นช่างไร้ยางอายสิ้นดี บังอาจลอบกัดกลางโต๊ะเจรจา! หากมิใช่เพราะพี่สามซุกซ่อนฝีมือล้ำเลิศเกินกว่าที่พวกมันคาดเดา ซ้ำยังมีพี่รองคอยคุมเชิงรอรับการทะลวงฝ่าวงล้อมอยู่รอบนอก ไม่แน่ว่าพี่สามอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ตรงนั้น ทว่าถึงกระนั้น พี่หน้าบากกับท่านลุงสามตาก็จำต้องสังเวยชีวิตไปในดงคมกระบี่!
หากหนี้เลือดครั้งนี้ไม่ได้รับการชำระล้าง มิเท่ากับเป็นการประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่าพวกเราเป็นเพียงสุนัขหัวอ่อนรังแกง่ายงั้นรึ ภายภาคหน้าจะเอาหน้าไปเหยียบย่ำในเมืองเยี่ยนผิงได้อย่างไร
ทว่าถ้อยคำของพี่รองกลับแทงใจดำและเป็นความจริงอันโหดร้าย ศึกเมื่อคืนฝากรอยแผลฉกรรจ์ ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดใน ‘บ้าน’ บาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่งค่อน ก่อนที่พี่สามและคนอื่นๆ จะฟื้นตัว พวกเราทำได้เพียงหดหัวอยู่ในกระดองป้องกันตัว ไร้เขี้ยวเล็บจะโต้กลับอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น หาก ‘พรรคเหยี่ยวคราม’ สบช่องฉวยโอกาสซ้ำเติม หรือระยำถึงขั้นจับมือกับ ‘สมาคมชุดขาว’ มารุมทึ้ง พวกเราคงต้องเผชิญหายนะถึงคราวสิ้นชื่อเป็นแน่ เฮ้อ ข้าได้แต่ภาวนาให้พี่สามกับคนอื่นๆ หายดีโดยเร็ว ทว่าพี่สามบาดเจ็บสาหัสปางตาย แม้แต่พี่ใหญ่ยังไม่อาจรับปากว่าจะกระชากวิญญาณเขากลับมาจากประตูนรกได้หรือไม่…
หากพี่สามสิ้นใจไป ข้าจะทนรับไหวได้อย่างไร
ขอบตาของซูเยี่ยชิงร้อนผ่าว หยาดน้ำตาเริ่มปริ่มขอบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ นางพลันเชิดหน้าขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว กัดฟันข่มหยาดน้ำตาให้ไหลย้อนกลับคืนไป
วินาทีนี้ไม่อนุญาตให้อ่อนแอ แม้จะเป็นเพียงดรุณีแรกรุ่นที่เพิ่งพานพบความรัก ทว่าการเกลือกกลั้วกับความตายและความลำบากคือนิสัยที่ฝังรากลึกมาแต่กำเนิด ต่อให้สถานการณ์จะบีบคั้นเลือดตากระเด็นเพียงใด นางก็ขอสบถสาบานว่าจะไม่ยอมหลั่งน้ำตา หรือทำตัวอ่อนแอเป็นตัวถ่วงให้ผู้ใดต้องมาคอยพะวงหลังเด็ดขาด
“คุณหนูเจ้าคะ ห้องรับรองชั้นสองมีคุณชายสองท่านมาเยือน เอ่ยปากเจาะจงให้คุณหนูเป็นผู้ชงชาให้เจ้าค่ะ”
เมื่อสดับเสียงกระซิบรายงานจากสาวใช้หน้าห้อง ซูเยี่ยชิงที่ยังคงเชิดหน้าข่มน้ำตาก็ตอบกลับเสียงอู้อี้ “แจ้งไปว่าข้าป่วย วันนี้งดรับแขก”
รุ่งอรุณเพิ่งเบิกฟ้า สวะที่แห่มาโรงน้ำชาเพื่อเสพสุนทรีย์ฟังนิทานยามนี้ ล้วนเป็นพวกลูกเศรษฐีว่างงานและอันธพาลเสเพลทั้งสิ้น ยามนี้นางไร้อารมณ์จะลงไปปั้นหน้าเสแสร้งรับมือ
“คุณหนู พวกเขาหาใช่ตัวตลกรอบนอกนะเจ้าคะ เป็นถึงคุณชายสูงศักดิ์ ท่านหนึ่งแซ่เว่ย…”
ซูเยี่ยชิงยังคงสานต่อ ‘มหาภารกิจ’ ขับไล่น้ำตาให้ไหลย้อนกลับสู่สมอง ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ หยาดน้ำตาบัดซบยังคงเอ่อคลอกวนใจไม่ยอมแห้งเหือด ทำเอานางหงุดหงิดแทบบ้า
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘คุณชายสูงศักดิ์’ ซูเยี่ยชิงก็ลอบทอดถอนใจ พวกคุณชายเสเพลเหล่านี้ในสมองกลวงโบ๋ไร้ปัญญา ทว่าแต่ละตัวกลับมีเส้นสายอำนาจบารมีล้นฟ้า อย่าว่าแต่โรงน้ำชาซอมซ่อของนางจะรับมือไม่ไหว แม้แต่ขุมกำลังทาง ‘บ้าน’ ยามปกติยังคร้านจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนตอแยกับคนพวกนี้
นี่คือชะตากรรมของพวกสุนัขข้างถนนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ยามเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้กุมอำนาจบารมี ย่อมไม่อาจแข็งข้อทำตามอำเภอใจ ทำได้เพียงกล้ำกลืนก้อนเลือดฝืนทนเท่านั้น
ซูเยี่ยชิงเพิ่งจะก้มหน้าลง ทันทีที่สดับคำว่า ‘เว่ย’ ภาพเจ้าหมีควายร่างอวบที่มักมานั่งเสนอหน้าจิบชาเมื่อช่วงก่อน ซ้ำยังใช้สายตาโลมเลียนาง ก็พลันผุดขึ้นในหัว นางลอบสบถในใจ ยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มหนักกว่าเดิม
“ยังมีคุณชายอีกท่าน... เขาอ้างนามว่าแซ่จ้าวเจ้าค่ะ”
“ว่ากระไรนะ! คุณชายจ้าวรึ! เขามางั้นรึ!”
ซูเยี่ยชิงสะบัดคอหันขวับทันควัน รุนแรงถึงขั้นกระดูกคอลั่นกรอบก็หาได้ใส่ใจ เค้าความขุ่นข้องหมองใจบนใบหน้ามลายสิ้นชั่วพริบตา หว่างคิ้วพลันเบิกบานเจิดจ้าประดุจนกน้อยกระพือปีกเริงร่า
“รีบไปแจ้งคุณชายจ้าว ว่าประเดี๋ยวข้าจะลงไปต้อนรับด้วยตัวเอง!”
ไม่รอให้สาวใช้รับคำ ซูเยี่ยชิงก็ตัดสินใจเด็ดขาด คุณชายแซ่จ้าวที่ร่วมหัวจมท้ายมากับเว่ยอู๋เซี่ยนได้ นางมั่นใจเกินแปดส่วนว่าต้องเป็น ‘คุณชายจ้าวหนิง’ ทายาทสายตรงแห่งตระกูลจ้าวไม่ผิดแน่
เหตุที่นางปิติยินดีจนเนื้อเต้น ด้านหนึ่งย่อมเป็นเพราะวาสนาได้พานพบคุณชายรูปงามที่เฝ้าถวิลหา ทว่าอีกด้านหนึ่ง… นางหมายมั่นจะลองเสี่ยงดวง หวังพึ่งพาบารมีเขาเพื่อเจรจาซื้อโอสถวิเศษสมานแผลระดับเพชรยอดมงกุฎจากตระกูลจ้าว เพื่อกระชากลมหายใจพี่สามกลับมาจากความตาย
ส่วนหยาดน้ำใสสองสามหยดที่ร่วงเผาะลงมาเพราะจังหวะตวัดหน้าเมื่อครู่ ซูเยี่ยชิงย่อมหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมรับว่ามันคือน้ำตา ยามนี้นางสลัดความเศร้าหมองทิ้งสิ้นแล้ว ดังนั้นหยดน้ำพวกนั้นย่อมต้อง… อาจจะ… ไม่สิ! ต้องเป็นหยาดเหงื่ออย่างแน่นอน!
อืม… ซูเยี่ยชิงลอบพยักหน้าหงึกหงัก มั่นใจว่าตรรกะของตนถูกต้องไร้ที่ติ ไม่มีช่องโหว่ให้ผู้ใดจับผิด
ด้วยหัวใจที่พองโตเปี่ยมความหวัง ซูเยี่ยชิงจึงปรากฏกายต่อหน้าจ้าวหนิงทั้งที่รอยคล้ำใต้ตายังดำปื้นเป็นวงกว้าง ในแง่นี้ นางช่างดูเป็นดรุณีไร้เดียงสากระไร ทว่าเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษในดวงใจ นางไม่ลืมที่จะปั้นหน้ายิ้มสงวนท่าที ค้อมศีรษะลงต่ำ เอื้อนเอ่ยด้วยสุ้มเสียงหวานล้ำละมุนละไมตามแบบฉบับสำเนียงอู๋ “ผู้น้อย… คารวะคุณชายจ้าวเจ้าค่ะ”
เอื้อนเอ่ยจบประโยค เวลาผ่านไปชั่วอึดใจก็ยังไร้เสียงตอบรับ นางถึงเพิ่งตื่นจากภวังค์และเหลือบเห็นสหายร่างหมีควายที่ยืนหัวโด่อยู่ด้านข้าง ดวงหน้าจิ้มลิ้มแดงซ่าน ก้มหน้างุดเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย “คารวะคุณชายเว่ย… ด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ”
เว่ยอู๋เซี่ยนแทบอยากจะยกมือกุมขมับ แล้วสะบัดชายเสื้อเดินหนีไปให้พ้นด้วยความชอกช้ำระกำใจ เหตุใดพอเป็นตาข้าถึงต้องมีคำว่า ‘ด้วยเช่นกัน’ ห้อยท้ายมาด้วยเล่า! จะมีคำว่า ‘เช่นกัน’ ไปเพื่อการใด! คุณชายสูงศักดิ์อย่างข้ามันไร้ค่าจนไม่คู่ควรให้คารวะอย่างตั้งใจเลยรึอย่างไร!