ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 63 ข้าจะออกหน้าเอง (ต้น)
ว่ากันตามจริง จ้าวหนิงมองว่าฮู่หงเหลียนยังห่างชั้นจากคำว่าโฉมงามล่มเมือง ทว่าในสายตาเว่ยอู๋เซี่ยน รอยยิ้มหยาดเยิ้มเปี่ยมจริตมารยาเมื่อครู่ กลับกลายเป็นเสน่ห์เย้ายวนรุนแรงจนไม่อาจต้านทาน
มิเช่นนั้น เจ้าตัวคงไม่ถึงขั้นเหม่อลอยจนเดินกระแทกบานประตูแทบพังครืน เรื่องนี้คงต้องโทษเรือนร่างอันใหญ่โตเกินวัย อายุเพียงสิบหกปีกลับมีช่วงเอวหนาเตอะดั่งหมีป่า ไม่อยากคิดเลยว่าวันข้างหน้าจะกำยำล่ำสันปานใด และจะมีสตรีหนใดรับมือไหว
คล้อยหลังออกจากโรงน้ำชา เว่ยอู๋เซี่ยนยังไม่ทันพลิกกายขึ้นหลังม้าก็รีบคว้าแขนจ้าวหนิงไว้ เขาเหลียวมองโรงน้ำชาอย่างระแวดระวังดุจหัวขโมย ก่อนหันกลับมาปั้นหน้าขึงขัง กดเสียงต่ำเอ่ยอย่างจริงจัง “ฮู่เอ้อร์เหนียงเป็นของข้า หากยังเห็นข้าเป็นสหาย… ห้ามสอดมือแย่งชิงเด็ดขาด”
จ้าวหนิงชะงักงันไปพักใหญ่กว่าจะหาเสียงตนเองเจอ “รสนิยมเจ้าลึกล้ำไม่เบา ข้าจำได้ว่าเฉินอันจือเคยบอก ก่อนหน้านี้เจ้าแอบหมายปองซูเยี่ยชิงมิใช่หรือ”
“นั่นมันอดีต พอได้สบตาฮู่เอ้อร์เหนียง ข้าก็ตาสว่างทันตาเห็น ซูเยี่ยชิงผอมบางแห้งเหี่ยวดั่งกิ่งหลิว มีอันใดให้น่าอภิรมย์ จะเอาอะไรไปสู้เสน่ห์เย้ายวนร้อยเล่มเกวียนของฮู่เอ้อร์เหนียงได้”
เว่ยอู๋เซี่ยนสับวาจาหนักแน่นดั่งขุนเขา นัยน์ตาเรียวเล็กแดงก่ำดุดัน “ตอบมาคำเดียว… เจ้าจะแย่งฮู่เอ้อร์เหนียงกับข้าหรือไม่”
จ้าวหนิงยกนิ้วโป้งให้คารวะจากใจ “ข้าไม่แย่งแน่ เจ้าเก็บกดมาสิบหกปี ไม่กล้าแม้แต่จะสนทนากับสตรี คาดไม่ถึงว่าพอตัดสินใจก้าวขา ก้าวนี้จะยาวเหยียดทะลุฟ้า พุ่งเป้าไปที่สตรีหม้ายวัยใกล้สามสิบ ข้าขอเตือนไว้ก่อน... ไม่กลัวก้าวยาวเกินไปจนเป้าฉีกหรืออย่างไร”
ได้คำรับรอง เว่ยอู๋เซี่ยนพลันอารมณ์ดีเป็นปลิดทิ้ง ถูมือไปมาพลางหัวเราะแหะๆ อย่างโง่งม “ลูกผู้ชายย่อมต้องมีวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่… ก้าวเดียวถึงจุดหมายจะมีอันใดไม่ดีเล่า”
จ้าวหนิงหมดคำจะเอ่ย ได้แต่ลอบอวยพรให้สหายสมหวังคว้าใจโฉมงามมาครอง สองบุรุษพลิกกายขึ้นหลังม้า นำผู้ติดตามควบตะบึงฝุ่นตลบมุ่งหน้ากลับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
ริมหน้าต่างชั้นสองแห่งหออี้ผิ่น ฮู่หงเหลียนและซูเยี่ยชิงทอดสายตามองส่งอาคันตุกะจากไป สตรีผู้พี่ทอดถอนใจแผ่วเบา “ข้าเคยปรามาสว่าคุณชายตระกูลใหญ่ล้วนเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ คาดไม่ถึงว่าจ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยน สองวีรบุรุษวัยเยาว์คู่นี้ จะมีความคิดอ่านลึกล้ำและใจคอกว้างขวางปานนี้ ดูท่า… แม้พวกคุณชายสูงศักดิ์จะไม่เคยกลืนกินความลำบากโชกโชนเท่าพวกเรา ทว่ารากฐานการอบรมจากตระกูลใหญ่กลับหาใช่สิ่งล้อเล่น วันหน้า… พวกเราจะประมาททายาทตระกูลขุนนางไม่ได้อีกแล้ว”
ซูเยี่ยชิงเหม่อมองแผ่นหลังองอาจที่กลืนหายไปสุดถนน ภายในใจยังคงสั่นสะท้านไม่สงบ จู่ๆ บังเกิดความอาลัยอาวรณ์และความอ้างว้างของการถูกทิ้งไว้เบื้องหลังตีตื้นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ครั้นได้ยินวาจาของฮู่หงเหลียน นางจึงพยักหน้ารับคำอย่างเห็นพ้อง
พลันฉุกคิดบางสิ่งได้ ซูเยี่ยชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “พี่ใหญ่เกลียดชังพวกตระกูลขุนนางเข้ากระดูกดำ ซ้ำยังคอยออกกฎเหล็กห้ามหออี้ผิ่นข้องแวะกับพวกมันมาตลอด การที่เราตัดสินใจจับมือกับตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยครานี้… พี่ใหญ่จะยอมรับได้หรือเจ้าคะ”
นัยน์ตาฮู่หงเหลียนวูบไหวเคร่งขรึมลง “ยามนี้วิกฤตจ่อคอหอย ต่อให้เขามีหนี้แค้นฝังลึกกับพวกตระกูลขุนนางเพียงใด ทว่าเพื่อรักษาเลือดเนื้อและปากท้องของพี่น้องทุกคน... เขาควรจะรู้ดีว่าต้องเลือกทางใด”
ซูเยี่ยชิงรับคำเสียงแผ่ว ก่อนทอดสายตากลับไปยังหัวถนนอีกครา ที่แห่งนั้นผู้คนยังคงเดินขวักไขว่ ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ ทว่ากลับไร้เงาร่างของบุรุษที่นางเฝ้าคะนึง ภาพนัยน์ตาอบอุ่นของจ้าวหนิงผุดขึ้นกลางห้วงคำนึง ความหวานล้ำซึมซาบอาบย้อมหัวใจจนพวงแก้มร้อนผ่าว ครั้นทอดสายตามองถนนสายเดิมอีกครั้ง กลับพบเพียงความอ้างว้างโหวงเหวง… ราวกับถนนสายนั้นได้สูบเอาหัวใจนางไปจนหมดสิ้น
ฮู่หงเหลียนลอบสังเกตท่าที ด้วยสติปัญญาเฉียบแหลมเจนจัด มีหรือจะอ่านใจดรุณีน้อยไม่ออก นางแย้มยิ้มเย้าแหย่ ขยับกายเข้าประชิด “เยี่ยชิงน้อยของพวกเรา ริเริ่มจะมีความรักเข้าแล้วกระมัง ไปต้องตาคุณชายจ้าวหรือคุณชายเว่ยเข้าเล่า… ให้ข้าทาย แปดส่วนย่อมหนีไม่พ้นคุณชายจ้าว หากเอ่ยถึงเขา รูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม ได้ยินว่าเก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ ซ้ำยังตวัดพู่กันแต่งกวีได้สะเทือนเลื่อนลั่น… นังหนูเอ๋ย ยามเจ้าชงชา ข้าเห็นเต็มสองตาว่าเจ้าแอบกลืนน้ำลายมองเขากี่ตลบ”
ฮู่หงเหลียนเอ่ยไม่ทันจบประโยค ซูเยี่ยชิงก็หน้าแดงเถือกวิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีไปเสียแล้ว โต๊ะเก้าอี้ถูกชนล้มระเนระนาด บานประตูกระแทกเปิดปิดเสียงดังลั่น แม้เงาร่างจะหายวับไป ทว่าเสียงข้าวของหล่นแตกโครมครามยังคงดังก้องมาจากด้านนอก
ฮู่หงเหลียนหัวเราะร่วนจนแทบสำลัก นางส่ายหน้าไปมาก่อนหมุนกายเดินออกจากห้อง เพื่อเร่งจัดการหมากกระดานสำคัญที่หออี้ผิ่นต้องเร่งลงมือ
…
“ตระกูลหลิวขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลบัณฑิต ขุนนางเก่าแก่หลายร้อยปี ขุมอำนาจติดอันดับต้นๆ ของขั้วขุนนางบุ๋น เหตุใดจึงต้องลดตัวลงมาตั้งพรรคคลุกคลีกับชาวบ้านร้านตลาดด้วย เรื่องพรรค์นี้เอาขึ้นโต๊ะไม่ได้ หากผู้ใดล่วงรู้ย่อมถูกตระกูลขุนนางอื่นหัวเราะเยาะเหยียดหยาม อย่าว่าแต่ละเมิดกฎหมายราชสำนักเลย ชื่อเสียงบรรพชนถือว่าป่นปี้ วันหน้าคนในตระกูลจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด จะเชิดหน้ารับราชการได้อย่างไร”
“จะมีเหตุผลอันใดได้ ก็เพื่อกอบโกยผลประโยชน์อย่างไรเล่า หอนางโลม บ่อนพนัน โรงฝิ่น ปล่อยกู้ดอกโหด รีดไถค่าคุ้มครองตามท่าเรือ… ล้วนเป็นบ่อเงินบ่อทองที่กอบโกยความมั่งคั่งได้เป็นกอบเป็นกำ”
“เป็นถึงตระกูลขุนนางทรงเกียรติ กลับหน้ามืดตามัวหลงใหลลาภยศถึงขั้นยอมกลืนกินเงินโสมมพวกนี้เชียวหรือ”
“การแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักมาถึงจุดแตกหัก เพื่อความอยู่รอดและขยายขั้วอำนาจ ต่อให้เป็นตระกูลขุนนางชนชั้นสูง เกียรติยศและหน้าตาก็สามารถถูกโยนทิ้งลงเหวได้ชั่วคราวเช่นกัน” จ้าวหนิงเอ่ยสนทนากับเว่ยอู๋เซี่ยน ขณะพากันเดินทอดน่องกลับเข้าสู่ลานกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง
“ไม่ว่าอย่างไร การที่สมาคมชุดขาวมีตระกูลหลิวชักใยอยู่เบื้องหลัง ก็ทำให้ยากจะวางใจได้จริงๆ” เว่ยอู๋เซี่ยนส่ายหน้า รู้สึกอับอายแทนตระกูลขุนนางที่มีสวะเช่นนี้ร่วมสายเลือด
จ้าวหนิงสงวนถ้อยคำ สมาคมชุดขาวที่มีตระกูลหลิวหนุนหลังหาใช่เรื่องใหญ่โตคอขาดบาดตาย หากเว่ยอู๋เซี่ยนล่วงรู้ว่าเบื้องหลังพรรคเหยี่ยวครามคือ ‘เซียวเยี่ยน’ สหายผู้นี้คงได้กระโดดตัวลอยสูงสามจั้งเป็นแน่
เซียวเยี่ยน... จ้าวหนิงเดาะลิ้นในปาก องค์หญิงแห่งเป่ยหูผู้นี้ ร้ายกาจไม่เบาเลยจริงๆ
หากบดขยี้พรรคเหยี่ยวครามลงได้ ก็เท่ากับสับแขนข้างหนึ่งของเซียวเยี่ยนทิ้ง
ทันทีที่ทั้งสองก้าวพ้นประตู บรรยากาศอึกทึกครึกโครมพลันปะทะเข้าโสตประสาท เสียงคำรามเดือดดาล เสียงตวาดสั่งการ และเสียงสบถด่าทอดังระงม ทหารประจำกองบัญชาการจำนวนไม่น้อยสวมเกราะจับอาวุธครบมือ กำลังวิ่งวุ่นรวมพลกันฝุ่นตลบ
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เว่ยอู๋เซี่ยนคว้าคอเสื้อเสมียนนายหนึ่งที่วิ่งกระหืดกระหอบผ่านมา
“ใต้เท้าเว่ย… จงฉีอู๋ถูกรุมกระทืบที่หอเฟยเสวี่ยขอรับ ตอนนี้กำลังร้องห่มร้องไห้ขอให้ท่านผู้บัญชาการระดมพลไปคิดบัญชีเลือดอยู่ขอรับ” เสมียนผู้นั้นภาระหน้าที่รัดตัว ไร้เวลาอธิบายความยาวสาวความยืด ประสานมือคารวะลวกๆ แล้วรีบจ้ำอ้าวจากไป
“อู๋เซ่าเชินถูกคนกระทืบงั้นหรือ” เว่ยอู๋เซี่ยนกับจ้าวหนิงสบตากัน ก่อนแค่นหัวเราะหยันสองเสียง น้ำเสียงเจือแววสมน้ำหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง
ผู้ติดตามตระกูลเว่ยที่รั้งตัวอยู่ในกองบัญชาการ ครั้นเห็นนายตนก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงาน “จงฉีอู๋นำกำลังไปสืบคดีที่หอเฟยเสวี่ย แต่ดันไปปะทะกับคนของที่ว่าการเมืองเข้าขอรับ อีกฝ่ายควบคุมสถานที่เกิดเหตุเบ็ดเสร็จ กีดกันไม่ให้จงฉีอู๋เฉียดใกล้ ซ้ำยังประกาศกร้าวว่าจะรับช่วงต่อคดีนี้เอง บีบบังคับให้จงฉีอู๋คายตัวผู้ต้องสงสัยที่จับมาเมื่อคืนส่งมอบให้พวกมันขอรับ”
“จงฉีอู๋ย่อมไม่ยอมกลืนก้อนโทสะลงคอ จึงก้าวเข้าไปโต้เถียง คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะป่าเถื่อนไร้เหตุผล จนเกิดการลงไม้ลงมือ พวกมันกำลังพลเหนือกว่า จงฉีอู๋พลาดท่าถูกรุมซ้อมจนสะบักสะบอม ซ้ำยังถูกหิ้วปีกโยนกระเด็นออกมาจากตรอกผิงคัง เรียกได้ว่าเสียหน้าป่นปี้ไม่มีชิ้นดีเลยขอรับ…”
ฟังรายงานจบ เว่ยอู๋เซี่ยนลอบเดาะลิ้น “พวกที่ว่าการเมืองนี่เหิมเกริมทะลุฟ้า ถึงขั้นกล้ารุมกระทืบคนของกองบัญชาการลาดตระเวนเมืองกลางถนน นี่พวกมันไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา ซ้ำยังเหยียบย่ำกฎหมายราชสำนักชัดๆ”
แม้วาจาจะเต็มไปด้วยความเดือดดาล ทว่าส่วนลึกกลับไม่ได้ประหลาดใจกับเหตุการณ์นี้นัก
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองและที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง ล้วนค้ำจุนอำนาจดูแลความสงบในเมืองหลวง หากจะแยกแยะให้ชัด กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะมุ่งเน้นเฝ้าระวังภัยคุกคามจากต่างแคว้น การลักลอบซ่องสุมอาวุธ และกบฏที่เป็นภัยต่อราชวงศ์ ขณะที่ที่ว่าการเมืองกุมอำนาจสืบคดีอาชญากรรมทั่วไป
ทว่านั่นเป็นเพียงเส้นแบ่งบางๆ เมื่อยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเข้ามาพัวพัน ทั้งสองฝ่ายย่อมไม่อาจนั่งติดเก้าอี้ ว่ากันตามตรง นี่คือผลพวงของนโยบายหักล้างคานอำนาจระหว่างขุนนางบุ๋นและบู๊ ที่ปฐมกษัตริย์วางรากฐานไว้ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์
หากขุมกำลังบุ๋นและบู๊แห่งต้าฉีทัดเทียมและปรองดอง เมื่อเกิดคดีสีเลือด สองหน่วยงานอาจจับมือสืบสวน ทว่ายามนี้ความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจรุนแรงดั่งไฟสุมน้ำ ซ้ำขุนนางบุ๋นยังเหยียบหัวขุนนางบู๊จนแทบจมดิน จึงไม่แปลกที่ลิ่วล้อที่ว่าการเมืองจะกล้ากำเริบเสิบสานปานนี้
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่ากระดานนี้มีตระกูลหลิวชักใย พวกมันซ่อนหมากพิษไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องฮุบคดีนี้ไว้ในมือที่ว่าการเมือง จะปล่อยให้หลุดรอดไปอยู่ในมือผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด
จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนก้าวเข้าสู่ลานกว้างส่วนกลาง ภาพอู๋เซ่าเชินในสภาพใบหน้าบอบช้ำเขียวปัดประจักษ์แก่สายตา เขายืนตระหง่านกลางโถงบัญชาการ สีหน้าเคียดแค้น น้ำลายแตกฟองขณะพรรณนาความอนาถของตนเองให้ผู้บัญชาการสือชงฟัง แขนข้างหนึ่งถูกคล้องผ้าพันแผลโยงติดคอ ส่วนมืออีกข้างชี้ฟ้าด่าดิน เพื่อยืนยันว่าทุกถ้อยคำล้วนเป็นสัจธรรม
เมื่อก้าวล่วงเข้าโถง จ้าวหนิงประสานมือคารวะสือชงที่มีสีหน้าดำทะมึนเป็นอันดับแรก ก่อนปรายตามองสภาพยับเยินของอู๋เซ่าเชิน เขาล้วงขวดโอสถออกจากแขนเสื้อ แล้วโยนส่งให้อีกฝ่ายอย่างลวกๆ
ท่ามกลางสายตาฉงนของอีกฝ่าย จ้าวหนิงแย้มยิ้มหยัน “ดูท่าขวดโอสถนี้คงไม่ต้องเก็บไว้แล้ว จงฉีอู๋กำลังต้องการมันพอดิบพอดี ข้าเคยเตือนแล้วว่าไปเยียบหอเฟยเสวี่ยระวังจะถูกกระทืบปางตาย แต่เจ้ากลับถือดีไม่ยอมฟัง ยามนี้ตกสภาพทุลักทุเลปานนี้… ช่างน่าเวทนาเสียจริง”
เมื่อยามเช้าก่อนออกจากกองบัญชาการ จ้าวหนิงเคยลั่นวาจากับอู๋เซ่าเชินไว้ว่า สุนัขเฝ้าบ้านตนไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ มักวิ่งชนจนฟันหักบ่อยครั้ง จึงต้องพกยาไว้ทาให้มันเป็นประจำ หากอู๋เซ่าเชินไปหอเฟยเสวี่ยแล้วถูกรุมซ้อม เขาจะยกยารักษาแผลสุนัขขวดนี้ให้
อู๋เซ่าเชินโกรธจนหน้าบิดเบี้ยว ชี้หน้าจ้าวหนิงอยู่นานก็เค้นวาจาไม่ออกสักครึ่งคำ เมื่อเช้ายามจ้าวหนิงพ่นวาจายั่วโทสะ เขาย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ ใครจะคาดคิดว่าพอเหยียบหอเฟยเสวี่ย ตนเองจะเจอดีเข้าจริงๆ ซ้ำยังถูกตอกหน้าด้วยคำทำนายแม่นยำราวตาเห็น ยามนี้เมื่อรับขวดโอสถมา ต่อให้รู้เต็มอกว่ามิใช่ยาสำหรับสุนัข ทว่าการถูกลูบคมกลางธารกำนัลเช่นนี้ เพลิงโทสะย่อมสุมทรวง อัดอั้นจนแทบกระอักเลือดตาย
“จ้าวหนิง กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองถูกที่ว่าการเมืองเหยียบย่ำศักดิ์ศรี… เจ้าเบิกบานใจมากนักหรือ ยามนี้ยังมีหน้ามาถากถางข้า เจ้ายังมีจิตสำนึกของขุนนางทหารที่ต้องร่วมเป็นร่วมตายและปกป้องเกียรติยศของที่นี่อยู่หรือไม่” อู๋เซ่าเชินตวาดกร้าว รีบยัดข้อหาฉกรรจ์สวมหัวจ้าวหนิงทันควัน
สือชงย่อมล่วงรู้ความบาดหมางระหว่างจ้าวหนิงและอู๋เซ่าเชินเมื่อเช้ากระจ่างแจ้ง เรื่องราวเล็กใหญ่ในกองบัญชาการล้วนไม่อาจรอดพ้นหูตา นี่คือหมากฐานรากในการกุมอำนาจตำแหน่งผู้บัญชาการให้มั่นคง
ทว่าสือชงไม่อาจเปิดเผยเครือข่ายหูตาของตนให้เป็นที่ประจักษ์ จึงจำต้องแสร้งโง่งม เอ่ยถามอู๋เซ่าเชิน “จงฉีจ้าวมอบโอสถรักษาแผลให้ ด้วยเหตุใดเจ้าจึงถือว่าเขาหยามเกียรติเล่า”
เขาจงใจสะกิดเช่นนี้ เพื่อขับเน้นภาพจ้าวหนิงข่มเหงรังแก บีบให้อู๋เซ่าเชินนึกย้อนถึงความอัปยศเมื่อเช้าผสานกับรอยแค้นที่เพิ่งถูกซ้อม กระตุ้นโทสะที่มีต่อจ้าวหนิงให้ฝังรากลึก หวังให้รอยร้าวของทั้งสองแตกหักจนเกินเยียวยา
อู๋เซ่าเชินย่อมไม่โง่เขลาเอาเกลือสาดแผลตนเอง ด้วยการขุดเรื่องสุนัขเฝ้าบ้านขึ้นมาประจาน มิเช่นนั้นคนทั้งกองบัญชาการคงได้รู้แจ้ง ว่าสภาพเขาตอนนี้ไม่ต่างจากสุนัขเฝ้าบ้านตาบอดตัวนั้น
อู๋เซ่าเชินประสานมือคารวะสือชงด้วยความเคียดแค้น “เรียนท่านผู้บัญชาการ ผู้น้อยตระหนักดีว่าตนทำให้กองบัญชาการต้องมัวหมอง นับเป็นความผิดมหันต์ ทว่าในฐานะคนเรือนเดียวกัน ยามถูกที่ว่าการเมืองเหยียบย่ำ จงฉีจ้าวกลับไม่ยืนหยัดเคียงข้าง ซ้ำยังไร้ความเดือดดาล กลับเอาแต่หัวเราะเยาะถากถาง คนพรรค์นี้ไม่คู่ควรสวมชุดขุนนางทหารของกองบัญชาการเราเลยขอรับ”
สือชงพยักหน้ารับ ราวกับเห็นพ้องกับวาจานั้น ก่อนหันขวับไปมองจ้าวหนิง “จงฉีจ้าว…”
จ้าวหนิงประสานมือคารวะตอบ รอยยิ้มเย็นยายังคงประดับมุมปาก “คนที่ถูกลูบคมคืออู๋เซ่าเชิน หาใช่ตัวผู้น้อย กับพฤติกรรมไร้น้ำยาเช่นนี้ ผู้น้อยไม่อาจทำใจให้รู้สึกเดือดดาลแทนได้จริงๆ ขอรับ ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีของกองบัญชาการ ผู้น้อยมองว่าอู๋เซ่าเชินต่างหากที่เป็นตัวนำความอัปยศมาสาดรด สมควรถูกลงโทษตามกฎ… ทว่าหากท่านผู้บัญชาการเชื่อใจ ผู้น้อยยินดีออกหน้ากอบกู้เกียรติยศนี้คืนมา และบีบให้สุนัขรับใช้ของที่ว่าการเมืองต้องถอยร่นกลับไปอย่างหมดสภาพเองขอรับ”