ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 7 พลิกกระดานหมาก
บทสรุปของพายุเลือดในค่ำคืนนี้ชัดเจนยิ่งนัก
ประการแรก เขาสลัดบ่วงกรรมจากชาติก่อนทิ้งไปได้เปลาะหนึ่ง นับแต่นี้จ้าวยวี่เจี๋ยหมดสิทธิ์เหยียบย่างเข้าตระกูลจ้าว ซ้ำยังกลายเป็นเป้าสังหารที่คนทั้งตระกูลต้องตามล่าพลิกแผ่นดิน ความเสียหายที่นางทิ้งไว้ มีเพียงทรัพยากรและเงินทองที่สูบไปตลอดหลายปี ซึ่งสำหรับขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลจ้าวแล้ว… ก็นับเป็นเพียงเริ่องเล็กน้อย
ประการที่สอง แม้คืนนี้จะสังหารจ้าวยวี่เจี๋ยไม่สำเร็จคามือ และมีคนสอดมือเข้ามาช่วยนางหนีไปได้… ทว่าสำหรับเขา นี่ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว
การลอบสังหารในวันนี้เป็นเพียงหินถามทางบนกระดานหมากขนาดยักษ์ สำหรับผู้ชักใยเบื้องหลัง จ้าวยวี่เจี๋ยก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หมากตัวนี้หากตายไปย่อมไร้ค่า แต่หากนางยังดิ้นรนอยู่บนกระดาน เขาย่อมแกะรอยลากคอคนคุมกระดานออกมาสับเป็นชิ้นๆ ได้ เมื่อมองในมุมนี้ การปล่อยให้จ้าวยวี่เจี๋ยรอดไปจึงมีประโยชน์กว่าการบั่นคอนางทิ้งในคืนนี้มากนัก
จ้าวยวี่เจี๋ยอาจเป็นยอดคนหาตัวจับยาก พรสวรรค์ล้ำเลิศไร้เทียมทานในต้าฉี สติปัญญาและแผนการลึกล้ำยากหาใครเทียบ… แต่เขาคือผู้หวนคืนจากความตาย ชาตินี้คือชีวิตที่สอง ไร้เหตุผลสิ้นดีที่ต้องไปเกรงกลัวนาง เมื่อเทียบกับปณิธานที่เขาต้องบรรลุในชาตินี้ น้ำหนักของจ้าวยวี่เจี๋ย… ก็เป็นเพียงฝุ่นผง
เมื่อลำดับความคิดเสร็จสิ้น จ้าวหนิงพลันดึงสติกลับมา การพักหายใจชั่วครู่ช่วยฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย การฟาดดาบสี่ครั้งรวดเมื่อครู่สูบพลังปราณไปจนเหือดแห้ง แม้สภาพร่างกายจะฟื้นตัวดีกว่าเมื่อตอนกลางวัน ทว่าเขาไม่อาจใช้เชียนจวินฟาดดาบที่ห้าได้อีก สภาพอ่อนแรงนี้คนนอกย่อมมองไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อเขายังคงท่าทีเยือกเย็นดุดันตามปกติ—เว้นเสียแต่ผู้มองจะมีระดับพลังบำเพ็ญสูงกว่าเขามาก
“คุณชาย ข้าพูดแล้ว ข้าจะยอมคายทุกอย่างออกมา!”
ทันทีที่จ้าวหนิงปรายตามอง จ้าวตงผิงพลันทิ้งดาบในมือดัง เคร้ง ก่อนจะทรุดเข่ากระแทกพื้นร่ำไห้สะอึกสะอื้น “คุณชาย ที่ข้ายอมขายชีวิตให้จ้าวยวี่เจี๋ย เป็นเพราะนางรู้เรื่องลูกนอกสมรสของข้าและจับตัวเขาไว้ นั่นลูกชายคนเดียวของข้า ข้าอับจนหนทางจริงๆ…”
การมีลูกนอกสมรสคือความผิดร้ายแรงตามกฎตระกูลจ้าว
“หุบปาก” จ้าวหนิงคร้านจะฟังคำคร่ำครวญไร้สาระ
เขาหันไปสั่งผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าว ให้ลากคอจ้าวตงผิงและผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณแขนขาด—ลู่หล่าวต้า—แยกไปขังเรือนปีกซ้ายขวา “เริ่มเค้นคอหัวหน้ามือสังหารเมื่อกลางวันพร้อมกับสองคนนี้ หากคำให้การขัดแย้งกันแม้แต่ครึ่งคำ… พวกเจ้าคงรู้กฎดี”
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรขานรับเสียงเหี้ยม
ลู่หล่าวต้าเงยหน้า ขบกรามกรอดจ้องจ้าวหนิงเขม็ง “จะให้ข้าขายพี่น้อง ฝันไปเถอะ หากข้าไม่เปิดปาก แกจะทำไม เต็มที่ก็แค่เอาชีวิตข้าไป”
“ไม่กลัวตาย ใจเด็ดดีนี่” จ้าวหนิงเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “แต่เจ้าควรรู้ไว้ ตระกูลจ้าวคือตระกูลขุนนางบู๊ที่เหยียบซากศพขึ้นมาสู่อำนาจ ไม่ใช่ตระกูลบัณฑิตที่ถือสาธรรมเนียมมารยาท เชลยปากแข็งในสนามรบ พวกข้าเจอมานักต่อนัก วิธีง้างปากมีถมเถไป หากเจ้าแน่พอก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า เจ้าจะได้ลิ้มรสชาติว่ารากฐานความอำมหิตของตระกูลทหารเป็นเช่นไร”
“บนโลกนี้มักมีพวกโง่เขลาพ่นคำโตว่านอกจากความเป็นความตายก็ไม่มีเรื่องใดใหญ่โต ไม่กลัวตายก็ไม่กลัวสิ่งใดอีก... เชื่อข้าเถอะ ไม่เกินสองชั่วยาม เจ้าจะอิจฉาคนที่ได้ตายไปแล้ว”
สิ้นประโยค ลู่หล่าวต้าพลันหนาวสะท้านถึงไขสันหลัง เมื่อตวัดสายตามองผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวรอบด้าน ก็ปะทะเข้ารับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมราวกับมัจจุราช ทำเอาขนกายลุกชัน
ตระกูลจ้าวผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนพลทรงเกียรติอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉี ย่อมไม่ได้พึ่งพาแค่ความสามัคคีปรองดองเท่านั้น
จ้าวหนิงสะบัดมือไล่ลูกน้องไปจัดการธุระ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้สองคนให้จัดเตรียมสุราอาหารมาอีกโต๊ะ วุ่นวายมาทั้งวันเขายังไม่มีข้าวตกถึงท้อง ซ้ำยังเพิ่งผ่านการต่อสู้เลือดเดือด ตอนนี้กระเพาะร้องประท้วงอย่างหนัก ยามสุราอาหารยกมาตั้งโต๊ะ นอกจากเรือนปีกตะวันออกที่เงียบงันไปครู่หนึ่ง ห้องอื่นล้วนอึกทึกครึกโครม เสียงกรีดร้องโหยหวนปานสุกรหน้าเขียงดังระงมไม่ขาดสาย ชวนให้ผู้ฟังขวัญผวา
จ้าวหนิงย่อมไม่ใส่ใจ เขาคีบอาหารเข้าปาก จิบสุราลงคออย่างสุนทรีย์ ชาติก่อนเขาเคยเห็นซากศพนับแสนเกลื่อนสนามรบสีเลือด เคยสับสังหารศัตรูในเมืองหลวงที่กลายสภาพเป็นนรกบนดิน ยิ่งเคยเห็นคนในตระกูลนับพันทยอยตายตกไปทีละคนตลอดสิบปีจนไม่เหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว… จิตใจของเขาด้านชาดุจเหล็กกล้าไปนานแล้ว
“คุณชาย ฟ่านเปี๋ยเจี้ยแห่งเมืองไต้โจวมาถึงแล้วขอรับ”
“เชิญเข้ามา”
จ้าวหนิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าจวนที่ทำการเมืองต้องส่งคนมา และต้องเป็นขุนนางระดับสูง หากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่อาจแสดงให้เห็นว่าข้าหลวงเมืองไต้โจวให้เกียรติและเห็นหัวตระกูลจ้าวมากเพียงใด โดยเฉพาะในสถานการณ์เลือดล้างจวนเช่นวันนี้
“คุณชายจ้าว”
“ฟ่านเปี๋ยเจี้ย”
ทั้งสองทักทายกันพอเป็นพิธีกลางลานเรือน คนหนึ่งประสานมือ คนหนึ่งค้อมศีรษะ จ้าวหนิงผายมือเชิญ ทั้งสองจึงทิ้งตัวลงนั่งหน้าโต๊ะหิน ฟ่านเปี๋ยเจี้ยคือขุนนางบุ๋นวัยกลางคน หน้าตาเกลี้ยงเกลา แฝงกลิ่นอายบัณฑิตเข้มข้น แม้นั่งอยู่เฉยๆ ยังแผ่บารมีสูงส่งเที่ยงธรรม ราวกับเป็นขุนนางตงฉินผู้ตรากตรำเพื่อราษฎร
“วันนี้คุณชายจ้าวเผชิญการดักสังหารกลางเมืองไต้โจว ตกกลางคืนยังมีโจรเหิมเกริมบุกเข้าจวน นับเป็นความบกพร่องของจวนที่ทำการเมืองไต้โจว คุณชายจ้าวโปรดวางใจ ท่านข้าหลวงสั่งปิดเมืองล่าตัวคนร้ายแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานย่อมมีคำตอบที่น่าพอใจมอบแด่ตระกูลจ้าวอย่างแน่นอน” ฟ่านเปี๋ยเจี้ยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จ้าวหนิงพยักหน้ารับ แม้ในใจจะแค่นยิ้มหยามหยัน ทว่าใบหน้ากลับเรียบตึงดุจผิวน้ำ
“คุณชายจ้าวเผชิญอันตรายถึงเพียงนี้ คนในตระกูลบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย ต้องการให้จวนที่ทำการเมืองไต้โจวส่งม้าเร็วไปแจ้งท่านแม่ทัพจ้าวที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนหรือไม่” ฟ่านเปี๋ยเจี้ยเอ่ยถาม
จ้าวหนิงกระดกสุรารวดเดียวหมดจอก คีบกับแกล้มเข้าปากโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง “หากข้าไม่อนุญาตให้จวนที่ทำการเมืองส่งคนไปด่านเยี่ยนเหมินกวน ทว่าด่านเยี่ยนเหมินกวนกลับล่วงรู้เรื่องราวในวันนี้… ฟ่านเปี๋ยเจี้ยลองบอกข้าที ว่าเป็นเพราะเหตุใด”
“คุณชายจ้าวหมายความเช่นไร” ฟ่านเปี๋ยเจี้ยขมวดคิ้วมุ่น
เขารู้สึกขัดตากับท่าทีโอหังของเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่เอาแต่นั่งกินดื่มไม่เห็นหัวผู้ใด แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยปากชวนและเขาเป็นคนปฏิเสธเองก็ตาม ยามนี้จ้าวหนิงยังไม่เข้ารับราชการ ไร้ตำแหน่งติดตัว การวางมาดกร่างไม่เห็นหัวขุนนางเช่นนี้ ถือเป็นการหยามเกียรติเขาสิ้นดี
แม้ต้าฉีจะแบ่งแยกบุ๋นบู๊ชัดเจน ขุนนางบุ๋นกับขุนนางบู๊ฟาดฟันกันมาตลอด ทว่าเขาคือเปี๋ยเจี้ยขั้นสี่ผู้สง่างาม การปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนจากตระกูลทหารมานั่งเมินเฉยใส่ นับว่าหยามน้ำหน้ากันเกินไปแล้ว
จ้าวหนิงคร้านจะตอบคำถามฟ่านเปี๋ยเจี้ย “ฟ่านเปี๋ยเจี้ยมาจากตระกูลฟ่านแห่งเหอหยางงั้นหรือ”
“ใช่ แล้วจะทำไม”
“ยามปฐมกษัตริย์ไท่จู่ก่อตั้งราชวงศ์ มีขุนพลสิบแปดนายสร้างความดีความชอบทางทหารสูงสุด ได้รับการขนานนามว่าสิบแปดขุนพลเบิกแผ่นดิน ตระกูลของขุนพลทั้งสิบแปดต่อมากลายเป็นตระกูลขุนนางบู๊ทั้งสิบแปดแห่งต้าฉี… ตระกูลฟ่านก็คือหนึ่งในนั้น”
“คุณชายจ้าวรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม”
“เดิมทีตระกูลฟ่านคือตระกูลขุนนางบู๊ แม้อันดับไม่สูงส่งนัก แต่ยังมีจุดยืนของตน ทว่าไม่รู้เหตุใด… ยามนี้ตระกูลฟ่านถึงร่วงหล่นจากทำเนียบตระกูลขุนนางบู๊ ลูกหลานในตระกูลแห่แหนไปสอบจอหงวน กลายเป็นขุนนางบุ๋นกันหมด”
“นั่นคือเรื่องภายในตระกูลฟ่าน ข้องเกี่ยวอันใดกับคุณชายจ้าว”
จ้าวหนิงคีบเนื้อกวางเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ แล้วกลืนลงคอ ก่อนยกจอกสุราที่สาวใช้รินถวายขึ้นจิบอย่างอ้อยอิ่ง ทันทีที่วางจอกสุราลง นัยน์ตาคมกริบพลันตวัดมองฟ่านเปี๋ยเจี้ย พริบตานั้น นัยน์ตาเขาแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบดุจใบมีด น้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
“ข้าหมายความว่า… หากจวนที่ทำการเมืองไต้โจว ลากคอพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่ดักฆ่าข้า บุกจวนข้า แล้วชิงตัวคนทรยศตระกูลจ้าวไปไม่ได้ ถึงเวลานั้น โทสะขององค์ฮ่องเต้และตระกูลจ้าว… ไม่ว่าจะเป็นจวนที่ทำการเมืองไต้โจวที่มีเขตปกครองเพียงสี่ร้อยลี้ หรือตระกูลฟ่านกระจอกๆ ที่อยู่ร่วมกับตระกูลขุนนางบู๊ไม่ได้ ซ้ำฝั่งขุนนางบุ๋นยังไม่เห็นหัว… หน้าไหนก็รับผิดชอบไม่ไหว”
สิ้นคำขาด จังหวะนั้นเอง เรือนปีกตะวันออกที่เงียบงันไปครู่หนึ่ง พลันปรากฏเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจของลู่หล่าวต้าแหวกอากาศขึ้นมา ฟังคล้ายเสียงภูตผีร่ำไห้ในยามวิกาล ชวนให้ขนหนาวลุกชัน
รูม่านตาของฟ่านเปี๋ยเจี้ยหดเกร็งวูบ สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัว หวาดระแวง และกังวล พาดผ่านนัยน์ตาอย่างสับสนวุ่นวาย ตระกูลจ้าวแห่งจิ้นหยาง หาใช่ตระกูลขุนนางบู๊ธรรมดาสามัญ
ปลายราชวงศ์ก่อนแผ่นดินลุกเป็นไฟ วีรบุรุษทั่วสารทิศผงาดแย่งชิงจงหยวน ในบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นทั้งสามสิบหกสาย ปฐมกษัตริย์ไท่จู่มีทหารน้อยขุนพลบางตา เป็นเพียงขุมกำลังระดับสอง ทว่าตระกูลจ้าวกลับตาแหลมคมเลือกสนับสนุนไท่จู่ ทุ่มเทสรรพกำลังทั้งตระกูลช่วยรบพุ่งปราบปรามทั่วสี่ทิศ ซ้ำยังยกบุตรีสายตรงให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
จวบจนไท่จู่รวบรวมแผ่นดินสำเร็จ ไท่จู่ไม่เคยทรยศความไว้ใจของตระกูลจ้าว ยามขึ้นครองราชย์ ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาลบัญญัติไว้ว่า นับแต่นี้ไป ในบรรดาพระสนมเอกขั้นหนึ่งทั้งสี่ของฮ่องเต้ต้าฉี ต้องมีบุตรีสายตรงจากตระกูลจ้าวหนึ่งคนเสมอ อีกทั้งบรรดาศักดิ์ของตระกูลจ้าวจะสืบทอดชั่วลูกชั่วหลาน รั้งตำแหน่ง “เจิ้นกั๋วกง” ตลอดกาล เจริญรุ่งเรืองและดับสูญไปพร้อมกับแผ่นดินต้าฉี
เกียรติยศสูงส่งปานนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ไร้ผู้ใดเทียบเทียม
นับแต่นั้น ตระกูลจ้าวผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนพลทรงเกียรติอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าฉี กุมอำนาจในทำเนียบเสนาธิการทหารอันเป็นหน่วยงานบัญชาการทหารสูงสุดในราชสำนัก ส่วนในระดับภูมิภาคก็ประจำการอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนทางเหนือ คอยคุ้มกันประตูหน้าด่านที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์
จวบจนวันนี้ ฮองเฮาแปดรัชกาลของต้าฉีล้วนมาจากตระกูลจ้าว ตระกูลสูงศักดิ์ระดับนี้ ในแผ่นดินต้าฉีมีเพียงหยิบมือที่กล้ากระตุกหนวดเสือ
“คุณชายจ้าวโปรดวางใจ สิ่งใดที่จวนที่ทำการเมืองไต้โจวพึงกระทำ พวกเราจะทุ่มเทสุดกำลัง” ฟ่านเปี๋ยเจี้ยใบหน้าซีดเผือด ทนรั้งอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหว รีบประสานมือขอตัวลา
จ้าวหนิงเพียงลุกขึ้นยืนตามมารยาท คร้านจะก้าวเท้าออกไปส่ง หาใช่เขาจงใจวางอำนาจ ข่มขู่ฟ่านเปี๋ยเจี้ยและจวนที่ทำการเมืองไต้โจว ทว่าเขามีเหตุผลที่ต้องกระทำเช่นนี้ ทันทีที่ทิ้งตัวลงนั่ง เขาพลันเรียกคนมาสั่งการ “ส่งคนไปจวนที่ทำการเมือง นำคำพูดข้าไปบอก ให้เดินทางไปด่านเยี่ยนเหมินกวนพร้อมกับพวกมัน”
“ขอรับ”
ชาติก่อน หลังจากจ้าวหนิงพลาดท่าโดนลอบโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส พ่อแม่เขาทราบข่าวก็รีบรุดกลับมาเยือนเมืองไต้โจวทันที ทว่ากลับเผชิญการดักเล่นงานกลางดึก ในช่วงที่การต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านที่สุด พวกเขากลับไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากจวนที่ทำการเมืองไต้โจวเลยแม้แต่น้อย หาใช่เพียงเพราะตระกูลจ้าวหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ทว่ายามนี้ต้าฉีแบ่งแยกบุ๋นบู๊ชัดเจน หากมิใช่เรื่องงานราชการ ต่างฝ่ายต่างคร้านจะเสวนาด้วย
การรับมือเช่นนี้ของตระกูลจ้าวกลับเข้าทางคนวางหมากพอดี นั่นจึงเป็นต้นเหตุให้ยอดฝีมือตระกูลจ้าวต้องตายตกไปอย่างน่าอนาถในเวลาต่อมา จ้าวหนิงต้องการสกัดตระกูลจ้าวไม่ให้เดินซ้ำรอยเดิม และต้องสาวไส้ลากคอคนวางหมากออกมาสับเป็นชิ้นๆ เขาจึงต้องเลือกเส้นทางที่ต่างไปจากอดีตชาติ นั่นคือบีบคั้นให้จวนที่ทำการเมืองไต้โจวต้องออกโรง ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ดึงระบบราชการและฟันเฟืองของแผ่นดินต้าฉีเข้ามาจัดการเรื่องนี้ แทนการพึ่งพากำลังตระกูลจ้าวเพียงฝ่ายเดียว
นี่คือเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังการข่มขู่ฟ่านเปี๋ยเจี้ย ข้อความที่เขาส่งไปด่านเยี่ยนเหมินกวน คือคำสั่งห้ามบิดาออกจากด่านเด็ดขาด เขาไม่เขียนจดหมาย เพราะรู้ดีว่านั่นคือความเสี่ยงที่จะทำให้แผนการรั่วไหล