ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 73 ออกรบ
แผนการที่จ้าวหนิงและพรรคพวกวางไว้เมื่อช่วงกลางวัน ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามจะเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกหออี้ผิ่นก่อน ทว่าหากพวกมันระแคะระคายถึงความผิดปกติ หรือล้มเลิกแผนการเพราะขาดที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงคอยหนุนหลัง ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรที่ดักซุ่มรอคอยย่อมกลายเป็นเพียงหมากไร้ค่า แผนปฏิบัติการทั้งหมดจำต้องยุติลงกลางคัน
“ตระกูลหลิวจะยอมพับเก็บแผนการใหญ่โตเพียงเพราะตัวแปรเล็กน้อยแค่นี้เชียวหรือ” ซูเยี่ยชิงชะงักตะเกียบ เงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาฉงน นางมิปรารถนาให้สถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ นัยน์ตาที่จ้องมองจ้าวหนิงจึงวูบไหวด้วยความตึงเครียด คาดหวังจะได้ยินคำปฏิเสธจากปากเขา ทว่าหญิงสาวกลับไม่ทันสังเกตเลยว่า ที่มุมปากยังมีข้าวขาวเม็ดอวบอ้วนติดอยู่
“เป็นไปได้”
จ้าวหนิงย่อมไม่โป้ปด ทว่าเมื่อเหลือบเห็นเม็ดข้าวที่มุมปาก ท่าทางใสซื่อปนเด๋อด๋าของซูเยี่ยชิงก็ทำเอาเขาหลุดขบขัน ยามที่แววตาของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นฉงนหนักกว่าเดิม จ้าวหนิงเพียงยกนิ้วขึ้นชี้ที่มุมปากตนเองเป็นเชิงบอกใบ้
คราแรกซูเยี่ยชิงยังคงจ้องจ้าวหนิงเขม็ง ทว่าเมื่อยกมือลูบมุมปากแล้วสัมผัสโดนเม็ดข้าว พวงแก้มของนางก็พลันซับสีเลือดลามไปถึงใบหู หญิงสาวก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าแดงก่ำแทบอยากมุดลงใต้โต๊ะ ไม่หลงเหลือสมาธิจะฟังวาจาใดของเขาอีก
ฮู่หงเหลียนลอบมองภาพนั้นพลางยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดอกท้อที่ตวัดมองจ้าวหนิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แฝงเร้นความนัยลึกล้ำสุดหยั่ง
จ้าวหนิงเพิ่งรู้ตัวว่าพลั้งเผลอเสียกิริยา การกระทำเมื่อครู่หากใช้กับผู้ที่เพิ่งพานพบย่อมนับว่าล่วงเกิน อาจทำให้อีกฝ่ายอับอายจนพาลโกรธเคือง มีเพียงสหายสนิทชิดเชื้อที่ร่วมเป็นร่วมตายเท่านั้น จึงจะกล้าหยอกล้ออย่างเป็นกันเองเช่นนี้
ทว่าสำหรับจ้าวหนิง ทุกคราที่พานพบซูเยี่ยชิง ความผูกพันที่ฝังรากลึกมาจากชาติปางก่อน มักชักนำให้จิตใต้สำนึกปฏิบัติต่อนางดั่งสหายเก่าแก่เสมอ เขาจึงเผลอไผลปลดเปลื้องหน้ากากความเย็นชาลงชั่วขณะ
ท่ามกลางความพร่ามัว ภาพจำจากสองภพชาติพลันซ้อนทับ เงาร่างที่เคยเคียงบ่าอาบเลือดกลางสมรภูมิ สายลมเหน็บหนาวและแสงจันทร์กระจ่างยามชูถุงสุราร่ำดื่มบนกำแพงเมืองที่พังทลาย… ซูเยี่ยชิงจากสองห้วงเวลาราวกับหลอมรวมอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าสตรีผู้กร้านศึกที่เรือนผมปลิวไสวอาบย้อมด้วยแสงเพลิงจากค่ายทหาร ช่างทาบทับพอดีกับพวงแก้มแดงระเรื่อของเด็กสาวที่กำลังขวยเขินตรงหน้า จ้าวหนิงตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบคว้าจอกสุราขึ้นสาดลงคอเพื่อกลบเกลื่อนความนัย
เว่ยอู๋เซี่ยนหาได้สังเกตเห็นระลอกคลื่นในแววตาของจ้าวหนิง เขายังคงคาดคั้นด้วยความร้อนรน “หากสมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามถอยทัพ พวกเราควรรับมือเช่นไร หรือต้องพับแผนการทิ้งทั้งหมด”
สดับน้ำเสียงร้อนรนนั้น จ้าวหนิงก็อ่านเจตนาอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง ยิ่งเห็นหมอนั่นจ้องมองมาด้วยท่าทีกระตือรือร้นจนแทบจะหลิ่วตาให้ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ทันลูกไม้ตื้นๆ เว่ยอู๋เซี่ยนย่อมมีแผนรับมือซุกซ่อนอยู่ในใจ เพียงรอจังหวะให้มีคนถามไถ่ เพื่อจะได้ฉวยโอกาสโอ้อวดสติปัญญาอย่าง ‘แนบเนียน’ ต่อหน้าฮู่หงเหลียน
จ้าวหนิงลอบทอดถอนใจ แสร้งตีหน้าขรึมกลัดกลุ้ม ทิ้งจังหวะครู่หนึ่งก่อนย้อนถาม “นี่นับเป็นปัญหาใหญ่ตึงมือยิ่งนัก เหล่าเว่ย… เจ้าเป็นยอดกุนซือแผนการล้ำเลิศมาตลอด เจ้าเห็นว่าเราควรแก้หมากกระดานนี้เช่นไร”
เมื่อเห็นจ้าวหนิงรู้ใจส่งบทให้ถึงปาก เว่ยอู๋เซี่ยนก็ลิงโลดจนหางคิ้วกระตุก ทว่ายังแสร้งกระแอมไอสองที ปั้นหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียด จงใจเมินสายตาจากฮู่หงเหลียนเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บุรุษผู้มุ่งมั่น ผ่านไปชั่วอึดใจ นัยน์ตาของเขาก็พลันสาดประกายวาววับพลางร้องขึ้น “ข้ามีแผนรับมือแล้ว”
ตัดกลับมายังหลิวมู่จือ เขาจมดิ่งในห้วงความคิด ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หวนนึกถึงปณิธานแรกเริ่มยามก่อตั้งสมาคมชุดขาว
นับแต่สวีหมิงหล่างก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งอัครเสนาบดี มันก็อาศัยบารมีผู้นำขุนนางบุ๋น ทยอยถอนรากถอนโคนขุนนางสายบู๊ลงทีละคน แล้วสอดแทรกเครือญาติและลูกศิษย์ตระกูลสวีเข้าเสียบแทนที่ อาศัยวิถีทางนี้ขยายฐานอำนาจอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะหลังกระชากกรมกลาโหมมาจากมือตระกูลขุนนางบู๊ได้สำเร็จ ตระกูลสวีที่เคยรั้งเพียงระดับกลางค่อนสูง ก็ผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนนางชั้นแนวหน้าในชั่วข้ามคืน
คล้อยหลังไม่นาน เมื่อสวีหมิงหล่างทะลวงขีดจำกัดบรรลุระดับราชันย์ ตระกูลสวีก็ก่อกำเนิดบุคลากรชั้นยอดมากมาย ยอดฝีมือผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังฝน ทยอยก้าวขึ้นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก นับแต่นั้นตระกูลหลิวก็ถูกเบียดตกที่นั่ง ปล่อยให้ตระกูลสวีผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนนางบุ๋นอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา
ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาจึงทำได้เพียงย่ำอยู่กับที่ในตำแหน่งชานจือเจิ้งซื่อ ไร้ซึ่งหนทางก้าวหน้า ไร้โอกาสจะกระชากสวีหมิงหล่างลงจากเก้าอี้เพื่อผงาดขึ้นเป็นอัครเสนาบดีแห่งราชวงศ์ได้อีก
ในยามที่เขากำลังท้อแท้ คิดว่าโชคชะตาลิขิตให้ตระกูลสวีรุ่งโรจน์ เขากลับได้พานพบกับเซียวเยี่ยน... องค์หญิงแห่งเป่ยหู และจากการแกะรอยสายสนกลใน เขาก็บรรลุถึงความจริงอันน่าสะพรึง ต้นสายปลายเหตุที่ตระกูลสวีมียอดฝีมือปรากฏขึ้นมากมายปานนั้น แท้จริงเป็นเพราะพวกมันเสวยสุขจากกองเงินกองทองและทรัพยากรที่หลั่งไหลมาจากเป่ยหูอย่างไม่ขาดสาย
ทุกคราที่คณะทูตเป่ยหูเหยียบย่างเข้าเมืองหลวง พวกมันล้วนลอบส่งส่วยมหาศาลให้ตระกูลสวี ติดสินบนสวีหมิงหล่างให้คอยเป่าหูโอรสสวรรค์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เผ่าเทียนหยวน
มิน่าเล่า ภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองทศวรรษ เผ่าเทียนหยวนจึงก้าวกระโดดจากชนเผ่าซอมซ่อ กลายเป็นหนึ่งในสี่ขั้วอำนาจใหญ่แห่งทุ่งหญ้า ทว่าราชสำนักกลับไร้เสียงตักเตือนให้ตั้งป้อมระแวดระวังพวกมันแม้แต่ครึ่งคำ
คราแรกเขาหลงคิดว่าสวีหมิงหล่างเพียงหยัดยืนอยู่บนสมรภูมิแย่งชิงอำนาจระหว่างบู๊บุ๋น จึงขัดขวางมิให้ราชสำนักส่งทัพกวาดล้างทุ่งหญ้า เพื่อสกัดกั้นมิให้ตระกูลจ้าวแห่งด่านเยี่ยนเหมินกวน หรือตระกูลซุนและตระกูลสือแห่งด่านซานไห่กวนฉวยโอกาสขยายอำนาจทางทหาร ที่แท้… ทั้งหมดคือแผนสกปรกที่สวีหมิงหล่างจงใจปั้นแต่งขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนกับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรและผลประโยชน์มหาศาลจากราชสำนักเทียนหยวนแห่งเป่ยหู
เพื่อขยายฐานอำนาจของตระกูลสวี สวีหมิงหล่างถึงขั้นขายชาติทรยศแผ่นดิน กระทำทุกวิถีทางโดยไร้ซึ่งขีดจำกัดของศีลธรรมจรรยา
การถูกคนพรรค์นี้… ตระกูลต่ำช้าพรรค์นี้ เหยียบย่ำแย่งชิงตำแหน่งของเขาและตระกูลหลิวไป นับเป็นความอัปยศอดสูถึงขีดสุด หากเรื่องบัดซบเช่นนี้ยังกล้ำกลืนฝืนทนได้ ในใต้หล้ายังมีเรื่องใดให้ต้องทนอีก
เพื่อกอบโกยความมั่งคั่ง เพื่อแย่งชิงทรัพยากรบำเพ็ญเพียร และเพื่อทวงคืนเกียรติยศของตระกูลหลิว เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งสมาคมชุดขาว แผ่กรงเล็บเข้าแทรกแซงอำนาจมืดในยุทธภพ
หลิวมู่จือสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาสาดประกายเด็ดขาด
แผนการระดับชาติที่ตระกูลหลิวจะรวบอำนาจยุทธภพเมืองเยี่ยนผิงให้เป็นหนึ่ง เพื่อใช้เป็นแท่นเหยียบก้าวขึ้นบงการยุทธภพทั้งใต้หล้า… จะยุติลงมิได้เด็ดขาด และยิ่งไม่มีวันพับเก็บ
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป สมาคมชุดขาวระงับปฏิบัติการคืนนี้ทั้งหมด ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลหลิวจงถอนกำลังกลับมาในทันที ตัดขาดช่องทางติดต่อระหว่างตระกูลหลิวกับสมาคมชุดขาวให้สิ้นซาก พร้อมกันนั้นให้ส่งม้าเร็วแจ้งพรรคเหยี่ยวคราม เลื่อนแผนบุกหออี้ผิ่นออกไปอีกสามวัน… คล้อยหลังสามวัน ค่อยจุดไฟเปิดศึกตามแผนเดิม”
นัยน์ตาหลิวมู่จือตวัดวูบดุจคมมีด ไร้ซึ่งวี่แววจะหารือผู้ใดอีก เขาใช้อำนาจผู้นำตระกูลสั่งการเด็ดขาด “ประการที่สอง ส่งคนไปเจรจากับสำนักกระบี่ซานชิง เสนอราคาสูงลิ่วตามหน้าตั๋ว จ้างยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดทั้งหมดของพวกมันที่กบดานอยู่ในเยี่ยนผิง ไม่จำเป็นต้องให้พวกมันจับดาบออกรบ เพียงแต่ในสิบวันนี้… ห้ามพวกมันก้าวเท้าออกจากสำนักแม้แต่คนเดียว”
“ประการที่สาม ตลอดสามวันนี้ ตระกูลหลิวและสมาคมชุดขาวต้องทุ่มสรรพกำลังสอดแนมหออี้ผิ่นทุกฝีก้าว จับตาดูให้ดีว่าพวกมันลอบสมคบคิดกับตระกูลจ้าวหรือไม่ หากสืบล้วงถึงแผนตอบโต้ของพวกมันได้ยิ่งประเสริฐ”
สิ้นคำสั่งเฉียบขาด หลิวมู่จือก็หลับตาลงพร้อมสะบัดมือ เป็นสัญญาณไล่ให้เหล่าผู้อาวุโสแยกย้ายไปปฏิบัติการทันที ปิดประตูตายมิให้ผู้ใดสอดคำคัดค้าน
“น้อมรับคำสั่งผู้นำตระกูล” เหล่าผู้อาวุโสประสานมือค้อมศีรษะ แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ที่เคยหัวชนฝาให้ยกเลิกแผน ก็ยังปิดปากเงียบสนิท หากหออี้ผิ่นลอบผูกมิตรกับตระกูลจ้าวหลบๆ ซ่อนๆ จริง เวลาสามวันก็เหลือเฟือที่จะกระชากหางพวกมันออกมา
คล้อยหลังทุกคน หลิวมู่จือยังคงหลับตาพริ้ม จมดิ่งสู่การทบทวนหมากกระดานนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่ออุดรอยรั่วและควานหาข้อบกพร่อง
ว่ากันตามจริง เขาไม่ปักใจเชื่อว่าการที่จ้าวเสวียนจีออกโรงแย่งคดีหอเฟยเสวี่ยมาไว้ในกำมือ เป็นเพราะล่วงรู้แผนของตระกูลหลิว มันไร้เหตุผลรองรับสิ้นดี และยิ่งไม่เชื่อว่าหออี้ผิ่นจะกล้าปีนเกลียวไปจับมือตระกูลจ้าว หากมีเส้นสนกลในจริง ตระกูลหลิวและสมาคมชุดขาวย่อมไม่มีทางหูหนวกตาบอดจับสัมผัสไม่ได้
ทว่าไม่ว่ามองมุมใด การเคลื่อนไหวของจ้าวเสวียนจีในวันนี้ แม้จะมีข้ออ้างบังหน้าที่สมเหตุสมผล แต่มันก็แฝงกลิ่นอายทะแม่งจนยากจะมองข้าม
หมากตานี้ชี้ชะตาอนาคตตระกูล เพื่อความรัดกุม หลิวมู่จือจำต้องเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด การเลื่อนทัพออกไปเพียงสามวัน หากไร้ซึ่งคลื่นใลมใต้น้ำ แผนการบุกทลายก็ยังคงเดินหน้า ทว่าหากพบตอ ค่อยปรับกระบวนทัพใหม่ก็ยังไม่สาย
ตัดกลับมาที่หออี้ผิ่น หลังมื้ออาหารอิ่มหนำ ลูกจ้างก็เร่งเข้ามาเก็บกวาดเศษซากไหสุรา พร้อมประคองถ้วยชาชั้นเลิศร้อนกรุ่นมาปรนนิบัติ
จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนล้วนเป็นเพียงเด็กหนุ่มสายเลือดเดือด หาได้มีอารมณ์สุนทรีย์จิบชา ทั้งสองจึงไม่แม้แต่จะปรายตามองถ้วยชาตรงหน้า… แม้จ้าวหนิงจะแบกรับวิญญาณจากภพก่อน ทว่าสิบปีแห่งการห้ำหั่นอาบเลือดกลางสมรภูมิ ก็หล่อหลอมให้เขาเสพติดรสชาติร้อนแรงของสุรามากกว่าน้ำชาจืดชืด
“ราตรีล่วงเลยปานนี้ คุณชายทั้งสองคาดว่า หากสมาคมชุดขาวกับพรรคเหยี่ยวครามคิดจะขยับตัว พวกมันน่าจะลงมือยามใดเจ้าคะ” ฮู่หงเหลียนกรีดกรายจิบชา เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย
จ้าวหนิงปรายตาตวัดมองเว่ยอู๋เซี่ยน เป็นเชิงโยนเวทีให้อีกฝ่าย ทว่าพอเจ้าหนุ่มนั่นเผลอสบตากับฮู่หงเหลียน ใบหน้าแก่แดดก็พลันแดงเถือกเป็นลูกตำลึง มันรีบหลบตากระสับกระส่าย แสร้งทำทีเป็นชื่นชมความวิจิตรของห้อง “ยะ… ย่อมเป็นไปได้ทุกยามจนกว่าจะรุ่งสาง ทว่าหากคำนวณเวลาสังหารและกวาดล้าง ย่อมต้องไม่เกินยามจื่ออย่างแน่นอน”
ฮู่หงเหลียนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นป้องริมฝีปาก หัวเราะร่วนเสียงใส “เวลาคุณชายเว่ยสนทนากับผู้น้อย เหตุใดจึงหลบตาเป็นพัลวันล่ะเจ้าคะ หรือใบหน้าของผู้น้อยอัปลักษณ์จนระคายเคืองสายตาคุณชายเว่ย”
เว่ยอู๋เซี่ยนดีดตัวลุกพรวด สองมือโบกปัดเป็นพัลวัน ศีรษะส่ายดิก “มะ… ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด เอ้อร์เหนียง… เอ้อร์เหนียงงดงามสะคราญโฉม…”
ขาดคำ นัยน์ตาดอกท้อหยาดเยิ้มเคลือบหมอกบางๆ ของฮู่หงเหลียนก็ช้อนขึ้นสบตาเขานิ่ง แววตานั้นราวกับจะหลอมละลายผู้คน ผสานกับริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดที่ยกยิ้มยั่วเย้า เผยส่วนโค้งเว้าอันงดงามบาดจิต เว่ยอู๋เซี่ยนคล้ายถูกทุบด้วยค้อนหนัก หัวใจเต้นโครมครามดุจกลองศึก ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนไร้สติ ลืมสิ้นทุกถ้อยคำที่เตรียมมา ได้แต่อ้าปากค้างยืนโง่งมจ้องมองอิสตรีเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ
จ้าวหนิงส่ายหน้ายิ้มขื่น หมดคำจะเอื้อนเอ่ย ยามเผชิญหน้ากับนางจิ้งจอกจำแลงอย่างฮู่หงเหลียน เว่ยอู๋เซี่ยนก็เป็นได้แค่ไก่อ่อนไร้เดียงสา ถูกปั่นหัวปอกลอกเอาตามอำเภอใจชนิดดิ้นไม่หลุด หากหมอนี่ยังดันทุรังไม่รู้จักถอย ภายภาคหน้าคงต้องกลืนกินความขมขื่นจนกระอักเลือดเป็นแน่
แม้แต่ซูเยี่ยชิงก็ยังหลุดขำกับท่าทางเซ่อซ่าของเว่ยอู๋เซี่ยน จ้าวหนิงสุดจะทนดูสหายหน้าแตกไปมากกว่านี้ จึงออกปากเสนอให้ทุกคนขึ้นไปรับลมบนหลังคาหอเพื่อตัดบท
“พี่หนิง เมื่อครู่ข้าเสียอาการจนขายหน้ามากเลยใช่หรือไม่” ก่อนก้าวพ้นธรณีประตู เว่ยอู๋เซี่ยนรีบคว้าแขนจ้าวหนิงไว้แน่น หน้าผากยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายไม่ทันเช็ด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหม่าสุดขีด
จ้าวหนิงทำเพียงตบไหล่สหายเบาๆ ทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง แล้วก้าวเดินนำออกไป
เบื้องบนหลังคามืดมิด จ้าวหนิงหยัดยืนต้านแรงลม สองมือไพล่หลังทอดสายตาลงมองท้องถนนเบื้องล่างที่สว่างไสวราวกลางวัน รถม้าสัญจรขวักไขว่ ฝูงชนหลั่งไหลเบียดเสียดดั่งสายน้ำ แม้ภายในใจจะแบกรับปณิธานและความทรงจำนับหมื่นแสน ทว่าแววตากลับค่อยๆ ดำดิ่งสู่ความเยือกเย็น ความคิดกระจัดกระจายถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง เพียงชั่วพริบตา อารมณ์ว้าวุ่นพลันมลายสิ้น หลงเหลือเพียงความเยือกเย็น การคำนวณหมาก และการตัดสินใจอันเฉียบขาดรัดกุม
กาลเวลาล่วงเลย ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลจ้าวและหออี้ผิ่นทยอยเร้นกายจากจุดดักซุ่ม นำส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทั่วทุกสารทิศ
ยามห้าย ท้องถนนเริ่มบางตา รถม้าสัญจรลดน้อยถอยลง ฝูงชนที่เคยเบียดเสียดพลันสลายตัวดั่งน้ำลด ต่างเร้นกายกลับคืนสู่เคหสถาน
ล่วงเข้ายามห้ายหนึ่งเค่อ จ้าวหนิงพลันทำลายความเงียบ น้ำเสียงเด็ดขาดดุดัน “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป… เคลื่อนพลเดี๋ยวนี้ บุกกวาดล้างที่ทำการย่อยของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามทุกแห่ง ทหารจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองจงยกทัพบุกตามไปให้เอิกเกริกที่สุด!”
แผนรับมือที่เว่ยอู๋เซี่ยนปั้นแต่งขึ้นในกรณีที่ตระกูลหลิวถดถอยนั้นแสนเรียบง่าย นั่นคือ ‘ชิงลงมือก่อน’ ทว่าการเตรียมการเบื้องหลังกลับสลับซับซ้อน เพื่อให้ล่วงรู้หมากของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามได้ทันท่วงที ประเมินเจตนา และอุดรอยรั่วป้องกันเหตุพลิกผัน พวกเขาจึงได้ส่งผู้บำเพ็ญเพียรกระจายกำลังออกไปจับตาดูที่ทำการย่อยของศัตรูอย่างใกล้ชิด
สำหรับหออี้ผิ่นแล้ว ที่ตั้งสาขาย่อยของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม หาใช่ความลับดำมืดอันใด
ล้วนเป็นขุมอำนาจใต้ดินที่ชิงดีชิงเด่นในเยี่ยนผิงด้วยกัน หากแม้แต่รังของศัตรูยังสืบไม่พบ นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องน่าขัน ท้ายที่สุดแล้ว พรรคพวกนักเลงยุทธภพหาใช่สายลับแคว้นศัตรู การซุกซ่อนรังจึงมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หากสมาคมชุดขาวไม่รู้ที่ตั้งของหออี้ผิ่น ก็คงไม่อาจเปิดฉากบุกทลายในคืนนี้ได้เช่นกัน
ยามนี้เพิ่งล่วงเข้ายามห้าย ห่างจากยามจื่อซึ่งเป็นเวลาลงมือ ยังพอมีช่วงว่างอยู่อีกระยะ ตามแผนเดิม ทุกคนต้องดักซุ่มรอจนถึงยามจื่อ เพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าศัตรูล้มเลิกแผนบุก ทำให้ค่ายกลดักซุ่มกลายเป็นหมัน จากนั้นค่อยพลิกหมากเป็นฝ่ายบุกทะลวง
ทว่ายามนี้… ไร้ซึ่งเสียงกังขาต่อคำสั่งเคลื่อนพลก่อนกำหนด
ผู้บำเพ็ญเพียรสายข่าวเพิ่งรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่ทำการย่อยของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามเริ่มอพยพถอนกำลังหนีกันแล้ว ซ้ำยังมีหลายสายปลอมแปลงโฉมหน้า แยกย้ายพุ่งเป้ามายังสาขาย่อยของหออี้ผิ่น บ้างมุ่งหน้าสู่สำนักกระบี่ซานชิง หรือแม้กระทั่ง… ลอบแฝงตัวไปทางจวนเจิ้นกั๋วกง
ข่าวกรองเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีให้จ้าวหนิงและพวกพ้องกระจ่างแจ้งแก่ใจ… ตระกูลหลิวพับแผนโจมตีคืนนี้แล้ว ซ้ำยังส่งเขี้ยวเล็บมาจับตาดูหออี้ผิ่นและตระกูลจ้าว อีกทั้งยังเตรียมลอบสมคบคิดกับสำนักกระบี่ซานชิง!