ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 81 ราตรีไร้นิทรา (8)
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองค่ำคืนนี้สว่างไสวด้วยคบเพลิงโชติช่วง ยามจ้าวหนิงควบม้ากลับมาถึง เวลายังไม่ล่วงเข้าห้าเกิง ท้องฟ้าราตรีหลงเหลือความมืดมิด ห่างไกลจากรุ่งอรุณอยู่อีกช่วงตึก
เบื้องหลังเขามีขบวนคนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา คลื่นมนุษย์นับร้อยอัดแน่นจนเต็มท้องถนน ยามขบวนก้าวประชิดดั่งคลื่นทะลัก ทหารยามเฝ้าประตูกองบัญชาการต่างลอบสบตากันด้วยความตื่นตระหนก สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาตามสายลม
ภายในขบวน มิเพียงพรั่งพร้อมด้วยยอดฝีมือจากตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ย ทว่ายังมีหัวโจกจากสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามที่ถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา กระทั่งยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดที่บาดเจ็บปางตายยังถูกลากตัวมาด้วย เดนมนุษย์เหล่านี้คือพยานปากเอกที่จ้าวหนิงจะใช้มัดหลังสองพรรคใหญ่ ว่ามีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมหอเฟยเสวี่ย ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความชอบอันยิ่งใหญ่ในการกวาดล้างภัยพาลแห่งเมืองหลวงคืนนี้
ไร้เงายอดฝีมือจากหออี้ผิ่นและสำนักกระบี่ซานชิงแม้แต่ครึ่งคน ยามลงมือ จ้าวหนิงสั่งการให้พวกเขาอำพรางใบหน้ามิดชิด บัดนี้ย่อมไร้เหตุผลให้ปรากฏตัวเปิดเผยสถานะ
จ้าวหนิงไม่ต้องการเปิดช่องให้ขุนนางจอมสอดรู้จากศาลผู้ตรวจการถวายฎีกาเล่นงาน กล่าวหาว่าเขากับกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองสมรู้ร่วมคิดกับชาวยุทธภพ แน่นอนว่าต่อให้คนของหออี้ผิ่นและสำนักกระบี่ซานชิงอำพรางใบหน้า ผู้ที่จ้องจับผิดย่อมสืบสาวร่องรอยได้ ทว่าสัจธรรมที่ว่า ‘ให้เขารู้ระแคะระคาย ดีกว่าให้จับได้คาหนังคาเขา’ จ้าวหนิงย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจดี
“ท่านจงฉีจ้าว”
หัวหน้าหมวดเวรยามหน้าประตูรีบก้าวเข้ามาประสานมือคารวะแต่ไกลด้วยท่าทีนอบน้อมสุดขีด นายทหารผู้นี้มิใช่คนใต้บังคับบัญชาของจ้าวหนิง อู๋เซ่าเชิน หรือจางเหวินเจิง ทว่าขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการสือชง ถึงกระนั้น ยามเผชิญหน้ากับจ้าวหนิงในวินาทีนี้ เขากลับประจบประแจงยิ่งกว่ายามพบเห็นนายกองคนอื่นเสียอีก
ปฏิบัติการกวาดล้างคืนนี้มิใช่ความลับในกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอีกต่อไป จ้าวหนิงเบิกทหารร้อยห้าสิบนายมาเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น จากนั้นยังสั่งระดมไพร่พลในสังกัดอีกร้อยห้าสิบนายออกไปจนเกลี้ยงค่าย ความเคลื่อนไหวใหญ่โตสะเทือนฟ้าสะเทือนดินปานนี้ ย่อมไม่อาจปิดบังผู้ใด
ก่อนหน้านี้ ทุกคนในกองบัญชาการล่วงรู้เพียงว่าจ้าวหนิงสืบพบตัวฆาตกรคดีหอเฟยเสวี่ย และมีพรรคพวกยุทธภพในเยี่ยนผิงหนุนหลัง ทว่ามิมีใครล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง ทำได้เพียงคาดเดาจากแรงปะทะปราณที่ปะทุขึ้นตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองตลอดคืน ว่าหากจ้าวหนิงทำสำเร็จ ผลงานครั้งนี้ย่อมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
บัดนี้เมื่อเห็นจ้าวหนิงคุมขบวนนักโทษกลับมาอย่างกำเริบเสิบสาน นอกเหนือจากความตกตะลึง หัวหน้าหมวดย่อมตระหนักได้ว่าจ้าวหนิงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ก็สามารถกระชากหน้ากากคนร้ายและกวาดล้างรังโจรจนสิ้นซาก ความสามารถระดับนี้ บีบบังคับให้ผู้คนต้องศิโรราบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คุมตัวลงคุกใต้ดิน เตรียมแยกสอบสวน”
ต่อท่าทีประจบสอพลอนั้น จ้าวหนิงเพียงพยักหน้ารับอย่างแกนๆ ฐานะของทั้งสองแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาไร้ความจำเป็นต้องเสวนาให้มากความ เพียงหันไปสั่งการเว่ยอู๋เซี่ยนสั้นๆ
“ท่านจงฉีจาง ข้าจะเค้นสอบนักโทษพวกนี้ข้ามคืน ท่านประสงค์จะร่วมด้วยหรือไม่” ขณะก้าวข้ามธรณีประตู จ้าวหนิงหันไปเอ่ยถามจางเหวินเจิงที่เดินอยู่ด้านข้าง
ยามเริ่มปฏิบัติการ จ้าวหนิงได้ส่งคนไปแจ้งข่าวแล้ว ตามรายงาน ยามนั้นอีกฝ่ายกำลังนั่งแทะเนื้อกระดกสุราอยู่รโหฐานเพียงลำพัง ครั้นได้ยินเรื่องกวาดล้าง แม้จะไม่โอ้เอ้ ทว่าก็ไร้ซึ่งความกระตือรือร้น ท้ายที่สุดจึงมาสมทบกับจ้าวหนิงที่รังใหญ่ของสมาคมชุดขาว
จางเหวินเจิงผู้มีปลายจมูกแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา เพิ่งกระดกน้ำเต้าจนหยดสุดท้าย ครั้นได้ยินคำถามก็เรอออกมาคำโต เขย่าน้ำเต้าเปล่าในมือพลางเอ่ย “งานละเอียดอ่อนปานนี้ ข้าคงช่วยอันใดมิได้ ท่านจงฉีจ้าวจัดการเองเถิด ข้าจะไปงีบที่ห้องพัก… เสร็จเรื่องแล้ว แบ่งความชอบให้ข้าสักส่วนก็พอ”
วาจาไร้ยางอายเหล่านั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างหน้าตาเฉย
จ้าวหนิงยกยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านจงฉีจาง วางใจเถิด ความชอบที่ท่านสมควรได้รับ จะไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ครึ่งส่วน”
ในคดีนี้ จางเหวินเจิงมิได้ลงแรงแม้แต่หยาดเหงื่อเดียว หากจะนับความชอบที่ ‘สมควรได้รับ’ ย่อมว่างเปล่าประดุจผายลม
ทว่าความเกียจคร้านของอีกฝ่าย กลับเข้าทางจ้าวหนิงพอดี เพราะไม่ว่าจางเหวินเจิงจะสอดมือทำสิ่งใด ย่อมมีแต่เกะกะขวางตา ยกตัวอย่างเช่นการเค้นสอบนักโทษ จ้าวหนิงต้องยัดเยียดถ้อยคำปรักปรำตามแผนที่วางไว้ หากมีจางเหวินเจิงมานั่งจับผิดอยู่ข้างกาย ย่อมสร้างความรำคาญใจเปล่าๆ
ดังนั้น การที่อีกฝ่ายทำตัวไร้ตัวตนจึงถือเป็นคุณูปการสูงสุด บัดนี้เมื่อเห็นจางเหวินเจิงรู้รักษาตัวรอด ไม่เข้ามายุ่มย่ามกับการสกัดคำรับสารภาพ เขาย่อมยินดีจะแบ่งเศษเนื้อแห่งความชอบให้อีกฝ่ายในภายหลัง
ราตรีนี้ สือชงเองก็ข่มตาหลับไม่ลงเช่นกัน
นับแต่ได้รับรายงานว่าจ้าวหนิงระดมไพร่พลออกไปจนเกลี้ยง สัญชาตญาณก็ร่ำร้องว่าคืนนี้อีกฝ่ายต้องก่อการใหญ่เป็นแน่ ทว่าสือชงคาดไม่ถึงแม้แต่น้อย ว่าจ้าวหนิงจะโอหังถึงขั้นเปิดฉากบุกถล่มฐานที่มั่นทุกแห่งของสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวคราม ล้างบางสองพรรคใหญ่แห่งเยี่ยนผิงไปรวดเดียว
กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองมีอำนาจดูแลความสงบของเมืองหลวง ทว่าหลายปีมานี้กลับถูกที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงเหยียบย่ำกดหัว ไร้คดีใหญ่ให้สร้างผลงาน ไร้ผลประโยชน์ให้กอบโกย ขุมกำลังยุทธภพล้วนหันไปประจบสอพลอขุนนางศาลเยี่ยนผิง ยัดสินบนให้มือปราบ ลักลอบสมรู้ร่วมคิดกันใต้โต๊ะ
ถึงกระนั้น สือชงก็ตระหนักดีว่าสมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามคือมหาอำนาจแห่งยุทธภพเยี่ยนผิง เขาย่อมล่วงรู้ถึงที่ตั้งรังโจรของพวกมัน—ท้ายที่สุดเขาก็คือผู้บัญชาการ อีกทั้งยังมีสายเลือดตระกูลสือ ย่อมไม่มีทางหูหนวกตาบอดในเมืองหลวงแห่งนี้
หลังเกิดคดีนองเลือดเมื่อคืน สือชงคาดเดาได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องพัวพันกับสมาคมชุดขาว พรรคเหยี่ยวคราม และหออี้ผิ่น ทว่ารู้ไปแล้วจะได้การอันใด ขุมกำลังเหล่านั้นมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดรวมกันกว่ายี่สิบคน กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองอันตกต่ำ ไร้เขี้ยวเล็บพอจะไปบดขยี้พวกมันได้
ชาติตระกูลของสือชงนับว่าไม่ธรรมดา ทว่าเขาหาใช่บุตรสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอก จึงมิอาจหยิบยืมกำลังจากตระกูลได้ตามใจชอบ เว้นเสียแต่เขาจะคลี่คลายคดีจนกระจ่างแจ้งและกุมหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ขาดเพียงขั้นตอนลงดาบสังหาร เมื่อนั้นตระกูลจึงจะยินยอมยื่นมือเข้าแทรกแซง
ด้วยเหตุนี้ สือชงจึงโยนเผือกร้อนรวกมือนี้ให้จ้าวหนิงไปเผชิญเคราะห์ หากสืบได้เบาะแส เขาจะก้าวออกมาชุบมือเปิบ แต่หากคว้าน้ำเหลว เขาก็เพียงแค่นั่งภูดูเสือกัดกัน ไม่ต้องเอาชื่อเสียงตนเองไปทิ้งให้เสื่อมเสีย
ทว่าสือชงกลับคาดไม่ถึง ว่าเวลาล่วงเลยไม่ทันครบสิบสองชั่วยาม จ้าวหนิงกลับกระชากหน้ากากฆาตกรได้สำเร็จ ซ้ำยังเด็ดขาดถึงขั้นระดมขุมกำลังตระกูลจ้าว พ่วงด้วยยอดฝีมือตระกูลเว่ย บุกบดขยี้สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามจนย่อยยับดับสูญ
จ้าวหนิงงมหาเบาะแสและชี้เป้าฆาตกรได้รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร สือชงขบคิดจนหัวแทบแตกก็หาคำตอบไม่ได้ การเคลื่อนไหวของจ้าวหนิงนั้นสายฟ้าแลบเกินไป รวดเร็วจนผิดมนุษย์มนาและเหลือเชื่อสุดแสน
ขณะเดียวกัน ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงก็ถาโถมเข้าเกาะกุมจิตใจ ท้ายที่สุดจ้าวหนิงก็คือทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลจ้าว เว่ยอู๋เซี่ยนก็คือซื่อจื่อแห่งตระกูลเว่ย สองคนนี้เพียงประคองตัวไม่ให้สร้างเรื่องฉาวโฉ่ ล้วนการันตีตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต ไม่ว่าจะขยับตัวทำสิ่งใด ย่อมมีกองกำลังตระกูลหนุนหลังสุดตัว ผิดกับตัวเขา…
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างจ้าวหนิง อาศัยความเด็ดขาดดุจสายฟ้าพิโรธ คลี่คลายคดีใหญ่คับฟ้าปานนี้ได้ บารมีของมันในกองบัญชาการจะไม่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยหรือ ใบหน้าของสือชงบิดเบี้ยวด้วยความปั่นป่วน
นับแต่เขานั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการ ยังไม่เคยสะสางคดีที่พัวพันกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณต้นกำเนิดเลยสักครั้ง มิใช่ว่าไม่มีเหตุเกิด ทว่าต่อให้มีก็โดนที่ว่าการเมืองเยี่ยนผิงปล้นผลงานไปจนเกลี้ยง แต่คดีตรงหน้านี้ มิได้มียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดแค่หนึ่งหรือสองคน ทว่ามีนับสิบ
คดีสะเทือนขวัญระดับนี้ จ้าวหนิงกลับบดขยี้มันลงได้ในพริบตา บารมีของเขาย่อมต้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมือง นี่ต่างหากคือฝันร้ายที่สือชงหวาดผวาที่สุด
การที่เจิ้นกั๋วกงจ้าวเสวียนจีออกโรงหนุนหลัง และจ้าวหนิงลงดาบเชือดไก่ให้ลิงดูโดยการสั่งสอนอู๋เซ่าเชินก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นการตบหัวลูบหลังที่ซื้อใจผู้คนได้ไม่น้อย ทว่านั่นมิได้ข้องเกี่ยวกับผลงานหลักของกองบัญชาการ กล่าวคือ มิได้เชื่อมโยงกับสายงานราชการหรือผลประโยชน์การเลื่อนขั้นรับรางวัลของนายทหาร บารมีที่ได้จึงยังมีขีดจำกัด
ทว่าหน้าที่สูงสุดของกองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองคือสิ่งใด มันคือการรักษาความมั่นคงของเมืองหลวง ตรวจตราความสงบ จับกุมคนพาล กวาดล้างขุมกำลังอันธพาล แก่นแท้ของหน้าที่เหล่านี้ คือกึ๋นในการสืบคดีและคมดาบในการเด็ดหัวโจรผู้ร้าย
และบัดนี้ จ้าวหนิงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วยาม สับคดีนองเลือดที่เมืองเยี่ยนผิงไม่ได้สัมผัสมานานนับสิบปีจนแหลกละเอียด ซ้ำยังลากคอคนร้ายกลับมารับทัณฑ์ได้ในคืนเดียว ความเด็ดขาดระดับนี้เรียกได้ว่าเหี้ยมเกรียมเหนือมนุษย์
คดีนี้ใหญ่โตปานใด ยามปิดคดี ความชอบที่รอรับย่อมมหาศาลปานนั้น
ถึงเพลานั้น มิใช่เพียงจ้าวหนิงที่เสวยสุข ทว่าไพร่พลใต้บังคับบัญชาล้วนพลอยได้ดิบได้ดี ผู้ใดสมควรเลื่อนยศย่อมได้เลื่อน ผู้ใดสมควรรับบำเหน็จย่อมได้กอบโกย เมื่อมีทำเนียบเสนาธิการทหารคอยกางร่มเงาให้เบื้องบน ลองจินตนาการดูเถิดว่าศาสตราปราณและโอสถวิเศษจะถูกประทานลงมาเป็นสายฝนปานใด
สิ่งนี้จะผลักดันบารมีของจงฉีจ้าวหนิงให้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด นายทหารหน่วยอื่นในกองบัญชาการย่อมริษยาจนตาเป็นมัน กระทั่งสวะอย่างจางเหวินเจิงก็ยังได้เสวยผลบุญก้อนโตไปด้วย
แม้กฎเกณฑ์จะระบุว่าทุกความชอบของกองบัญชาการ สือชงในฐานะผู้บัญชาการย่อมได้รับส่วนแบ่ง ทว่าตราบใดที่เขายังรั้งตำแหน่งอยู่ที่นี่ บารมีที่บดบังแผ่นฟ้าของจ้าวหนิง ย่อมกลายเป็นคมหอกที่จ่อคอหอยเขาอย่างแท้จริง
หลังจากนี้ หากขุมพลทั้งหมดเทใจศิโรราบต่อจ้าวหนิง อำนาจสั่งการของผู้บัญชาการเช่นเขาย่อมถูกตอนจนหมดสิ้น หากเขากับจ้าวหนิงลงเรือลำเดียวกันก็แล้วไป เสวยสุขย่อมเสวยสุขร่วมกัน ทว่าความจริงมันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
สือชงรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง กระวนกระวายจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้อย่างถ่องแท้ ว่าตนเองหมดปัญญาควบคุมมังกรคลั่งตัวนี้ได้อีกต่อไป
หลังเว่ยอู๋เซี่ยนคุมนักโทษนับร้อยยัดทะนานลงคุกใต้ดิน ยอดฝีมือจากตระกูลจ้าวและตระกูลเว่ยก็ถอนตัวกลับไปเกินครึ่ง รั้งอยู่เพียงสิบกว่านายเพื่อคุมเชิงการสอบสวน และคุ้มกันความปลอดภัยให้จ้าวหนิงกับเว่ยอู๋เซี่ยน ราตรีนี้เปิดศึกนองเลือดใหญ่โต ไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันว่าเศษเดนที่เล็ดลอดไปได้จะไม่หมาจนตรอก บุกมาปล้นคุก หรือคิดแลกชีวิตกับพวกเขา
คุกใต้ดินย่อมมิใช่สถานเริงรมย์ พื้นที่คับแคบ อากาศชื้นแฉะอุดอู้ โถงทางเดินบีบให้ผู้คนต้องค่อมกายก้มหัว บนกำแพงศิลาเกรอะกรังด้วยคราบตะไคร่และรอยเลือดสีคล้ำชวนสะอิดสะเอียน หากจะหวังให้สถานที่บัดซบพรรค์นี้มีเรื่องเจริญหูเจริญตาซุกซ่อนอยู่ ย่อมเป็นการเพ้อเจ้อของคนวิกลจริต
เคราะห์ดีที่ยามกองบัญชาการแห่งนี้เพิ่งก่อตั้ง บารมียังล้นฟ้า สังเกตได้จากโครงสร้างคุกที่โอ่อ่าทนทาน โถงทรมานกว้างขวางสิบกว่าห้องจุคนได้เหลือเฟือ ทว่าสรรพาวุธทัณฑ์ทรมานสุดพิสดารกลับถูกหยากไย่ฝุ่นเขรอะปกคลุม บ่งบอกชัดเจนว่าพวกมันถูกทอดทิ้งให้ขึ้นสนิมมาเนิ่นนาน
จ้าวหนิงยังไม่ทันลงมือสกัดจุดเค้นความลับ สือชงก็ปรากฏกายขึ้น
“ท่านผู้บัญชาการ” จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนประสานมือคารวะพร้อมกัน
“ท่านจงฉีจ้าว ท่านผู้บังคับกองเว่ย ลำบากพวกท่านแล้ว”
สือชงประดับรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา แผ่กลิ่นอายอบอุ่นประดุจสายลมวสันต์ “คดีพลิกฟ้าปานนี้ หากมิได้พวกท่านทั้งสองยอมเหน็ดเหนื่อยข้ามคืน กองบัญชาการของเราย่อมไม่อาจลากคอคนร้ายได้ทันควันเช่นนี้ ขาดเหลือเครื่องทัณฑ์ทรมานอันใด ท่านจงฉีจ้าวเอ่ยปากได้เลย ขุมพลทั้งกองบัญชาการพร้อมหนุนหลังท่านเต็มกำลัง”
“ขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการ” จ้าวหนิงประสานมือรับคำ
สือชงปั้นหน้าให้กำลังใจอีกสองสามประโยค จากนั้นกลับไม่สอดมือเข้าแทรกแซงกระบวนการทรมาน และไม่คิดรั้งอยู่ให้เกะกะ เขาเดินยิ้มแย้มคล้อยหลังก้าวออกไปโดยไม่หุบยิ้มแม้แต่วินาทีเดียว
จ้าวหนิงและเว่ยอู๋เซี่ยนเบือนหน้ามาสบตากัน
“ข้าคิดไปเองหรือไม่ เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าการปรากฏตัวของท่านผู้บัญชาการครั้งนี้ วาจาล้วนจริงใจไร้จริตเสแสร้ง ไม่มีเค้าลางซ่อนเข็มในปุยนุ่นเหมือนแต่ก่อนเลยเล่า” เว่ยอู๋เซี่ยนเกาหัวแกรกๆ
จ้าวหนิงพยักหน้า “เจ้ามิได้คิดไปเอง ข้าก็สัมผัสได้ ผู้บัญชาการมาคราวนี้ เพียงเพื่อซื้อใจและแสดงจุดยืนหนุนหลังเท่านั้น ไร้เจตนาแอบแฝงอื่นใด หาไม่แล้ว เขาคงไม่รีบไสหัวไปทันทีที่เอ่ยจบ”
เว่ยอู๋เซี่ยนครุ่นคิดชั่วครู่ มุมปากพลันกระตุกยิ้มเหี้ยม “หากเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่าท่านผู้บัญชาการยอมศิโรราบให้พวกเราแล้วน่ะสิ”