ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 76 ราตรีไร้นิทรา (3)
ภายในห้องกักขังสตรีไว้กว่าสิบชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็นดรุณีวัยแรกแย้ม ส่วนน้อยที่อายุล่วงเลยก็ล้วนมีผิวพรรณขาวผุดผ่องงดงามสะคราญตา หนึ่งในนั้นคือสตรีที่รูปโฉมโดดเด่นที่สุด นางดูอายุมากกว่าจ้าวชี่เยว่เพียงไม่กี่ปี ทว่าสภาพกลับน่าเวทนาที่สุด
สตรีคนอื่นอย่างมากเพียงผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์ฉีกขาดวิ่น บนเรือนร่างปรากฏรอยเฆี่ยนตีและบาดแผลรอยเลือดซึม มุมห้องมีเด็กหญิงวัยสิบสองสิบสามปีนอนขดตัว ลมหายใจรวยรินประดุจลูกแมวจรจัดผอมโซที่เพิ่งผ่านพายุฝนกระหน่ำ
ทว่าเมื่อเทียบกับสตรีผู้นั้น บาดแผลของพวกนางกลับกลายเป็นเพียงรอยขีดข่วน
สตรีผู้นั้นเอนกายพิงกำแพงอยู่บนเตียงยาว อาภรณ์ฉีกขาดหลุดลุ่ยเหลือเพียงเศษผ้ากระดำกระด่างปกปิดจุดสงวน เผยผิวขาวเนียนเป็นวงกว้าง ทว่าเบื้องล่างของนาง… กลับเจิ่งนองไปด้วยกองเลือดขนาดใหญ่ โลหิตแดงฉานหยดทะลักจากเตียงลงสู่พื้น ปริมาณไม่ต่ำกว่าครึ่งอ่าง ยามนี้นางกุมหน้าท้องแน่น แผดเสียงกรีดร้องร่ำไห้อย่างตื่นตระหนกสุดขีด
ต่อให้เป็นคุณชายผู้ไม่ประสีประสาอย่างเว่ยอู๋เซี่ยน เพียงปรายตามองก็ตระหนักได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้เพิ่งแท้งบุตร
สตรีเหล่านี้คือผู้ใด เหตุใดจึงมีสตรีมีครรภ์รวมอยู่ด้วย สตรีที่อาภรณ์หลุดลุ่ยผู้นี้ต้องเผชิญกับขุมนรกใดมาก่อนจึงสูญเสียสายเลือดในอุทร และเหตุใดนัยน์ตาของพวกนางยามมองผู้มาเยือน ถึงได้หวาดผวาราวกับเห็นภูตผีปีศาจ
ก่อนที่จ้าวหนิงจะตวาดโองการกวาดล้างคนของสมาคมชุดขาว เขาได้กระชากคอเสื้อผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณผู้หนึ่ง ลากถูลู่ถูกังเข้ามาในห้อง บังคับให้มันคายความจริงเกี่ยวกับสตรีเหล่านี้
“ต...ตอบคุณชาย ข…ข้าน้อยมิได้ฉุดคร่าพวกนางมานะขอรับ ล้วนเป็นบิดาหรือพี่ชายของพวกนางส่งตัวมาขัดดอก เป็นความสมัครใจทั้งสิ้น ข้าน้อยพูดความจริงทุกประการ” สมุนสมาคมชุดขาวละล่ำละลักตอบอย่างหวาดผวา พลางเหลือบมองผู้คนรอบด้าน
ทันทีที่ปะทะเข้ากับสายตาดุดันปานจะกินเลือดกินเนื้อของจ้าวชี่เยว่และเว่ยอู๋เซี่ยน ร่างของมันก็สะดุ้งเฮือก รีบแหกปากร้องเสียงหลง “พ…พวกเรามีสัญญาหนี้พนันนะขอรับ”
“สตรีเหล่านี้ ล้วนเป็นบิดา พี่ชาย หรือไม่ก็สามีที่ผีพนันเข้าสิง กู้เงินจากบ่อนไปเล่นจนหมดตัว สุดท้ายไร้ปัญญาหาเงินมาคืน… เพื่อชดใช้หนี้ พวกมันถึงยอมขายลูกขายเมียเอง เรื่องระยำพวกนี้ผีพนันมันทำตัวมันเอง ไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเรา พวกเรามิได้บีบบังคับให้พวกมันกู้เงินเสียหน่อย”
“หุบปาก” จ้าวหนิงซัดหมัดอัดกระแทกใบหน้าสมุนชุดขาวจนหงายเงิบลงไปกองกับพื้น เขาชี้ไปยังสตรีที่เพิ่งแท้งบุตร น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมดุจน้ำแข็ง “แล้วสตรีผู้นั้นเล่า เกิดอันใดขึ้น”
“น...นางก็ถูกสามีส่งตัวมาเช่นกัน นางตั้งครรภ์แล้ว เดิมทีบ่อนเราไม่รับสตรีเช่นนี้ ทว่า…ทว่าผู้ดูแลสวี่บอกว่าหญิงมีครรภ์ ร...รสชาติแปลกใหม่ดี จึงรั้งตัวไว้… คุณชายโปรดเมตตา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าน้อย เป็นผู้ดูแลสวี่ที่ย่ำยีนาง”
สิ้นคำ จ้าวหนิงตวัดเท้าเตะอัดหน้าอกมันกระเด็นทะลุประตูห้องออกไปทันที
บ่อนพนันวางหลุมพราง หลอกล่อผีพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัว ยุยงให้กู้หนี้ยืมสิน จากนั้นก็สูบเลือดสูบเนื้อจนสูญสิ้นทุกสิ่ง ท้ายที่สุดก็บีบบังคับให้เอาลูกเมียมาขัดดอก… อุบายสกปรกเช่นนี้ เป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ ที่บ่อนพนันทุกแห่งนิยมใช้ ผู้ใดอยู่ในเหตุการณ์ เพียงใช้หัวแม่เท้าตรองดูก็มองทะลุปรุโปร่ง
ผีพนันที่หน้ามืดตามัวย่อมสูญสิ้นความเป็นคน ทว่าบ่อนพนันเหล่านี้กลับเลวทรามต่ำช้าจนสวรรค์มิอาจให้อภัย
“ผู้ดูแลสวี่คือตัวไหน” จ้าวหนิงตวาดถามเสียงขรึมอยู่ที่หน้าประตู
ลานกว้างอัดแน่นไปด้วยเดนตายสมาคมชุดขาวที่หมอบกราบตัวสั่นงันงก สิ้นคำถาม พวกมันต่างอึกอัก ลังเลที่จะหักหลังพวกเดียวกัน ทว่าเมื่อฮู่หงเหลียนตวัดกระบี่ทะลวงคอหอยสมุนผู้หนึ่งดับดิ้นไปต่อหน้าต่อตา สายตาทุกคู่พลันพุ่งเป้าไปยังชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โตที่สวมเพียงกางเกงเตี่ยวตัวเดียวกลางลาน
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นร่างสะท้านเฮือก รีบโขกศีรษะกระแทกพื้นแผ่นหินอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ลากหัวมันออกมา”
สิ้นคำตวาด ยอดฝีมือตระกูลจ้าวพุ่งกระชากร่างมันออกจากฝูงชน โยนทิ้งลงแทบเท้าจ้าวหนิง ก่อนจะตวัดเตะข้อพับจนมันทรุดฮวบหน้าคะมำกระแทกพื้น
“สับมันเป็นหมื่นชิ้น” จ้าวหนิงมิคิดปรานีใช้ดาบเดียวบั่นคอ ปล่อยให้มันตายสบายเกินไป ทัณฑ์แล่เนื้อหมื่นชิ้น คือการใช้มีดสั้นเฉือนเนื้อออกทีละปื้น หากเพชฌฆาตชำนาญการ ต้องแล่ให้ครบหนึ่งพันมีด จึงจะอนุญาตให้มัจจุราชมารับวิญญาณได้
“ไว้ชีวิตด้วยขอรับ คุณชายโปรดไว้ชีวิต” เดรัจฉานร่างใหญ่โขกศีรษะลนลาน หวาดผวาจนน้ำมูกน้ำตาไหลพราก
ยังไม่ทันที่ยอดฝีมือตระกูลจ้าวจะลงดาบแรก ภายในห้องพลันบังเกิดเสียงกรีดร้องวิปลาสชวนสยดสยอง จ้าวหนิงหันขวับไปมอง สตรีที่ท่อนล่างชุ่มโชกไปด้วยเลือด ใบหน้าซีดเผือดบิดเบี้ยวราวกับซากศพผู้นั้น จู่ๆ ก็หยัดกายลุกขึ้นยืนราวกับปาฏิหาริย์ พุ่งตัวพรวดพราดออกมาจากห้อง
นางใช้สองมือแย่งกระชากดาบยาวจากผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าว สตรีวิกลจริตเงื้อดาบสุดหล้า ก่อนฟันสับลงกลางกระหม่อมชายฉกรรจ์อย่างสุดแรงเกิดประดุจผ่าฟืน “คืนลูกข้ามา”
ยอดฝีมือตระกูลจ้าวผู้นั้นมิเพียงมิขัดขวาง ยามที่นางเงื้อดาบ เขายังแผ่ปราณแท้กดทับร่างเดรัจฉานชุดขาวตรึงไว้กับพื้น เพื่อให้นางสามารถสับหัวมันได้อย่างถนัดถนี่
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เรี่ยวแรงของสตรีธรรมดาย่อมไม่อาจผ่ากะโหลกผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นปลายขาดสะพายแล่ง คมดาบสับลึกเข้าเนื้อเพียงหนึ่งชุ่น ติดแหง็กฝังแน่นอยู่ในกะโหลกศีรษะ
สตรีผู้นี้คงคุ้นชินกับงานกรำแดดทำไร่ไถนา หรืออย่างน้อยก็คงผ่าฟืนอยู่เป็นนิจ นางยกเท้าขึ้นยันยอดอกเดรัจฉานที่กำลังแผดเสียงร้องโหยหวนทว่าถูกปราณตรึงร่างจนไม่อาจขยับเขยื้อน อาศัยแรงถีบกระชากดาบยาวหลุดออก ก่อนเงื้อฟันสับลงไปเต็มแรงอีกครั้ง
ฉับแล้วฉับเล่า โลหิตสาดกระเซ็น สตรีผู้นั้นกระหน่ำฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบดาบ สับกะโหลกเดรัจฉานที่ย่ำยีนางและพรากชีวิตสายเลือดในอุทรที่ยังมิทันลืมตาดูโลกจนกลายเป็นกองเลือด ให้แหลกเละเป็นเศษเนื้อเน่าเหม็น
วิถีดาบของนางหาได้แม่นยำ ร่างท่อนบนของมันจึงเต็มไปด้วยรอยสับเหวอะหวะน่าสยดสยอง
เมื่อยอดฝีมือตระกูลจ้าวรั้งปราณกลับ ซากศพที่สิ้นใจไปนานแล้วก็ร่วงผล็อยลงไปกองในแอ่งเลือด สภาพบัดนี้ไร้ซึ่งเค้าโครงมนุษย์ ร่างท่อนบนเละเทะน่าสะอิดสะเอียนจนต่อให้เป็นสตรีเหล็กแห่งยุทธภพอย่างฮู่หงเหลียน พอเหลือบเห็นยังต้องเบือนหน้าหนี โก่งคออาเจียนอย่างทนไม่ไหว
แม้มิได้ลิ้มรสทัณฑ์แล่เนื้อหมื่นชิ้น ทว่าความทรมานแสนสาหัสก่อนตายของเดรัจฉานผู้นี้ หาได้ด้อยไปกว่ากันแม้แต่น้อย
ระหว่างที่สตรีผู้นั้นกำลังชำระแค้นด้วยเลือด จ้าวหนิงพลันตวาดกร้าว ประกาศิตสังหารไร้ปรานี ห้ามปล่อยให้เดนตายรอดไปแม้แต่ลมหายใจเดียว
ฐานบัญชาการสาขาย่อยแห่งนี้กว้างขวางนัก นอกจากระดับคุมปราณและวิญญาณต้นกำเนิด สวะระดับฝึกกายและอันธพาลปลายแถวยังมีจำนวนทะลุร้อย ยามนี้เหลือผู้รอดชีวิตหมอบราบอยู่อีกราวห้าหกสิบชีวิต
สิ้นมฤตยูโองการของจ้าวหนิง สวะเหล่านั้นบ้างร้องไห้คร่ำครวญ บ้างนั่งเหม่อลอยสิ้นหวัง บ้างแหกปากก่นด่าสาปแช่ง และมีไม่น้อยที่ผุดลุกวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับมัจจุราชระดับวิญญาณต้นกำเนิดนับสิบ ไม่ว่าพวกมันจะดิ้นรนเยี่ยงไร ล้วนถูกสับสังหารทิ้งทีละคน โลหิตสาดกระเซ็นย้อมลานกว้างจนแดงฉาน กลายเป็นเพียงซากศพเย็นชืด หมดสิทธิ์ก่อกรรมทำเข็ญบนโลกมนุษย์อีกตลอดกาล
สตรีผู้เพิ่งชำระแค้นสิ้นเรี่ยวแรงโดยพลัน นางทิ้งดาบเปื้อนเลือด ร่างทรุดฮวบลงกองกับพื้น นัยน์ตาเหม่อลอยไร้แวว ซุกใบหน้าลงกับท่อนขา สะอื้นไห้แผ่วเบาปานใจจะขาด
“คุณชาย คฤหาสน์สาขาย่อยพรรคเหยี่ยวครามที่อยู่ถัดไป ถูกพวกเรากวาดล้างราบเป็นหน้ากลองแล้วขอรับ ระดับวิญญาณต้นกำเนิดถูกเด็ดหัวสามคน ระดับคุมปราณและฝึกกายถูกสับสังหารไปเกินครึ่ง” ยามนั้น ยอดฝีมือตระกูลจ้าวผู้หนึ่งรีบรุดเข้ามารายงาน
“พบเบาะแสใดคืบหน้าบ้างหรือไม่” จ้าวหนิงเอ่ยถาม
“ยังไร้วี่แววขอรับ กระทั่งเงินทองก็ยังแทบมิพบเห็น ยามนี้พี่น้องกำลังพลิกแผ่นดินค้นหาห้องลับเก็บสมบัติ คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน”
จ้าวหนิงพยักหน้า โบกมือเป็นเชิงให้ถอยไป พร้อมสั่งให้ยอดฝีมือฝ่ายตนกวาดล้างทรัพย์สินในบ่อน ในเมื่อเป็นถึงรังบัญชาการย่อยของหนึ่งในสี่ขั้วอำนาจใหญ่แห่งเยี่ยนผิง ย่อมซุกซ่อนเงินทอง อัญมณี ไปจนถึงทรัพยากรบำเพ็ญเพียรล้ำค่าไว้มหาศาล ขุมทรัพย์ก้อนโตปานนี้ ต่อให้เป็นนายน้อยตระกูลจ้าวก็ไม่มีทางปล่อยผ่าน
คำว่า ‘คฤหาสน์ที่อยู่ถัดไป’ กระแทกเข้าโสตประสาทของสตรีผู้นั้น นางที่เพิ่งได้ฮู่หงเหลียนนำเสื้อคลุมตัวใหญ่มาคลุมร่าง พลันเงยหน้าขวับ หันซ้ายแลขวาลุกลี้ลุกลน ก่อนที่นัยน์ตาจะหยุดชะงักที่ร่างของจ้าวหนิง
มิรู้ว่านางเค้นเรี่ยวแรงมาจากหนใด ร่างบอบช้ำหยัดกายขึ้นคุกเข่า โดยมินำพาว่าหัวเข่าเปลือยเปล่าจะครูดไถลกับแผ่นหินศิลาเย็นเยียบ นางคืบคลานเข้าหาจ้าวหนิง น้ำตาทะลักทลาย โขกศีรษะอ้อนวอนสุดเสียง “คุณชายโปรดเมตตา ช่วยชีวิตลูกชายข้าด้วย พระคุณครานี้ ข้าน้อยยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ชั่วชีวิต”
ภาพเบื้องหน้าบีบคั้นหัวใจผู้พบเห็น นัยน์ตาทุกคู่ล้วนฉายแววสลดเวทนา จ้าวหนิงย่อตัวประคองนางให้ลุกขึ้น ช่วยกระชับเสื้อคลุมปิดบังเรือนร่างขาวโพลน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความหนักแน่น “ไม่ต้องทำถึงเพียงนี้ ค่อยๆ พูดมา เจ้าต้องการให้ข้าช่วยผู้ใด และที่แห่งใด”
“คฤหาสน์ที่อยู่ถัดไป… คฤหาสน์สกุลเฉิน ลูกชายวัยแปดขวบของข้าถูกขังอยู่ในนั้น เขาก็ถูกขายขัดดอกให้บ่อนเช่นกัน แล้วพวกมันก็ส่งตัวไปที่นั่น ขอร้องล่ะคุณชาย เมตตาข้าน้อยด้วย ช่วยลูกชายข้าที”
น้ำเสียงของนางโศกสลดปานวิหคหลั่งเลือดร่ำไห้ ใบหน้าที่เคยงดงามสะคราญตาบัดนี้ซีดเผือดประดุจกระดาษ นัยน์ตาเบิกกว้างใสกระจ่าง ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยความเว้าวอน ร้อนรน และหวาดผวาถึงขีดสุด
จ้าวหนิงเบือนหน้ามองฮู่หงเหลียน สตรีเหล็กพยักหน้ารับคำ “คฤหาสน์พรรคเหยี่ยวครามหลังนั้น มีชื่อว่าคฤหาสน์สกุลเฉินจริงๆ ข้าจะล่วงหน้าไปตรวจดูเดี๋ยวนี้” สิ้นคำ นางก็ทะยานร่างออกไปรวดเร็วดุจพายุ ประจักษ์ชัดว่าเวทนาสตรีอาภัพผู้นี้จับใจ
จ้าวหนิงสูดลมหายใจลึก เพลิงโทสะในอกลุกโชนยากจะดับมอด
ชาติก่อนกองทัพทหารม้าเป่ยหูเหยียบย่ำดินแดน ชาวต้าฉีบ้านแตกสาแหรกขาดพลัดพรากจากลูกเมียก็ว่าไปอย่าง ทว่ายามนี้ไฟศึกยังมิปะทุ ท่ามกลางยุคทองอันเจริญรุ่งเรืองที่ว่างเว้นศึกสงครามมานับร้อยปี กลับยังบังเกิดโศกนาฏกรรมวิปริตเยี่ยงนี้… ช่างเป็นความอัปยศที่ยากจะบรรยาย
“เดนมนุษย์สมาคมชุดขาวชั่วช้าสามานย์ถึงเพียงนี้ ย่ำยีบุตรภรรยาผู้อื่น ไร้ซึ่งขีดจำกัดความระยำ ตระกูลหลิวมันวิปลาสไปแล้วแน่ๆ เพื่อกอบโกยความมั่งคั่งถึงกับเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ไร้ซึ่งมนุษยธรรม คนตระกูลหลิวยังมีหน้าสวมหมวกขุนนางรับใช้ราชสำนักอีกหรือ ไอ้เฒ่าอสรพิษหลิวมู่จือ มีหน้าไปนั่งชูคอในท้องพระโรงได้อย่างไร”
เว่ยอู๋เซี่ยนเดือดดาลจนกำหมัดแน่น ขบกรามกรอด “ภายใต้เปลือกนอกอันรุ่งโรจน์ กลับซุกซ่อนปลิงตระกูลใหญ่และขุนนางกังฉินที่สูบเลือดสูบเนื้อ ไร้ศีลธรรมจรรยา นี่มันคือความอัปยศแห่งต้าฉีโดยแท้”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาพลันหันขวับมองกลุ่มยอดฝีมือหออี้ผิ่นและสำนักกระบี่ซานชิง ท้ายที่สุดก็ปรายตากลับไปยังทิศทางที่ฮู่หงเหลียนเพิ่งทะยานจากไป นัยน์ตาวูบไหวด้วยความคลางแคลงใจและแข็งกร้าว ประกายความลุ่มหลงยามก่อนหน้ามลายหายสิ้น
“ในฐานะขั้วอำนาจใหญ่แห่งย่านเริงรมย์ หออี้ผิ่น... กระทำเรื่องระยำเยี่ยงสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามหรือไม่ กอบโกยทรัพย์สินโดยเหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมือง ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นกันหรือไม่”
เว่ยอู๋เซี่ยนหันมากระซิบถามจ้าวหนิง ใบหน้าเคร่งเครียดดุดัน “หากเป็นเช่นนั้น หออี้ผิ่นก็มิสมควรมีอยู่ ฮู่เอ้อร์เหนียงต้องชดใช้เลือดในความผิดที่นางก่อ”
“พี่หนิง ท่านบอกความจริงข้ามาเถอะ ข้าตระหนักดี ขั้วอำนาจยุทธภพล้วนต้องกินต้องใช้ ต้องหล่อเลี้ยงปากท้อง ซ้ำยังผลาญทรัพยากรบำเพ็ญเพียรมหาศาล หากปราศจากเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยง ย่อมตั้งตัวมิรอด และเดนตายพวกนี้… ย่อมไม่มีวันกลับไปจับจอบไถนาแน่”
จ้าวหนิงชี้ปลายนิ้วเข้าไปในห้อง
ภายในห้อง ซูเยี่ยชิงกำลังเร่งตรวจรักษารอยแผลให้สตรีอาภัพ สตรีบางนางที่อาภรณ์หลุดลุ่ยก็ถูกนางนำชุดสะอาดมาผลัดเปลี่ยนให้ ไม่ทราบแน่ชัดว่าไปรื้อค้นมาจากที่ใด กระนั้น ซูเยี่ยชิงยังคงสะอื้นไห้ไม่ขาดสาย ดวงตาบวมเป่งช้ำเลือดช้ำหนอง
“ไม่ต้องสงสัยไป ชาวยุทธภพเก้าในสิบส่วนล้วนเป็นพรรคมาร หากินกับธุรกิจมืด เหยียบย่ำกฎหมายบ้านเมือง ฆ่าชิงทรัพย์ถือเป็นเรื่องสามัญ”
จ้าวหนิงเอ่ยเสียงขรึม “ทว่าก็มีส่วนที่มิใช่นอกรีต อาศัยหยาดเหงื่อทำกินสุจริตอยู่เช่นกัน อย่างสมาคมกุลีท่าเรือ หรือพรรคลุ่มน้ำที่รับจ้างคุ้มกันสินค้า หออี้ผิ่นก็จัดอยู่ในข่ายนั้น พวกเขาไม่ใช่อันธพาลสถุลที่คอยรีดไถคนดี เส้นเลือดใหญ่มาจากโรงน้ำชา หอสุรา สำนักคุ้มภัย และกิจการสุจริตอื่นๆ”
เมื่อเว่ยอู๋เซี่ยนเห็นน้ำตาของซูเยี่ยชิง ประกอบกับคำยืนยันของจ้าวหนิง ลมหายใจที่อัดอั้นพลันระบายออกอย่างโล่งอก
หากหออี้ผิ่นชั่วช้าปานสมาคมชุดขาว เขาคงไม่มีวันลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว ความรู้สึกผูกพันที่มีต่อฮู่เอ้อร์เหนียงย่อมขาดสะบั้นลงทันที ถึงขั้นต้องประหารนางหรือลากคอกลับไปรับทัณฑ์ที่กองบัญชาการฯ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
นี่คือเส้นตายทางคุณธรรมในใจคุณชายตระกูลเว่ย
จ้าวหนิงปรายตามองสตรีผู้เสียสละเลือดเนื้อ ร่างกายบอบช้ำจนแทบพังทลาย ทว่านัยน์ตายังคงชะเง้อมองออกไปเบื้องนอกด้วยความกระวนกระวายสุดแสน เขาจึงพยักหน้าเรียกซูเยี่ยชิงให้พาหญิงสาวสองคนออกมาพยุงร่างนาง… มุ่งหน้าสู่รังมฤตยูของพรรคเหยี่ยวครามเพื่อทวงคืนสายเลือด