ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 75 ราตรีไร้นิทรา (2)
ลึกเข้าไปในตรอกจีหมิงทางฝั่งตะวันออกแห่งเยี่ยนผิง คฤหาสน์โอ่อ่าขนาดห้าลานเรือนตั้งตระหง่าน แม้มิได้ซุกซ่อนอยู่ในย่านเริงรมย์อย่างตรอกผิงคัง ทว่าก็ครองตำแหน่งศูนย์กลางของพื้นที่ ร้านรวงรายล้อม ยามปกติผู้คนพลุกพล่านคึกคักดุจสายน้ำ
ทว่ายามนี้ สรรพเสียงกลับเงียบสงัดราวป่าช้า ถนนหนทางไร้เงาผู้คน ร้านรวงทุกแห่งปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ลมราตรีกรีดร้องหวีดหวิว พัดพาเพียงเศษใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามตรอกสายยาว
ห่างออกไปไม่ไกล ทหารเกราะเหล็กจากกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองเคลื่อนพลเข้าตรึงกำลัง ปิดตายเส้นทางเข้าออกทุกสายอย่างเบ็ดเสร็จ
คฤหาสน์หลังงามศูนย์กลางวงล้อมแห่งนี้ แท้จริงคือรังบัญชาการใหญ่แห่งสมาคมชุดขาว
ศึกยังไม่ทันเปิดฉาก ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรสมาคมชุดขาวเบื้องในสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรง พวกมันกรูกันออกจากเรือนพัก ตั้งขบวนรบตามลานกว้างและแนวกำแพงอย่างรัดกุม ทว่าไร้ผู้ใดกล้าพุ่งทะลวงฝ่าออกไป ทุกคนล้วนประจักษ์แก่ใจว่าคฤหาสน์ถูกตีโอบล้อมจนไร้ทางรอด
ในเวลาเดียวกัน การเจรจาอันวิปลาสกลับเปิดฉากขึ้นบนหลังคาหอสุราเบื้องหน้าคฤหาสน์
“คาดไม่ถึงเลยจริงๆ นายใหญ่แห่งหออี้ผิ่นผู้หยิ่งผยอง อ้างตนเป็นผู้ผดุงคุณธรรมตั้งตนเป็นปรปักษ์กับขุนนางกังฉินมาตลอด ท้ายที่สุดกลับยอมลดตัวเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลใหญ่ นับแต่นี้เยี่ยนผิงคงไร้สิ้นวีรบุรุษ ช่างน่าสมเพชนัก”
ผู้เอ่ยปากคือบุรุษร่างผอมสูง แขนขายาวเก้งก้าง เรือนร่างถูกกลืนกินโดยเสื้อคลุมดำสนิท น้ำเสียงยามเอ่ยทั้งแหลมเล็กปนแหบพร่าดุจนกแสกกรีดร้อง ผนวกกับใบหน้าขาวซีดปานซากศพ ยิ่งขับเน้นให้รูปลักษณ์ดูวิปริตชวนสะอิดสะเอียน
“ข้าเป็นเพียงชาวนาบ้านนอกผู้หนึ่ง ทุกก้าวที่เดินล้วนเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด ไม่เคยยกหางอุปโลกน์ตนเป็นวีรบุรุษ งานที่พวกเราทำล้วนระยำต่ำช้า บั่นคอลูกหลาน สังหารบุพการีผู้อื่น จะเอาคุณสมบัติใดมาอวดอ้างคุณธรรม”
ผู้ตอบกลับจะเป็นใครไปมิได้นอกจากนายใหญ่หออี้ผิ่น หากเทียบกับรูปลักษณ์พิลึกพิลั่นของหัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิงแล้ว ชายผู้นี้กลับดูธรรมดาสามัญ รูปร่างสันทัด เครื่องหน้าเรียบเฉย อาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อหยาบ
สมดั่งคำกล่าวอ้าง หากกลืนหายเข้าไปในฝูงชน เขาก็คือชาวนาผู้หนึ่งโดยแท้
หัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิงปรบมือพลางหัวเราะเสียงแหลมแสบแก้วหู “บั่นคอลูกหลาน สังหารพ่อแม่… ประเสริฐ ประเสริฐแท้ เป็นสัจธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งนัก ใครบ้างมิได้คลอดจากอุทร ผู้ใหญ่คนใดบ้างมิใช่สามีภรรยาผู้อื่น ได้ฟังวาจานายใหญ่ ข้าถึงกับตระหนักว่าตนเองต่ำต้อยและมืดบอดไปถนัดตา”
นัยน์ตาวิปริตกวาดมองนายใหญ่หออี้ผิ่นผู้มีฉายา ‘ฉื่อปี่’ ตั้งแต่หัวจรดเท้า “หากว่าตามตรรกะเจ้า พวกเรามิควรล้างมือในอ่างทองคำ ถอนตัวจากยุทธภพแล้วกลับไปไถนาอยู่บ้านนอกด้วยกันหรอกหรือ”
ฉื่อปี่ปรายตามองหัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิง ใบหน้าไร้ระลอกอารมณ์ “หากปีนั้นข้ามีที่นาให้เพาะปลูก หากครอบครัวข้ามิโดนตระกูลทรงอิทธิพลเหยียบย่ำจนบ้านแตกสาแหรกขาด ข้าคงไม่เหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางสายเลือดที่ไม่อาจหันหลังกลับ ยามนี้สองมือชุ่มโชกไปด้วยคาวเลือด จะให้กลับไปจับจอบจับเสียมได้อย่างไร”
อดีตยากไร้แร้นแค้น ไร้ผืนดินซุกหัวนอน มาบัดนี้กลับผงาดขึ้นเป็นนายใหญ่แห่งหนึ่งในสี่ขั้วอำนาจเมืองเยี่ยนผิง ทว่าเส้นทางชาวนาถูกตัดขาดไปตลอดกาล ทำได้เพียงปล่อยให้เกลียวคลื่นคลั่งแห่งยุทธภพที่ตนชิงชังและขยะแขยง ซัดสาดผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปอย่างไร้จุดจบ
หยุดก้าวเท้าเมื่อใด ย่อมหมายถึงมัจจุราชมาเยือน... หรือบางที อาจต้องรอให้ลมหายใจดับสูญ จึงจะได้หยุดพักอย่างแท้จริง
หัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิงแค่นเสียงเย็นหยัน “อย่ามาแสร้งทำตัวน่าสงสาร หลังผ่านพ้นราตรีนี้ โลกมืดแห่งเยี่ยนผิงจะตกอยู่ในกำมือหออี้ผิ่นแต่เพียงผู้เดียว ไร้ผู้ใดหาญกล้าต่อกร สำนักกระบี่ซานชิงของข้าไม่เคยคิดยึดครองอาณาเขต ไม่เคยขัดผลประโยชน์พวกเจ้า จะพูดจาให้มันระรื่นหูกว่านี้มิได้เชียวหรือ”
“เจ้าต้องการให้ข้าพ่นคำใดออกมา” ฉื่อปี่ย้อนถาม
“เผยความในใจเจ้าออกมา วีรบุรุษฉื่อปี่ที่ชาวยุทธภพต่างเทิดทูน บัดนี้ยอมแปรพักตร์ ค้อมหัวเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลใหญ่แล้วจริงๆ งั้นหรือ” หัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิงหุบยิ้ม น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น เหนือตรอกซอกซอยห่างไกล พลุสัญญาณสามลูกพลันพุ่งทะยานแหวกม่านราตรี แตกกระจายเป็นประกายเพลิงสีเขียวอมฟ้าดุจดวงเนตรมัจจุราช
“ข้ามีชีวิตอยู่… ก็เพื่อจะได้เป็นคน”
ฉื่อปี่สยายสองแขน กระโจนลงจากหลังคาดุจพญาครุฑถลาลม ร่างทะยานข้ามถนนกว้าง ร่อนลงประทับบนซุ้มประตูคฤหาสน์อย่างแม่นยำ พริบตานั้น ยอดฝีมือหออี้ผิ่นที่เร้นกายในเงามืดต่างพุ่งทะยานดุจสายฟ้า ชักศาสตราวุธสะท้อนแสงจันทร์ กระโจนข้ามกำแพงบุกทะลวงเข้าสับสังหาร
ริมฝีปากสีแดงฉานของหัวหน้าสำนักกระบี่ซานชิงแสยะยิ้มกว้าง เผยซี่ฟันขาวเรียงตัววิปริต ใบหน้าบิดเบี้ยวคล้ายหัวเราะทว่าคล้ายร่ำไห้ “มีเงินตราจึงใช้งานผีสางได้ ผู้ที่กระทั่งเศษเงินซื้อสุราเนื้อย่างยังไม่มี ลมหายใจที่เหลืออยู่ยังด้อยค่ากว่าสุนัขเฝ้าจวนเศรษฐีเสียอีก”
“น่าเวทนานัก เพียงเพื่อเศษเงินประทังหิวและเศษผ้าคลายหนาว ผู้คนนับไม่ถ้วนจำต้องค้อมกบาลรับใช้ผู้มีอำนาจ คนพรรค์นี้ กระทั่งสุนัขเฝ้าประตูยังคร้านจะปรายตามอง”
สิ้นคำ เสียงหัวเราะวิปลาสที่ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่าเสียงร่ำไห้พลันกรีดร้องก้องราตรี ทั้งโอหัง ดุดัน และเสียดแก้วหูประดุจเข็มเหล็กทะลวงสมอง กระทั่งนักฆ่าสำนักกระบี่ซานชิงที่ซุ่มเร้นกายอยู่เบื้องล่าง ยังรู้สึกปราณตีกลับจนอึดอัดแน่นหน้าอก
“ฆ่าให้เหี้ยน”
คำสั่งสั้นกระชับทว่าอำมหิตหลุดจากริมฝีปาก ก่อนที่ร่างเก้งก้างจะกลืนหายไปในเงามืดมิด
สังหาร... บั่นคอลูกหลาน ล้างบางบุพการี
นี่คืองานของมัจจุราช
……
อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์แตกต่างจากการบุกตีของฉื่อปี่และสำนักกระบี่ซานชิงโดยสิ้นเชิง สาขาย่อยสมาคมชุดขาวเบื้องหน้าจ้าวชี่เยว่ไร้ซึ่งการระวังภัยใดๆ ทันทีที่ร่างบอบบางทะลวงผ่านม่านฝุ่นเข้าสู่ชั้นสาม สิ่งที่พานพบคือร่างคนชุดขาวสามสี่คนที่สะดุ้งเฮือกผุดลุกขึ้น โต๊ะพนันพลิกคว่ำระเนระนาด ก้อนเงินแท่งขาวโพลนนับพันตำลึงกลิ้งเกลื่อนพื้น
หนึ่งในนั้นคือชายร่างอ้วนฉุในอาภรณ์ขาว ขณะตะเกียกตะกายหนีตายฝ่าควันฝุ่น ท่อนแขนยังคงกอดรัดหีบอัญมณีทอประกายวาววับไว้แน่นหนา หวงแหนสมบัติถึงขั้นความตายจ่อคอหอยก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ
มนุษย์ตายเพราะความโลภ วิหคสิ้นชีพเพราะเหยื่อ หีบสมบัติกลายเป็นเครื่องพันธนาการรั้งความเร็ว ทำให้มันไม่อาจรีดเร้นปราณต้านทานการจู่โจมได้อย่างเต็มกำลัง แม้บรรลุถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น ทว่าเมื่อเผชิญคมขวานยักษ์เบิกภูผาที่ผ่าทะลวงลงมาตรงๆ ร่างอ้วนฉุก็ถูกบดขยี้ขาดสะพายแล่งเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว
เศษเนื้อ กองเลือดข้นคลั่ก และอัญมณีล้ำค่า แตกกระจายผสมปนเปย้อมพื้นกระดานจนแดงฉาน
สมุนสมาคมชุดขาวที่เหลือ ทันทีที่เหลือบเห็นมัจจุราชถือขวานยักษ์ ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวาสุดขีด แหกปากร้องเสียงหลง “จ้าวชี่เยว่”
จ้าวชี่เยว่คร้านจะแยแส ใบหน้าจิ้มลิ้มเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง จิตสังหารพุ่งทะยานมุ่งเพียงบดขยี้ ต่อให้นางเอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ไร้ผู้ได้ยิน เพราะทุกจังหวะที่ขวานยักษ์เบิกภูผาตวัดฟาด เสียงพยัคฆ์เพลิงคำรามก้องกัมปนาทจะแผดร้องกลบสรรพเสียงจนสิ้น
เมื่อเบื้องหน้าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตให้สับสังหาร หอสูงสามชั้นก็พังพินาศทลายลงเหลือเพียงสองชั้น พื้นที่ชั้นสามทั้งหมด กำแพงหรือข้าวของเครื่องใช้ ล้วนถูกขวานยักษ์บดขยี้แหลกลาญ ใต้ฝ่าเท้าหลงเหลือเพียงเศษกระเบื้องและซากไม้แตกละเอียด ไม่มีชิ้นใดใหญ่เกินฝ่ามือ
ผีพนันเบื้องล่างเพิ่งแหกปากร้องหนีตายกระเจิดกระเจิงดุจฝูงนกแตกฮือ ย่อมประจักษ์ชัดว่าการกวาดล้างของจ้าวชี่เยว่รวดเร็วดุดันปานใด ทว่าพวกที่คิดหลบหนี ไม่มีผู้ใดก้าวพ้นรัศมีสิบก้าว ล้วนถูกคมหอกทหารลาดตระเวนเมืองต้อนกลับมาจนหมดสิ้น
หลังจากเดนตายบางคนพยายามตีฝ่าวงล้อมและถูกทหารบั่นคอทิ้งประจานอย่างเด็ดขาด นักพนันที่เหลือพลันสั่นสะท้านดุจลูกนกตกน้ำ ทำได้เพียงกุมหัวคุกเข่าหมอบกราบราบติดพื้น ไร้ความกล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ สภาพหดหู่สิ้นหวัง แตกต่างจากยามตะโกนแทงพนันบนโต๊ะอย่างสิ้นเชิง
จ้าวชี่เยว่ทิ้งตัวลงจากซากหลังคา เบื้องหน้าคือคฤหาสน์ขนาดสามลานเรือนโอ่อ่า เรือนปีกซ้ายขวาสว่างไสว ยามนี้ ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกระชากศาสตราวุธพุ่งพรวดออกจากห้องพัก
“สุนัขตัวใดรนหาที่ตาย กล้ามาลูบคมสมาคมชุดขาว”
“กินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไร สับพวกมันให้เละ”
บ้างสวมอาภรณ์ขาว บ้างเปลือยท่อนบนท้าลมหนาวสวมเพียงกางเกงเตี่ยวตัวเดียว หยาดเหงื่อโทรมกาย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเพิ่งมั่วสุมกามคาว ทว่าวินาทีที่สายตาพวกมันปะทะกับทัพยอดฝีมือล้อมกรอบนำโดยจ้าวชี่เยว่ ซ้ำยังเห็นสภาพบ่อนพนันที่ถูกผ่าครึ่ง ฝีเท้าพวกมันพลันชะงักกึก คำด่าทอโอหังถูกกลืนหายลงคอหอยราวกับถูกบีบรัด
“สุนัขชุดขาวทุกตัว… ห้ามปล่อยให้รอดแม้แต่ลมหายใจเดียว” จ้าวชี่เยว่ยกแขนเรียวเล็กราวก้านบัว ตวัดขวานยักษ์เบิกภูผาชี้ตรงไปเบื้องหน้า ใบหน้าจิ้มลิ้มเดือดพล่านด้วยจิตสังหารทะลักล้น “ไอ้พวกเดรัจฉานเปลือยท่อนบนนั่น ก็ห้ามปล่อยให้หัวมันติดอยู่บนบ่า”
ถิ่นนี้คือเส้นเลือดใหญ่แห่งสมาคมชุดขาว กำลังรบแข็งแกร่ง ยามปกติมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดคุมเชิงถึงสามสี่คน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณเตรียมพร้อมมากกว่าสามสิบชีวิต สวะปลายแถวที่ใดจะกล้าเหยียบย่ำรังเสือแห่งนี้
ทว่าคราเคราะห์มาเยือน ผู้บุกรุกราตรีนี้มิใช่อันธพาลกระจอกงอกง่อย แต่คือทัพหัวกะทิจากตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย ผนึกกำลังกับเขี้ยวเล็บหออี้ผิ่นและสำนักกระบี่ซานชิงเต็มพิกัด
สมาชิกสมาคมชุดขาวผู้คุ้นชินกับการข่มเหงผู้อ่อนแอ ตั้งแต่หัวหน้ายันสมุนปลายแถว ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังระดับวิญญาณต้นกำเนิดนับสิบสายเบื้องหน้า ขวัญกำลังใจพลันแตกกระเจิงแทบเสียสติ หลงคิดไปว่าราชสำนักเคลื่อนทัพหลวงมากวาดล้างจนสิ้นซาก
“หนี”
“แตกทัพ ถอย”
“แยกย้ายกันหนีเอาชีวิตรอด”
สมุนเดนตายที่เมื่อครู่ยังเห่าหอนโอหัง ชั่วพริบตาพลันแหกปากร้องโหยหวน วิ่งเตลิดหนีตายกระจัดกระจาย หวังอาศัยความชุลมุนเพื่อเบิกทางรอดให้ตนเอง
ทว่าการดิ้นรนล้วนสูญเปล่า ช่องว่างแห่งพลังยุทธ์กว้างใหญ่ประดุจเหวลึก ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดเพียงสองคนก็เกินพอที่จะบดขยี้ระดับคุมปราณทั้งหมดเป็นผุยผง การยกทัพระดับวิญญาณต้นกำเนิดมาเหยียบย่ำนับสิบชีวิต จึงไม่ต่างอันใดกับการใช้ดาบตัดหัวมังกรมาสับเนื้อไก่
สมุนระดับคุมปราณที่ทะยานหนีสุดชีวิต ล้วนถูกกระแทกปลิวกลางอากาศ ร่างระเบิดแหลกเป็นหมอกเลือด ไม่ก็ถูกคมดาบบั่นคอขาดกระเด็น พวกที่ฝีเท้าช้าเมื่อตระหนักว่าไร้ทางรอด พลันเข่าทรุดกระแทกพื้น พนมมือโขกศีรษะร้องขอชีวิตเยี่ยงสุนัขจนตรอก
“ข้ายอมจำนนแล้ว”
“ราชสำนักไว้ชีวิตด้วย”
“อย่าฆ่าข้า ข้ายอมเป็นสุนัขรับใช้พวกท่าน”
ทัพสังหารตระกูลจ้าว ตระกูลเว่ย หรือกระทั่งยอดฝีมือหออี้ผิ่นและสำนักกระบี่ซานชิง ล้วนไร้รสนิยมวิปริตสังหารมดปลวก ดังนั้น สวะที่หมอบกราบยอมจำนนเหล่านี้จึงรักษาชีวิตรอดไว้ได้
ฮู่หงเหลียนผู้โชกโชนกลิ่นคาวเลือด บุกทะลวงฝ่าลึกถึงแนวหลัง นางลงมือบดขยี้ข้อต่อสมุนสมาคมชุดขาวที่คิดหลบหนีออกประตู ทีละคนๆ แล้วโยนกองรวมกันกลางลานเรือน ปิดตายเส้นทางหนีของเศษสวะทุกชีวิต
ขณะชั่งใจว่าจะกวาดล้างพวกมันทิ้งดีหรือไม่ เสียงกรีดร้องร่ำไห้ของสตรีพลันกรีดแทงออกมาจากเรือนพักด้านใน เสียงนั้นแหบพร่าเจียนขาดใจ ฮู่หงเหลียนขมวดคิ้ว กระแทกเท้าถีบประตูเปิดออก ทว่าภาพวิปริตเบื้องหน้ากลับแช่แข็งร่างของนางจนเย็นเยียบ
ตัดมาทางจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนที่ทอดตามองการเข่นฆ่าจากเบื้องหลัง รอจนการชำระล้างสิ้นสุด ทั้งสองจึงเอามือไพล่หลัง ก้าวเท้าเหยียบย่ำซากปรักหักพังเข้าสู่บ่อนพนันอย่างเชื่องช้า
ลานหน้าเรือนยังคงมีเชลยคุกเข่าตัวสั่นงันงก ทว่าเมื่อก้าวลึกถึงลานด้านหลัง จ้าวหนิงกลับพบว่าลานแห่งนี้ไร้ซึ่งศัตรูที่ยังมีลมหายใจ ฮู่หงเหลียนกำกระบี่ชุ่มเลือดแน่น ทรวงอกกระเพื่อมไหวหอบหายใจรุนแรง จ้าวหนิงขมวดคิ้ว ด้วยพลังยุทธ์ระดับนาง การบดขยี้สวะระดับคุมปราณและฝึกกาย ย่อมไม่มีทางทำให้ปราณปั่นป่วนและอาภรณ์เปรอะเปื้อนเลือดได้ปานนี้
กระทั่งสายตาเขากวาดผ่านไหล่นางเข้าไปปะทะกับภาพในเรือนพัก ใบหน้าของจ้าวหนิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นดำทะมึน จิตสังหารอำมหิตระเบิดวาบในนัยน์ตา เขาหันขวับกลับมา น้ำเสียงที่เปล่งออกเย็นเยียบทะลวงขั้วกระดูก
“สุนัขสมาคมชุดขาวที่นี่… ห้ามปล่อยให้รอดแม้แต่ตัวเดียว สับพวกมันให้เหี้ยน”