ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 69 สถานการณ์พลิกผัน
ระหว่างทางจากหออี้ผิ่นกลับสู่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จ้าวหนิงมิเพียงส่งคนไปเรียกจ้าวชี่เยว่ ทว่ายังส่งม้าเร็วไปส่งสารแก่จ้าวเสวียนจีด้วย
นอกเหนือจากจ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน จ้าวชี่เยว่ และคนสนิทอีกหยิบมือ การปรากฏตัวของจ้าวเสวียนจีล้วนอยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน ทว่าเมื่อใคร่ครวญให้ถ่องแท้ กลับสมเหตุสมผลจนน่าประหวั่น
ทันทีที่หลิวมู่จือสบตากับจ้าวเสวียนจี ข้อสันนิษฐานนับร้อยพันพลันตีตื้นขึ้นในหัว สำหรับเขาแล้ว การมาเยือนอย่างทันท่วงทีของจ้าวเสวียนจี ย่อมมิใช่เพียงพยัคฆ์เฒ่ากางปีกปกป้องลูกหลานธรรมดาเป็นแน่
จ้าวเสวียนจีก้าวอาดๆ ผ่านประตูซุ้มลายบุปผาเข้าสู่โถงใหญ่ ทรุดกายลงบนเก้าอี้ไท่ซือตำแหน่งประธานอย่างโอหัง หลิวมู่จือที่เคยครองที่นั่งนั้นถูกปราณพลังผลักไสให้กระเด็นพ้นทางโดยไร้ความปรานี
จ้าวเสวียนจีคือขุนนางขั้นหนึ่งแห่งราชสำนัก แม้ตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อในยามนี้จะมีอำนาจล้นฟ้าเป็นรองเพียงอัครเสนาบดี ทว่ากฎระเบียบชนชั้นหาได้ลบเลือน ขุนนางขั้นสองเช่นหลิวมู่จือย่อมไร้สิทธิ์ยึดครองตำแหน่งประธานเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เมื่อถูกปัดให้พ้นทาง จึงทำได้เพียงก้มหน้าข่มความอัปยศ
หากพลังบำเพ็ญของเขาเทียบเทียมอีกฝ่าย คงพออาศัยบารมีขุนนางบุ๋นมาแข็งข้อได้บ้าง แต่น่าเสียดาย ระดับพลังของทั้งสองห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
“ผู้ใดคิดใช้อำนาจบาตรใหญ่ รังแกหลานชายคนโตของข้า” น้ำเสียงทรงพลังดังกังวาน นัยน์ตาดุดันประดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองไปทั่วโถง “ก้าวออกมา แล้วลองพ่นวาจาโอหังต่อหน้าข้าอีกสักรอบสิ”
หลิวมู่จือนัยน์ตาวูบไหว ก่อนปรายตามองเจ้าเมืองเยี่ยนผิงกับขุนนางผู้ตรวจการอย่างลึกซึ้ง เจ้าเมืองเยี่ยนผิงลอบกัดฟัน ฝืนทำใจกล้ากล่าวว่า “เจิ้นกั๋วกง ท่านมีฐานะสูงส่ง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน แต่นี่คืองานราชการ งานราชการย่อมมีระเบียบแบบแผน หรือว่าท่านจะกล้าใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ลูกหลาน...”
วาจายังไม่ทันสิ้นประโยค ร่างของเจ้าเมืองเยี่ยนผิงพลันทรุดฮวบ! เข่าทั้งสองกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น แรงกดทับมหาศาลบดขยี้จนกระเบื้องศิลาใต้เข่าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก ร่างกายสั่นเทางันงกราวกับลูกนกตกน้ำ เขามิได้สมัครใจคุกเข่า แต่เป็นจ้าวเสวียนจีที่ปลดปล่อยแรงกดดันจากพลังบำเพ็ญ บดขยี้กระดูกสันหลังเขาจนต้องหมอบกราบ!
“สุนัขเช่นเจ้า มีสิทธิ์สอดปากในที่แห่งนี้ด้วยหรือ” จ้าวเสวียนจีปรายตามองดุจมองมดปลวก
“เจิ้นกั๋วกง ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร กฎหมายบ้านเมือง…” ขุนนางผู้ตรวจการเพิ่งอ้าปาก ร่างก็ถูกกระแทกให้คุกเข่าลงพื้นเสียงดัง ‘ปัง’ ซ้ำร้ายศีรษะยังถูกพลังไร้สภาพจับโขกกระแทกพื้นจนกระเบื้องแตกกระจาย สภาพเช่นนี้แค่ไม่สลบเหมือดคาที่ก็ถือว่ากะโหลกแข็งแกร่งเกินคนแล้ว
“เห็นข้าแล้วไม่คุกเข่าทำความเคารพ ซ้ำยังกล้าเห่าหอนต่อหน้าข้า คิดว่าข้าไร้โทสะหรืออย่างไร” จ้าวเสวียนจีแค่นเสียงเย็นชา
ยามนี้เจ้าเมืองเยี่ยนผิงกับขุนนางผู้ตรวจการเอาตัวแทบไม่รอด ไม่มีปัญญาเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก สือชงเบิกตากว้างมองขุนนางใหญ่ทั้งสองที่หมอบราบอยู่แทบเท้า ในใจปั่นป่วนดั่งคลื่นคลั่ง เขาไม่คาดคิดเลยว่าจ้าวเสวียนจีจะลงมือเด็ดขาดดุดันถึงเพียงนี้ ถอดแบบจ้าวหนิงมาไม่มีผิดเพี้ยน! ขนาดหลิวมู่จือและพวกพ้องยังไม่กล้าใช้พลังบำเพ็ญข่มเหงจ้าวหนิงตรงๆ ด้วยซ้ำ
นอกโถงบังเกิดเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ทว่าครานี้แฝงไว้ด้วยเสียงชื่นชมที่พยายามกดให้แผ่วเบา เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาต่อเจิ้นกั๋วกง
ใบหน้าของหลิวมู่จือร้อนผ่าวราวกับถูกตบฉาดใหญ่ การที่จ้าวเสวียนจีเหยียบย่ำเจ้าเมืองเยี่ยนผิงกับขุนนางผู้ตรวจการประดุจหมูหมา มิใช่เพียงการหยามเกียรติสองคนนั้น แต่มันคือการเหยียบหน้าหลิวมู่จือให้จมดิน
“เจิ้นกั๋วกง ทำเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ” หลิวมู่จือชี้ไปยังขุนนางทั้งสองที่หัวแนบชิดติดพื้น ทวงถามเสียงแข็ง
จ้าวเสวียนจีหัวเราะหยัน “พวกมันเสียมารยาทต่อข้า ไม่สมควรถูกสั่งสอนหรือไร ข้าคือขุนนางบู๊ หากมีเหตุผลก็พร้อมจะลงมือตรงๆ ไม่มานั่งปะทะฝีปาก ลอบแทงข้างหลังเหมือนขุนนางบุ๋นอย่างพวกเจ้า ชานจือเจิ้งซื่อขัดข้องใจอันใด หากมีเหตุผลก็ลองว่ามา”
นัยน์ตาหลิวมู่จือหม่นทะมึนลง “ที่ข้ามากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เพราะมีราชการต้องสะสาง กองบัญชาการฯ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงบาดเจ็บหลายสิบนายโดยไร้เหตุผล ข้าในฐานะรองอัครเสนาบดี รับคำสั่งจากอัครเสนาบดีสวีมาสืบสวน ย่อมมีเหตุผลและหลักฐานครบถ้วน ขอถามเจิ้นกั๋วกง ท่านมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยเหตุใด”
จ้าวเสวียนจีแค่นหัวเราะ สายตาที่มองหลิวมู่จือราวกับมองตัวโง่งม “ชานจือเจิ้งซื่อลืมไปแล้วกระมัง ข้าคือผู้บัญชาการสูงสุดแห่งทำเนียบเสนาธิการห้าเหล่าทัพ กุมอำนาจทหารทั้งในและนอกราชธานี! กองบัญชาการฯ มีปัญหา ข้าไม่สมควรเข้ามาจัดการหรือไร”
“ส่วนเรื่องทำร้ายเจ้าหน้าที่ ข้าตรวจสอบกระจ่างแล้ว เป็นคนของพวกเจ้าที่ลงมือกับจงฉีกองบัญชาการฯ ก่อนที่ตรอกผิงคัง ซ้ำยังตามมาระรานถึงหน้าประตู พยานรู้เห็นมีเกลื่อนกลาดตั้งแต่ขุนนางยันชาวบ้าน ชานจือเจิ้งซื่อคิดจะใช้ลิ้นตวัดพลิกดำเป็นขาวต่อหน้าข้า เกรงว่าจะเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว”
“เรื่องนี้ต่อให้ต้องไปเบิกความกันต่อหน้าพระพักตร์ ข้าก็อยากจะถามเจ้านักหลิวมู่จือ รวมไปถึงอัครเสนาบดีสวี… ว่าใครให้สิทธิ์พวกเจ้ามากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้”
หลิวมู่จือถูกด่ากราดจนใบหน้าเขียวสลับม่วง “ท่าน...”
“หลิวมู่จือ! อยู่ต่อหน้าข้า เจ้ายังกล้าเรียกขานตีเสมอ กฎระเบียบอยู่ที่ใด” จ้าวเสวียนจีตวาดลั่น “เจ้ากระทำเรื่องไร้เหตุผล กดขี่ข่มเหงกองบัญชาการฯ สารพัด นี่คือไม่เห็นหัวข้าเลยใช่หรือไม่ ดี! เช่นนั้นจงตามข้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้ ข้าอยากจะรู้นักว่าพระองค์จะจัดการพวกเจ้าอย่างไร”
หลิวมู่จือจุกอกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ มิใช่เพราะเขาไร้ถ้อยคำจะโต้แย้ง แต่เขาคาดไม่ถึงว่าจ้าวเสวียนจีในวันนี้จะโอหังดุดันถึงขั้นแตกหัก
เขาย่อมไม่กล้าเข้าวัง เพราะเรื่องครานี้ฝ่ายตนเสียเปรียบและไร้ข้ออ้างโดยสิ้นเชิง แต่คดีที่หอเฟยเสวี่ยในตรอกผิงคัง เขาจำเป็นต้องรวบมาไว้ในมือให้ได้ ต่อให้ต้องปล้นชิงก็ต้องเอามา
ในเสี้ยวจิบน้ำชา หลิวมู่จือครุ่นคิดวิเคราะห์ ท่าทีของจ้าวเสวียนจีในวันนี้ส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบขาดว่า เบื้องหลังเรื่องนี้อาจพัวพันกับกระดานอำนาจครั้งใหญ่ที่เขาเพียงคนเดียวไม่อาจรับมือไหว
ท้ายที่สุด หลิวมู่จือก็ข่มกลั้นโทสะ ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เจิ้นกั๋วกง ในเมื่อท่านออกโรงเอง ผู้น้อยย่อมต้องไว้หน้า ความบาดหมางระหว่างสองหน่วยงาน พวกเราพักไว้ก่อนได้… ต่อให้ต้องให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงขอขมา หรือลงโทษขุนนางบางคน ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ล้วนทำเพื่อแบ่งเบาพระภาระ ท่านกับข้าไยต้องมาหักหน้ากันจนตึงเครียด มิสู้ถอยกันคนละก้าว ท่านมอบคดีที่ตรอกผิงคังให้ข้า ถือซะว่าอย่าให้ผู้น้อยต้องมาเสียเที่ยว เป็นเช่นไร”
ทันทีที่วาจานี้หลุดออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนใจทลาย
สือชงแทบไม่เชื่อหูตนเอง บุคคลอันดับสองแห่งกลุ่มขุนนางบุ๋นที่เคยเดินกร่างไร้ความเกรงกลัว กดหัวฝ่ายทหารจนเงยหน้าไม่ขึ้น กลับยอมก้มหัวให้เป็นประวัติการณ์!
ทว่าเมื่อเผชิญกับข้อเสนอแลกเปลี่ยนอันเย้ายวน จ้าวเสวียนจีกลับยิ้มหยัน “ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงสมควรขอขมาอยู่แล้ว และขุนนางที่ทำร้ายจงฉีก็สมควรถูกลงโทษ ส่วนคดีที่ตรอกผิงคัง กองบัญชาการฯ เป็นฝ่ายรับผิดชอบแต่แรก อาศัยสิทธิ์อันใดต้องยกให้ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง”
จุดยืนเด็ดขาดดั่งขุนผา ไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
สีหน้าหลิวมู่จือแปรเปลี่ยนไปมา ก่อนเค้นเสียงเย็น “เจิ้นกั๋วกง ท่านทำเช่นนี้คือไม่ไว้หน้าข้าแม้แต่น้อย บีบให้ข้าต้องเดินลงเหว! หากข้าต้องสิ้นไร้เกียรติยศ ตระกูลหลิวย่อมต้องลุกฮือขึ้นรับหน้า มิเพียงเท่านั้น เหล่าตระกูลขุนนางบุ๋นก็จะรวมหัวกันตอบโต้… เพื่อข้อพิพาทเล็กน้อยเพียงนี้ เจิ้นกั๋วกงคิดจะทำจริงๆ หรือ”
ความหมายนี้กระจ่างแจ้ง หากไม่ไว้หน้ากัน ตระกูลหลิวจะเปิดศึกแตกหักกับตระกูลจ้าว ห้ำหั่นกันทุกฝีก้าวในราชสำนัก ชนิดไม่ตายไม่เลิกรา ซ้ำยังจะปลุกปั่นขุนนางบุ๋นทั้งมวลให้รุมทึ้งตระกูลจ้าว
จ้าวเสวียนจีแค่นหัวเราะเหยียดหยาม “หลิวมู่จือ หากเจ้ามีดีพอก็งัดออกมาให้หมด คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ ตอนนี้… พาคนของเจ้า ไสหัวออกไปจากกองบัญชาการฯ เดี๋ยวนี้! หากชักช้า ข้าจะจับกุมพวกกระทำผิดที่มาก่อความวุ่นวายมันตรงนี้แหละ”
หลิวมู่จือกัดฟันกรอด สะบัดแขนเสื้อหมุนตัวจากไปด้วยความเคียดแค้น
ถึงจุดนี้ เขามั่นใจแล้วว่าจ้าวเสวียนจีต้องการเปิดศึกกับกลุ่มขุนนางบุ๋น! อีกฝ่ายกำลังนำพากองกำลังตระกูลขุนนางบู๊มาล้างแค้นจากการถูกขุนนางบุ๋นข่มเหงมาเนิ่นนาน เหตุการณ์วันนี้คือข้ออ้าง คือเสียงแตรประกาศศึกการโต้กลับของฝ่ายบู๊!
ขุนนางระดับหลิวมู่จือย่อมมองเห็นกระดานหมากภาพรวม อำนาจของพวกเขาสั่นคลอนราชสำนักได้ ทุกการกระทำล้วนพลิกผันสถานการณ์บ้านเมือง จ้าวเสวียนจีในฐานะผู้นำฝ่ายทหารย่อมมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ หาไม่แล้วคงไม่ไล่ต้อนเขาจนมุมถึงเพียงนี้
“หยุดอยู่ตรงนั้น”
ขณะที่เจ้าเมืองเยี่ยนผิงและขุนนางผู้ตรวจการกำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น จ้าวเสวียนจีก็ตวาดกร้าว ปลดปล่อยแรงกดดันตรึงทั้งสองไว้กับที่ พลางหันไปมองหลานชาย “จงฉีจ้าว มีสิ่งใดอยากจะกล่าวหรือไม่”
จ้าวหนิงก้าวขึ้นหน้า ประสานมือมองเจ้าเมืองเยี่ยนผิงที่หุบปากเงียบกริบดั่งจักจั่นหน้าหนาวด้วยแววตาราบเรียบ ทว่าน้ำเสียงเด็ดขาดกังวาน “ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ขุนนางที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงแยกแยะถูกผิดไม่เป็น คนพรรค์นี้สืบคดีใหญ่ไม่ได้ จงจดจำไว้ให้ดี… นับจากนี้ คดีที่พวกเจ้าจัดการได้ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะจัดการ คดีที่พวกเจ้าจัดการไม่ได้ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยิ่งต้องจัดการ! ผู้ใดไม่พอใจ ก็เชิญมาที่นี่ได้เลย ดูสิว่าข้าจะปรานีหรือไม่”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงนัยน์ตารันทดปนเคียดแค้น ฝืนเงยหน้ามองหลิวมู่จือ ทว่ากลับเห็นเพียงแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ก้าวฉับๆ พ้นประตูไปแล้ว ไร้ซึ่งวี่แววไยดี ในใจพลันบังเกิดความหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก อุตส่าห์เชิญชานจือเจิ้งซื่อมาออกโรง กลับต้องพ่ายแพ้หมดรูป ไม่เพียงถูกหยามเกียรติสารพัดยังโดนขับไล่ไสส่ง ภายภาคหน้าหากคิดจะเชิดหน้าต่อกองบัญชาการฯ คงเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ
ลับร่างพวกหลิวมู่จือ จ้าวหนิงก็เดินมาหยุดเบื้องหน้าจ้าวเสวียนจี เอ่ยกลั้วรอยยิ้มบาง “ท่านปู่ สงครามเปิดฉากขึ้นแล้ว”
ก่อนหน้านี้ ทำเนียบเสนาธิการไร้วิธีรับมือการกดขี่จากขุนนางบุ๋น จ้าวเสวียนจีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดก็ไร้ผลงานประจักษ์ ก่อให้เกิดความระส่ำระสายในหมู่ขุนนางบู๊ จนหลายตระกูลปันใจไปสวามิภักดิ์ตระกูลซุน
หากตระกูลจ้าวต้องการรักษาจุดยืน ย่อมต้องเปิดฉากเชือดไก่ให้ลิงดู และกอบกู้ชัยชนะเพื่อรวบรวมขวัญกำลังใจฝ่ายทหาร ให้ประจักษ์ถึงบารมีของตระกูลจ้าวอีกครา
“หลิวมู่จือผู้นี้ประมาทไม่ได้ ตระกูลหลิวเองก็เป็นเสาหลักของขุนนางบุ๋น หากพวกมันทุ่มสรรพกำลัง ผนึกตระกูลอื่นๆ มารับมือเรา ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก” จ้าวเสวียนจีกล่าวกลั้วรอยยิ้ม
จ้าวหนิงยิ้มรับ นัยน์ตาวูบไหวด้วยรังสีอำมหิต ทว่าเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจเด็ดขาด
“พวกมัน… ไม่มีเวลาให้ทำเช่นนั้นแล้ว”