ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 78 ราตรีไร้นิทรา (5)
เฉียนเฟิง หัวหน้าสำนักคุ้มภัยเฟยอิงในวัยล่วงสี่สิบปี ถือเป็นช่วงวัยที่บุรุษกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด คนในสำนักนับร้อยชีวิตไม่ว่าเด็กหรือชรา ยามเผชิญหน้าล้วนต้องประสานมือค้อมกายเคารพอย่างนอบน้อม
บุรุษผู้ใช้เวลาเพียงห้าปีพลิกฟื้นสำนักชั้นสองระดับอำเภอ ให้ผงาดเป็นสำนักคุ้มภัยเลื่องชื่อแห่งเมืองหลวง ย่อมคู่ควรแก่การเชิดชู มิพักต้องเอ่ยถึงผู้คนในวงการเดียวกัน ไม่ว่าสำนักเล็กหรือใหญ่ยามพบหน้า ล้วนต้องเอ่ยปากคารวะด้วยความเลื่อมใส
การเดินตรวจตราสำนักเช้าค่ำคือความหยิ่งทะนงที่เฉียนเฟิงบ่มเพาะมาเนิ่นนาน ยิ่งประจักษ์ถึงลานสำนักที่แผ่ขยาย จำนวนผู้คุ้มภัยที่เพิ่มพูน ยอดฝีมือที่กล้าแกร่ง และสินค้าล้ำค่าที่หลั่งไหลเข้ามา ความปิติในอกยิ่งสุมแน่นจนยากจะสะกดกลั้น
หวนนึกถึงอดีตยามรั้งอยู่ในชางโจว ลานสำนักคับแคบ ผู้คนมีไม่ถึงหยิบมือ จะรับงานล้ำค่ายังต้องคอยจับสังเกตสีหน้าผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น บางคราโชคเข้าข้างได้รับงานคุ้มกันค่าจ้างงาม กลับโดนสำนักใหญ่ใช้อำนาจบาตรใหญ่แย่งชิงไปดื้อๆ
กาลนั้นการเอาชีวิตรอดช่างแสนเข็ญ นอกจากการโค้งหัวประจบประแจงทางการ ยังต้องคอยประจบสอพลอสำนักคุ้มภัยใหญ่ ยามคุ้มกันสินค้าข้ามเขา ยิ่งต้องควักทรัพย์สินก้อนโตประเคนเป็นค่าเบิกทางแก่ขุนโจร เฉียนเฟิงถึงขั้นทอดถอนใจว่า ชาตินี้กระดูกสันหลังของตนคงไร้วาสนาได้ยืดตรงอีก
“คนไร้หัวนอนปลายเท้า หากไร้ซึ่งผู้อุปถัมภ์คอยผลักดัน ชาตินี้หวังจะผงาดเหนือผู้คนย่อมเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน สมัยหนุ่ม พรสวรรค์บำเพ็ญเพียรของข้ามิได้ด้อยไปกว่าผู้ใด หากมีทรัพยากรหนุนหลังและได้ฝึกฝนอย่างสงบ ย่อมมีโอกาสทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดได้ก่อนอายุยี่สิบ”
“ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลก งานคุ้มกันครั้งหนึ่งขบวนของพวกเราปะทะโจรป่าอำมหิต ไม่ทันควักเงินเบิกทาง พวกมันกลับบุกเข้าปล้นชิง ข้าดิ้นรนรอดพ้นความตายมาได้พร้อมผู้คุ้มภัยเพียงหยิบมือ ทว่าร่างกลับบอบช้ำสาหัส รากฐานแหลกสลาย ชั่วชีวิตหมดวาสนาบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิด”
“เคราะห์ดีที่หัวหน้าสำนักคนก่อนเมตตาปรานี จึงมิได้ลงทัณฑ์ที่ข้าทำสินค้าสูญหาย หาไม่แล้ว ข้าคงถูกขับไล่ กลายเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนในยุทธภพไปเนิ่นนาน ท่านหัวหน้าไร้ทายาทสืบสกุล จึงรับข้าเป็นบุตรเขย ก่อนสิ้นลมยังฝากฝังสำนักคุ้มภัยไว้ในมือข้า เขาคือผู้อุปถัมภ์คนแรก”
“ทว่าผู้ที่ช่วยรักษาโรคเรื้อรัง ผลักดันข้าสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิด และชักนำสำนักคุ้มภัยเฟยอิงให้ผงาดเป็นสำนักใหญ่ในเมืองหลวง กลับเป็นผู้อุปถัมภ์คนที่สอง… ประมุขพรรคเหยี่ยวคราม! เพราะฉะนั้น หากปรารถนาจะพลิกชะตาฟ้า อันดับแรกพวกเจ้าต้องแสวงหาผู้อุปถัมภ์ให้พบ หากไร้สิ่งนี้ ต่อให้ดิ้นรนแทบตาย ความสำเร็จย่อมมีขีดจำกัด”
วาจาเหล่านี้ ทุกคราที่รับคนใหม่ เฉียนเฟิงต้องนำมาพร่ำสอนเสมอ มิใช่เพื่อจารึกบุญคุณของอดีตหัวหน้าสำนักหรือประมุขพรรคเหยี่ยวคราม แต่เพื่อประกาศกร้าวให้สายเลือดใหม่รับรู้ว่า ตัวเขานี่แหละคือ ‘ผู้อุปถัมภ์’ ของพวกมัน ขอเพียงอุทิศชีวิตให้สำนัก เขาก็พร้อมจะพลิกชะตาให้
จากการพึ่งพาผู้อุปถัมภ์จนรุ่งโรจน์ สู่การครอบครองอำนาจตั้งตนเป็นผู้อุปถัมภ์ให้ผู้อื่น นี่คือจุดสูงสุดที่เฉียนเฟิงภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต
วันนี้ เขาก็นำวาจาเหล่านี้มาพร่ำสอนเด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบขวบอีกครา อาศัยความที่อีกฝ่ายยังเยาว์วัย เขาจึงอธิบายอย่างละเอียดลออ
เด็กน้อยเหล่านี้ล้วนเป็นหมากที่พรรคเหยี่ยวครามส่งมา เฉียนเฟิงตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว ทุกคนล้วนครอบครองพรสวรรค์การบำเพ็ญเพียรล้ำเลิศ มีโอกาสบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิด นี่คืออนาคตของสำนักเฟยอิง และย่อมเป็นอนาคตของพรรคเหยี่ยวคราม
“นายท่าน เด็กน้อยเหล่านั้นเมื่อครู่ แม้สีหน้าจะตื่นตระหนก ทว่ารากฐานร่างกายสมบูรณ์ยิ่ง ปกติไม่น่าจะขัดสนเรื่องปากท้อง ดูคล้ายทายาทตระกูลมั่งคั่ง มิใช่ขอทานหรือเด็กเร่ร่อนตามที่พรรคเหยี่ยวครามกล่าวอ้าง” พ่อบ้านชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตาเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวังขณะเดินตามหลังเฉียนเฟิงออกจากเรือนพัก
เฉียนเฟิงแค่นเสียงเย็นชา “พวกมันมีที่มาเช่นไรหาใช่กงการของเรา หัวหน้าหอฟางยืนยันแล้วว่าบุพการีของพวกมันไร้ปัญญามาตามหา ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของเด็กพวกนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เคี่ยวเข็ญเพียงไม่กี่ปี อนาคตย่อมกลายเป็นขุมกำลังชั้นแนวหน้า”
พ่อบ้านชราอึกอัก ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าเผยความเวทนาจับใจ
เฉียนเฟิงทอดถอนใจยาว “เฒ่าหวง เจ้าก็น่าจะรู้ พรรคเหยี่ยวครามมิใช่โรงเจ สำนักคุ้มภัยเฟยอิงเหยียบย่ำซากศพฝ่าฟันมาจนถึงทุกวันนี้ ย่อมชโลมเลือดมาไม่น้อย ยุทธภพนี้โสมมเกินเยียวยา หากปรารถนาจะผงาดเหนือผู้คน อาศัยเพียงความเพียรย่อมไร้ผล มันต้องขับเคลื่อนด้วยเล่ห์เหลี่ยม และการสังหารล้างผลาญ”
พ่อบ้านชราทอดถอนใจเฮือกใหญ่ “ทว่าพรรคเหยี่ยวครามลงมือเหี้ยมโหดเกินมนุษย์ สำนักเฟยอิงของเรา…”
เฉียนเฟิงตวัดมือตัดบท “เฒ่าหวง นับแต่วันที่พวกเราตอบรับความช่วยเหลือจากพรรคเหยี่ยวคราม พวกเราก็คือสุนัขรับใช้ของพวกเขาแล้ว บัดนี้ข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนัก ทว่าในพรรคข้าคือหัวหน้าหอ กาในใต้หล้าล้วนดำมืดเฉกเช่นเดียวกัน เลิกคิดตีตัวออกห่างเสียเถอะ”
“กฎเกณฑ์ของพรรคเหยี่ยวครามเด็ดขาดนัก ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมีใจเป็นอื่น เคี่ยวเข็ญเด็กพวกนี้ให้ดี บั้นปลายชีวิตของเจ้ากับข้าจะสงบสุขหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับพวกมัน”
กล่าวจบ เฉียนเฟิงก็เร่งฝีเท้าจากไป
พ่อบ้านชรามองตามแผ่นหลังองอาจของนายท่าน ยืนนิ่งงันอยู่กับที่เนิ่นนาน นัยน์ตาทอประกายเศร้าหมองและอ้างว้าง
ท่าทีและวาจาของพ่อบ้านชรา มิอาจสร้างรอยกระเพื่อมในใจเฉียนเฟิง จิตใจของเขาด้านชาไปเนิ่นนานแล้ว แม้แต่เดิมมันจะมิได้มืดบอดเช่นนี้ก็ตาม
วัยหนุ่ม เขาเคยมีชื่อเสียงด้านคุณธรรมในชางโจว พบเห็นความอยุติธรรมย่อมชักดาบเข้าช่วยเหลือ ทว่าผลตอบแทนที่ได้รับกลับกลายเป็นการกำจัดคนพาลแต่ถูกคนดีหักหลัง
ครานั้นเขาเข้าไปสอดมือช่วยสตรีชาวบ้านหน้าตาสะสวยจนโดนอันธพาลซ้อมปางตาย แต่นางกลับไร้ซึ่งความซาบซึ้ง ซ้ำร้ายยังเดินตามหลังคุณชายผู้มีอิทธิพลผู้นั้นไปหน้าตาเฉย
อีกคราในคืนเดือนสิบสองอันหนาวเหน็บ หญิงชราผู้หนึ่งล้มพับลงเบื้องหน้า เฉียนเฟิงเร่งรีบเข้าพยุงพาส่งโรงหมอ ใครจะคาดคิดว่าเมื่อนางฟื้นขึ้นท่ามกลางเครือญาติ กลับยืนกรานใส่ร้ายว่าเขาเป็นคนชนและเรียกร้องค่าทำขวัญ ยามเขาโต้เถียง นางกลับเอ่ยประโยคที่ทำให้เขาสะอึก: “หากเจ้าไม่ได้ชน แล้วจะมาช่วยข้าทำไม”
ภายใต้คำขู่ว่าจะป่าวประกาศให้ชื่อเสียงย่อยยับ เฉียนเฟิงจำต้องยอมควักเนื้อจ่ายค่าชดเชย ซ้ำยังโดนด่าทอสาปแช่ง สายตาของหมอยังเหยียดหยามเย็นชา หากมิใช่เพราะจิตใต้สำนึกยังมีมโนธรรม เขาคงชักดาบสังหารล้างโคตรไปแล้ว
นับจากสองเหตุการณ์นั้น เฉียนเฟิงก็ฝังอุดมการณ์ผดุงความยุติธรรมลงหลุมไปตลอดกาล
ครั้นรับสืบทอดสำนักคุ้มภัยเฟยอิง เพื่อเลี้ยงปากท้องนับสิบชีวิต เขาต้องดิ้นรนอย่างหนัก กล้ำกลืนความอัปยศสารพัด ภายในใจไม่เหลือเส้นแบ่งความถูกผิดอีกต่อไป ปรารถนาเพียงตะเกียกตะกายสู่จุดสูงสุด เพื่อจะได้ไม่ต้องก้มหัวดูสีหน้าผู้ใดอีก
หากย้อนกลับไปช่วงก่อนวัยยี่สิบ เฉียนเฟิงคงไม่ลังเลที่จะออกหน้าพาเด็กเหล่านั้นกลับสู่อ้อมอกครอบครัว ทว่าบัดนี้ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงการคั้นเอาพรสวรรค์ของพวกมัน เพื่อหล่อหลอมให้กลายเป็นกรงเล็บแห่งสำนักเฟยอิง
ในโลกอันบิดเบี้ยวที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ทุกผู้คนล้วนเคยบอบช้ำ ก่อนจะค่อยๆ เน่าเฟะจากภายในจนกลายเป็นปีศาจร้ายเลือดเย็น
“นายท่าน หัวหน้าหอฟางมาขอเข้าพบขอรับ”
เฉียนเฟิงยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูเรือนใหญ่ ผู้คุ้มภัยกะดึกก็เข้ามารายงาน
หัวหน้าหอฟางสาวเท้าเข้ามาอย่างเร่งร้อน ห่างกันหลายก้าวก็เอ่ยขึ้นทันที “เด็กที่ข้าเพิ่งส่งให้เมื่อครู่ ข้าจะพาตัวกลับไปหนึ่งคน เอาเด็กชายวัยแปดขวบที่ตัวสูงที่สุด… คนที่พรสวรรค์ดีที่สุดนั่นแหละ”
เฉียนเฟิงชะงัก “เหตุใดจู่ๆ ถึงจะพาตัวไป”
“เป็นบัญชาโดยตรงจากท่านประมุข นับแต่นี้เป็นต้นไป เด็กที่แน่ชัดแล้วว่ามีพรสวรรค์ระดับวิญญาณต้นกำเนิด ต้องส่งมอบให้ท่านประมุขทั้งหมด ท่านประมุขจะจัดคนพาไปเคี่ยวเข็ญรวมกันที่อื่น” หัวหน้าหอฟางกล่าวเสียงเคร่ง
หัวใจเฉียนเฟิงกระตุกวูบ
หลายปีมานี้ พรรคเหยี่ยวครามกวาดต้อนเด็กพรสวรรค์ดีอย่างบ้าคลั่ง สำนักคุ้มภัยเฟยอิงเองก็ออกแรงสมทบไปไม่น้อย ทว่าก่อนหน้าเป้าหมายมักจำกัดอยู่แค่ขอทานหรือเด็กเร่ร่อน หากมีแววบรรลุระดับวิญญาณต้นกำเนิด แต่ละสาขาก็จะรับไปปลุกปั้นเอง เว้นแต่มีพรสวรรค์ทะลวงสู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางขึ้นไป จึงจะส่งมอบให้ประมุขพรรค
นึกไม่ถึงว่าบัดนี้ขอบเขตการล่าจะไม่จำกัดแค่เด็กเร่ร่อนอีกต่อไป ซ้ำยังลดเกณฑ์ลงมาถึงเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น
ลองจินตนาการดูเถิด ทันทีที่เด็กเหล่านี้เติบใหญ่ ขุมกำลังของพรรคเหยี่ยวครามจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด ยิ่งพวกมันถูกลักพาตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมง่ายต่อการล้างสมองและควบคุม ต่อให้ภายหน้าพวกมันตกเป็นหมากก่อกบฏ หรือถูกหล่อหลอมเป็นมือสังหารไร้เงา เฉียนเฟิงก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด
ขณะที่เฉียนเฟิงกับหัวหน้าหอฟางรุดหน้าไปถึงเรือนพักของเด็กน้อย ทิศทางประตูใหญ่ของสำนักพลันบังเกิดคลื่นปราณปะทุรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับอัสนีบาตฟาดผ่า ตามติดด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนหวาดผวา ยิ่งทำให้เฉียนเฟิงและหัวหน้าหอฟางเบรกฝีเท้ากะทันหัน
“นักฆ่า! บุก! มีมือสังหารบุกเข้ามา!”
“นายท่าน! ศัตรูแข็งแกร่งยิ่งนัก พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด!”
“นายท่าน รีบหนี!”
เฉียนเฟิงและหัวหน้าหอฟางรีบทิ้งตัวพุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่ ระหว่างทางเสียงกรีดร้องเตือนภัยของผู้คุ้มภัยกะดึกดังแว่วมาเป็นระลอก
ใบหน้าเฉียนเฟิงแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ฝีเท้าชะงักกึก
หากไม่หยุดย่อมไม่ได้! เพราะเงาร่างดุจมัจจุราชหลายสายเหินข้ามหลังคาเบื้องหน้า ก่อนพุ่งทะยานลงมาสับสังหารเขาราวกับห่าฝนอุกกาบาต
“พวกเจ้าเป็นใคร! เหตุใดถึงกล้าบุกรุกสำนักคุ้มภัยเฟยอิงยามวิกาลเช่นนี้” เฉียนเฟิงรีดเค้นปราณทะยานร่างต้านรับ ตวาดกร้าวด้วยโทสะและตื่นตระหนก
ทว่าวาจานั้น… กลับเป็นประโยคสั่งเสียสุดท้ายในชีวิต
พริบตาต่อมา ปราณกระบี่ฉีกกระชากทะลวงขั้วหัวใจ ทิ้งรูโหว่ขนาดใหญ่ชุ่มโชกด้วยโลหิตไว้บนหน้าอก เฉียนเฟิงร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นจมกองเลือดสิ้นใจในกระบวนท่าเดียว
ร่วงหล่นลงมาเคียงกัน คือร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าหอฟาง คมกระบี่มัจจุราชบั่นคอเขาจนศีรษะหลุดกระเด็นออกจากบ่าในคราเดียว
ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะดับสูญ เฉียนเฟิงได้ยินเสียงหวีดร้องสุดเสียงของผู้คุ้มภัย บ่าวไพร่ และสาวใช้ สุ้มเสียงเหล่านั้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล วนเวียนดังก้องในโสตประสาท ทำให้ดวงตาที่เบิกโพลงของเขาซึ่งกำลังกระอักเลือดออกมาเป็นสาย สัมผัสได้ถึงความจริงอันโหดร้ายราวกับภาพลวงตา
เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องมาทิ้งชีวิตง่ายดายปานนี้
เขามีตบะถึงระดับวิญญาณต้นกำเนิด เป็นถึงหัวหน้าหอแห่งพรรคเหยี่ยวคราม หนึ่งในสี่พรรคยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลวง สำนักของเขามีผู้คุ้มภัยนับร้อย ครอบครองความมั่งคั่งที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดสิ้น เขายังไม่ทันได้เสวยสุขกับอำนาจที่แลกมาด้วยเลือดและน้ำตา ยังไม่ทันได้เหยียบย่ำผู้คนให้หนำใจเลยด้วยซ้ำ
ภาพความทรงจำวัยหนุ่มที่เคยผดุงความยุติธรรม ภาพที่ต้องก้มหัวฉีกยิ้มประจบสอพลอ ภาพการเป็นสุนัขรับใช้เข่นฆ่าผู้คน สว่างวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง
เขาหลงคิดว่าตนคือผู้อุปถัมภ์ คิดว่าสามารถกุมชะตาชีวิตผู้อื่นไว้ในกำมือ
นึกไม่ถึงเลยว่า ตนเองจะต้องตายลงอย่างอนาถ ตายอย่างเงียบงัน แม้แต่คุณสมบัติที่จะเปล่งเสียงร้องขอชีวิต หรือล่วงรู้ตัวตนของมัจจุราชก็ยังไม่มี
ที่แท้… เขายังอ่อนแอเกินไป ห่างไกลจากคำว่าแข็งแกร่งอย่างที่หลงละเมอ อำนาจบารมีที่ทุ่มเทสร้างมาหลายปีก็เป็นเพียงปราสาททราย เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าขุมกำลังที่แท้จริงซึ่งมองเขาเป็นเพียงมดปลวก ตัวเขากลับไร้สิ้นเรี่ยวแรงขัดขืน เพียงพริบตาเดียวก็ถูกบดขยี้จนแหลกสลาย
ที่แท้… ในโลกหล้าใบนี้ ผู้แข็งแกร่งคือผู้กลืนกินทุกสิ่ง ส่วนผู้อ่อนแอ… ย่อมไม่เหลือแม้แต่เศษซากกระดูก