ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 72 การรับมือ
กำแพงวังหลวงตั้งตระหง่านลึกล้ำสุดหยั่งคาด ยามที่จ้าวหนิงมุ่งหน้าไปยังหออี้ผิ่น มีเงาร่างสายหนึ่งก้าวผ่านประตูวังหลวง ชูป้ายอาญาสิทธิ์บุกฝ่าเข้าไปอย่างอุกอาจ ทวารทุกบานเบิกกว้าง ผู้คนหลีกเร้น จนกระทั่งบรรลุถึงหน้าตำหนักเร้นลับท้ายวังแห่งหนึ่ง
ท่ามกลางหมู่ตำหนักเรืองรองด้วยแสงโคม ตำหนักแห่งนี้กลับริบหรี่สลัวรางราวกับกลืนหายไปในความมืดมิด ผู้มาเยือนก้าวพ้นธรณีประตู กระซิบถ้อยคำกับขันทีรับใช้เพียงครู่เดียว ก่อนจะได้รับการนำทางตรงดิ่งไปยังหน้าโถงใหญ่
“ท่านบรรพชนอยู่พอดี รอด้านนอก ข้าจะเข้าไปรายงาน” ขันทีรับใช้เอ่ยเสียงเรียบ ทิ้งผู้มาเยือนไว้กลางลานเรือนแล้วค้อมกายเร้นเข้าไปด้านใน เพียงชั่วอึดใจก็ปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมส่งสัญญาณให้ผู้มาเยือนก้าวเข้าไป
บนตั่งไม้ภายในห้อง ขันทีชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งเอนกายสูบกล้องยาสูบเก่าคร่ำที่ผ่านการใช้งานจนขึ้นเงา ม่านควันขมุกขมัวลอยอวลบดบังใบหน้าจนเห็นเพียงเลือนราง
ทว่าเพียงก้าวพ้นธรณีประตู สายตาคมกริบดุจใบมีดสองสายพลันตวัดทะลวงม่านควันมากระทบร่าง ผู้มาเยือนเสียวสันหลังวาบคล้ายถูกคมหนามจ่อคอหอย
เขารีบคุกเข่าโขกศีรษะ ก่อนจะรายงานต้นสายปลายเหตุและเหตุการณ์ทุกกระเบียดนิ้วที่เกิดขึ้นในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอย่างละเอียด
“วันนี้เจิ้นกั๋วกงบุกกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ซ้ำยังฉีกหน้าขับไล่ชานจือเจิ้งซื่อออกมา เรื่องนี้แม้ไร้ซึ่งความโกลาหล แต่ก็นับว่าลงมือได้ดุดันเด็ดขาด ฝ่าบาทย่อมทรงทราบเรื่องนานแล้ว”
จิ้งซินหมัววางกล้องยาสูบลง น้ำเสียงราบเรียบดุจบ่อน้ำนิ่งสนิท “ต้นสายปลายเหตุ ข้าสืบรู้กระจ่างแล้ว ไม่จำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ที่น่าสนใจคือคุณชายจ้าวหนิงนั่นต่างหาก การผสานพระเดชพระคุณนับว่าล้ำลึก อายุเพียงสิบหกกลับมีเล่ห์เหลี่ยมและสภาวะจิตใจถึงขั้นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง ดูท่า… ภายภาคหน้าเด็กคนนี้จะรับมือยากยิ่งกว่าเจิ้นกั๋วกงเสียอีก”
ผู้มาเยือนก้มหน้ารับคำ ตอบคำถามอีกเพียงสองสามประโยค ก่อนจะเร้นกายล่าถอยออกไป
“คดีละแวกหอเฟยเสวี่ยในตรอกผิงคัง ตกลงเป็นฝีมือผู้ใด สืบได้ความหรือยัง” คล้อยหลังสายข่าวจากกองบัญชาการฯ จิ้งซินหมัวพลันเรียกขันทีระดับหัวหน้างานเข้ามาไต่ถามเสียงขรึม
“เรียนท่านบรรพชน การปะทะเกิดขึ้นกะทันหันยิ่ง ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดกลุ่มนั้นทั้งร้ายกาจและล่าถอยอย่างรวดเร็ว พ้นเขตตรอกผิงคังไปได้ไม่ไกลก็ไร้ร่องรอย คาดว่าคงกลืนหายไปกับฝูงชน ซ้ำยังมีผู้คอยรับช่วงต่อ ลบร่องรอยทิ้งจนหมดสิ้น คนของเราจึง… ยังตามสืบไม่พบ ขอท่านบรรพชนโปรดลงอาญา” ขันทีผู้ดูแลคุกเข่าโขกศีรษะ ร่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
กฎของตำหนักแห่งนี้โหดเหี้ยมเด็ดขาด ผู้ใดทำงานพลาด บทลงโทษเบาสุดคือทรมานแสนสาหัส หากหนักข้อก็เพียงทิ้งลมหายใจไว้ที่นี่
ทว่าผิดคาด จิ้งซินหมัวกลับไม่ได้สั่งลงทัณฑ์ เพียงกำชับให้เร่งสืบสวนห้ามย่อหย่อน ขันทีผู้ดูแลลอบพรูลมหายใจราวกับได้ตายแล้วเกิดใหม่
ด้านสายข่าวจากกองบัญชาการฯ ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูวังก็ปะทะหน้ากับคนคุ้นเคยกลางทาง สบตากันเพียงแวบเดียว ทั้งสองทำเพียงพยักหน้าทักทาย ไร้ซึ่งวาจาใดหลุดรอดจากริมฝีปาก เขารู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายคือสายข่าวจากที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิง
คล้อยหลังไม่นาน จิ้งซินหมัวก็ก้าวออกจากตำหนัก สลัดกลิ่นยาสูบตามเรือนร่างจนหมดสิ้น ก่อนจะมุ่งหน้าไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ เพื่อถวายรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทั้งสองหน่วยงาน
ซ่งจื้อนับเป็นจักรพรรดิผู้ทรงงานหนัก แม้ยามวิกาลก็ยังคงประทับตรวจฎีกาอยู่ในตำหนักฉงเหวิน หลังสดับรายงานจากจิ้งซินหมัว พระองค์มิได้ตรัสวิจารณ์สิ่งใด ทำเพียงพยักพระพักตร์ด้วยนัยน์ตาดำมืดเคร่งขรึม
“ฝ่าบาท คดีหอเฟยเสวี่ยล่วงเลยมาหนึ่งวันเต็ม บ่าวเฒ่ายังไม่อาจสืบสาวถึงต้นตอ ขอฝ่าบาทโปรดลงอาญาพ่ะย่ะค่ะ” จิ้งซินหมัวค้อมกายทูล
ซ่งจื้อโบกพระหัตถ์ “เรื่องนี้จะโทษต้าป้านมิได้ ช่วงก่อนข้าโยกย้ายกำลังคนไปรวบรวม ‘บันทึกฟางอู้’ ที่ชายแดนเหนือเสียมาก คนของเจ้าย่อมร่อยหรอ ตอนนี้ภาระของต้าป้านมีแต่จะหนักอึ้ง คดีตรอกผิงคังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกขุนนางข้างนอกไปเถิด ต้าป้านไม่จำเป็นต้องทุ่มสรรพกำลังไปกับทุกเรื่อง”
จิ้งซินหมัวน้อมรับพระราชกระแส ลังเลเพียงครู่ ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจกราบทูล “ฝ่าบาท ทรัพย์สินในพระคลังหลวงมีจำกัด เลี้ยงดูกำลังคนได้เพียงหยิบมือ ทุกวันนี้ฝ่าบาทต้องทรงประหยัดมัธยัสถ์ บ่าวเฒ่าจึงพอมีเครือข่ายให้เรียกใช้ ทว่า… หากฝ่าบาทประสงค์จะแผ่ขยายหูตาให้ครอบคลุมทั่วหล้า ล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง ย่อมต้องขยายขุมกำลังครั้งใหญ่ พึ่งพาเพียงเงินทองจากพระคลังหลวงย่อมไม่พอมือ จำเป็นต้องดึงงบจากท้องพระคลังแผ่นดินมาแบ่งเบาพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื้อวางพู่กันในพระหัตถ์ลง แย้มพระสรวลขมขื่น “ต้าป้านย่อมรู้ดี การมีอยู่ของหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋… ขุมกำลังที่ขึ้นตรงต่อข้าเพียงผู้เดียว ตัดขาดจากสายพานอำนาจราชการ ไม่ขึ้นตรงต่อขุนนางหน้าไหน ซ้ำยังจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของขุนนางทั้งแผ่นดิน ย่อมกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่พวกมันหวาดระแวงและต่อต้านสุดกำลัง”
“หากข้าบีบให้ท้องพระคลังแผ่นดินเบิกจ่ายเสบียง ย่อมต้องผ่านการตรวจสอบจากสามกรม นั่นเท่ากับลากหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋ออกไปตีแผ่กลางแจ้ง ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นตระกูลขุนนางบู๊หรือบุ๋น ล้วนต้องรวมหัวกันคัดค้านหลังชนฝา ภายใต้พายุเพลิงที่โหมกระหน่ำ หน่วยองครักษ์เฟยอวี๋จะยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่… ข้าเองก็ยังตอบไม่ได้”
สดับสุรเสียงขื่นขมของโอรสสวรรค์ นัยน์ตาของจิ้งซินหมัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนอำมหิต
แม้จักรพรรดิจะทรงเป็นจ้าวเหนือหัว ทว่ามิอาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามพระทัย ว่ากันตามจริง อำนาจในใต้หล้ามิได้อยู่ในพระหัตถ์เพียงผู้เดียว หากแต่ถูกแบ่งปันร่วมกับเหล่าขุนนาง โดยเฉพาะพวกตระกูลเก่าแก่ทรงอิทธิพล ที่คอยเป็นโซ่ตรวนเหนี่ยวรั้งพระราชอำนาจไว้ทุกฝีก้าว
ตระกูลเก่าแก่นับร้อยพันปีเหล่านี้ มิเพียงยึดครองตำแหน่งสำคัญ ศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชายังแผ่กิ่งก้านสาขาหยั่งรากลึกทั่วแผ่นดิน หากจักรพรรดิทรงลิดรอนผลประโยชน์ของพวกมันอย่างโจ่งแจ้ง ย่อมถูกแว้งกัดอย่างหนักหน่วง ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น หากพวกมันพร้อมใจกันนิ่งเฉยละทิ้งหน้าที่ ราชสำนักและหน่วยงานทุกระดับย่อมถึงกาลอัมพาต พระราชโองการก็จะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า
นับแต่สถาปนาราชวงศ์ เป็นเวลาหลายพันปีที่ราชสำนักพยายามรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และจักรพรรดิทุกรัชกาลต่างดิ้นรนค้นหาวิถีทางเสริมสร้างพระราชอำนาจ นี่คือสมรภูมิเร้นลับที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์
ทว่าในสายตาของจิ้งซินหมัว ไร้ซึ่งแผ่นดิน ไร้ซึ่งขุนนาง และยิ่งไร้ซึ่งราษฎร ในฐานะข้ารับใช้ใกล้ชิด ขันทีอย่างเขาดำรงอยู่ได้เพราะร่มพระบารมี ในใจจึงมีเพียงโอรสสวรรค์ การถวายชีวิตเป็นทาสผู้ภักดี ร่วมเป็นร่วมตายกับองค์จักรพรรดิ คือภารกิจเดียวแห่งชีวิต
ยามทอดพระเนตรเห็นผู้เป็นนายกลัดกลุ้มขื่นขม เพลิงโทสะในอกจิ้งซินหมัวพลันลุกโชน นายทุกข์บ่าวอดสู นายอดสูบ่าวต้องตาย เขาต้องทลายขวากหนามขจัดความกังวลให้ฝ่าบาท
“ฝ่าบาท บ่าวเฒ่าเห็นว่า เราสามารถหยิบยกการรวบรวม ‘บันทึกฟางอู้’ มาเป็นข้ออ้างเพื่อขยายขุมกำลังหน่วยองครักษ์เฟยอวี๋ บีบให้ท้องพระคลังแผ่นดินยอมคายเสบียงพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ขุนนางทั้งบู๊บุ๋นต่างรู้ดีว่า ‘บันทึกฟางอู้’ คือหูตาสำคัญที่ฝ่าบาทใช้ประกอบการบริหารบ้านเมือง ล้วนทำไปเพื่อแผ่นดิน เชื่อว่าข้ออ้างอันชอบธรรมนี้ จะอุดปากมิให้พวกมันคลางแคลงหรือต่อต้านได้พ่ะย่ะค่ะ” จิ้งซินหมัวกราบทูลแผนการ
ซ่งจื้อดำริอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักพระพักตร์แผ่วเบา “เช่นนั้นก็ลองดู”
ตัดกลับมาที่หลิวมู่จือ ทันทีที่เหยียบย่างถึงจวน เขาก็เรียกตัวเหล่าผู้อาวุโสเข้าประชุมด่วนเพื่อหารือแผนปฏิบัติการคืนนี้ ในเมื่อที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงประสานงานกับสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามไม่ได้อีก เมื่อสูญเสียทัพหนุน แผนการเดิมที่วางไว้จำต้องถูกรื้อใหม่ทั้งหมด
“คืนนี้คือศึกชี้ชะตา ย่อมก่อเกิดความโกลาหลสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองเยี่ยนผิง หากปราศจากข้ออ้างบังหน้าว่าที่ว่าการเมืองลงพื้นที่สืบคดี เราก็ไร้เหตุผลจะไปแก้ต่างต่อธารกำนัลและฝ่าบาท” สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ย่ำแย่ถึงขีดสุด สายตาที่ตวัดมองหลิวมู่จือแฝงแววตำหนิ ราวกับขุ่นเคืองความไร้สามารถที่แย่งชิงคดีหอเฟยเสวี่ยมาไม่ได้
หลิวมู่จือกัดฟันข่มเพลิงโทสะในอก เอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ “แล้วตามความเห็นของผู้อาวุโสใหญ่ เราควรทำเช่นไร”
ผู้อาวุโสใหญ่สวนกลับเสียงหนักแน่น “ข้าเห็นควรให้ยกเลิกแผนการคืนนี้เสีย”
“ทำเช่นนั้นมิได้เด็ดขาด เกาทัณฑ์พาดสายแล้วมีแต่ต้องสับไก หากเราถอย ภายหน้าหออี้ผิ่นย่อมต้องกลับมาแว้งกัด ถึงเวลานั้นคงได้เปิดศึกนองเลือดกันจริงๆ ที่พรรคเหยี่ยวครามยอมลงเรือลำเดียวกับเรา ก็เพราะเม็ดเงินมหาศาลและข้อตกลงแบ่งดินแดนหออี้ผิ่นคนละครึ่ง หากวันหน้าหออี้ผิ่นเกทับผลประโยชน์ หรือทุ่มเงินซื้อยอดฝีมือจากสำนักกระบี่ซานชิงมาเด็ดหัวเรา สถานการณ์จะพลิกกลับเป็นหายนะทันที” ผู้อาวุโสรองแย้งคอเป็นเอ็น
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็นชา หันไปคาดคั้นหลิวมู่จือ “คดีหอเฟยเสวี่ย กองบัญชาการฯ สืบได้ความประการใด ตระกูลจ้าวระแคะระคายหรือไม่ ว่าตระกูลหลิวของเราเชิดหุ่นอยู่เบื้องหลัง”
หลิวมู่จืออ่านเจตนาอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง หากความลับที่สมาคมชุดขาวเป็นเขี้ยวเล็บของตระกูลหลิวล่วงรู้ถึงหูจ้าวหนิง ในสถานการณ์ที่สองตระกูลตั้งป้อมเป็นศัตรูกันเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ตระกูลจ้าวจะจับมือกับหออี้ผิ่นย้อนกลับมาขย้ำตระกูลหลิว
หลิวมู่จือส่ายหน้า ตอบอย่างหนักแน่น “หลิวจื้ออู่สืบจนกระจ่าง พยานที่พวกมันคุมตัวไปเมื่อคืนล้วนเป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆ นอกจากเห็นการปะทะก็ไม่รู้อันใดอีก ส่วนเรื่องขุมกำลังสมาคมชุดขาว อย่าว่าแต่จ้าวหนิง ต่อให้ตระกูลจ้าวยกกันมาทั้งตระกูล หรือขุนนางหน้าไหนก็ไม่มีทางสืบสาวถึง เพราะเราไม่เคยทิ้งรอยตำหนิให้ลากไส้ได้แม้แต่ริ้วรอยเดียว”
“หากทุกสิ่งรัดกุมตามที่เจ้าว่า แล้วเหตุใดวันนี้จ้าวเสวียนจีถึงต้องถ่อไปกองบัญชาการฯ ด้วยตนเอง เพียงเพื่อแย่งชิงคดีนี้ให้จงได้เล่า” ผู้อาวุโสใหญ่กัดไม่ปล่อย
หลิวมู่จือกดข่มโทสะในน้ำเสียง “สิ่งที่จ้าวเสวียนจีทำ ล้วนเป็นไปเพื่อเหยียบหน้าข้า หวังยกระดับบารมีกองบัญชาการฯ และเป็นตัวแทนขุนนางบู๊เปิดฉากโต้กลับขุนนางบุ๋นอย่างเรา คดีหอเฟยเสวี่ยก็แค่ข้ออ้างบังหน้า จ้าวเสวียนจีจะไปล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสมาคมชุดขาวได้อย่างไร”
ผู้อาวุโสใหญ่รู้ดีว่าตนเถียงไม่ออก ทว่ายังคงเชิดหน้ายืนกราน “ไม่ว่าจะมองมุมใด กลิ่นอายเรื่องนี้ก็ทะแม่งนัก ข้ายังยืนยันว่าคืนนี้ห้ามลงมือ มิเช่นนั้นต่อให้กลืนกินหออี้ผิ่นสำเร็จ ก็ต้องสร้างแรงกระเพื่อมสะเทือนถึงราชสำนัก ดีไม่ดีอาจดึงดูดทางการให้ลงดาบกวาดล้างขุมกำลังยุทธภพในเมืองเยี่ยนผิงจนราบคาบ”
หลิวมู่จือจมดิ่งสู่ความเงียบงัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วาจาของผู้อาวุโสใหญ่คือความจริงอันโหดร้าย
ทว่าหากถอยทัพกลางคัน โอกาสทองย่อมหลุดลอย เม็ดเงินและสรรพกำลังที่ผลาญไปย่อมมลายสิ้น แผนซ้อนแผนที่ตระกูลหลิวหมายมั่นจะให้สมาคมชุดขาวตลบหลังพรรคเหยี่ยวครามระหว่างชุลมุน เพื่อเด็ดหัวอีกฝ่ายแล้วรวบอำนาจใต้ดินแห่งเยี่ยนผิงไว้ในกำมือ ก็จะพังครืนลงมาเช่นกัน
ภายภาคหน้าหากสมาคมชุดขาวคิดจะผงาดขึ้นมาอีก ย่อมยากเย็นแสนเข็ญ ทุกสรรพสิ่งต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่
ที่สำคัญ ความล้มเหลวของแผนการระดับชาติครั้งนี้ จะกลายเป็นตราบาปฝังรากในฐานะผู้นำตระกูล อำนาจเบ็ดเสร็จและบารมีของหลิวมู่จือภายในตระกูลหลิวย่อมสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เขาควรเลือกเดินหมากตาสูญ หรือจะมีหนทางใดที่พลิกแพลงได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
ตัดกลับมาอีกด้าน เว่ยอู๋เซี่ยนหอบไหสุราหกใบเดินก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง เขาหัวเราะร่วนอย่างลำพองใจ คล้ายกับว่าพละกำลังที่หอบไหสุราหนักอึ้งแล้วยังเดินเหินได้คล่องแคล่ว คือเกียรติยศสูงสุดที่ควรค่าแก่การโอ้อวด หวังเพียงให้ฮู่หงเหลียนได้ประจักษ์ถึงความองอาจของตน
ยามอารมณ์สุนทรีย์ การจิบเพียงน้ำชาย่อมไร้รสชาติ เว่ยอู๋เซี่ยนจึงลงทุนถ่อไปซื้อสุราจากร้านรวงละแวกนั้นด้วยตนเอง แทนที่จะชี้นิ้วสั่งผู้ติดตาม คาดว่าคงหมายตบตาให้ฮู่หงเหลียนเห็นภาพลักษณ์บุรุษผู้ติดดิน ไม่ถือตัว เผื่อจะเรียกคะแนนความประทับใจได้บ้าง
แม้โรงน้ำชาจะไร้สุรา ทว่าโรงครัวที่ต้องจัดเตรียมอาหารเลี้ยงลูกจ้างย่อมไม่ขาดแคลนกับแกล้ม เว่ยอู๋เซี่ยนเพิ่งทิ้งตัวลงนั่ง ลูกจ้างสองคนก็ประคองสำรับกับข้าวร้อนกรุ่นเข้ามา สีสันจัดจ้านและกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลายได้ไม่เลว
จ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน ฮู่หงเหลียน และซูเยี่ยชิง นั่งล้อมวงพร้อมหน้า ร่ำสุราคีบอาหารพลางสนทนากันอย่างออกรส บรรยากาศผ่อนคลายครึกครื้น
“พี่หนิง ท่านว่าเมื่อขาดที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงคอยกางร่มเงา คืนนี้สมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามจะยังกล้าขยับตัวหรือไม่ หากพวกมันหดหัว ค่ายกลและกำลังคนของเราที่ดักซุ่มไว้มิกลายเป็นหมันหรอกหรือ แล้วเราควรรับมือเช่นไร” เว่ยอู๋เซี่ยนสาดสุราลงคอจนหยดสุดท้าย ก่อนหันไปตั้งคำถามจ้าวหนิงเสียงเข้ม