ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 68 ใช้อำนาจบาตรใหญ่ (ตอนปลาย)
ภายในโถงมีผู้รั้งอยู่สามคน
หลิวมู่จือรักษากิริยาสงบนิ่ง เพียงปรายตามองจ้าวหนิงอย่างไร้ความแยแส ด้วยฐานันดรของเขา ย่อมไม่จำเป็นต้องลดตัวลงมาเสวนาด้วย ทว่าแค่การเสด็จมาประทับเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ก็นับว่าแปดเปื้อนเกียรติของเขามากพอแล้ว
ส่วนเจ้าเมืองเยี่ยนผิงหาได้เยือกเย็นดั่งหลิวมู่จือ ใบหน้าของเขาอึมครึม นัยน์ตาวูบไหวด้วยประกายอำมหิต การที่สือชงผลักไสจ้าวหนิงออกมารับหน้านั้นไร้ค่าในสายตาเขา เขาไม่แม้แต่จะชายตามองจ้าวหนิงตรงๆ ราวกับตำแหน่งจงฉีของอีกฝ่ายต่ำต้อยเกินกว่าจะคู่ควรเสวนาด้วย
ผู้ที่สามคือขุนนางผู้ตรวจการจากศาลผู้ตรวจการ แม้ตำแหน่งหาได้สูงส่ง สวมเพียงชุดขุนนางสีเขียวเข้มขั้นหก กลับกวาดสายตาหยิ่งผยองมองสือชงและจ้าวหนิงประดุจมองมดปลวก ท่าทีโอหังวางอำนาจเสียยิ่งกว่าเจ้าเมืองเยี่ยนผิง
“กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองช่างโอหังนัก ถึงขั้นกล้าทำร้ายขุนนางขั้นห้าและเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงกว่าสี่สิบชีวิตจนบาดเจ็บ ในสายตาพวกเจ้ายังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่หรือไม่ ยังตระหนักว่าตนคือขุนนางราชสำนักอยู่อีกหรือ การกระทำเช่นนี้หาต่างอันใดกับอันธพาลข้างถนน”
ขุนนางผู้ตรวจการตวาดกร้าว “ใต้เบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์ จะปล่อยให้พวกเจ้ากำเริบเสิบสานทำตามอำเภอใจได้อย่างไร พ้นวันนี้ไป ราชสำนักย่อมกวาดล้างกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง พวกเจ้ารอรับฎีกาถอดถอนจากศาลผู้ตรวจการได้เลย ข้าขอเตือน ทางที่ดีรีบถวายฎีกาสารภาพผิดและขอลาออกเสียแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้น หากเบื้องบนลงอาญา คงไม่ใช่แค่ปลดจากตำแหน่ง แต่คุกของกรมอาญาคือที่สิงสู่ของพวกเจ้า”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงตวาดตามด้วยน้ำเสียงดุดัน ท่าทีเปี่ยมด้วยคุณธรรมจอมปลอม หากเทียบกับหลิวจื้ออู่ ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงล้วนแฝงบารมีที่มิอาจตั้งคำถามหรือล่วงละเมิด ประดุจเทพไท่ซุ่ยผู้เหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ เพื่อพิพากษาความผิดบาปของมวลมนุษย์
ผู้ใดหาญกล้ากังขาหรือปฏิเสธคำพิพากษานี้ ย่อมต้องเผชิญหน้ากับหายนะ หรือแม้แต่ถูกอสนีบาตฟาดฟันจนแดดิ้น
ใบหน้าของสือชงสลับซีดเขียว หวาดหวั่นและเคียดแค้นประดังประเด รู้สึกราวกับบรรพชนถูกหยามเกียรติจนแทบคลุ้มคลั่งอยากชักดาบเข้าสู้ตาย ทว่าเมื่อตระหนักถึงความต่างชั้นของอำนาจ จึงทำได้เพียงกลืนเลือดลบรอยแค้น แบกรับความอัปยศอดสูไว้เต็มอก
ท้ายที่สุด เขาแอบปรายตามองหลิวมู่จือ ร่างที่นั่งตระหง่านบนเก้าอี้ไท่ซือแผ่กลิ่นอายกดดันดั่งขุนเขาไท่ซาน สือชงจึงก้มหน้า ลอบก้าวถอยหลังสองก้าวอย่างเงียบเชียบ เพื่อรักษาระยะห่างจากจ้าวหนิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ศาลผู้ตรวจการมีอำนาจตรวจสอบขุนนางร้อยกระทรวง สามารถถวายฎีกาเอาผิดได้เพียงอาศัยคำลอยลม ในยุคสมัยที่อำนาจขุนนางบุ๋นเรืองรองดั่งดวงอาทิตย์กลางหาว ผู้ตรวจการยิ่งกลายเป็นยมทูตคร่าวิญญาณอันน่าสะพรึง หลายปีมานี้ ขุนนางบู๊นับไม่ถ้วนที่พลาดพลั้งเพียงเศษเสี้ยว กลับถูกขยายผลจนต้องหลุดจากตำแหน่ง
“ท่านผู้บัญชาการถอยแล้ว เขาถอยหนีแล้ว”
“เช่นนี้จ้าวจงฉีมิยิ่งต้องรับแรงกดดันมหาศาลหรือไร”
“จ้าวจงฉีจบสิ้นแน่ครานี้ บารมีของชานจือเจิ้งซื่อกับขุนนางผู้ตรวจการ หาใช่สิ่งที่ปุถุชนจะทานทนได้”
“ท่านผู้บัญชาการช่างแล้งน้ำใจ… ทอดทิ้งแม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง”
“ช่างไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี…”
เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ดังมาจากนอกประตูซุ้มลายบุปผา การปรากฏตัวของขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก ทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมิกล้าชะเง้อมองอย่างโจ่งแจ้ง เหลือเพียงสองคนที่มีตำแหน่งค่อนข้างสูง คอยสอดส่องสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ ก่อนลอบส่งข่าวให้สหายร่วมงานที่จับกลุ่มอยู่เบื้องหลัง
เมื่อเสียงซุบซิบแว่วเข้าหู สือชงพลันหน้าดำหน้าแดงด้วยความเดือดดาล ลอบสบถในใจ มีความรับผิดชอบแล้วได้สิ่งใด หากหมวกขุนนางปลิวหาย ทุกอย่างก็จบเห่ ในยุคสมัยบัดซบเช่นนี้ พวกที่รักความยุติธรรมล้วนถูกไล่ตะเพิดกลับไปไถนากันหมดแล้ว
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงยังคงสาดคำด่าทอฉอดๆ วางมาดข่มขวัญเชิดชูบารมีของที่ว่าการเมือง สือชงปรายตามองแผ่นหลังจ้าวหนิง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยืนนิ่งงัน ก็ทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายคงขวัญผวาไม่ต่างจากตนจนใบ้รับประทาน
ย่อมสมควรแล้ว เด็กหนุ่มวัยสิบหกที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ราชสำนัก เมื่อเผชิญแรงกดดันจากบุคคลระดับสูงของแท้ จะยังรักษาความเยือกเย็นได้อย่างไร เรื่องเทือกนี้ต้องอาศัยคลื่นลมและกาลเวลาหล่อหลอม แม้จ้าวหนิงจะมีศักดิ์ฐานะสูงส่งในตระกูลจ้าว ทว่าตระกูลจ้าวก็เป็นเพียงหนึ่งในสิบแปดตระกูลขุนนางบู๊ และสิบสี่ตระกูลขุนนางบุ๋นแห่งราชวงศ์ต้าฉีเท่านั้น
ขณะที่สือชงกำลังเวทนาจ้าวหนิง ในที่สุดเจ้าเมืองเยี่ยนผิงก็ยุติการเทศนาอันยืดยาวลง สือชงประเมินสถานการณ์ คาดว่าป่านนี้จ้าวหนิงคงหน้าซีดเผือด ฟันกระทบกันกึกๆ จนลิ้นพันกันแล้ว ดูท่าเขาคงต้องออกหน้ารับหน้าเสื่อ เพื่อจบเรื่องบัดซบนี้เสียที
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น เขากลับได้ยินเสียงจ้าวหนิงดังขึ้น
“เห่าจบหรือยัง” น้ำเสียงของจ้าวหนิงมิเพียงราบเรียบ ทว่ายังแฝงแววยียวนกวนโทสะ ไร้ซึ่งความยำเกรงโดยสิ้นเชิง
สือชงชะงักงัน หันขวับมองจ้าวหนิงด้วยความเหลือเชื่อ
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงที่เมื่อครู่ยังพ่นน้ำลายแตกฟอง มั่นใจเต็มประดาว่าได้สั่งสอนเด็กเมื่อวานซืนไปบทใหญ่ ซ้ำการที่จ้าวหนิงมิได้เอ่ยแทรก ยิ่งทำให้เขาทึกทักไปเองว่าการข่มขวัญสัมฤทธิ์ผล มือที่กำลังยกถ้วยชาจรดริมฝีปากพลันชะงักค้าง เขาวางถ้วยชาลงพลางเบิกตามองจ้าวหนิงอย่างตกตะลึง
“เห่าจบแล้วก็ดื่มชาจิบน้ำเสียหน่อย จากนั้น… ก็รีบไสหัวออกไปจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเสีย” จ้าวหนิงกระแทกเสียงกร้าว ถ้อยคำกังวานหนักแน่นดุจเหล็กกระทบหิน
ครานี้มิใช่เพียงเจ้าเมืองเยี่ยนผิงที่หน้าถอดสี แม้แต่หลิวมู่จือยังหดม่านตาวูบ นัยน์ตาทอประกายอำมหิตถึงขีดสุด
“จ้าวจงฉี เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพล่อยปากกับผู้ใด เบื้องหน้าเจ้าคือขุนนางเสาหลักแห่งราชสำนัก กำเริบเสิบสานเช่นนี้ เคยคิดถึงจุดจบของตนบ้างหรือไม่”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ ชี้หน้าตวาดจ้าวหนิงลั่น ก่อนหันไปถลึงตาใส่สือชง “คนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองไร้ซึ่งระเบียบวินัย เจ้าสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาประสาอันใด ยังมีหน้าสวมหมวกผู้บัญชาการอยู่อีกหรือ บัดนี้ จงลากคอคนที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ของข้าออกมา แล้วโขกศีรษะขอขมาเสีย มิเช่นนั้น ศาลผู้ตรวจการจะบดขยี้พวกเจ้าไม่ให้เหลือซาก”
มิทันให้สือชงอ้าปาก จ้าวหนิงก็แค่นเสียงหยัน ปรายตามองเจ้าเมืองเยี่ยนผิง “เจ้าเมืองเยี่ยนผิงช่างมีบารมีล้นฟ้า ยิ่งใหญ่เสียจนสามารถบิดเบือนความจริง ทำตามอำเภอใจได้กระนั้นหรือ เจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าตำแหน่งเจ้าเมืองเยี่ยนผิงมิได้มีไว้ให้เจ้ามาวางอำนาจบาตรใหญ่ คิดจะถวายฎีกาเอาผิดกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองหรือ คิดจริงๆ หรือว่าทางเรามิกล้าถวายฎีกาแฉความโสมมของพวกเจ้าให้ประจักษ์ต่อเบื้องพระพักตร์”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงไม่คาดคิดว่าจ้าวหนิงจะขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้ ต่อหน้าหลิวมู่จือแท้ๆ กลับยังกล้าใช้ฝีปากเชือดเฉือนต่อล้อต่อเถียงอย่างโอหัง
“บังอาจ ไร้สาระสิ้นดี ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงของข้ามีความผิดอันใด จงคายออกมาให้ชัดเจน เจ้าคิดจะสาดโคลนใส่ร้ายที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง เพ็ดทูลฝ่าบาทเชียวหรือ” เจ้าเมืองเยี่ยนผิงแผดเสียงตวาด ทุกถ้อยคำมุ่งหมายเอาชีวิต วางท่าทีราวกับผู้ทรงธรรม
“ดูเหมือนเจ้าเมืองเยี่ยนผิง คงมีสภาพสมองไม่ต่างจากใต้เท้าหลิว ฟั่นเฟือนไปเสียแล้วกระมัง เหตุใดผู้อื่นทำร้ายคนของที่ว่าการเมืองจึงต้องถูกจับขังคุก แต่ยามคนของที่ว่าการเมืองรุมสกรัมขุนนางราชสำนัก กลับลอยนวลไร้ความผิด ผู้ใดประทานอภิสิทธิ์อันใหญ่โตนี้แก่เจ้า ชานจือเจิ้งซื่อ… หรือว่าท่าน”
จ้าวหนิงแค่นหัวเราะเยาะ “หากสมองของเจ้าเสื่อมสภาพจนจำความไม่ได้ ข้าจะสงเคราะห์เตือนสติให้ ที่ตรอกผิงคัง ฝ่ายที่เปิดฉากทุบตีก่อน คือสุนัขรับใช้ของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง และพวกที่เหิมเกริมบุกมาถึงกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองแล้วลงมือก่อน ก็คือสุนัขของพวกเจ้าเช่นกัน เจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่ว่านี่ไม่ใช่ความจริง”
ยามกล่าวพาดพิงถึงหลิวมู่จือ น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความยำเกรงโดยสิ้นเชิง
“เจ้า… อย่ามาพ่นคำเหลวไหล ความจริงเป็นเช่นไรย่อมต้องรอการไต่สวน ถึงเวลานั้น กรมอาญากับศาลต้าหลี่จะเป็นผู้ชี้ขาด ทว่าในสายตาข้า ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ล้วนเกิดจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเป็นผู้เริ่มก่อหวอดทั้งสิ้น”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงสะบัดแขนเสื้อ พ่นวาจาหน้าไม่อายออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ ราวกับคำโป้ปดนั้นคือสัจธรรมอันหนักแน่น
จ้าวหนิงหัวเราะหยัน แคะหูตนเองแล้วทำท่าดีดสิ่งสกปรกทิ้งไปอย่างไม่แยแส ก่อนปรับน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ “กล่าวเช่นนี้ เจ้าเมืองเยี่ยนผิงคงตั้งใจใช้ลูกไม้หน้าด้านๆ พลิกดำเป็นขาวแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้า…”
“พอได้แล้ว”
หลิวมู่จือตวัดมือขัดจังหวะเจ้าเมืองเยี่ยนผิง การที่จ้าวหนิงกับเจ้าเมืองเยี่ยนผิงปะทะฝีปากกันเนิ่นนาน ทำราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ ไร้ซึ่งการไว้หน้า สิ่งนี้ทำให้ชานจือเจิ้งซื่ออย่างเขารู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก
ด้วยบารมีระดับรองอัครเสนาบดีแห่งราชสำนัก ไม่ว่าจะเหยียบย่างไปที่ใดล้วนมีแต่ผู้คนหมอบกราบ แม้แต่ขุนนางใหญ่ฝ่ายทหารยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วน เขาเสพติดการชี้นิ้วสั่งการจนเคยตัว เดิมทีเขามิจำเป็นต้องลดตัวมาเยือนศาลเจ้าเล็กๆ อย่างกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองด้วยซ้ำ ทว่าเมื่ออุตส่าห์เหยียบย่างมาถึง กลับถูกขุนนางขั้นหกรองอย่างจ้าวหนิงเหยียบย่ำบารมีเช่นนี้ ช่างโอหังจนเกินอภัย
หากไม่ใช้อำนาจสยบเรื่องราวให้เด็ดขาดภายในคำเดียว เกียรติภูมิของชานจือเจิ้งซื่อคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
เขาปรายตามองจ้าวหนิง เอ่ยเสียงเรียบ “ประการแรก เรื่องทำร้ายขุนนางที่ว่าการเมือง กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองต้องโขกศีรษะขอขมา พร้อมให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก หากกระทำตาม กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองก็มิจำเป็นต้องส่งตัวขุนนางที่สั่งการลงมือในวันนี้
“ประการที่สอง ต้นสายปลายเหตุคือคดีที่ตรอกผิงคัง คดีนี้พัวพันถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดหลายคน กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองของพวกเจ้าไร้ปัญญาจัดการ เพื่อเร่งสืบหาความจริง จับกุมคนร้าย และปกป้องความสงบของเมืองหลวง จงส่งมอบพยานบุคคลและพยานวัตถุทั้งหมดให้แก่ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเดี๋ยวนี้ ห้ามชักช้าโดยเด็ดขาด”
สิ้นวาจา แม้แต่สือชงยังรู้สึกว่าข้อเรียกร้องนี้มีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ซ้ำยังแฝงการยอมถอยให้หนึ่งก้าว ด้วยการละเว้นไม่เอาผิดจ้าวหนิงที่เป็นผู้สั่งทุบตีหลิวจื้ออู่ ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ การจบเรื่องด้วยเงื่อนไขนี้ถือว่าประเสริฐสุด สือชงลอบยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ทว่ามิทันได้อ้าปากรับคำ จ้าวหนิงกลับสวนกลับด้วยตรรกะเดียวกัน น้ำเสียงเฉียบขาดดุดันชนิดไม่อนุญาตให้ผู้ใดต้านทาน “ประการแรก ที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงต้องโขกศีรษะขอขมากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เกิดเรื่องบัดซบเช่นนี้อีก ประการที่สอง คนของที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงตั้งแต่หัวจรดหาง ล้วนเป็นพวกสมองกลวง แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก เป็นแค่สวะที่เก่งแต่พลิกดำเป็นขาว คดีสำคัญที่ตรอกผิงคัง พวกมันไร้ปัญญาคลี่คลาย เพื่อปกป้องความสงบใต้เบื้องพระยุคลบาท กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้แต่เพียงผู้เดียว สุนัขตัวใดก็ห้ามสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยว”
สือชงอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด เขาแทบคลุ้มคลั่งอยากพุ่งเข้าไปตะครุบจ้าวหนิงกดลงกับพื้น เพื่อปิดปากไม่ให้อีกฝ่ายพ่นวาจาพาบรรลัย นอกลานเรือนพลันปรากฏเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังระงม
จ้าวหนิงชูนิ้วขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว “แน่นอน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจะยอมละเว้น ไม่ถวายฎีกาแฉสันดานเลวทรามและการกินเงินเดือนเปล่าปลี้ของพวกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง”
หลิวมู่จือชะงักงัน เดือดดาลจนแค่นหัวเราะออกมา ส่วนเจ้าเมืองเยี่ยนผิงถึงกับตาเหลือกอ้าปากค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะขุนนางผู้ตรวจการ “ความจองหองเหลวแหลกของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ข้าเชื่อว่าท่านผู้ตรวจการคงประจักษ์แก่สายตาแล้ว”
ขุนนางผู้ตรวจการแค่นหัวเราะหยัน “ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ แค่เรื่องที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมือง ไร้สัมมาคารวะ ปีนเกลียวเบื้องบน กระทั่งชานจือเจิ้งซื่อยังกล้าลบหลู่ หลักฐานพยานทนโท่ดิ้นไม่หลุด หน่วยงานที่เน่าเฟะเกินเยียวยาเช่นนี้ จำต้องกวาดล้างครั้งใหญ่ ขุนนางทุกผู้ต้องถูกสอบสวน ข้าสามารถร่างฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายฝ่าบาทได้เดี๋ยวนี้เลย เชื่อเถอะว่าไม่เกินสองวัน ราชโองการต้องถูกส่งลงมา ขุนนางแห่งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองตั้งแต่หัวจรดหาง จะถูกล้างบางยกชุดอย่างแน่นอน”
“ประเสริฐ”
เจ้าเมืองเยี่ยนผิงหันขวับ ตะโกนก้องออกไปยังนอกประตูโถง “จ้าวหนิงอหังการไร้ระเบียบ สั่งทำร้ายขุนนางที่ว่าการเมือง ซ้ำยังปีนเกลียวผู้บังคับบัญชา กฎหมายบ้านเมืองมิอาจละเว้น หากพวกเจ้ายังนิ่งเฉยถือว่าสมรู้ร่วมคิด ย่อมต้องถูกลงโทษไปพร้อมกัน สถานเบาคือปลดจากตำแหน่ง สถานหนักคือลากคอเข้าคุก หากพวกเจ้ามิใช่ผู้สมรู้ร่วมคิด ก็จงรีบก้าวออกมาชี้แจงเรื่องราวต่อหน้าท่านผู้ตรวจการ และเปิดโปงตัวผู้บงการเสีย มีเพียงวิธีนี้ ถึงจะรักษาหมวกขุนนางของพวกเจ้าไว้ได้”
ใบหน้าของสือชงซีดเผือดราวเถ้าถ่าน นอกกำแพงเรือนเริ่มมีเสียงฮือฮาอื้ออึง อุบาย ‘ถอนฟืนใต้ก้นหม้อ’ ที่เจ้าเมืองเยี่ยนผิงสุมหัวกับผู้ตรวจการครานี้ คือการผลักจ้าวหนิงขึ้นไปย่างบนกองเพลิง บีบให้เขาถูกพวกพ้องรุมทึ้งหักหลัง จนต้องเผชิญชะตากรรมโดดเดี่ยวไร้ทางรอด
หลิวมู่จือปรายตามองจ้าวหนิง แววตาเหยียดหยามประดุจมองแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ในเมื่อเด็กเมื่อวานซืนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ก็อย่าหาว่าเขาอำมหิต หลายปีที่ผ่านมา ขุนนางบุ๋นใช้อุบายสกปรกเช่นนี้เชือดคอขุนนางบู๊มานักต่อนัก แล้วจ้าวหนิงมีหรือจะรอดพ้นเงื้อมมือ
จ้าวหนิงยังคงรักษาสีหน้าเยือกเย็น เขาจ้องมองเจ้าเมืองเยี่ยนผิงและหลิวมู่จือเขม็ง “กล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าตั้งใจแน่วแน่ที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่นแล้วใช่หรือไม่”
หลิวมู่จือในสายตาเขา บัดนี้อายุขัยเหลืออีกเพียงหยิบมือ ส่วนเจ้าเมืองเยี่ยนผิงก็เป็นแค่ตัวตลกกระโดดโลดเต้น ช้าเร็วก็ต้องถูกเชือดทิ้งอยู่ดี สำหรับสวะสองตัวนี้ เขามิเห็นความจำเป็นต้องไว้หน้าแม้แต่น้อย
“แล้วจะทำไม” เจ้าเมืองเยี่ยนผิงแค่นเสียงขึ้นจมูก ในเมื่อแตกหักกันถึงเพียงนี้ ก็มิจำเป็นต้องสวมหน้ากากเข้าหากันอีก
ได้ยินถ้อยคำโอหังนั้น จ้าวหนิงเพียงกระตุกยิ้มบาง
เสี้ยววินาทีนั้นเอง สุ้มเสียงเปี่ยมบารมีอำนาจถึงขีดสุดพลันระเบิดกึกก้องปานอสนีบาตฟาดฟันหน้าประตูเรือน พร้อมกับกลิ่นอายพลังบำเพ็ญเพียรมหาศาลที่กดทับลงมา สยบผู้คนทั้งโถงกว้างจนเรือนร่างแข็งค้าง มีเพียงจ้าวหนิงผู้เดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบ
“สุนัขตัวใดกล้าใช้อำนาจข่มเหงหลานชายตระกูลจ้าวของข้า คิดว่าตาเฒ่าผู้นี้ลงโลงไปแล้วหรืออย่างไร!”
สิ้นเสียงตวาด นอกประตูพลันเกิดเสียงคุกเข่าประสานก้องอย่างนอบน้อม “คารวะท่านผู้บัญชาการสูงสุด”
ผู้มาเยือนย่อมเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากหนึ่งในสองยอดฝีมือระดับราชันย์ขั้นกลางแห่งราชวงศ์ต้าฉี ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งทำเนียบเสนาธิการทหาร ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งกองทัพ… เจิ้นกั๋วกงจ้าวเสวียนจี!