ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 8 ชายลุ่มหลง หญิงร้อยเล่ห์
“คุณชาย คนที่ออกไปตามล่าจ้าวยวี่เจี๋ยกลับมาแล้วขอรับ” ผู้บำเพ็ญเพียรนายหนึ่งเข้ามารายงาน
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“คลาดกันแล้วขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น จ้าวหนิงหาได้แปลกใจ อีกฝ่ายเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นกลาง ต่อให้ต้องหิ้วคนหนีไปสักคน ก็มิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับฝึกกายจะกวดตามทัน
“คลาดกันที่ใด”
“ตรอกฉางจื้อขอรับ”
ณ เรือนสี่ประสานแห่งหนึ่งในตรอกฉางจื้อ แสงตะเกียงสว่างไสว เงาร่างคนเดินขวักไขว่ บ่าวไพร่และสาวใช้ที่ลัดเลาะตามระเบียงทางเดินต่างก้มหน้าค้อมตา ท่าทีระแวดระวัง ราวกับหวาดกลัวว่าหากพลาดพลั้งเพียงนิดจะกระตุ้นโทสะเจ้าของจวน จนต้องรับโทษทัณฑ์สถานหนัก
“คุณชายสาม บาดแผลของแม่นางใส่ยาและพันแผลเรียบร้อย ทั้งยังป้อนโอสถแล้ว ยามนี้พ้นขีดอันตรายแล้วเจ้าค่ะ”
บริเวณระเบียงทางเดินหน้าเรือน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลาแฝงแววสำอางผู้หนึ่งกำลังเดินวนเวียนด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงก้าวออกจากห้อง เขาก็รีบหันขวับไปด้วยความตึงเครียด ครั้นได้ฟังรายงาน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นปีติยินดี ก่อนก้าวฉับข้ามธรณีประตูเข้าไปด้านใน
หลังม่านมุก สตรีร่างอรชรพิงกายอยู่บนตั่งเตี้ย แม้ใบหน้าซีดเซียวทว่ายังคงความงดงามจับตา ความเจ็บป่วยหาได้บั่นทอนรูปโฉมของนางลง กลับยิ่งขับเน้นความงามอันบอบบางน่าทะนุถนอมให้เด่นชัด ทำเอาคุณชายหนุ่มเห็นแล้วบังเกิดความรักใคร่เวทนาสุดแสน
“จ้าวหนิงเดรัจฉานนั่นมันเสียสติไปแล้ว ถึงกล้าลงมือกับเจ้าหนักหนาปานนี้ ข้าต้องสับร่างมันเป็นหมื่นชิ้นให้จงได้” ชายหนุ่มเดือดดาลสุดแสน ราวกับว่าหากจ้าวหนิงยืนอยู่ตรงหน้า เขาพร้อมจะฉีกเนื้อเถือหนังมันกินสดเสียเดี๋ยวนั้น
“คุณชายฟ่านโปรดระงับโทสะ ประเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเปล่าๆ”
ผู้ที่เอนกายอยู่บนตั่งมิใช่ใครอื่น คือจ้าวยวี่เจี๋ย
นัยน์ตากลมโตสุกใสของนางทอดมองชายหนุ่มเบื้องหน้าดั่งมองวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ “คืนนี้หากไม่ได้คุณชายฟ่านยื่นมือเข้าช่วย ข้าคงต้องไปเยือนปรโลกแล้ว บุญคุณครั้งนี้ข้าจะสลักลึกในใจ ตราบสิ้นชีวามิกล้าลืมเลือน เพียงแต่ทำให้คุณชายฟ่านต้องพลอยเสี่ยงอันตราย ภายในใจข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก”
“ขอเพียงช่วยเจ้าได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็ยินดี จะมาพูดเรื่องเสี่ยงอันตรายอันใดกัน” ฟ่านชิงหลินลากเก้าอี้มาทรุดนั่งข้างตั่งเตี้ย เอ่ยถ้อยคำหนักแน่นจากใจจริง
“คุณชายฟ่านดีต่อยวี่เจี๋ยถึงเพียงนี้ ยวี่เจี๋ยทั้งตื้นตันและตระหนก มิรู้จะทดแทนคุณอย่างไรดี” ขอบตาของจ้าวยวี่เจี๋ยแดงเรื่อ นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยหยาดน้ำตาใสกลิ้งหล่นอาบสองแก้ม สะอื้นไห้แผ่วเบา
“เจ้าเป็นอันใดไป อย่าร้องสิ เจ้าบอกมาเถิด จะให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ ขอเพียงเจ้าหยุดร้องไห้ก็พอ” ฟ่านชิงหลินปวดใจดั่งถูกบิดคั้น ลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก
จ้าวยวี่เจี๋ยยกมือซับน้ำตา สุ้มเสียงรันทด “ยามนี้ข้าไร้บ้านให้กลับ กลายเป็นเพียงจอกแหนลอยคอในยุทธภพ วันข้างหน้ามิรู้จะไปพักพิงที่ใด จะใช้ชีวิตเยี่ยงไร บุญคุณที่คุณชายฟ่านช่วยชีวิตไว้ในวันนี้ ก็มิรู้ว่าเมื่อใดถึงจะมีโอกาสทดแทน”
ฟ่านชิงหลินใจเต้นรุ่มร้อน คำว่า ‘พลีกายรับใช้’ เกือบหลุดจากปาก โชคดีที่ยั้งไว้ได้ทัน เขารีบละล่ำละลัก “เจ้ากล่าวอันใดกัน มีข้าฟ่านชิงหลินอยู่ทั้งคน เจ้าจะกลายเป็นจอกแหนไร้รากได้อย่างไร วางใจเถิด นับแต่นี้ไป ข้าจะดูแลเจ้าเอง ตระกูลฟ่านแม้จะเทียบชั้นตระกูลจ้าวไม่ได้ แต่ก็เป็นตระกูลใหญ่มีหน้ามีตา ย่อมปกป้องเจ้าให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้อย่างแน่นอน”
“จริงหรือ” จ้าวยวี่เจี๋ยเงยหน้าขึ้น เผยสีหน้าประหลาดใจระคนความหวังอันไร้เดียงสา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่วราวกับไม่อยากเชื่อ
“ลูกผู้ชายลั่นวาจา ดุจขุนเขาไม่โอนเอน”
ฟ่านชิงหลินแทบอยากควักหัวใจออกมาประคองไว้ตรงหน้าจ้าวยวี่เจี๋ย เพื่อให้นางเห็นประจักษ์ “ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าก็น่าจะรู้แก่ใจ หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าจะดั้นด้นตามมาถึงเมืองไต้โจวทำไม นับแต่เราพบกันที่เมืองหลวงเมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าก็เฝ้าหวังมาตลอดว่าเจ้าจะ…”
ฟ่านชิงหลินหน้าแดงก่ำ ขณะกำลังลังเลว่าจะเปิดปากสารภาพตรงๆ ดีหรือไม่ พลันรู้สึกถึงสัมผัสเย็นเฉียบทว่านุ่มนวลบริเวณหลังมือ จ้าวยวี่เจี๋ยกุมมือเขาไว้แล้ว
“ที่ได้รับความเมตตาจากคุณชายฟ่าน ช่างเป็นสวรรค์เมตตายวี่เจี๋ยแท้ๆ”
“ยวี่เจี๋ย ข้า…”
“ไม่ต้องกล่าวอันใดแล้ว ข้าเข้าใจทุกอย่าง”
“เช่นนั้นเจ้า…”
“ข้ายินยอมทำตามที่ท่านปรารถนา”
“ดี ดีเหลือเกิน”
ขณะทั้งสองกำลังพลอดรักหวานชื่น สาวใช้พลันมารายงานหน้าประตูว่านายท่านกลับมาแล้ว และเรียกให้ฟ่านชิงหลินไปพบ
ครั้นได้ยินว่าบิดากลับมา ฟ่านชิงหลินจำต้องผละจากแดนดินอันอ่อนโยนชั่วคราว เดินจากจ้าวยวี่เจี๋ยไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ก้าวหนึ่งหันกลับมามองถึงสามครา
คล้อยหลังร่างฟ่านชิงหลิน ความอ่อนแอและซาบซึ้งบนใบหน้าของจ้าวยวี่เจี๋ยพลันมลายสิ้น นัยน์ตาที่เคยงดงามชวนทะนุถนอมแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจคมมีด ความอาฆาตแค้นที่ซุกซ่อนอยู่ภายในลึกล้ำจนชวนให้ผู้พบเห็นต้องหนาวสะท้าน
เมื่อหนึ่งปีก่อน นางบังเอิญพบฟ่านชิงหลินที่เมืองหลวง หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าหานาง เพียงแต่ติดขัดที่นางมีฐานะเป็นคนตระกูลจ้าว เขาจึงไม่อาจลงมือได้ดั่งใจหมาย
จ้าวยวี่เจี๋ยตระหนักดีว่าตนเองมีเสน่ห์ดึงดูดบุรุษเพศมากเพียงใด เมื่อสี่ห้าปีก่อน ยามยังมิได้ก้าวเข้าสู่ตระกูลจ้าว นางก็ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้อย่าง ‘สลักลึกถึงกระดูก’ ตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา แทบไม่มีบุรุษใดต้านทานมารยาของนางได้เลย แม้กระทั่งพ่อบุญธรรมที่รับนางมาเลี้ยงดูก็ตาม
นางจึงอ่านทะลุปรุโปร่งว่าฟ่านชิงหลินเพียงหลงใหลในรูปโฉม สิ่งที่มันทุ่มเทแรงกายแรงใจหมายปองมีเพียงเรือนร่างของนาง หาได้แยแสชะตากรรมของนางอย่างแท้จริง
สิ่งที่นางต้องทำ คือฉวยประโยชน์จากตัณหาของฟ่านชิงหลิน อาศัยร่มเงาตระกูลฟ่านเพื่อรักษาชีวิตรอดชั่วคราว จากนั้นค่อยแสวงหาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ที่ใหญ่หลวงกว่า เพื่อปูทางสร้างอำนาจให้ตนเอง เฉกเช่นที่เคยทำกับจ้าวหนิง
แม้วัยยังเยาว์ ทว่าประสบการณ์ชีวิตอันมืดมน หล่อหลอมให้นางเชี่ยวชาญวิธีปั่นหัวบุรุษ โดยเฉพาะพวกที่ใช้ท่อนล่างนำทางความคิด
จ้าวยวี่เจี๋ยสูดลมหายใจลึก นัยน์ตากลับมาสุกใสไร้เดียงสาดุจเดิม
.
“ดูจากสีหน้าเบิกบานของเจ้า คนที่บุกไปชิงตัวสตรีตระกูลจ้าวถึงในจวนวันนี้ คงเป็นเจ้าสินะ” ฟ่านชิงหลินเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูโถงเรือนหลัก ยังไม่ทันประสานมือคารวะ สุ้มเสียงทรงอำนาจหนักแน่นก็ดังขัดขึ้น
“ลูกคารวะท่านพ่อ”
ฟ่านชิงหลินค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ลูกพิจารณาแล้วว่า แม้แผนการของจ้าวยวี่เจี๋ยในวันนี้จะล้มเหลว ทว่าขุมกำลังใต้บังคับบัญชาของนางยังคงอยู่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพวกเราในภายภาคหน้า อีกทั้งเราจะปล่อยให้ตระกูลจ้าวเค้นความลับจากนาง แล้วซัดทอดมาถึงพวกเราไม่ได้เด็ดขาด”
เบื้องหน้าจ้าวยวี่เจี๋ย เขาคือบุรุษคลั่งรักที่ตัณหาบังตา ทว่าเบื้องหน้าบิดา เขากลับกลายเป็นบุตรชายผู้ชาญฉลาด มีวิสัยทัศน์รอบคอบ
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งตระหง่านอยู่กลางโถงใหญ่ มิใช่ใครอื่น คือ ฟ่านจงหมิง เปี๋ยเจี้ยแห่งเมืองไต้โจว
“หากคนของจ้าวยวี่เจี๋ยลงมือสำเร็จแต่แรก พวกเราย่อมไม่ต้องเผยตัวซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดต่อไป แล้วยามนี้เป็นอย่างไร จ้าวยวี่เจี๋ยความแตกพ่ายแพ้ยับเยิน จ้าวหนิงก็แสดงท่าทีก้าวร้าวกดดันที่ทำการเมืองอย่างหนัก ท่านข้าหลวงไม่กล้าแตกหักกับตระกูลจ้าวซึ่งหน้า จึงกวดขันเรื่องนี้อย่างเข้มงวด ยามนี้คนของที่ทำการเมืองระดมกำลังค้นหาพลิกแผ่นดินไปทั่วทั้งเมืองแล้ว”
ฟ่านจงหมิงยกป้านชาขึ้นจิบ ก่อนเหลือบตามองบุตรชาย “สถานการณ์ยามนี้เสียเปรียบพวกเรายิ่งนัก ทว่าหมากรุกกระดานนี้เดินหน้าแล้วถอยไม่ได้ ก้าวต่อไปเราควรเคลื่อนไหวเช่นไร เจ้ามีความเห็นว่ากระไร”
ฟ่านชิงหลินทราบดีว่านี่คือการทดสอบจากบิดา เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยหยั่งเชิง “ท่านพ่อ สิ่งที่เราต้องการแท้จริงคือเด็ดหัวจ้าวหนิง เพื่อล่อให้จ้าวเป่ยวั่งละทิ้งด่านเยี่ยนเหมินกวน สร้างช่องโหว่ให้พวกนั้นลงมือก็เท่านั้น”
“วันนี้แม้จะสังหารจ้าวหนิงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยคนตระกูลจ้าวก็ตกตายไปไม่น้อย ทำให้มันต้องเผชิญวิกฤตความเป็นความตาย มันเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของจ้าวเป่ยวั่ง หากจ้าวเป่ยวั่งทราบข่าว มีหรือจะไม่ทิ้งค่ายกลับมาดูใจ”
ฟ่านจงหมิงวางถ้วยชาลง “ยามที่ท่านข้าหลวงส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน จ้าวหนิงก็ส่งคนของตนประกบตามไปด้วย เจ้าลองบอกมาสิ ว่าเพราะเหตุใด”
“จะเพราะเหตุใดได้ มันคง…”
“มันกลัวว่าคนของที่ทำการเมืองฝีมืออ่อนด้อย ไปไม่ถึงด่านเยี่ยนเหมินกวนกระนั้นหรือ”
“ย่อมไม่ใช่”
“มันกลัวว่าคนของที่ทำการเมืองไปถึงด่านเยี่ยนเหมินกวนแล้ว จะรายงานสถานการณ์ไม่กระจ่างกระนั้นหรือ”
“นั่นก็ย่อมมิใช่อีก”
“เช่นนั้นมันจะส่งคนประกบตามไปเพื่อการใด”
“นี่… หรือว่ามันมีข้อความลับอื่นใดต้องการส่งสารถึงจ้าวเป่ยวั่ง”
“ข้อความลับประเภทใด ที่รอให้จ้าวเป่ยวั่งกลับมาถึงเมืองไต้โจวแล้วค่อยบอกกล่าวด้วยตนเองไม่ได้”
“…”
“เว้นเสียแต่ว่า ข้อความที่มันส่งไปยังด่านเยี่ยนเหมินกวน คือคำขาดห้ามมิให้จ้าวเป่ยวั่งทิ้งด่านกลับมาที่เมืองไต้โจว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” ฟ่านชิงหลินชะงักงัน “มันคิดจะทำสิ่งใด หรือว่ามันล่วงรู้แผนการของเรา ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด”
“เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด ซ้ำยังวางหมากมาเนิ่นนานรัดกุมไร้ช่องโหว่ จ้าวหนิงเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืน มันจะไปล่วงรู้ได้อย่างไร”
ฟ่านจงหมิงนั่งหลังตรงตระหง่านดุจรูปสลักหิน แม้กำลังหารือเรื่องคอขาดบาดตายสะเทือนแผ่นดิน ทว่าสุ้มเสียงกลับเยือกเย็นหนักแน่น แผ่กลิ่นอายองอาจน่าเกรงขาม ประดุจขุนเขาไท่ซานถล่มทลายอยู่เบื้องหน้าก็มิเปลี่ยนสีหน้า
เขากล่าวสืบไป “ทว่า เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้หนึ่ง จะเรียกใช้ ‘เชียนจวิน’ ได้อย่างไร จ้าวเป่ยวั่งเพียรพยายามฝึกฝนมาหลายปี เพิ่งจะแตกฉาน ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ จนได้รับการยอมรับจาก ‘เชียนจวิน’ เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วจ้าวหนิงมีดีอันใดถึงดึงพลังของมันออกมาใช้ได้ตั้งแต่ตอนนี้”
ฟ่านชิงหลินอ้าปากค้าง ไร้คำตอบใดจะเอื้อนเอ่ย
เรื่องนี้เหนือสามัญสำนึกจนเกินจะอธิบาย
“ท่านพ่อหมายความว่า…” ฟ่านชิงหลินตระหนักดีว่าบิดาคือผู้ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศที่สุดในตระกูลฟ่าน ปริศนาที่ผู้อื่นขบไม่แตก อีกฝ่ายย่อมมีคำตอบ
ทว่าครานี้ ฟ่านชิงหลินกลับต้องผิดหวัง
“ข้าเองก็มืดแปดด้านเช่นกัน”
“…”
“ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดแล้ว”
“เรื่องอันใดหรือขอรับ”
“จ้าวหนิงผู้นี้ คืออัจฉริยะวิถีบำเพ็ญเพียรในรอบร้อยปีของตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง”
“จริงด้วย หากมิใช่เช่นนั้น ย่อมไม่มีทางแตกฉาน ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ได้ตั้งแต่อายุเท่านี้”
“ก่อนหน้านี้เราประเมินว่า จะเด็ดหัวจ้าวหนิงหรือไม่ก็หาได้กระทบต่อภาพรวม ทว่าดูจากสถานการณ์ยามนี้… มันต้องตายสถานเดียว”
“หากปล่อยให้มันรอดไปได้ วันหน้าเมื่อระดับบำเพ็ญเพียรของมันบรรลุถึงขีดสุด ซ้ำยังล่วงรู้ถึงแผนการที่เราก่อการในวันนี้ ตระกูลฟ่านต้องเผชิญภัยพิบัติล้างบางตระกูลเป็นแน่ ถึงเวลานั้นผู้ใดก็หยุดยั้งมันไม่อยู่”
“ต่อให้มันส่งสารถึงจ้าวเป่ยวั่ง ห้ามมิให้อีกฝ่ายทิ้งด่านเยี่ยนเหมินกวน ทว่า… หากได้ยินว่าบุตรชายสายเลือดแท้ๆ ของตนตายตกไปแล้ว จ้าวเป่ยวั่งยังมีกะจิตกะใจรั้งอยู่ที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนอีกหรือ”
“ลูกเข้าใจแล้ว”
“เรื่องนี้เจ้าจงไปจัดการด้วยตนเอง ห้ามผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
ฟ่านชิงหลินรับคำสั่ง พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอดแย้งขึ้นมาไม่ได้ “ท่านพ่อ ยามนี้ท่านข้าหลวงเผชิญแรงกดดันจากจ้าวหนิง ถึงขั้นส่งผู้บำเพ็ญเพียรปูพรมค้นหาทั่วทั้งเมือง ซ้ำยังมีหูตายอดฝีมือจับจ้องอยู่ทุกหนแห่ง การที่เราจะลอบสังหารมันโดยไร้ร่องรอยนั้น มิใช่เรื่องง่ายเลย”
“ในเมื่อเป้าหมายของเรา มีเพียงต้องปลิดชีพจ้าวหนิงให้จงได้ เหตุใดจึงไม่ยืมมือพวกนั้นลงมือเองเล่า ด้วยระดับพลังของพวกมัน ผู้บำเพ็ญเพียรของที่ทำการเมืองไต้โจวไม่มีทางขัดขวางได้แน่ เกรงว่าจ้าวหนิงคงได้ไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่งในปรโลก โดยที่ยอดฝีมือของที่ทำการเมืองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ”
ฟ่านจงหมิงยกถ้วยชาขึ้น หมายจะจิบอีกอึก ทว่าพอได้ยินวาจาของบุตรชาย สีหน้าพลันเคร่งเครียด โทสะพาดผ่านดวงตาอย่างปิดไม่มิด
เขากระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ก่อนตวาดเสียงเย็น “การเคลื่อนไหวยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดในเมืองไต้โจวหมายความว่าอย่างไร สมองเจ้าคิดไม่ออกหรือไร”
ฟ่านชิงหลินสะดุ้งเฮือก ได้สติกลับมาทันที รีบก้มหน้ารับ “ลูกเข้าใจแล้ว”
ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา ยศศักดิ์สูงส่ง ทุกคนล้วนอยู่ในสายตาของราชสำนัก ไม่มีทางเป็นตัวตนไร้ชื่อแซ่ การที่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดนิรนามโผล่มาเข่นฆ่าผู้คนในเมืองใหญ่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ว่าตระกูลจ้าวจะรับมือเช่นไร ราชสำนักย่อมต้องสืบสาวราวเรื่องจนถึงต้นตอ
ทว่าระดับคุมปราณนั้นต่างออกไป ผู้บำเพ็ญเพียรระดับนี้มีดาดดื่น ราชสำนักย่อมไม่มีทางจับตาดูได้ทั่วถึง และไม่ได้สลักสำคัญถึงขั้นต้องพลิกแผ่นดินหา
“เข้าใจก็ดีแล้ว เจ้าวางแผนจะลงมือเช่นไร” ฟ่านจงหมิงเอ่ยถาม
ฟ่านชิงหลินใจหายวาบ เมื่อครู่เขาเพิ่งพลั้งปากจนบิดาบันดาลโทสะ หากคำตอบหลังจากนี้ยังไม่สบอารมณ์อีก เกรงว่าจะมิใช่แค่เผชิญคำตำหนิธรรมดา
เขาหาใช่บุตรชายเพียงคนเดียวของอีกฝ่าย หากทำให้ฟ่านจงหมิงผิดหวังในสติปัญญา เรื่องคงจบไม่สวยแน่
ฟ่านชิงหลินมิกล้าประมาท ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ชั่วครู่จึงเอ่ยตอบ “ตระกูลจ้าวและที่ทำการเมืองกำลังระดมกำลังตามล่าตัวคนที่ช่วยจ้าวยวี่เจี๋ยหลบหนี เราก็แค่ใช้แผน ‘ล่องูออกจากรู’ ล่อจ้าวหนิงออกมาสังหารก็สิ้นเรื่อง”
ฟ่านจงหมิงพยักหน้าช้าๆ เห็นชอบกับแผนการนี้
ฟ่านชิงหลินลอบพรูลมหายใจยาว รอดตัวไปได้อีกครา