ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 77 ราตรีไร้นิทรา (4)
ซูเยี่ยชิงเห็นสตรีผู้นั้นดึงดันจะตามออกไปทั้งที่ร่างกายโอนเอนเจียนล้ม จึงป้อนโอสถวิเศษเข้าปากนาง พร้อมทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลัง ถ่ายทอดปราณแท้ชักนำฤทธิ์ยาให้ซึมซาบ
สตรีที่เคยซวนเซก้าวเท้ายากลำบาก เพียงครู่เดียวใบหน้าก็ฟื้นคืนสีเลือดฝาด ก่อนหน้านี้ยามอิดโรยก็ยังดึงดูดสายตา บัดนี้เมื่อประกายชีวิตกลับคืนมา กระทั่งจ้าวหนิงปรายตามองยังต้องแอบลอบตื่นตะลึง
ความงามของสตรีผู้นี้ผิดแผกจากจ้าวชี่เยว่และฮู่หงเหลียน หากแยกเครื่องหน้าอาจมิได้ไร้ที่ติ ทว่าเมื่อประกอบรวมกัน หว่างคิ้วและนัยน์ตากลับแผ่ซ่านเสน่ห์เย้ายวนหยดย้อยประดุจสายน้ำ เพียงปรายตามองก็มากพอจะจุดไฟตัณหาในกายบุรุษ
ยามก้าวพ้นประตูบ่อนพนัน เดินผ่านช่องทางเดินตรงกลางระหว่างกลุ่มเดนตายที่คุกเข่ากุมหัว จ้าวหนิงยังไม่ทันปะทะหน้ากับทหารลาดตระเวนเมือง เสียงสั่นพร่าเจือความประหลาดใจพลันดังขึ้นจากด้านหลัง “อวี้… อวี้เหนียง…”
จ้าวหนิงเหลียวมอง ผีพนันร่างผอมแห้งนายหนึ่งผุดลุกขึ้น จ้องมองสตรีผู้นั้นด้วยนัยน์ตาทอประกายปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด
มันก้าวพรวดออกจากฝูงชน ปรี่เข้าหมายคว้าข้อมือนาง “เจ้ายังรอด ดีเหลือเกิน อวี้เหนียง เดนมนุษย์พวกนั้นตายห่าหมดแล้ว ไร้คนคุมขังเจ้าแล้ว กลับไปกับข้าเถอะ พวกเรากลับบ้านด้วยกัน…”
บุรุษผู้นี้แม้ผ่ายผอม หนวดเคราดกครึ้ม ทว่าโครงหน้ากลับหล่อเหลาหมดจด เป็นความหล่อเหลาอ่อนโยนที่ชวนให้สตรีหวั่นไหว อาภรณ์ยาวสีเขียวไร้ลวดลายบนร่างบ่งบอกชัดเจนว่าอดีตเคยเป็นบัณฑิต
พินิจจากกิริยา ย่อมต้องผูกพันลึกซึ้งกับสตรีผู้นี้ บางทีอาจเป็นสามีของนาง
สตรีที่ถูกเรียกว่าอวี้เหนียงพอเห็นบัณฑิตผู้นี้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน นัยน์ตาอัดแน่นด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้นชิงชังฝังกระดูก ทว่าส่วนลึกกลับยังหลงเหลือเยื่อใยบางเบา นางชะงักฝีเท้าอย่างลืมตัว คล้ายคนเสียศูนย์ ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า “กลับบ้าน” ประกายตานางวูบไหว นัยน์ตาสว่างวาบขึ้นมาชั่วขณะ
เสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วบัณฑิตจะสัมผัสตัวอวี้เหนียง ฝ่าเท้าเล็กๆ พลันตวัดกระแทกยอดอกมันอย่างจัง เสียงกระดูกลั่นกรอบ ร่างผอมแห้งลอยละลิ่วกระเด็นไปกวาดล้มผีพนันระเนระนาด
ซูเยี่ยชิงขบกรามกรอด ตวาดด่าด้วยความขยะแขยง “สวะเดรัจฉาน ขายภรรยากิน ยังมีหน้าเสนอตัวเข้ามาอีก รนหาที่ตายนัก”
นางมองความสัมพันธ์ระหว่างบัณฑิตกับอวี้เหนียงออกทะลุปรุโปร่ง มโนธรรมในใจทำให้นางมิอาจทนดูดาย นางหันไปเอ่ยกับอวี้เหนียงที่กำลังขบเม้มริมฝีปากร่ำไห้ “เจ้ายังจะอาลัยสวะพรรค์นี้ทำไม หรืออยากถูกขายขัดดอกซ้ำสอง ไปกับพวกเรา”
ซูเยี่ยชิงลงเท้าหนักหน่วง บัณฑิตกุมยอดอกกระอักเลือดข้นคลั่ก กว่าจะฝืนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้
เมื่อเผชิญคำด่าทอ บัณฑิตดิ้นพล่านราวกับสุนัขโดนน้ำร้อนลวก ผุดลุกขึ้นโวยวายเสียงหลง “หุบปาก ใครคือสวะ ข้าคือซิ่วไฉมีบรรดาศักดิ์ขุนนางติดตัว นังเด็กเมื่อวานซืนกล้าลงมือกับข้างั้นหรือ อวี้เหนียง นังนี่เป็นใคร มีสิทธิ์อันใดมาแส่เรื่องครอบครัวเรา”
จ้าวหนิงเพียงปัดมือคราเดียว ทหารลาดตระเวนเมืองสองนายพุ่งพรวดเข้าประกบ เงื้อฝักดาบเหล็กประเคนกระหน่ำฟาดใบหน้าและศีรษะบัณฑิตไร้ความปรานี เสียงโอดครวญถูกกลบด้วยเสียงเนื้อปริแตก ทำได้เพียงนอนกุมหัวคุดคู้จมกองเลือด
“เรียนคุณชาย พวกเราทลายห้องลับเก็บสมบัติพบแล้วขอรับ ด้านในอัดแน่นด้วยแก้วแหวนเงินทองและของล้ำค่ามากมาย” ยอดฝีมือตระกูลจ้าวรุดเข้ามารายงานความคืบหน้าล่าสุด
“พบเด็กผู้ชายอายุราวแปดขวบหรือไม่” จ้าวหนิงเอ่ยถาม
“ไร้วี่แววขอรับ” ยอดฝีมือตอบฉะฉาน “พี่น้องพลิกแผ่นดินค้นหาทุกซอกมุมแล้ว ไม่พบเด็กแม้แต่คนเดียว”
สตรีที่ก่อนหน้ามีทีท่าจะพุ่งไปห้ามปรามทหาร พลันเข่าทรุดฮวบ หากไร้ซูเยี่ยชิงประคองคงล้มฟาดพื้น
นางแผดเสียงร่ำไห้โหยหวนปานขาดใจ “ลูกแม่…” ก่อนทะยานร่างเข้าหาทหารทั้งสอง แย่งชิงพื้นที่กระหน่ำเตะกระทืบบัณฑิตบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง สิ้นเยื่อใยไร้ความปรานีใดๆ อีกต่อไป
จ้าวหนิงนิ่งงันชั่วขณะ ก่อนหันไปประกาศิตยอดฝีมือตระกูลจ้าวและนายทหาร “ถ่ายทอดคำสั่ง ค้นหาและช่วยเหลือสตรีรวมถึงเด็กเล็กในรังของพรรคเหยี่ยวครามและสมาคมชุดขาวอย่างละเอียด พบกี่คนจงคุ้มกันส่งกลับไปพักพิงที่กองบัญชาการฯ ให้หมด”
“รับบัญชา”
ยามทั้งสองคล้อยหลัง จ้าวหนิงแหงนหน้ามองซากบ่อนพนันเบื้องหน้า หัวคิ้วขมวดมุ่น
สตรีในรังพนันล้วนถูกสมาคมชุดขาวบีบบังคับล่อลวงมา ทนรับขุมนรกแสนสาหัส หากจ้าวหนิงมิได้เหยียบย่างมาในราตรีนี้ วันข้างหน้าย่อมถูกขายเข้าซ่องคณิกา มีชีวิตอยู่มิสู้ตาย กระทั่งร่วงโรยหมดสิ้นความงามก็ย่อมถูกโยนทิ้งให้เน่าเปื่อยข้างถนน
รังย่อยแห่งเดียวยังวิปริตถึงเพียงนี้ สาขาอื่นย่อมมิแคล้วกัน
สมาคมชุดขาวหยั่งรากมาเนิ่นนาน ก่อนที่จ้าวหนิงจะชักดาบ ย่อมจินตนาการได้ว่ามีครอบครัวมากมายเพียงใดต้องแตกสลาย มีสตรีนับไม่ถ้วนร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งนรก หากเขาไม่มาเยือน ดรุณีวัยดอกไม้อีกนับร้อยนับพันย่อมดับวูบ ไร้ซึ่งแสงสว่าง หลงเหลือเพียงห้วงทรมานไร้จุดจบ
เขาเพิ่งฉุดรั้งชีวิตสตรีสิบกว่านางพ้นจากนรก และยังช่วยต่อลมหายใจผู้คนอีกนับไม่ถ้วน ทว่าเสี้ยววินาทีนี้ ส่วนลึกในใจกลับไร้ซึ่งความปรีดา ปราศจากความภาคภูมิใจใดๆ
ชาติก่อนยามไฟศึกปะทุ ราษฎรต้าฉีล้มตายเกลื่อนกลาดดุจผักปลา สงครามลากยาวสิบปี บ้านเมืองสิบหลังกลายเป็นเถ้าถ่านเสียเก้า ประชากรแผ่นดินมลายหายไปเจ็ดส่วน จ้าวหนิงซึมซับโศกนาฏกรรมมนุษยชาติมาล้นปรี่
ตระกูลจ้าวในฐานะขุนนางบู๊อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน สืบทอดเจตนารมณ์พิทักษ์อุดรมาหลายชั่วอายุคน แบกรับชะตากรรมปกป้องราษฎร ศัตรูที่ต้องบดขยี้คือเป่ยหู ทว่าในชาติก่อน ตระกูลจ้าวกลับล้มเหลว ไม่ว่าจะด้วยขวากหนามใด ตัวจ้าวหนิงเองย่อมแบกรับตราบาปต่อบรรพชน
ไม่ว่าจะหยิบยกข้ออ้างใด เมื่อมาตุภูมิถูกเหยียบย่ำจนบ้านแตกสาแหรกขาด ขุนนางบู๊และกองทัพ ย่อมเป็นผู้บกพร่องต่อหน้าที่สูงสุด รองเพียงโอรสสวรรค์
เมื่อเผชิญหน้ากับศพชาวต้าฉีนับไม่ถ้วน จ้าวหนิงยิ่งสลักความแค้นในใจตน เขาย่อมเป็นเจิ้นกั๋วกงในวันหน้า มีภาระค้ำจุนแผ่นดิน เขาต้องพิทักษ์บ้านเมือง หากคุ้มครองได้ เขาคือเทพสงคราม หากพ่ายแพ้ เขาคือคนบาป ไร้ซึ่งทางเลือกที่สาม
แท้จริงแล้ว การล่มสลายของต้าฉีหาได้เริ่มจากกีบเท้าม้าเป่ยหู ทว่าภัยมืดฝังรากลึกชอนไชอยู่ใต้เปลือกนอกอันรุ่งโรจน์มาเนิ่นนาน จ้าวหนิงผู้หวนคืนจากความตายย่อมตระหนักถึงแก่นแท้ข้อนี้ ตระกูลหลิว สมาคมชุดขาว และพรรคเหยี่ยวคราม คือเนื้อร้ายฝังลึกสามก้อน เขาจำต้องกระชากรากถอนโคนพวกมันให้เหี้ยนเตียน
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาต้องเหยียบย่ำไปให้ถึงปลายทาง
ข้าคือผู้ทวนกระแสธารแห่งเวลา เป็นผู้หยั่งรู้อนาคตกาลเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า หากข้าไม่ลงมือกระซวกความมืดมิดนี้… แล้วผู้ใดจะทำ
คำว่า ‘พิทักษ์แผ่นดิน’ แก่นแท้คือการกางปีกคุ้มครองราษฎรนับหมื่นแสน ปกป้องครอบครัวชาวต้าฉีร้อยหมื่นหลังคาเรือน เพื่อให้ผู้คนได้หลับตาลงอย่างสงบ อาจมิใช่ชีวิตที่สมบูรณ์พร้อม ทว่าอย่างน้อยต้องปลอดภัย หาใช่เพียงยืดอายุบัลลังก์มังกรของใครบางคน
ด้วยเหตุนี้ ยามประจักษ์ความวิปริตในห้องคุมขัง จ้าวหนิงจึงเดือดดาลทะลุขีดจำกัด ยามเห็นความอนาถไร้ที่พึ่งของอวี้เหนียง เขาจึงตัดสินใจพานางบุกล้างบางคฤหาสน์สกุลเฉินด้วยมือตนเอง
เขาสมเพชผู้คนเหล่านี้ เวทนาชะตากรรม หวังเพียงให้พวกเขาพานพบความวิปโยคน้อยลงสักก้าว
หากโลกที่ข้าหลั่งเลือดปกป้อง ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์เข็ญ โสมม และมืดมิดถึงปานนี้ แล้วหมากกระดานที่ข้าทุ่มเทวาง เลือดเนื้อที่ข้าเดิมพัน จะมีความหมายอันใด
ข้าจะกวาดล้างคาวเลือดและบาปกรรมเหล่านี้ ข้าจะนำแสงสว่างชำระล้างทุกอณู ข้าจะบดขยี้ความโสมม เพื่อรังสรรค์โลกที่ข้าหลั่งเลือดปกป้อง… ให้กลายเป็นโลกที่ผู้คนอบอุ่นปลอดภัย
ข้าจะบดขยี้สมาคมชุดขาว จะกวาดล้างพรรคเหยี่ยวคราม และจะใช้วิถีมัจจุราชของข้าเองพิพากษาตระกูลหลิว ลบล้างชื่อพวกมันจากหน้าประวัติศาสตร์ เพราะมันคือความโสมม
ข้าจะผลักดันหออี้ผิ่น มิให้ร่วงหล่นสู่ความเสื่อมถอยดุจชาติก่อน จะหล่อหลอมเขี้ยวเล็บให้พวกนางแข็งแกร่งยิ่งขึ้น กอบโกยความมั่งคั่งมหาศาล ให้อิ่มท้อง ให้ได้สวมเสื้ออุ่นยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาคือประกายคุณธรรม
บนเส้นทางชำระล้างความมืดมิด ท่ามกลางสมรภูมิรวบรวมขุมกำลังต้าฉีเพื่อต่อกรกับทัพเป่ยหู… จ้าวหนิงคือทัพหน้าเพียงหนึ่งเดียว
เขาทำได้เพียงก้าวเดินอย่างอ้างว้าง และจำต้องกรุยทางไปเพียงลำพัง
เดนตายหน้าไหนกล้าขวางทางพิทักษ์แผ่นดิน เขาจะสับมันให้แหลกลาญ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะครอบครองอำนาจล้นฟ้า จะเป็นตระกูลร้อยปีหรือขุนนางพันปี ล้วนไม่มีข้อยกเว้น ไร้การเจรจา มีเพียงความตายเท่านั้นที่เป็นทางออก
“เขี้ยวเล็บหออี้ผิ่นรั้งอยู่ที่นี่ ที่เหลือตามข้าไปกวาดล้างสาขาต่อไป”
จ้าวหนิงพลิกตัวควบม้าศึกอย่างดุดัน ตวัดแส้คราเดียว ม้าศึกผงาดชูคอแผดเสียงก้อง ก่อนทะยานร่างแหวกม่านราตรีประดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง ทัพยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยควบทะยานขนาบข้าง ตามติดด้วยนักฆ่าสำนักกระบี่ซานชิงและทหารเกราะเหล็กอีกครึ่งหมวด
ศัตรูที่นี่มอดม้วยสิ้นแล้ว รั้งยอดฝีมือไว้ล้วนไร้ประโยชน์ ยามนี้สมควรเคลื่อนพลทะลวงสมรภูมิอื่น เพื่อสำแดงเพลิงโทสะที่แท้จริง
ยามจื่อมาเยือน
บ้านเรือนสองข้างทางดับตะเกียงมืดมิด ถนนสายยาวจมดิ่งสู่ความเงียบงัน เบื้องหน้าคือราตรีกาลที่ดำทะมึนยิ่งกว่า
จ้าวหนิงห้อตะบึงนำทัพม้าชูคบเพลิงสว่างไสว เหยียบย่างเข้าสู่โลกมืดสุดหยั่งคาดด้วยท่วงท่าองอาจ แสงเพลิงสาดกระเซ็นไปแห่งหนใด ความดำมืดพลันถูกแผดเผามลายสิ้นทีละชุ่น
เสียงกีบเท้าเหล็กกระแทกแผ่นหินดังกึกก้องถนนสายเปลี่ยว ประดุจกลองศึกเบิกนภาของสองทัพที่กำลังพุ่งประจัญบาน สะท้านกังวานไปไกลแสนไกล
ฮู่หงเหลียนทอดสายตามองแผ่นหลังจ้าวหนิงที่กลืนหายลับไปกับความมืดมิดอย่างเงียบงัน ลมราตรีม้วนพัดเศษใบไม้ปลิวว่อน พัดปลายผมของนางให้สะบัดไสว บางทีอาจเพราะใบหน้าเคร่งขรึม นางในยามนี้จึงลดทอนความเย้ายวน ทว่าทวีความน่าเกรงขามดุจนางพญา
สายลมเหมันต์กรีดแทงกระดูก ทว่าฮู่หงเหลียนกลับมิหนาวเหน็บ ตรงกันข้าม ส่วนลึกในอกกลับอุ่นซ่าน ราวกับมีเพลิงเตาหลอมลุกโชน
ทุกการกระทำของจ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนในราตรีนี้ ล้วนประทับลงในดวงตานาง จู่ๆ นางก็ตระหนักว่า ยุทธภพที่อาบย้อมด้วยคาวเลือด แย่งชิงความเป็นใหญ่ และอำมหิตไร้ปรานีแห่งนี้ คล้ายจะมิได้เย็นชาและด้านชาถึงเพียงนั้น และหออี้ผิ่นที่ยึดมั่นกฎเหล็กมิลงมือทำร้ายผู้คนก่อน ก็ดูเหมือนจะมิได้แปลกแยกปานนั้นเช่นกัน
ยามหันกลับมา ฮู่หงเหลียนตั้งใจจะเอื้อนเอ่ยบางสิ่งกับซูเยี่ยชิง ทว่าเมื่อสายตาปะทะกับใบหน้าจิ้มลิ้ม นางพลันชะงักกึก แม่หนูน้อยที่กำลังเหม่อมองถนนว่างเปล่าเบื้องหน้า บัดนี้น้ำตารื้นเต็มหน่วย ปลายจมูกแดงระเรื่อ
ฮู่หงเหลียนลอบยิ้มขำ แม้ตระหนักดีว่าซูเยี่ยชิงใสซื่อและอ่อนไหว ทว่ามิคาดคิดเลยว่า เพียงแค่จ้าวหนิงควบม้าจากไป แม่หนูน้อยจะตอบสนองรุนแรงปานนี้ “นี่ถึงกับอาลัยอาวรณ์คุณชายจ้าวของเจ้าจนทนดูไม่ได้เชียวหรือ”
ซูเยี่ยชิงสูดน้ำมูก ไหล่เล็กสั่นเทิ้ม เอ่ยปนเสียงสะอื้น “เปล่า มิใช่อาลัยอาวรณ์… ทว่ายามข้ามองแผ่นหลังที่ควบม้าจากไป… มันช่างอ้างว้างและโดดเดี่ยวเหลือเกินพี่รอง โดดเดี่ยวดุจคมดาบที่อ้างว้าง ราวกับว่า… ทั้งใต้หล้านี้ หลงเหลือเพียงเขาตระหง่านอยู่ผู้เดียว”
ฮู่หงเหลียนชะงักไปชั่วครู่ นางลองใคร่ครวญภาพเมื่อครู่ ทว่ากลับมิได้สะเทือนใจลึกซึ้ง “เจ้าเด็กโง่ กลายเป็นพยาธิในท้องคุณชายจ้าวตั้งแต่เมื่อใด เขาคือคุณชายตระกูลขุนนางบู๊อันดับหนึ่ง แต่ละวันมียอดฝีมือและผู้คนรายล้อมพะเน้าพะนอ คนเยี่ยงนี้จะโดดเดี่ยวได้อย่างไร”
ซูเยี่ยชิงส่ายหน้าดิก ยกมือปาดน้ำตา “จริงนะพี่รอง ข้าพูดจริงๆ… ยามเขาร่ำสุราในห้องรับรอง หยอกเย้ากับพวกเรา ดูเบิกบานใจยิ่ง ทว่าในห้วงเวลานั้น ข้ากลับสัมผัสได้ว่า… ก้นบึ้งในแววตาเขา มักซุกซ่อนความโศกศัลย์ที่ไม่อาจลบล้างไว้เสมอ”
“บาดแผลที่ไม่มีวันสมานตัว ต่อให้อยู่ท่ามกลางผู้คนรายล้อมและกำลังแย้มยิ้ม บาดแผลนั้นกลับยังคงมีเลือดสดๆ ไหลซึมออกมาช้าๆ… พี่รอง ยามที่เขาพลิกตัวขึ้นม้าสะบัดแส้จากไป จู่ๆ ข้าก็จุกแน่นในอก ราวกับสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจเขา สัมผัสถึงความหนักอึ้งของเขา… เขา…”
“ประดุจยอดขุนพลในสนามรบ ที่ควบม้าทะลวงฝ่าวงล้อมเพียงลำพัง ชักดาบหักๆ พุ่งกระโจนเข้าใส่ทัพนับล้านอย่างไม่คิดชีวิต และ… ราวกับเด็กน้อยหลงทางกลางป่ามรณะ กวาดตามองรอบด้านกลับไร้เงาผู้คน ไร้หนทางกลับบ้าน... อ้างว้างและไร้ที่พึ่งพิงเหลือเกิน”
ฮู่หงเหลียนริมฝีปากเผยอค้าง เมื่อเผชิญหน้ากับดรุณีที่เช็ดน้ำตาเท่าไรก็ไม่ยอมเหือดแห้ง นางพลันไร้ซึ่งถ้อยคำ สุดท้ายจึงย่อตัวลง เอื้อมมือลูบไล้พวงแก้มที่ยังเจือแววเยาว์วัย ซับคราบน้ำตาให้อย่างทะนุถนอม น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน “เช่นนั้นเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งใดเล่า”
“พี่รอง ข้าอยากเรียนหมักสุรา… ในเมื่อเขามิชอบดื่มชา ข้าอยากรินสุราเป็นเพื่อนเขา ร่ำสุราฤทธิ์แรงที่เขาชอบ ดื่มด่ำตั้งแต่ฟ้ามืดจวบจนรุ่งสาง หากทำเช่นนั้น บางที… เขาอาจจะไม่ต้องโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้”
“ได้… ข้าจะสอนเจ้า พี่รองคนนี้จะถ่ายทอดให้เจ้าเอง…”