ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 80 ราตรีไร้นิทรา (7)
หลิวมู่จือจุดตะเกียงขีดเขียนอักษรอยู่ในห้องหนังสือ
เหตุพลิกผันเมื่อช่วงทิวาตลอดจนหมากกลที่เขาวางหักล้าง ยังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงคำนึง พัฒนาการร้อยแปดพันเก้าและกลยุทธ์รับมือยึดครองพื้นที่สมองจนสิ้น ไม่อาจข่มตาหลับลง ทำได้เพียงหยัดกายรั้งอยู่ในห้องหนังสือ เพื่อขีดเขียนทบทวนเรื่องราวลงบนหน้ากระดาษ
เรื่องนี้ชี้เป็นชี้ตายถึงอนาคตตระกูล เขาจำต้องระแวดระวังถึงขีดสุด ทว่าผลลัพธ์จากการทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้วนตอกย้ำหลิวมู่จือด้วยคำตอบเดียว… ปฏิบัติการของสมาคมชุดขาวย่อมไร้รอยด่างพร้อย ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้
หลิวมู่จือวางพู่กันขนม่วง ทอดถอนใจยาวพลางเอนหลังพิงพนักหลับตา ตัวเขาช่างตื่นตูมเกินเหตุ ทั้งที่ไร้หลักฐานชี้ชัดว่าสมาคมชุดขาวจะถูกตลบหลัง กลับด่วนสั่งระงับแผนการคืนนี้เสียได้
หลิวมู่จือหยัดกายลุกขึ้น อารมณ์ผ่อนคลายลงมาก หมายใจจะชำระล้างร่างกายและรีบเข้าพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องเข้าร่วมการประชุมเช้าในราชสำนัก
ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตู คนของตระกูลหลิวผู้หนึ่งก็พรวดพราดเข้ามา ทันทีที่สบหน้า อีกฝ่ายก็ทรุดเข่ากระแทกพื้นลานเรือน รายงานเสียงสั่นสะท้านปานจะขาดใจ “ผู้นำตระกูล หายนะมาเยือนแล้วขอรับ สมาคมชุดขาว… ฐานที่มั่นทุกแห่งของสมาคมชุดขาวโดนกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ประสานกำลังกับยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยบุกถล่มพร้อมกัน ล้มตายเกลื่อนกลาด”
“ยามนี้… ฐานที่มั่นแต่ละแห่งกำลังถูกบดขยี้ ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดไร้ผู้ใดรอดชีวิต”
อัสนีบาตฟาดกลางแสกหน้ายังไม่อาจเทียบเทียมความรู้สึกของหลิวมู่จือยามนี้ หัวใจกระตุกวูบแทบกระดอนหลุดจากคอหอย สมาคมชุดขาวโดนกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองยืมดาบตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยมาบดขยี้งั้นหรือ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองกล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้เชียว พวกมันกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ซ้ำยังล่วงรู้พิกัดฐานที่มั่นลับแต่ละแห่งของสมาคมชุดขาวได้อย่างแม่นยำ
คนตระกูลหลิวรายงานต่อด้วยสุ้มเสียงสั่นเครือ “มิใช่เพียงสมาคมชุดขาว สาขาย่อยทุกแห่งของพรรคเหยี่ยวครามก็โดนกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองบุกถล่มพร้อมกัน สภาพการณ์… เละเทะไม่ต่างกันเลยขอรับ”
หลิวมู่จือใจสั่นสะท้าน พรรคเหยี่ยวครามก็โดนหางเลขด้วยหรือ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง… คิดจะพลิกฟ้าหรืออย่างไร
“คนของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองป่าวประกาศกร้าวว่า…”
หลิวมู่จือถลึงตา “ตะโกนว่าอันใด”
“พวกมันประกาศว่ามากวาดล้างฆาตกรคดีสังหารหมู่ที่หอเฟยเสวี่ยเมื่อคืนขอรับ”
ร่างหลิวมู่จือโอนเอน ถอยกรูดไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าซีดเผือดดั่งเถ้าถ่าน เขากระจ่างแจ้งถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดในบัดดล
อาศัยอำนาจทางการหนุนหลังผู้บำเพ็ญเพียร เพื่อปูทางให้สมาคมชุดขาวกลืนกินหออี้ผิ่น เดิมทีนี่คือหมากกระดานที่เขาวางไว้ นึกไม่ถึงว่ายามนี้กลับโดนย้อนศรด้วยยุทธวิธีเดียวกันทุกกระเบียดนิ้ว เพียงแต่ผู้ถูกบดขยี้กลับกลายเป็นสมาคมชุดขาวเสียเอง ความรู้สึกอัปยศอดสูประดุจโดนตบหน้ากลางสี่แยกเช่นนี้ มีเพียงหลิวมู่จือที่ซึ้งแก่ใจ
“ผู้นำตระกูล ขุมกำลังที่บุกทะลวงมีจำนวนมหาศาล ล้วนสวมหน้ากากอำพรางโฉมหน้า ไม่อาจระบุตัวตน เหตุการณ์พลิกผันปานสายฟ้าฟาด สายลับที่เราส่งไปจับตาดูล้วนไร้ผู้ใดรอดชีวิตกลับมา คาดว่าคงถูกเด็ดหัวทิ้งกลางทางหมดแล้ว ผู้นำตระกูล หมากสังหารนี้เตรียมการมาอย่างแยบยล ไร้ซึ่งช่องโหว่ เป้าหมายคือถอนรากถอนโคนสมาคมชุดขาว
“ผู้นำตระกูล สมาคมชุดขาวคือขุมกำลังยุทธภพที่ตระกูลหลิวหลั่งเลือดทุ่มเทมานับปี กว่าจะฟูมฟักขึ้นมาได้ มันชี้เป็นชี้ตายถึงอนาคตตระกูล เราจะทนนั่งดูพวกมันพินาศไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้นะขอรับ ต้องเร่งรุดไปช่วยพวกมัน” ชายผู้นั้นร่ำร้องอย่างโศกสลด
ได้ยินเช่นนั้น หลิวมู่จือเบิกตาถลน ใบหน้าเดี๋ยวแดงก่ำเดี๋ยวเขียวคล้ำ
อีกฝ่ายกล่าวไม่ผิด เพื่อดันให้สมาคมชุดขาวผงาด ตระกูลหลิวทุ่มเทเม็ดเงินและทรัพยากรมหาศาลไปนับไม่ถ้วน จวบจนวันนี้ สมาคมชุดขาวเพิ่งจะสถาปนาตนเป็นหนึ่งในสี่พรรคยักษ์ใหญ่แห่งเมืองเยี่ยนผิง แผ่อิทธิพลครอบคลุมยุทธภพต้าฉี และเพิ่งเริ่มป้อนผลประโยชน์กลับคืนสู่ตระกูลหลิว
ความสำคัญของมันย่อมทะลุฟ้า เพียงแค่เม็ดเงินมหาศาลที่สูบเลือดสูบเนื้อมาจากบ่อนพนัน หอนางโลม และดอกเบี้ยโหดในแต่ละปีก็ประเมินค่ามิได้ เมื่อมีธารทองคำนี้หล่อเลี้ยง ตบะพลังของลูกหลานในตระกูลจึงก้าวกระโดดกว่ากาลก่อนลิบลับ
หลิวมู่จือเคยวางหมากคำนวณไว้ ขอเพียงสมาคมชุดขาวรักษาสถานะเช่นนี้ต่อไปได้ อนาคตตระกูลหลิวย่อมปั้นยอดฝีมือระดับราชันย์เพิ่มได้อีกหนึ่งคน และหากสมาคมชุดขาวกลืนกินยุทธภพเมืองเยี่ยนผิงเป็นหนึ่งเดียวสำเร็จ ผลลัพธ์ย่อมทวีคูณ ถึงยามนั้น ตระกูลหลิวย่อมผงาดขึ้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี
ลำพังตระกูลสวีที่คอยรับเศษเนื้อสินบนจากเป่ยหู จะเอาอันใดมางัดข้อกับตระกูลหลิวที่ครอบครองขุมทรัพย์มหาศาล กระทั่งตระกูลจ้าว ตระกูลหลิวก็ไม่จำเป็นต้องเห็นอยู่ในสายตา สมาคมชุดขาวคือความหวังสูงสุดของหลิวมู่จือ คือรากฐานที่จะค้ำยันตระกูลให้หยัดยืนนับพันปีไม่มีวันล่มสลาย
ทว่ายามนี้ ต้นไม้ทองคำเพิ่งจะเริ่มผลิดอกออกผล กลับโดนโค่นล้มต่อหน้าต่อตา หลิวมู่จือไม่อาจยอมรับความวิปลาสนี้ได้เด็ดขาด
สิ้นสมาคมชุดขาว ตระกูลหลิวมิได้สูญเสียเพียงยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดกว่ายี่สิบคน และผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณอีกนับไม่ถ้วน ทว่ามันคือการพังทลายของว่าที่ยอดฝีมือระดับราชันย์ในอีกสิบปีข้างหน้า และว่าที่ยอดฝีมือระดับราชันย์สองคนในอีกยี่สิบปีข้างหน้า… มันคือการบดขยี้อนาคตที่จะผงาดเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งต้าฉีลงกับตา
หลิวมู่จือรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบที่ขั้วหัวใจ ราวกับโดนหมื่นศรทะลวง ต่อให้พยายามโคจรปราณปรับลมหายใจ ก็ยังรู้สึกอึดอัดจนแทบขาดใจ
ควรทำเช่นไรดี
ตระกูลหลิวสมควรเดินหมากใดต่อ
ตระกูลหลิวยังเหลือสิ่งใดให้ดิ้นรนอีก
ทุ่มกำลังยอดฝีมือทั้งตระกูลไปสกัดกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ปะทะแตกหักกับตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยงั้นหรือ ใช้ข้ออ้างใดเล่า อีกฝ่ายอ้างนามสืบคดี แบกป้ายอาญาสิทธิ์ความชอบธรรมเต็มแผ่นหลัง ต่อให้องค์ฮ่องเต้เสด็จมาก็ยังหาช่องติเตียนไม่ได้ ตระกูลหลิวจะเอาอันใดไปต่อกร
คดีนองเลือดเมื่อคืน สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามล้วนลงมือจริง เมื่อกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ‘สืบพบความจริง’ จึงนำกำลังไปจับกุมฆาตกร ยามเผชิญการขัดขืนแข็งข้อ การกวาดล้างพรรคอันธพาลยุทธภพย่อมชอบด้วยเหตุผล ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ผู้ใดจะกล้ายื่นมือเข้าสอด
ตระหนักถึงจุดนี้ หลิวมู่จือปวดร้าวปานใจสลาย สองหูอื้ออึง โลกทั้งใบหมุนคว้าง หากรู้ล่วงหน้า เมื่อทิวาที่ผ่านมา หากเขาแย่งชิงคดีหอเฟยเสวี่ยมาได้สำเร็จจะประเสริฐเพียงใด ทว่ายามเผชิญหน้ากับความดุดันของจ้าวเสวียนจี เขาไร้ซึ่งหนทางขัดขืน
ทว่าหลิวมู่จือขบคิดจนหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่พบ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองสืบเสาะรวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร ไฉนถึงชี้ชัดว่าตัวการใหญ่คือสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม
แม้การลอบสังหารครานั้นล้มเหลว ทว่ามือสังหารล้วนเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิด ไร้ร่องรอยหรือพยานวัตถุให้สาวถึง ทั้งพวกมันยังอำพรางโฉมหน้ามิดชิด ต่อให้แขกเหรื่อบังเอิญเหลือบเห็น แต่หลังจากรอดกลับไปซุกหัวในฐานที่มั่นก็มิได้ย่างกรายออกไปไหนอีก แล้วกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองกระชากหน้ากากพวกมันรวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร ซ้ำยังเด็ดขาดถึงขั้นระดมยอดฝีมือตระกูลเว่ยและตระกูลจ้าวปิดล้อมกวาดล้างสมาคมชุดขาวในพริบตา
หลิวมู่จือขบคิดจนปัญญา รู้สึกเพียงว่าเบื้องหลังหมากกระดานนี้ ซุกซ่อนแผนการอำมหิตลึกล้ำสุดหยั่ง และอสุรกายร่างยักษ์ที่กำลังอ้าปากอาบโลหิตรอเขมือบกลืน
ผู้ใดชักใยอยู่เบื้องหลัง ผู้ใดบงการเรื่องราวทั้งหมด มันเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง หลิวมู่จือแทบคลั่งอยากแหงนหน้าแผดเสียงคำรามก้อง กระชากตัวตนลี้ลับนั้นออกจากเงามืด เข้าห้ำหั่นให้รู้ดำรู้แดง แล้วสับเนื้อมันให้แหลกเหลวเป็นหมื่นชิ้น
“ผู้นำตระกูล สมาคมชุดขาวแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากจะยื่นมือเข้าช่วยต้องเร่งลงมือ ขืนชักช้าจะไม่ทันการณ์”
ผู้เอ่ยคือผู้อาวุโสใหญ่ เบื้องหลังคลาคล่ำด้วยผู้อาวุโสและผู้ดูแลแกนนำตระกูลอีกโข หลังรับรู้ความเคลื่อนไหวในเมืองและรายงานสถานการณ์ พวกเขาล้วนตื่นตระหนกสุดขีด จึงเร่งรุดจากทุกสารทิศเพื่อหารือกลยุทธ์รับมือ
หลิวมู่จือฝืนหยัดกายมั่นคง จะหลุดความอ่อนแอต่อหน้าคนในตระกูลมิได้เด็ดขาด สดับวาจาผู้อาวุโสใหญ่จบ ใบหน้าซีดเผือดดั่งเถ้าถ่านส่ายไปมา สุ้มเสียงแหบพร่าเค้นออกอย่างยากลำบาก “ช่วยไม่ได้แล้ว”
“ช่วยไม่ได้แล้วรึ”
ผู้อาวุโสรองผู้มีนิสัยใจร้อนกระโดดพรวดออกมา “สมาคมชุดขาวเกี่ยวพันกับหมากกระดานใหญ่ ตระกูลเราหลั่งเลือดฟูมฟักมานับปี จะทอดทิ้งได้อย่างไร หากสิ้นสมาคมชุดขาว ความสูญเสียย่อมประเมินค่ามิได้ เกรงว่าสิบปีต่อจากนี้ตระกูลหลิวคงไม่อาจผงาดขึ้นมาอีก พวกเราจะทนนั่งดูพวกมันพินาศไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร”
“ห้ามยื่นมือเข้าสอด นี่คือคำสั่ง”
หลิวมู่จือหลับตา สูดลมหายใจลึก ฝืนกลืนโลหิตที่จุกถึงคอหอยลงไป ไฉนเขาจะไม่รู้ว่าการสูญเสียสมาคมชุดขาว จะบดขยี้รากฐานอำนาจตระกูลหลิวปางตาย ทว่าเมื่อชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ยามนี้เขาทำได้เพียงกล้ำกลืนทนดูสมาคมชุดขาวสูญสลายไปจากโลกหล้า
ระหว่างหายนะสองสิ่ง ย่อมต้องเลือกตัดเนื้อร้ายทิ้ง
หากตระกูลหลิวเคลื่อนไหว นั่นคือการรนหาที่ตายของคนสิ้นสติ
การออกคำสั่งนี้ หากว่าตามเหตุผลย่อมไร้สิ่งใดติดขัด ทว่าในแง่ความรู้สึก มันไม่ต่างจากการโดนแล่เนื้อหลิงฉือทั้งเป็น หลิวมู่จือเจ็บปวดจนร่างสั่นสะท้าน ทุกขุมขนกรีดร้องคร่ำครวญ
“ผู้นำตระกูล เบื้องหลังของสมาคมชุดขาวแดงขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่ กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง… หรือจะเป็นจ้าวเสวียนจีและเว่ยฉงซาน เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกมันล่วงรู้แล้วว่าสมาคมชุดขาวคือเขี้ยวเล็บตระกูลหลิว ถึงได้ลงมือเด็ดขาดปานสายฟ้าฟาดเช่นนี้” ผู้อาวุโสใหญ่อดรนทนไม่ได้เอ่ยถามหน้าเคร่ง
“ในสมาคมชุดขาว คนที่ล่วงรู้ว่าพวกเราชักใยเบื้องหลังมีเพียงหยิบมือ นอกเหนือจากนั้น การติดต่อระหว่างสองฝ่ายก็มีจำกัด ซ้ำยังลบร่องรอยมิดชิด อีกทั้งเมื่อทิวาข้าได้ออกคำสั่ง ให้คนของตระกูลหลิวทั้งหมดในสมาคมชุดขาว ถอนตัวกลับมาอย่างเร่งด่วน
“ยามนี้ ในสมาคมชุดขาวไร้เงาคนตระกูลหลิว ทั้งไร้ผู้ใดระแคะระคายว่าตระกูลหลิวคือผู้บงการ จ้าวเสวียนจีกับเว่ยฉงซานจะงัดหลักฐานใดมาเล่นงาน ต่อให้พวกมันระแคะระคาย แต่เมื่อไร้พยานบุคคลและวัตถุ ย่อมไม่อาจสาดน้ำโคลนใส่ตระกูลเรา”
หลิวมู่จือดึงสติกลับมามั่นคง โชคดีเหลือเกินที่เขาสั่งถอนกำลังเมื่อตอนกลางวัน หากปราศจากความตื่นตูมในยามนั้น ทันทีที่คนตระกูลหลิวในสมาคมชุดขาวโดนจับกุม ตระกูลหลิวย่อมต้องเผชิญหน้ากับพายุโลหิตเป็นแน่
“แล้วพวกเราสมควรเดินหมากใดต่อ” ผู้อาวุโสรองเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์
หลิวมู่จือครุ่นคิดชั่วครู่ “การล่มสลายของสมาคมชุดขาวไม่อาจพลิกคว่ำได้แล้ว เราทำได้เพียงยอมก้มหัวรับความจริง เคราะห์ดีที่ตระกูลหลักจะไม่โดนหางเลข พวกท่านล่าถอยไปเถอะ ไปหารือเรื่องจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ให้เรียบร้อย”
สิ้นสมาคมชุดขาว ตระกูลหลิวขาดธารเงินทุนมหาศาล สัดส่วนผลประโยชน์ระหว่างสายเลือดจำต้องรื้อใหม่ หลิวมู่จือรู้สึกเพียงความเหนื่อยล้าถาโถมประดุจคลื่นยักษ์กลืนกินร่าง หัวใจอ่อนล้าถึงขีดสุด
หลิวมู่จือตวัดมือไล่ทุกคนล่าถอย รอพ้นราตรีนี้ ค่อยเรียบเรียงสติ พรุ่งนี้ค่อยเรียกประชุมผู้อาวุโส ทว่าจังหวะที่หันหลังเตรียมกลับห้อง เขากลับสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้อาวุโสหลายคนที่ทิ่มแทงมา ล้วนอัดแน่นด้วยความเคลือบแคลงคลางแคลง
สมาคมชุดขาวคือผลงานที่เขาฝ่าฟันคำครหาดันทุรังก่อตั้งขึ้น ตลอดหลายปีสูบเม็ดเงินมหาศาลยังไม่ทันถอนทุนคืน กลับต้องพังทลายลงด้วยการตัดสินใจของเขา ยามต้องทนดูภูเขาทองคำถล่มครืน ผู้อาวุโสแต่ละสายที่สูญเสียผลประโยชน์ตรงหน้า ย่อมก่อเกิดความขุ่นเคือง และเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถในฐานะผู้นำตระกูลของเขาเสียแล้ว
หลิวมู่จือคร้านจะต่อความยาว สั่งบ่าวไพร่และสาวใช้ถอยออกไปจนสิ้น ปิดประตูลงกลอนด้วยตนเอง แล้วสาวเท้ากลับสู่โต๊ะหนังสือ ทว่ายามนี้ ใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวเหยเกจนแทบไม่เหลือเค้ามนุษย์
หวนนึกถึงช่วงทิวาที่จ้าวเสวียนจีจู่ๆ ก็โผล่พรวดมาที่กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง ซ้ำยังมีท่าทีกำเริบเสิบสาน กดขี่ข่มเหงเขาสารพัด เพื่อรั้งสิทธิ์คดีหอเฟยเสวี่ยไว้ในมือกองบัญชาการฯ ภายในใจหลิวมู่จือก็จุกแน่นเดือดพล่าน
ยามนั้น เขายังลั่นวาจาข่มขู่จ้าวเสวียนจีว่า ตระกูลหลิวพร้อมเปิดศึก วินาทีที่พ่นวาจานั้น ในหัวเขาคิดเพียงอาศัยสมาคมชุดขาวรวบรวมยุทธภพเมืองเยี่ยนผิง คุมอำนาจโลกมืดทั้งหมดในกำมือ ถึงยามนั้น ทุกฝีก้าวของตระกูลจ้าวย่อมตกอยู่ใต้เงาข่ายตาข่ายฟ้า หลิวมู่จือเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจในการบดขยี้ตระกูลจ้าว มองอีกฝ่ายเป็นเพียงปลาบนเขียง ท่าทีแข็งกร้าวของจ้าวเสวียนจีช่างน่าขันสิ้นดี เป็นเพียงสุนัขจนตรอกรนหาที่ตาย
ใครจะคาดคิด ผ่านไปไม่พ้นราตรี สมาคมชุดขาวกลับโดนยอดฝีมือตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยสับจนแหลก รากฐานอำนาจที่เขาฝากฝังพินาศย่อยยับ บัดนี้เมื่อหวนนึกถึงความหยิ่งผยองในกาลนั้น หลิวมู่จือรู้สึกชาหนึบร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ที่แท้ตัวตลกมิใช่จ้าวเสวียนจี ทว่าเป็นเขาเองที่หูหนวกตาบอด ไม่ล่วงรู้ถึงหายนะที่กำลังคลืบคลานแม้แต่น้อย
หมากกระดานพลิกคว่ำโจ่งแจ้งปานนี้ หากตระกูลจ้าวไม่ระแคะระคายว่าสมาคมชุดขาวคือหมาลอบกัดของตระกูลหลิว หลิวมู่จือไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด เขาเพียงขบไม่ตกว่าตนเองทิ้งร่องรอยไว้ที่ใด ทำให้อีกฝ่ายสืบสาวได้ แต่สิ่งที่กระจ่างแจ้งคือ การที่ตระกูลจ้าวเปิดฉากล้างบาง ย่อมตระเตรียมหมากรัดกุมมาเนิ่นนาน
หากมิใช่เช่นนั้น จ้าวเสวียนจีคงไม่ส่งจ้าวหนิงเสียบตำแหน่งในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง เพื่อเปิดทางยืมดาบทางการกวาดล้างสมาคมชุดขาวจนพินาศย่อยยับ และบีบให้ตระกูลหลิวต้องกลืนเลือดไม่อาจยื่นมือเข้าสอด
ลองจินตนาการ ยามเผชิญหน้าในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง จ้าวเสวียนจีย่อมวางหมากเชือดคอคืนนี้ไว้เบ็ดเสร็จ การกระทำเหิมเกริมของเขาในยามนั้น คงดูน่าสมเพชปานตัวตลกในสายตาอีกฝ่าย
ตระหนักถึงจุดนี้ หลิวมู่จือไม่อาจสะกดกลั้นโลหิตเดือดพล่าน อ้าปากกระอักเลือดคำโตพุ่งกระฉอกย้อมโต๊ะหนังสือจนแดงฉาน
ดวงตาพลันมืดบอด ทรุดเข่ากระแทกพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง สองมือยันพื้นยันกาย จ้องมองกองเลือดอุ่นระอุเบื้องหน้า ก่อนแผดเสียงคำรามต่ำดุจเดรัจฉานบาดเจ็บ “จ้าวเสวียนจี ตาเฒ่าบัดซบ ไอ้เดรัจฉานลอบกัด ความอัปยศครานี้หากไม่ได้ชำระล้าง ข้าหลิวมู่จือขอสาบานว่าจะไม่ขอเกิดเป็นคน”