ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 62 ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ยามเห็นสีหน้าเหม่อลอยของทุกคน จ้าวหนิงรู้ดีว่าการโยนหินถามทางด้วยแผนการใหญ่เยี่ยงนี้ ย่อมสร้างความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่นไม่ใช่น้อย
ทว่าสถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งคนนอก ทุกชีวิตล้วนถูกผูกติดอยู่บนเรือลำเดียวกัน ซ้ำคดีเลือดเมื่อคืนยังเป็นชนวนให้สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามเปิดฉากขย้ำหออี้ผิ่น กงล้อแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนวนและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่อาจหวนกลับ
หากเปรียบดั่งสมรภูมิ สองทัพก็ประจันหน้าเตรียมห้ำหั่น กลิ่นคาวเลือดลอยแตะจมูก ไร้ช่องว่างให้ประนีประนอม ศึกกระชั้นชิดไม่อาจยุติกลางคัน จ้าวหนิงจำต้องพลิกกระดานจากรับเป็นรุก วางหมากช่วงชิงชัยชนะมาไว้ในกำมือ
“ตระกูลจ้าวหมายตาร่วมมือกับหออี้ผิ่นมานาน ทว่าช่วงก่อนข้าติดพันเทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารท ซ้ำเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ภาระหน้าที่รัดตัวจนผัดผ่อนมาเนิ่นนาน ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่าคดีเลือดเมื่อคืนจะปะทุขึ้นกะทันหันปานนี้”
จ้าวหนิงยกถ้วยชาขึ้นรวดเดียวหมดจอก ก่อนดันไปเบื้องหน้าซูเยี่ยชิง ดรุณีน้อยสะดุ้งเฮือกหลุดจากภวังค์ พวงแก้มซับสีเลือดลามจรดลำคอ รีบก้มหน้างุดรินชาให้เขาเป็นพัลวัน
ฮู่หงเหลียนไร้ความคิดตำหนิตระกูลจ้าว นางเพียงบังคับใจให้สงบลงไม่ได้ หออี้ผิ่นทะนงตนมาตลอดว่าซ่อนเร้นกายในเงามืด ไร้ผู้ใดหยั่งถึง ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่า ตระกูลขุนนางชนชั้นสูงจะมองทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
ดูท่านางจะประเมินรากฐานตระกูลขุนนางพันปีต่ำทรามเกินไป บารมีของอีกฝ่ายยิ่งใหญ่เกินกว่าวิญญูชนเดินดินจะจินตนาการถึง
สิ่งเดียวที่ทำให้ฮู่หงเหลียนลอบถอนใจด้วยความโล่งอกคือ ตระกูลจ้าวอันเกรียงไกรหาใช่ศัตรู มิเช่นนั้น หออี้ผิ่นคงเหลือเพียงเถ้ากระดูก ไร้หนทางรอดโดยแท้
จ้าวหนิงปรายตามองสีหน้าวูบไหวของฮู่หงเหลียน เพียงพริบตาก็อ่านความคิดนางกระจ่าง หมากข่มขวัญที่แสร้งทำเป็นรู้แจ้งทุกสรรพสิ่งเมื่อครู่ สัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม
แม้ส่วนลึกจะนับถือหออี้ผิ่นเป็นสหายศึก ทว่าชาตินี้หาใช่ชาติก่อน การจับมือต้องนับหนึ่งใหม่ ซ้ำยังต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง ซื้อความยำเกรงจากหออี้ผิ่นให้จงหนัก เพื่อตัดทอนการลองดีและปัญหาหยุมหยิมทิ้งไป
“การที่คุณชายจ้าวยื่นมือช่วยหออี้ผิ่นต้านทานสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม ฝ่าวิกฤตความตายครั้งนี้ หออี้ผิ่นสลักบุญคุณไว้ในอก พวกเรายินดีถวายหัวทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อช่วยคุณชายจ้าวกวาดล้างตระกูลหลิวให้สิ้นซากเจ้าค่ะ”
ฮู่หงเหลียนมอบคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น สองเรื่องนี้ล้วนเป็นเส้นด้ายบนสายป่านเดียวกัน ไม่อาจตัดขาด นับเป็นการเปิดม่านความร่วมมืออย่างงดงาม
ก่อนข้ามธรณีประตู นางยังตัดสินใจเด็ดขาด ขอเพียงได้พึ่งใบบุญต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลจ้าว คุ้มครองพี่น้องให้รอดพ้นคมหอกคมดาบ ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดนางก็ยินยอมพร้อมใจ
ทว่ายามนี้มารยาหญิงไม่อาจล่อลวงเขาได้ แต่อีกฝ่ายกลับประทานพรให้สมดั่งใจหมาย เรื่องราวราบรื่นราวกับสวรรค์บันดาล ทำเอาสตรีที่ลอยคอฝ่าคลื่นลมโลหิตในยุทธภพมานานปีอย่างฮู่หงเหลียน รู้สึกคล้ายล่องลอยในห้วงฝัน ปิติยินดีจนแทบสกัดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านไม่อยู่
เมื่อได้คำตอบ จ้าวหนิงก็บรรลุเป้าหมาย ทันที ได้นึกว่าตนและหออี้ผิ่นจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่อาบเลือดเพื่อกู้ชาติเฉกเช่นอดีตกาล ความกดดันกลางอกพลันสลาย กลายเป็นความฮึกเหิมเบิกบาน
เขาปรายตามองซูเยี่ยชิง ห้วงคำนึงรำพึงเงียบงัน น้ำใจที่ข้าติดค้าง มิตรภาพที่ไม่อาจสานต่อจนสุดทาง… ขอกลับมาชดใช้ให้เจ้าในชาตินี้
จังหวะที่ซูเยี่ยชิงชงชา นางลอบชำเลืองมองและสบเข้านัยน์ตาเขาพอดี สายตาอันอบอุ่นแฝงความอ่อนโยนทำเอานางทำตัวไม่ถูก รีบก้มหน้างุด พวงแก้มเห่อร้อนดั่งไฟลาม หัวใจเต้นโครมครามประหนึ่งมีกวางน้อยกระโจนอยู่ภายใน ความคิดเตลิดเปิดเปิง… เหตุใดเขาจึงมองข้าเช่นนี้ นัยน์ตานั้นแฝงความหมายใด หรือว่าเขามีใจ…
ยิ่งคิดยิ่งลุกลี้ลุกลน มือไม้ปั่นป่วนจนเกือบปัดป้านชาคว่ำ น้ำร้อนลวกปลายนิ้วจนปวดแสบปวดร้อน สัญชาตญาณสั่งให้นางยกนิ้วขึ้นอมคลายปวด ทว่าเกรงจะดูไม่งามในสายตาจ้าวหนิง จึงชะงักมือค้างเติ่งกลางอากาศ ไม่รู้จะวางไว้ที่ใด ได้แต่อับอายจนใบหูแดงก่ำแทบหยดเป็นสายเลือด
ฟากเว่ยอู๋เซี่ยนที่เอาแต่ลอบกลืนน้ำลายมองฮู่หงเหลียน เพิ่งได้สติว่าสหายตนเจรจาต้าการใหญ่เสร็จสรรพไปแล้ว พอนึกขึ้นได้ว่าตนนั่งทื่อเป็นท่อนไม้ นอกจากสาดเลือดกำเดาเรี่ยราดก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี ความอับอายพลันตีตื้นขึ้นจุกอก
สภาพอนาถเยี่ยงนี้ อย่าว่าแต่โฉมงามจะไม่ชายตา กระทั่งตัวเองยังรับไม่ได้ ชายหนุ่มรีบสูดลมหายใจลึก รวบรวมสมาธิเค้นสมอง ทบทวนบทสนทนาของจ้าวหนิงและฮู่หงเหลียนตั้งแต่ต้นจนจบ พลันนัยน์ตาเรียวเล็กก็ทอประกายวาบ สมองกระจ่างแจ้งทะลุปรุโปร่ง รีบกระแอมไอดึงความสนใจจากทุกคน
เว่ยอู๋เซี่ยนมองจ้าวหนิงด้วยสีหน้าขึงขัง เอ่ยเสียงขรึม “ก่อนหน้าพี่หนิงบอกว่า เหตุที่สมาคมชุดขาวเหิมเกริมลงมือในหอเฟยเสวี่ย เพราะพวกมันมั่นใจว่าต่อให้พลาดพลั้ง ก็ยังอาศัยบารมีของชานจือเจิ้งซื่อและขุมอำนาจตระกูลหลิวในที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง กลบฝังเรื่องนี้ให้จมดินได้ใช่หรือไม่”
จ้าวหนิงเลิกคิ้วมอง “เหล่าเว่ยเห็นแย้งหรือ”
“หาใช่เห็นแย้ง ทว่าพวกมันอาจซ่อนหมากที่ล้ำลึกกว่านั้น”
“หมากที่ล้ำลึกกว่านั้น…” จ้าวหนิงหรี่ตาลง “ไม่กลบเรื่องให้เงียบ แต่จงใจโหมไฟให้ลามทุ่ง”
“ถูกต้อง” เว่ยอู๋เซี่ยนตบเข่าฉาด “หากการลอบสังหารเมื่อคืนบรรลุผล ยอดฝีมือหออี้ผิ่นล้มตายเกลื่อน สมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามย่อมบุกทะลวงเปิดศึกเต็มรูปแบบ ทว่าหากแผนแตกและเรื่องราวบานปลาย หมากที่ตระกูลหลิวจะได้เปรียบสูงสุด หาใช่การเสี่ยงปิดข่าว แต่เป็นการปล่อยให้ทางการออกหน้าแทรกแซงต่างหาก”
จ้าวหนิงเอ่ยต่อ “เช่นนั้น ขุนนางตระกูลหลิวในที่ว่าการเมืองก็จะหันหอกพุ่งเป้ามาที่หออี้ผิ่นโดยตรง มือปราบจะออกหน้าไล่ล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดในที่แจ้ง ส่วนสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามก็ลอบขย้ำในเงามืด เมื่อสว่างและมืดประสานกำลัง หออี้ผิ่นย่อมไร้ทางรอด”
เว่ยอู๋เซี่ยนแค่นเสียง “พอสิ้นสุดการกวาดล้าง ที่ว่าการเมืองก็แค่ลากตัวยอดฝีมือหออี้ผิ่นสักสองสามคนมารับบาปปิดคดี ส่วนสมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามก็ฮุบอาณาเขตหออี้ผิ่นไปครอง นี่คือแผนยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้วิหคสองตัว ไม่ว่าคดีเลือดเมื่อคืนจะสำเร็จหรือไม่ ตระกูลหลิวก็กอบโกยผลประโยชน์อิ่มแปร้”
การสนทนาของทั้งคู่รวดเร็วและเฉียบขาด ไร้จังหวะหยุดพัก ครั้นฟังถึงตรงนี้ ไม่ว่าฮู่หงเหลียนหรือซูเยี่ยชิงต่างตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี พวกนางไม่เคยล่วงรู้เลยว่า โฉมหน้าที่แท้จริงของกระดานหมากนี้จะอำมหิตและชวนขนหัวลุกถึงเพียงนี้
พวกนางเป็นเพียงชาวยุทธ์ หากเป็นเรื่องชักดาบแลกชีวิตหรือชิงไหวชิงพริบในโลกมืด พวกนางย่อมไม่ครั่นคร้าม ทว่าสมรภูมินี้หาใช่การยกพวกฟาดฟัน และพวกนางแทบไม่เคยก้าวล่วงเข้าสู่เกมการเมืองที่เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายปานนี้มาก่อน
เมื่อขุนนางบุ๋นผู้เจนจัดในการแก่งแย่งชิงดีแห่งตระกูลสูงศักดิ์ลงมือบงการ แผนการจะเหลือช่องโหว่ได้อย่างไร หมากทุกตตาย่อมถูกคำนวณมาอย่างรัดกุมและปูทางด้วยเลือดทุกฝีก้าว
“คดีเลือดเมื่อคืนคือจุดชนวน วันนี้ทางการเริ่มเคลื่อนไหวตามกลิ่น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้มีตัวแปรแทรกซ้อน ตระกูลหลิวไม่มีทางยื้อเวลาเด็ดขาด ดังนั้น… กำหนดการที่พวกมันจะบดขยี้หออี้ผิ่นก็คือ…” นัยน์ตาจ้าวหนิงวูบไหว ชั่งน้ำหนักสถานการณ์รอบด้านอย่างรวดเร็ว
“คืนนี้” เว่ยอู๋เซี่ยนสับคำอย่างเด็ดขาด
ฮู่หงเหลียนและซูเยี่ยชิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่อาจสะกดกลั้นความหวาดหวั่น สถานการณ์วิกฤตถึงขั้นนี้เชียวหรือ สนทนากันไม่กี่ประโยค เพลิงก็ลามมาจ่อถึงหน้าประตูแล้ว
หออี้ผิ่นสมควรเดินหมากใด พวกนางต้องทำเช่นไรถึงจะทะลวงสภาวะตีบตันนี้ได้
ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก จ้าวหนิงก็สวนขึ้นด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นดั่งขุนเขา “หากหมายทะลวงกระดานหมากนี้ ต้องแก้ปมให้ตกสองข้อ”
เว่ยอู๋เซี่ยนหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ขับเน้นกลิ่นอายอำมหิต “ข้อแรกคือที่ว่าการเมือง ต้องปิดประตูตีด่าน ไม่ให้พวกมันสอดมือเข้ามายุ่งคดีนี้ มีเพียงวิธีนี้ ยอดฝีมือทางการจึงจะถูกผูกมือผูกเท้า”
จ้าวหนิงรับช่วงต่อ “ข้อสองคือสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม ต่อให้ไร้ทางการหนุนหลัง ด้วยขุมกำลังของสองฝ่ายผนึกกัน ก็ยังมากพอจะขย้ำหออี้ผิ่นที่กำลังบอบช้ำให้จมเขี้ยวได้ในพริบตา”
“พวกเราจำต้องลุยไฟช่วยพวกนาง” เว่ยอู๋เซี่ยนเอ่ย
“ทว่ากองกำลังหลักของตระกูลขุนนาง ก้าวล่วงสมรภูมิยุทธภพไม่ได้ หากความแตก กฎหมายย่อมสับคอไม่ละเว้น มิเช่นนั้นตระกูลหลิวคงไม่ต้องยืมมือที่ว่าการเมืองแต่แรก” จ้าวหนิงแจกแจง
“กำลังหลักเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ยอดฝีมือรับเชิญในจวน ก็พอจะเรียกใช้ได้สักสองสามคน”
“หากที่ว่าการเมืองขยับตัวไม่ได้ ตระกูลหลิวก็ต้องร่นไปใช้ยอดฝีมือรับเชิญของจวนตนเช่นกัน ยอดฝีมือจากตระกูลเจ้าและข้าผนึกกำลัง ย่อมบดขยี้พวกมันได้ไม่ยาก ทว่ายามนี้หออี้ผิ่นบอบช้ำเกินไป เกรงจะต้านทานคมเขี้ยวของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามไม่ไหว แผนการต้องรัดกุมกว่านี้ ต้องชักจูงขุมกำลังที่สามเข้ามาร่วมวง”
“สำนักกระบี่ซานชิง?”
“พวกมันไม่เหมือนขุมอำนาจอื่น ไร้อาณาเขตปักหลัก สำนักกระบี่ซานชิงคือรังนักฆ่าขนานแท้ เห็นแก่เงินทองไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม รับจ้างเด็ดหัวปัดเป่าภัยให้ผู้ว่าจ้าง ยามนี้หยิบยืมคมดาบพวกมันมาใช้งานได้พอดิบพอดี”
“เช่นนั้นกระดานหมากก็สมบูรณ์ ศึกเลือดคืนนี้ เรากำชัยแล้วแปดถึงเก้าส่วน”
สิ้นเสียงสนทนาอันฉับไว ปมปัญหาถูกสับสะบั้นจนหมดสิ้น แผนการรบกระจ่างชัดดั่งลอกคราบ
สองบุรุษประคองถ้วยชา ชูขึ้นแทนจอกสุราเป็นสัญญาณ ก่อนกระดกรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย เพื่อฉลองชัยล่วงหน้า สองสหายศึกประสานแผนพลิกกระดานสำเร็จอีกครา
แม้ไร้วาจาเอื้อนเอ่ย ทว่าความมุ่งมั่นห้าวหาญและรัศมีแผ่ซ่านของการผสานเจตนารมณ์ กลับเจิดจ้าเสียจนฮู่หงเหลียนและซูเยี่ยชิง ต้องเหม่อลอยและศิโรราบจากก้นบึ้งหัวใจ
ภายในใจฮู่หงเหลียนเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส ทว่ายังแฝงความรู้สึกหมดปัญญา หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลง วิกฤตคอขาดบาดตายตรงหน้าเป็นของหออี้ผิ่นแท้ๆ ทว่านับตั้งแต่ลากไส้แผนการจนถึงเค้นหนทางรอด นางและซูเยี่ยชิงกลับไร้ช่องว่างให้สอดปากแม้แต่ครึ่งคำ มองมุมไหนพวกนางก็เหมือนคนนอกเสียมากกว่า
“ยามนี้ข้าคาใจเพียงเรื่องเดียว” เว่ยอู๋เซี่ยนวางถ้วยชาลง ไม่ยอมเฉลย แต่กลับพยักพเยิดท้าให้จ้าวหนิงทาย
“ตระกูลหลิวชักใยลอบสังหารเมื่อคืน ย่อมส่งสัญญาณให้ขุนนางฝ่ายตนในที่ว่าการเมืองล่วงหน้า พวกมันคงซุ่มกำลังรอเงียบๆ ทันทีที่ได้สัญญาณก็พร้อมชักม้าบุกหอเฟยเสวี่ย ทว่าไฉนคดีนี้ถึงถูกอู๋เซ่าเชินตัดหน้าชิงไปได้เล่า” จ้าวหนิงกลั้วหัวเราะ
“พี่หนิงคิดว่าคำตอบคือสิ่งใด”
“ข้าเดาว่า อู๋เซ่าเชินคงละทิ้งหน้าที่หนีเวรยาม ตัวมันน่าจะแอบไปเริงรมย์ในตรอกผิงคัง ไม่แน่อาจซุกหัวอยู่ในหอเฟยเสวี่ยเสียด้วยซ้ำ ถึงได้โผล่หน้ามารับคดีทันควัน และเรื่องพรรค์นี้มันย่อมรูดซิปปากเงียบ ท้ายที่สุด โทษฐานหนีเวรยามไปเสพสุข ย่อมโดนโบยหลังลายไม่พ้น”
จ้าวหนิงยักไหล่ “แน่นอน นี่ก็แค่คาดเดา…”
“ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าอู๋เซ่าเชินมันดวงดีหรือดวงซวยกันแน่”
เว่ยอู๋เซี่ยนทอดถอนใจอย่างมีความนัย ขุนนางตระกูลหลิวพลาดคดีชิ้นโต ย่อมไม่ยอมล่าถอย พวกมันต้องหาทางกระชากคดีนี้กลับไปให้จงได้
“ฮู่เอ้อร์เหนียงเห็นว่าหมากกระดานนี้เป็นเช่นไร พอจะพลิกกระดานได้หรือไม่” จ้าวหนิงหันไปหยั่งเสียง
“คุณชายทั้งสองล้วนเป็นมังกรซ่อนพยัคฆ์แห่งยุค การที่หออี้ผิ่นได้รับความช่วยเหลือ นับเป็นวาสนาปาฏิหาริย์โดยแท้ ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก… กระดานนี้ หออี้ผิ่นขอเดินหมากตามที่ท่านทั้งสองบัญชาการเจ้าค่ะ”
ยามนี้ฮู่เอ้อร์เหนียงศิโรราบต่อจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนจากก้นบึ้งหัวใจ นี่คือความเลื่อมใสที่มีต่อตัวบุคคล หาใช่ร่มเงาของตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยเบื้องหลัง
จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนหยัดกายลุกขึ้น ประสานมืออำลาฮู่หงเหลียน “เช่นนั้นแยกย้ายกันลงมือ หมากเจรจาจ้างนักฆ่าสำนักกระบี่ซานชิง คงต้องพึ่งบารมีฮู่เอ้อร์เหนียง คนของเราออกหน้าไม่สะดวก เกรงจะทิ้งร่องรอยให้ถูกสาวถึง… ทว่าครานี้กวาดจ้างยอดฝีมือทั้งหมด ค่าหัวย่อมมหาศาล หากหออี้ผิ่นขัดสน เรื่องเงินทอง ข้ามีเทให้ไม่อั้น…”
ฮู่เอ้อร์เหนียงยกมือป้องปากหัวเราะแผ่วเบา นัยน์ตาคู่สวยทอประกายหยาดเยิ้ม “คุณชายจ้าวใจกว้างดั่งมหาสมุทร ผู้น้อยขอรับไว้เพียงน้ำใจเจ้าค่ะ หออี้ผิ่นไม่มีทางยอมให้คุณชายต้องเสียทรัพย์ไปมากกว่านี้ มิเช่นนั้น พวกเราคงกลายเป็นสุนัขเนรคุณไร้หัวใจไปแล้ว”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ ขณะกำลังแย้มยิ้มอำลาซูเยี่ยชิง พลันบังเกิดเสียง ‘ปัง’ สนั่นหวั่นไหว หันขวับไปมองก็เห็นเว่ยอู๋เซี่ยนเดินหน้ากระแทกบานประตูเข้าอย่างจัง แรงปะทะทำเอาบานไม้ถึงกับปริแตก ส่วนบุรุษผู้โชคร้ายเลือดกำเดาพุ่งกระฉูดดั่งน้ำพุอีกระลอก ช่างเป็นภาพอนาถตาเสียจริง